ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Mart DeHaan

เมื่อคนทั้งโลกร้องเพลง

เพลงประกอบโฆษณาจากทศวรรษที่ 1970 ทำให้คนรุ่นหนึ่งเกิดแรงบันดาลใจ เริ่มจากเพลงที่เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญโฆษณาโคคาโคล่าโดยใช้หัวข้อว่า “ของแท้” ต่อมาวงดนตรีสัญชาติอังกฤษชื่อ เดอะ นิว ซีคเก้อร์ ได้ร้องเพลงนี้ในฉบับเต็มและไต่อันดับความนิยมไปอยู่ต้นๆของชาร์ตเพลงทั่วโลก แต่คนมากมายจะไม่มีวันลืมเพลงฉบับดั้งเดิมทางโทรทัศน์ที่ขับร้องโดยกลุ่มคนหนุ่มสาวบนยอดเขานอกกรุงโรม น่าตลกที่ภาพของผึ้งและต้นไม้ที่ออกผลทำให้เราคล้อยตามความต้องการของผู้เขียนเพลง ที่อยากสอนให้คนทั้งโลกร้องเพลงด้วยความรักและสามัคคี

อัครสาวกยอห์นได้อธิบายถึงบางสิ่งที่คล้ายกับความฝันในอุดมคตินั้น หากแต่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก ท่านเห็นในนิมิตว่าบทเพลงถูกร้องโดย “​สิ่งมีชีวิตทั้งหมด ทั้งในสวรรค์ ในแผ่นดินโลก ใต้แผ่นดิน ในมหาสมุทร บรรดาที่อยู่ในที่เหล่านั้น” (วว. 5:13) ไม่มีอะไรน่าตลกเกี่ยวกับบทเพลงนี้ ไม่มีอะไรเป็นจริงไปกว่าพระองค์ผู้ที่บทเพลงนี้ร้องถึงได้ทรงจ่ายราคาสูงจริง ไม่มีอะไรจะน่าหวาดกลัวมากไปกว่าภาพของสงคราม ความตาย และผลที่เกิดตามมา ซึ่งการเสียสละด้วยความรักของพระองค์จะต้องเอาชนะให้ได้

แต่นี่แหละคือสิ่งที่พระเมษโปดกของพระเจ้าจะต้องแลกเพื่อแบกรับบาปแทนเราและเอาชนะความตาย มีชัยเหนือความกลัวตายของเรา และสอนทุกสรรพสิ่งในสวรรค์และบนโลกให้ร้องบทเพลงอย่างพร้อมเพรียงกัน

เพื่อนของเพื่อนพระเจ้า

เมื่อคนสองคนพบกันครั้งแรก ความเป็นกันเองจะเกิดขึ้นหากทั้งสองพบว่าพวกเขามีเพื่อนคนเดียวกัน รูปแบบที่อาจเป็นที่น่าจดจำที่สุดคือเมื่อเจ้าของบ้านใจดีต้อนรับแขกด้วยคำพูดประมาณว่า “ยินดีที่ได้รู้จัก เพื่อนของแซม หรือเพื่อนของซาแมนธา ก็เป็นเพื่อนของฉันด้วย”

พระเยซูตรัสบางอย่างที่คล้ายกันนี้ด้วย พระองค์ได้รับความสนใจจากฝูงชนจากการที่ทรงรักษาคนเจ็บป่วยมากมาย แต่พระองค์ก็ได้ทรงสร้างศัตรูกับผู้นำศาสนา โดยการไม่เห็นด้วยกับวิธีที่พวกเขาทำให้พระวิหารกลายเป็นที่ซื้อขายและใช้อิทธิพลของตนในทางที่ผิด ในท่ามกลางความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้น พระองค์ทรงเดินหน้าเพื่อเพิ่มพูนความยินดี มูลค่า และความมหัศจรรย์ของการปรากฏตัวของพระองค์ พระองค์ทรงทำให้สาวกสามารถรักษาคนป่วยได้และส่งพวกเขาออกไปประกาศว่าแผ่นดินของพระเจ้าอยู่ใกล้แล้ว พระองค์ทรงรับรองกับเหล่าสาวกว่า “ผู้ที่รับท่านทั้งหลายก็รับเรา” (มธ.10:40) และรวมถึงรับพระบิดาผู้ทรงใช้พระองค์มาเช่นกัน

ไม่น่าจะมีสิ่งใดที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้มากกว่ามิตรภาพอีกแล้ว สำหรับใครที่จะเปิดบ้านของตน หรือแม้แต่ให้น้ำเย็นสักแก้วแก่ผู้ที่เป็นสาวกของพระเยซู พระองค์ทรงรับรองว่าพวกเขาจะได้อยู่ในพระทัยของพระเจ้า แม้เวลานั้นจะผ่านมานานมากแล้ว แต่คำตรัสของพระองค์เตือนเราว่า การแสดงความเมตตาและการต้อนรับขับสู้ไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่ ก็ยังคงเป็นการให้การต้อนรับและรับการต้อนรับ ในฐานะเพื่อนของเพื่อนพระเจ้า

พระเยซูกับความยุติธรรม

ซีซาร์ ออกัสตัส (63 ปีก่อนค.ศ. - ค.ศ.14) จักรพรรดิองค์แรกของอาณาจักรโรมัน ต้องการเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ปกครองที่เข้มงวดในเรื่องกฎระเบียบต่างๆ แม้พระองค์จะสร้างอาณาจักรจากแรงงานทาส การยึดอำนาจทางทหาร และการติดสินบน แต่พระองค์ก็ได้ฟื้นฟูกระบวนการยุติธรรมและมอบเทพียูสทิเทียซึ่งในระบบยุติธรรมทุกวันนี้เรียกว่าเทพียุติธรรมให้กับพลเมืองของพระองค์ พระองค์ยังให้มีการสำรวจสำมะโนประชากร ซึ่งนำมารีย์และโยเซฟมาที่เบธเลเฮมเพื่อให้กำเนิดผู้ปกครองที่เฝ้ารอมานาน ผู้ซึ่งความยิ่งใหญ่ของพระองค์จะไปถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก (มคา.5:2-4)

สิ่งที่ออกัสตัสและคนทั้งโลกคาดไม่ถึงก็คือ การที่จอมกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทรงมีชีวิตและสิ้นพระชนม์เพื่อสำแดงให้เห็นถึงความยุติธรรมที่แท้จริง หลายศตวรรษก่อนหน้าในสมัยของมีคาห์ ประชากรของพระเจ้ากลับไปเกลือกกลั้วกับการโกหก ความรุนแรง และ “ทรัพย์สมบัติที่ได้มาจากการชั่วร้าย” (6:10-12) ชนชาติที่พระเจ้าทรงรักมองไม่เห็นพระองค์ พระองค์ปรารถนาที่พวกเขาจะแสดงให้โลกเห็นถึงความหมายของการกระทำสิ่งที่ถูกต้องต่อกัน และเดินอย่างถ่อมใจไปกับพระองค์ (ข้อ 8)

กษัตริย์ผู้รับใช้ทรงเป็นแบบอย่างของความยุติธรรม ซึ่งผู้คนที่เจ็บปวด ถูกลืม และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นั้นรอคอย คำพยากรณ์ของมีคาห์ที่สำเร็จโดยพระเยซูทำให้มนุษย์กลับมามีสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้าและกับมนุษย์ด้วยกัน สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบแค่ภายนอกของซีซาร์ แต่เกิดจากเสรีภาพแห่งพระเมตตา ความดี และจิตวิญญาณของพระเยซู กษัตริย์ผู้รับใช้ของเรา

วีรบุรุษ ผู้กดขี่ และพระเยซู

บีโธเฟ่นรู้สึกโกรธ เขาตั้งใจจะตั้งชื่อผลงานซิมโฟนีหมายเลขสามของเขาว่า “เดอะโบนาปาร์ต” ในยุคแห่งการใช้อำนาจกดขี่ทางศาสนาและการเมือง เขามองนโปเลียนเป็นวีรบุรุษของประชาชนและตัวแทนของอิสรภาพ แต่เมื่อแม่ทัพชาวฝรั่งเศสประกาศตัวเป็นจักรพรรดิ นักแต่งเพลงผู้โด่งดังจึงเปลี่ยนความคิด เขาประณามว่าอดีตวีรบุรุษคนนี้เป็นทรชนและผู้กดขี่ และพยายามลบชื่อโบนา-ปาร์ตออกจนโน้ตเพลงของเขาขาดเป็นรู

ผู้เชื่อพระเยซูในยุคแรกคงต้องรู้สึกผิดหวังเมื่อความหวังของพวกเขาที่จะมีการปฏิรูปทางการเมืองพังทลายลง พระองค์ทรงให้ความหวังถึงชีวิตที่ไร้การกดขี่ขูดรีดภาษีของซีซาร์และการควบคุมของทหาร แต่หลายสิบปีผ่านไปโรมก็ยังคงครองโลกอยู่ ผู้ส่งสารของพระเยซูถูกทิ้งไว้กับความกลัวและความอ่อนแอ สาวกของพระองค์ยังไม่มีความเป็นผู้ใหญ่และทะเลาะกัน (1 คร.1:11-12; 3:1-3)

แต่มีบางสิ่งที่แตกต่าง เปาโลมองเห็นไปไกลกว่าแค่ความไม่เปลี่ยนแปลง จดหมายของท่านทั้งตอนต้น ตอนท้าย และในเนื้อหาเต็มไปด้วยพระนามของพระคริสต์ พระคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย พระคริสต์ทรงสัญญาว่าจะกลับมาด้วยฤทธิ์อำนาจ พระคริสต์ทรงพิพากษาทุกสิ่งและทุกคน เหนือสิ่งอื่นใดเปาโลต้องการให้ผู้เชื่อในพระเยซูยึดมั่นในความหมายและความสำคัญของการที่พระองค์ทรงถูกตรึงกางเขน (2:2; 13:1-13)

ความรักที่แสดงออกในการเสียสละของพระเยซูทำให้พระองค์เป็นผู้นำที่แตกต่าง ในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของโลกนี้ กางเขนของพระองค์เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง พระนามของพระเยซูจะเป็นที่รู้จักและยกย่องเหนือนามทั้งปวงตลอดไป

ซ้ำเติม

ในยุคทองของวิทยุ เฟร็ด อัลเลน (1894-1956) ใช้ตลกร้ายนำรอยยิ้มมาสู่ผู้คนที่อยู่ในเงามืดของวิกฤตเศรษฐกิจและสงครามโลก อารมณ์ขันของเขาเกิดจากความเจ็บปวดส่วนตัว เขาเสียแม่ไปก่อนจะสามขวบ ต่อมาเขาต้องห่างจากพ่อที่มีปัญหาเรื่องการใช้สารเสพติด ครั้งหนึ่งเขาช่วยชีวิตเด็กชายจากการจราจรบนท้องถนนอันวุ่นวายของนครนิวยอร์กอย่างน่าประทับใจ “มีปัญหาอะไรหรือเจ้าหนู ไม่อยากจะโตขึ้นและเจอปัญหาหรือ”

ชีวิตของโยบตีแผ่ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงนี้ เมื่อการแสดงออกถึงความเชื่อของท่านก่อนหน้านั้นนำไปสู่ความผิดหวัง เพื่อนของท่านยังทวีคูณความเจ็บปวดด้วยการซ้ำเติม พวกเขายืนกรานด้วยข้อโต้แย้งที่ฟังดูดีให้โยบยอมรับว่าท่านผิด (4:7-8) และให้เรียนรู้จากการลงพระอาชญาของพระเจ้า ท่านจึงจะพบความเข้มแข็งที่ทำให้สามารถหัวเราะเยาะให้กับปัญหาของท่าน (5:22)

“ผู้ปลอบโยน” ของโยบมีเจตนาดีแม้จะเข้าใจผิด (1:6-12) พวกเขาคงคิดไม่ถึงว่าวันหนึ่งพวกเขาจะถูกประณามว่าเป็นตัวอย่างของ “การมีเพื่อนเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีศัตรู” พวกเขาคงไม่เคยจินตนาการถึงการที่โยบต้องอธิษฐานขอการละเว้นโทษเพื่อพวกเขา หรือทำไมพวกเขาจึงต้องการคำอธิษฐานเผื่อ (42:7-9) พวกเขาคงคิดไม่ถึงว่าพวกเขาเป็นต้นแบบที่เล็งถึงผู้ซึ่งจะกล่าวโทษพระองค์ผู้ทรงต้องทนทุกข์อย่างมหันต์ด้วยความเข้าใจผิด และทรงกลายมาเป็นต้นเหตุแห่งความยินดีอันล้นพ้นของเรา

ฤทธิ์อำนาจของพระกิตติคุณ

ในสมัยโรมันโบราณก็มี “พระกิตติคุณ” หรือข่าวประเสริฐในแบบฉบับของตัวเอง ตามคำบอกเล่าของกวีชื่อเวอร์จิลนั้น ซุสผู้เป็นกษัตริย์แห่งเทพทั้งปวงประกาศตั้งแผ่นดินที่ไร้ขอบเขตหรือเขตแดนให้แก่ชาวโรมัน เหล่าเทพเลือกออกัสตัสให้เป็นบุตรแห่งสวรรค์และผู้ช่วยโลกให้รอดโดยการเริ่มต้นยุคทองแห่งสันติสุขและความมั่งคั่ง

แต่นี่ไม่ใช่ข่าวดีในความคิดของทุกคน สำหรับคนจำนวนมากนั้น นี่คือความเป็นจริงที่ไม่น่าพิสมัยแต่ถูกบังคับกดขี่โดยกองทัพและผู้สั่งการของจักรพรรดิ ความรุ่งโรจน์ของจักรวรรดิถูกสร้างขึ้นบนหลังทาสที่ทำงานตามความพอใจของเจ้านายที่ปกครองพวกเขาโดยไม่มีสถานะทางกฎหมายหรือทรัพย์สิน

นี่คือโลกในช่วงเวลาที่เปาโลแนะนำตัวเองว่าเป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์ (รม.1:1) พระเยซูคือชื่อที่เปาโลเคยเกลียด และพระเยซูเองต้องทนทุกข์เพราะยอมรับว่าทรงเป็นกษัตริย์ของคนยิวและพระผู้ช่วยให้รอดของโลก

นี่คือข่าวประเสริฐที่เปาโลอธิบายในจดหมายฝากโรมถึงชาวโรมัน พระกิตติคุณนี้คือ ​“ฤทธิ์​เดช​ของ​พระ​เจ้า เพื่อให้​ทุก​คน​ที่​เชื่อ​ได้รับ​ความ​รอด” (ข้อ 16) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ต้องทนทุกข์ภายใต้ซีซาร์ต้องการยิ่ง! นี่คือข่าวของพระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงถูกตรึงและฟื้นคืนพระชนม์ ผู้ปลดปล่อยที่เอาชนะศัตรูโดยการสำแดงว่าพระองค์ทรงรักพวกเขามากเพียงใด

สุดยอดบทเพลงซิมโฟนี

เมื่อนิตยสารดนตรีบีบีซีขอให้วาทยากรชั้นนำของโลก 151 คน จัดลำดับบทเพลงซิมโฟนีที่คิดว่าประพันธ์ได้ยอดเยี่ยมที่สุดนั้น อีรอยก้า ซิมโฟนีหมายเลข 3 ของบีโธเฟ่นนำมาเป็นอันดับแรก ผลงานนี้ซึ่งชื่อเพลงแปลว่า “วีรบุรุษ” ถูกแต่งขึ้นระหว่างความวุ่นวายของการปฏิวัติฝรั่งเศส และจากการต่อสู้ของบีโธเฟ่นขณะที่เขาค่อยๆสูญเสียการได้ยิน บทเพลงที่กระตุ้นอารมณ์ให้แปรปรวนนี้ ถ่ายทอดความหมายของการเป็นมนุษย์และมีชีวิตขณะเผชิญความท้าทาย โดยผ่านท่วงทำนองที่ขึ้นลงไปมา ทั้งสุข เศร้า และมีชัยชนะในท้ายที่สุด ซิมโฟนีหมายเลข 3 ของบีโธเฟ่นจึงถูกจัดให้เป็นคำยกย่องแด่จิตวิญญาณของมนุษย์มาตลอดทุกยุคสมัย

จดหมายฉบับแรกของเปาโลถึงชาวโครินธ์ก็สมควรได้รับความสนใจด้วยเหตุผลเดียวกัน โดยเป็นถ้อยคำหนุนใจแทนที่จะเป็นโน้ตเพลง โดยเริ่มบรรเลงเสียงดังด้วยคำอวยพร (1:4-9) และเสียงแผ่วลงสู่ความโศกเศร้าจากความขัดแย้งฝ่ายวิญญาณ (11:17-22) และดังขึ้นอีกครั้งเมื่อผู้ที่มีของประทานร่วมใจรับใช้ซึ่งกันและกันเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า (12:6-7)

สิ่งที่ต่างกันคือ ที่นี่เราได้เห็นชัยชนะแห่งจิตวิญญาณมนุษย์ซึ่งเป็นคำยกย่องสรรเสริญแด่พระวิญญาณของพระเจ้า ในขณะที่เปาโลเชิญให้เรามีประสบการณ์ร่วมกันในความรักที่เกินบรรยายของพระคริสต์ ท่านก็ได้ช่วยให้เราเห็นตัวเองว่าเป็นผู้ที่ถูกเรียกร่วมกันโดยพระบิดา ได้รับการทรงนำโดยพระบุตร และได้รับการดลใจโดยพระวิญญาณ ไม่ใช่เพื่อให้เกิดเสียงดัง แต่เพื่อเราจะได้มีส่วนร่วมในบทเพลงซิมโฟนีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

สิ่งมหัศจรรย์ที่มองไม่เห็น

ในช่วงบั้นปลายชีวิต ความคิดอ่านของคุณนายกู๊ดริชเริ่มไม่ค่อยแม่นยำรวมถึงความทรงจำเรื่องชีวิตที่ท้าทายและเปี่ยมไปด้วยพระคุณ ขณะนั่งอยู่ข้างหน้าต่างมองออกไปยังผืนน้ำของอ่าวแกรนด์ทราเวอร์ในมิชิแกน เธอเอื้อมมือไปหยิบกระดาษมาเขียนข้อความที่ภายหลังไม่นานเธอก็จำไม่ได้ว่าเป็นคนเขียน “ฉันนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวโปรด และหัวใจล่องลอยอยู่ในอากาศ คลื่นสะท้อนแสงอาทิตย์บนผืนน้ำเบื้องล่างซัดสาดไปยังที่ที่ฉันไม่อาจรู้ แต่ขอบพระคุณพระบิดาที่รักผู้สถิตอยู่เบื้องบน สำหรับของขวัญอันเหลือคณานับและความรักที่ไม่มีวันตายของพระองค์! น่าอัศจรรย์ใจเหลือเกินที่ฉันรักพระองค์ผู้ที่ฉันมองไม่เห็นมากขนาดนี้”

เปโตรรู้จักความอัศจรรย์ใจนั้น ท่านเคยเห็นพระเยซูด้วยตาตนเอง แต่คนที่อ่านจดหมายของท่านไม่เคยเห็น “พระองค์ผู้ที่ท่านทั้งหลายยังไม่ได้เห็น...ท่านยังเชื่อและชื่นชมด้วยความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้” (1 ปต.1:8) เรารักพระเยซูไม่ใช่เพราะเราถูกสั่งให้รัก แต่เป็นเพราะพระวิญญาณทรงช่วยเหลือ (ข้อ 11) เราจึงเริ่มมองเห็นว่าพระองค์ทรงรักเรามากแค่ไหน

ไม่ใช่เพียงเพราะเราได้ยินว่าพระองค์ทรงห่วงใยเรา แต่เป็นเพราะเราได้มีประสบการณ์ตามพระสัญญาว่าพระคริสต์จะทรงทำให้ความอัศจรรย์แห่งการสถิตอยู่ด้วยและพระวิญญาณของพระองค์เป็นจริงสำหรับเราในทุกช่วงชีวิต

ทำลายบ้านนี้เสีย

ในเมืองพอนทิแอค รัฐมิชิแกน บริษัทรับรื้อถอนได้ทำลายอาคารผิดหลัง ผู้สืบสวนเชื่อว่าเจ้าของบ้านที่จะโดนรื้อได้เอาบ้านเลขที่ของตนไปติดที่บ้านของเพื่อนบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกรื้อถอน

พระเยซูทรงทำในทางตรงกันข้าม พระองค์เสด็จมาเพื่อพันธกิจที่จะให้ “บ้าน” ของพระองค์เองถูกทำลายเพื่อช่วยผู้อื่น ลองจินตนาการถึงภาพนั้นและคิดว่าทุกคนจะสับสนเพียงใดรวมถึงสาวกของพระเยซูด้วย นึกภาพพวกเขามองสบตากันเมื่อได้ยินพระองค์ท้าทายเหล่าผู้นำทางศาสนาว่า “ถ้าทำลายวิหารนี้เสีย” พระเยซูตรัส “เราจะยกขึ้นใหม่ในสามวัน” (ยน.2:19) เหล่าผู้นำโต้กลับด้วยความเดือดดาล “พระวิหารนี้เขาสร้างถึงสี่สิบหกปีจึงสำเร็จ และท่านจะยกขึ้นใหม่ในสามวันหรือ” (ข้อ 20) แต่พระเยซูรู้ว่าพระวิหารที่ทรงอ้างถึงคือพระกายของพระองค์เอง (ข้อ 21) แต่พวกเขาไม่รู้

พวกเขาไม่เข้าใจว่าพระองค์เสด็จมาเพื่อสำแดงให้เห็นว่า สิ่งเลวร้ายที่เราทำกับตัวเองและคนอื่นทั้งหมดจะตกอยู่กับพระองค์ในที่สุด พระองค์จะทรงชดใช้ให้ทั้งหมด

พระเจ้าทรงรู้ใจของเราดีกว่าตัวเราเองเสมอ ดังนั้นพระองค์จึงไม่ทรงวางใจบอกถึงแผนการทั้งหมดของพระองค์กับใครแม้แต่ผู้ที่ได้เห็นการอัศจรรย์ของพระองค์และเชื่อในพระองค์ (ข้อ 23-25) และในเวลานี้พระเจ้ายังคงค่อยๆเปิดเผยให้เราเห็นถึงความรักและความประเสริฐจากคำตรัสของพระเยซู ซึ่งเราไม่อาจเข้าใจได้เมื่อพระองค์ทรงบอกกับเรา

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา