ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Mart DeHaan

วีรบุรุษ ผู้กดขี่ และพระเยซู

บีโธเฟ่นรู้สึกโกรธ เขาตั้งใจจะตั้งชื่อผลงานซิมโฟนีหมายเลขสามของเขาว่า “เดอะโบนาปาร์ต” ในยุคแห่งการใช้อำนาจกดขี่ทางศาสนาและการเมือง เขามองนโปเลียนเป็นวีรบุรุษของประชาชนและตัวแทนของอิสรภาพ แต่เมื่อแม่ทัพชาวฝรั่งเศสประกาศตัวเป็นจักรพรรดิ นักแต่งเพลงผู้โด่งดังจึงเปลี่ยนความคิด เขาประณามว่าอดีตวีรบุรุษคนนี้เป็นทรชนและผู้กดขี่ และพยายามลบชื่อโบนา-ปาร์ตออกจนโน้ตเพลงของเขาขาดเป็นรู

ผู้เชื่อพระเยซูในยุคแรกคงต้องรู้สึกผิดหวังเมื่อความหวังของพวกเขาที่จะมีการปฏิรูปทางการเมืองพังทลายลง พระองค์ทรงให้ความหวังถึงชีวิตที่ไร้การกดขี่ขูดรีดภาษีของซีซาร์และการควบคุมของทหาร แต่หลายสิบปีผ่านไปโรมก็ยังคงครองโลกอยู่ ผู้ส่งสารของพระเยซูถูกทิ้งไว้กับความกลัวและความอ่อนแอ สาวกของพระองค์ยังไม่มีความเป็นผู้ใหญ่และทะเลาะกัน (1 คร.1:11-12; 3:1-3)

แต่มีบางสิ่งที่แตกต่าง เปาโลมองเห็นไปไกลกว่าแค่ความไม่เปลี่ยนแปลง จดหมายของท่านทั้งตอนต้น ตอนท้าย และในเนื้อหาเต็มไปด้วยพระนามของพระคริสต์ พระคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย พระคริสต์ทรงสัญญาว่าจะกลับมาด้วยฤทธิ์อำนาจ พระคริสต์ทรงพิพากษาทุกสิ่งและทุกคน เหนือสิ่งอื่นใดเปาโลต้องการให้ผู้เชื่อในพระเยซูยึดมั่นในความหมายและความสำคัญของการที่พระองค์ทรงถูกตรึงกางเขน (2:2; 13:1-13)

ความรักที่แสดงออกในการเสียสละของพระเยซูทำให้พระองค์เป็นผู้นำที่แตกต่าง ในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของโลกนี้ กางเขนของพระองค์เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง พระนามของพระเยซูจะเป็นที่รู้จักและยกย่องเหนือนามทั้งปวงตลอดไป

ซ้ำเติม

ในยุคทองของวิทยุ เฟร็ด อัลเลน (1894-1956) ใช้ตลกร้ายนำรอยยิ้มมาสู่ผู้คนที่อยู่ในเงามืดของวิกฤตเศรษฐกิจและสงครามโลก อารมณ์ขันของเขาเกิดจากความเจ็บปวดส่วนตัว เขาเสียแม่ไปก่อนจะสามขวบ ต่อมาเขาต้องห่างจากพ่อที่มีปัญหาเรื่องการใช้สารเสพติด ครั้งหนึ่งเขาช่วยชีวิตเด็กชายจากการจราจรบนท้องถนนอันวุ่นวายของนครนิวยอร์กอย่างน่าประทับใจ “มีปัญหาอะไรหรือเจ้าหนู ไม่อยากจะโตขึ้นและเจอปัญหาหรือ”

ชีวิตของโยบตีแผ่ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงนี้ เมื่อการแสดงออกถึงความเชื่อของท่านก่อนหน้านั้นนำไปสู่ความผิดหวัง เพื่อนของท่านยังทวีคูณความเจ็บปวดด้วยการซ้ำเติม พวกเขายืนกรานด้วยข้อโต้แย้งที่ฟังดูดีให้โยบยอมรับว่าท่านผิด (4:7-8) และให้เรียนรู้จากการลงพระอาชญาของพระเจ้า ท่านจึงจะพบความเข้มแข็งที่ทำให้สามารถหัวเราะเยาะให้กับปัญหาของท่าน (5:22)

“ผู้ปลอบโยน” ของโยบมีเจตนาดีแม้จะเข้าใจผิด (1:6-12) พวกเขาคงคิดไม่ถึงว่าวันหนึ่งพวกเขาจะถูกประณามว่าเป็นตัวอย่างของ “การมีเพื่อนเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีศัตรู” พวกเขาคงไม่เคยจินตนาการถึงการที่โยบต้องอธิษฐานขอการละเว้นโทษเพื่อพวกเขา หรือทำไมพวกเขาจึงต้องการคำอธิษฐานเผื่อ (42:7-9) พวกเขาคงคิดไม่ถึงว่าพวกเขาเป็นต้นแบบที่เล็งถึงผู้ซึ่งจะกล่าวโทษพระองค์ผู้ทรงต้องทนทุกข์อย่างมหันต์ด้วยความเข้าใจผิด และทรงกลายมาเป็นต้นเหตุแห่งความยินดีอันล้นพ้นของเรา

ฤทธิ์อำนาจของพระกิตติคุณ

ในสมัยโรมันโบราณก็มี “พระกิตติคุณ” หรือข่าวประเสริฐในแบบฉบับของตัวเอง ตามคำบอกเล่าของกวีชื่อเวอร์จิลนั้น ซุสผู้เป็นกษัตริย์แห่งเทพทั้งปวงประกาศตั้งแผ่นดินที่ไร้ขอบเขตหรือเขตแดนให้แก่ชาวโรมัน เหล่าเทพเลือกออกัสตัสให้เป็นบุตรแห่งสวรรค์และผู้ช่วยโลกให้รอดโดยการเริ่มต้นยุคทองแห่งสันติสุขและความมั่งคั่ง

แต่นี่ไม่ใช่ข่าวดีในความคิดของทุกคน สำหรับคนจำนวนมากนั้น นี่คือความเป็นจริงที่ไม่น่าพิสมัยแต่ถูกบังคับกดขี่โดยกองทัพและผู้สั่งการของจักรพรรดิ ความรุ่งโรจน์ของจักรวรรดิถูกสร้างขึ้นบนหลังทาสที่ทำงานตามความพอใจของเจ้านายที่ปกครองพวกเขาโดยไม่มีสถานะทางกฎหมายหรือทรัพย์สิน

นี่คือโลกในช่วงเวลาที่เปาโลแนะนำตัวเองว่าเป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์ (รม.1:1) พระเยซูคือชื่อที่เปาโลเคยเกลียด และพระเยซูเองต้องทนทุกข์เพราะยอมรับว่าทรงเป็นกษัตริย์ของคนยิวและพระผู้ช่วยให้รอดของโลก

นี่คือข่าวประเสริฐที่เปาโลอธิบายในจดหมายฝากโรมถึงชาวโรมัน พระกิตติคุณนี้คือ ​“ฤทธิ์​เดช​ของ​พระ​เจ้า เพื่อให้​ทุก​คน​ที่​เชื่อ​ได้รับ​ความ​รอด” (ข้อ 16) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ต้องทนทุกข์ภายใต้ซีซาร์ต้องการยิ่ง! นี่คือข่าวของพระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงถูกตรึงและฟื้นคืนพระชนม์ ผู้ปลดปล่อยที่เอาชนะศัตรูโดยการสำแดงว่าพระองค์ทรงรักพวกเขามากเพียงใด

สุดยอดบทเพลงซิมโฟนี

เมื่อนิตยสารดนตรีบีบีซีขอให้วาทยากรชั้นนำของโลก 151 คน จัดลำดับบทเพลงซิมโฟนีที่คิดว่าประพันธ์ได้ยอดเยี่ยมที่สุดนั้น อีรอยก้า ซิมโฟนีหมายเลข 3 ของบีโธเฟ่นนำมาเป็นอันดับแรก ผลงานนี้ซึ่งชื่อเพลงแปลว่า “วีรบุรุษ” ถูกแต่งขึ้นระหว่างความวุ่นวายของการปฏิวัติฝรั่งเศส และจากการต่อสู้ของบีโธเฟ่นขณะที่เขาค่อยๆสูญเสียการได้ยิน บทเพลงที่กระตุ้นอารมณ์ให้แปรปรวนนี้ ถ่ายทอดความหมายของการเป็นมนุษย์และมีชีวิตขณะเผชิญความท้าทาย โดยผ่านท่วงทำนองที่ขึ้นลงไปมา ทั้งสุข เศร้า และมีชัยชนะในท้ายที่สุด ซิมโฟนีหมายเลข 3 ของบีโธเฟ่นจึงถูกจัดให้เป็นคำยกย่องแด่จิตวิญญาณของมนุษย์มาตลอดทุกยุคสมัย

จดหมายฉบับแรกของเปาโลถึงชาวโครินธ์ก็สมควรได้รับความสนใจด้วยเหตุผลเดียวกัน โดยเป็นถ้อยคำหนุนใจแทนที่จะเป็นโน้ตเพลง โดยเริ่มบรรเลงเสียงดังด้วยคำอวยพร (1:4-9) และเสียงแผ่วลงสู่ความโศกเศร้าจากความขัดแย้งฝ่ายวิญญาณ (11:17-22) และดังขึ้นอีกครั้งเมื่อผู้ที่มีของประทานร่วมใจรับใช้ซึ่งกันและกันเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า (12:6-7)

สิ่งที่ต่างกันคือ ที่นี่เราได้เห็นชัยชนะแห่งจิตวิญญาณมนุษย์ซึ่งเป็นคำยกย่องสรรเสริญแด่พระวิญญาณของพระเจ้า ในขณะที่เปาโลเชิญให้เรามีประสบการณ์ร่วมกันในความรักที่เกินบรรยายของพระคริสต์ ท่านก็ได้ช่วยให้เราเห็นตัวเองว่าเป็นผู้ที่ถูกเรียกร่วมกันโดยพระบิดา ได้รับการทรงนำโดยพระบุตร และได้รับการดลใจโดยพระวิญญาณ ไม่ใช่เพื่อให้เกิดเสียงดัง แต่เพื่อเราจะได้มีส่วนร่วมในบทเพลงซิมโฟนีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

สิ่งมหัศจรรย์ที่มองไม่เห็น

ในช่วงบั้นปลายชีวิต ความคิดอ่านของคุณนายกู๊ดริชเริ่มไม่ค่อยแม่นยำรวมถึงความทรงจำเรื่องชีวิตที่ท้าทายและเปี่ยมไปด้วยพระคุณ ขณะนั่งอยู่ข้างหน้าต่างมองออกไปยังผืนน้ำของอ่าวแกรนด์ทราเวอร์ในมิชิแกน เธอเอื้อมมือไปหยิบกระดาษมาเขียนข้อความที่ภายหลังไม่นานเธอก็จำไม่ได้ว่าเป็นคนเขียน “ฉันนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวโปรด และหัวใจล่องลอยอยู่ในอากาศ คลื่นสะท้อนแสงอาทิตย์บนผืนน้ำเบื้องล่างซัดสาดไปยังที่ที่ฉันไม่อาจรู้ แต่ขอบพระคุณพระบิดาที่รักผู้สถิตอยู่เบื้องบน สำหรับของขวัญอันเหลือคณานับและความรักที่ไม่มีวันตายของพระองค์! น่าอัศจรรย์ใจเหลือเกินที่ฉันรักพระองค์ผู้ที่ฉันมองไม่เห็นมากขนาดนี้”

เปโตรรู้จักความอัศจรรย์ใจนั้น ท่านเคยเห็นพระเยซูด้วยตาตนเอง แต่คนที่อ่านจดหมายของท่านไม่เคยเห็น “พระองค์ผู้ที่ท่านทั้งหลายยังไม่ได้เห็น...ท่านยังเชื่อและชื่นชมด้วยความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้” (1 ปต.1:8) เรารักพระเยซูไม่ใช่เพราะเราถูกสั่งให้รัก แต่เป็นเพราะพระวิญญาณทรงช่วยเหลือ (ข้อ 11) เราจึงเริ่มมองเห็นว่าพระองค์ทรงรักเรามากแค่ไหน

ไม่ใช่เพียงเพราะเราได้ยินว่าพระองค์ทรงห่วงใยเรา แต่เป็นเพราะเราได้มีประสบการณ์ตามพระสัญญาว่าพระคริสต์จะทรงทำให้ความอัศจรรย์แห่งการสถิตอยู่ด้วยและพระวิญญาณของพระองค์เป็นจริงสำหรับเราในทุกช่วงชีวิต

ทำลายบ้านนี้เสีย

ในเมืองพอนทิแอค รัฐมิชิแกน บริษัทรับรื้อถอนได้ทำลายอาคารผิดหลัง ผู้สืบสวนเชื่อว่าเจ้าของบ้านที่จะโดนรื้อได้เอาบ้านเลขที่ของตนไปติดที่บ้านของเพื่อนบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกรื้อถอน

พระเยซูทรงทำในทางตรงกันข้าม พระองค์เสด็จมาเพื่อพันธกิจที่จะให้ “บ้าน” ของพระองค์เองถูกทำลายเพื่อช่วยผู้อื่น ลองจินตนาการถึงภาพนั้นและคิดว่าทุกคนจะสับสนเพียงใดรวมถึงสาวกของพระเยซูด้วย นึกภาพพวกเขามองสบตากันเมื่อได้ยินพระองค์ท้าทายเหล่าผู้นำทางศาสนาว่า “ถ้าทำลายวิหารนี้เสีย” พระเยซูตรัส “เราจะยกขึ้นใหม่ในสามวัน” (ยน.2:19) เหล่าผู้นำโต้กลับด้วยความเดือดดาล “พระวิหารนี้เขาสร้างถึงสี่สิบหกปีจึงสำเร็จ และท่านจะยกขึ้นใหม่ในสามวันหรือ” (ข้อ 20) แต่พระเยซูรู้ว่าพระวิหารที่ทรงอ้างถึงคือพระกายของพระองค์เอง (ข้อ 21) แต่พวกเขาไม่รู้

พวกเขาไม่เข้าใจว่าพระองค์เสด็จมาเพื่อสำแดงให้เห็นว่า สิ่งเลวร้ายที่เราทำกับตัวเองและคนอื่นทั้งหมดจะตกอยู่กับพระองค์ในที่สุด พระองค์จะทรงชดใช้ให้ทั้งหมด

พระเจ้าทรงรู้ใจของเราดีกว่าตัวเราเองเสมอ ดังนั้นพระองค์จึงไม่ทรงวางใจบอกถึงแผนการทั้งหมดของพระองค์กับใครแม้แต่ผู้ที่ได้เห็นการอัศจรรย์ของพระองค์และเชื่อในพระองค์ (ข้อ 23-25) และในเวลานี้พระเจ้ายังคงค่อยๆเปิดเผยให้เราเห็นถึงความรักและความประเสริฐจากคำตรัสของพระเยซู ซึ่งเราไม่อาจเข้าใจได้เมื่อพระองค์ทรงบอกกับเรา

ยิงได้เยี่ยมจริงหรือ

เมื่อการ์ตูนแบมบี้ของวอลท์ดิสนีย์ออกฉายอีกครั้ง บรรดาพ่อแม่ต่างได้รำลึกถึงความทรงจำในวัยเด็กกับลูกๆ คุณแม่วัยสาวซึ่งสามีเป็นนักเดินป่าตัวยงพร้อมห้องถ้วยรางวัลที่น่าประทับใจเป็นหนึ่งในนั้น เธอและลูกน้อยที่อยู่ข้างๆได้สัมผัสถึงช่วงเวลาที่บีบคั้นและเศร้าโศกเมื่อแบมบี้สูญเสียแม่ให้กับนายพราน จนถึงวันนี้ ในการสังสรรค์ของครอบครัวเธอมักจะระลึกถึงความอับอายเมื่อลูกชายตัวน้อยตะโกนอย่างไร้เดียงสาในโรงภาพยนต์ว่า “ยิงได้เยี่ยม!”

เราหัวเราะได้กับเรื่องอับอายที่ลูกๆของเราพูดภายหลังเหตุการณ์ แต่เราจะพูดอะไรได้เมื่อคนในสดุดี 136 ทำสิ่งที่คล้ายคลึงกัน อิสราเอลซึ่งเป็นผู้ที่ถูกเลือกสรรและได้รับการช่วยกู้จากพระเจ้า ได้เฉลิมฉลองความรักมั่นคงที่ทรงมีต่อสิ่งทรงสร้างและตัวพวกเขาเอง แต่ไม่รวมถึงศัตรูของพวกเขา พระธรรมสดุดีร้องเพลงสรรเสริญถวาย “พระองค์ผู้ทรงตีอียิปต์ทางบรรดาลูกหัวปี” (ข้อ 10 และดูอพย.12:29-30)

นี่ฟังดูคล้ายกับการตะโกนว่า “ยิงได้เยี่ยม” ให้กับการสูญเสียของแม่ พี่สาว พ่อ หรือพี่ชายของใครบางคนไหม

นั่นคือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องรู้เรื่องราวที่เหลือ โดยแสงแห่งการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูเท่านั้นที่ทำให้โลกได้รับเชิญให้เป็นครอบครัวเดียวกัน และชื่นชมยินดีไปกับเรื่องราว น้ำตาและเสียงหัวเราะร่วมกัน เมื่อเรายอมรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและมีชีวิตในพระองค์เท่านั้น ที่เราจะสามารถแบ่งปันความอัศจรรย์ของพระเจ้าผู้ทรงรักมนุษย์ทุกคน โดยยอมสละพระชนม์ของพระองค์เองเพื่อเรา

ทำไมต้องเป็นฉัน

หนังสือรวมเรื่องประหลาด (The Book of Odds) บอกว่า หนึ่งในล้านคนเคยถูกฟ้าผ่า และบอกอีกว่า 1 ใน 25,000 คนเคยมีประสบการณ์ที่ทางการแพทย์เรียกว่า “ภาวะหัวใจสลาย” เมื่อตกใจอย่างรุนแรงหรือเผชิญการสูญเสีย ในแต่ละหน้าของประสบการณ์ประหลาดนี้เต็มไปด้วยปัญหาเฉพาะเจาะจงที่ไม่มีคำตอบว่า ถ้าเราคือคนนั้นล่ะ

โยบฟันฝ่าเรื่องประหลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้นไปได้ พระเจ้าตรัสถึงท่านว่า “ในแผ่นดินโลกไม่มีใครเหมือนเขา เป็นคนดีรอบคอบและเที่ยงธรรม เกรงกลัวพระเจ้าและหันเสียจากความชั่วร้าย” (โยบ 1:8) กระนั้นโยบยังถูกเลือกให้ทนทุกข์จากการสูญเสียอย่างต่อเนื่อง ในบรรดาคนทั้งโลก โยบมีเหตุผลที่จะร้องขอคำตอบ เราอ่านเรื่องราวการต่อสู้สิ้นหวังทั้งหมดของท่านได้เพื่อจะเข้าใจว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน”

เรื่องของโยบมอบหนทางแก่เราในการตอบสนองต่อความเจ็บปวดและความเลวร้ายที่อธิบายไม่ได้ โดยบรรยายถึงความทุกข์และสับสนของคนซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดของพระเจ้าในเรื่องความชอบธรรมและเมตตา (บทที่ 25) เราได้รับทางเลือกภายใต้กฎอันเข้มงวดของการหว่านและการเกี่ยว (4:7-8) โดยการรู้เบื้องหลังแผนร้ายของซาตาน (บทที่ 1) และบทสรุป (42:7-17) จากพระเจ้าผู้ซึ่งในวันหนึ่งจะทรงยอมให้พระบุตรของพระองค์มาแบกรับความบาปของเรา เรื่องราวของโยบให้เหตุผลที่เราจะดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ตามที่ตามองเห็น

ช้าอย่างมีเหตุผล

ในสารคดี ชีวิตสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ของสถานีโทรทัศน์บีบีซี เดวิด แอตเทนเบอราผู้ดำเนินรายการปีนขึ้นต้นไม้ไปดูตัวสล็อธสามนิ้วที่น่าขัน เมื่อเจอหน้าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งเคลื่อนไหวช้าที่สุดในโลก เขาทักทายว่า “จ๊ะเอ๋” เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ เขาจึงอธิบายว่าสล็อธสามนิ้วย่อมเคลื่อนไหวช้า เพราะมันกินใบไม้เป็นอาหารหลักซึ่งย่อยยากและมีสารอาหารน้อย

ในประวัติศาสตร์อิสราเอล เนหะมีย์กล่าวถึงตัวอย่างและอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นช้าๆ (9:9-21) ท่านบันทึกว่า พระเจ้าของเราเป็นตัวอย่างสูงสุดของการโกรธช้า ท่านเล่าว่าพระเจ้าดูแลชนชาติของพระองค์ ทรงสอนพระบัญญัติที่ให้ชีวิต ค้ำจุนพวกเขาเมื่อเดินทางออกจากอียิปต์ และจัดเตรียมแผ่นดินแห่งพระสัญญาให้ (ข้อ 9-15) ถึงแม้ชนชาติอิสราเอลจะดื้อรั้นอยู่บ่อยๆ (ข้อ 16) พระเจ้าไม่เคยเลิกรักพวกเขา องค์พระผู้สร้างทรง “มีพระทัยเมตตาและกรุณา ทรงพระพิโรธช้า และทรงอุดมด้วยความรักมั่นคง” (ข้อ 17) เพราะเหตุใดพระองค์จึงทรงยอมอดทนอดกลั้นต่อการบ่นต่อว่า ดื้อรั้น และการไม่ไว้วางใจของพวกเขาถึงสี่สิบปี (ข้อ 21) เป็นเพราะ “พระกรุณาอันอุดม” ของพระองค์ (ข้อ 19)

แล้วเราเป็นอย่างไร อารมณ์ร้อนเป็นสัญญาณของจิตใจที่เย็นชา แต่พระทัยอันประเสริฐของพระเจ้าทำให้เราอดทนในการดำเนินชีวิตอยู่และรักไปด้วยกันกับพระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา