น้ำพุหรือท่อระบายน้ำ
บางครั้ง ปัญญาก็เกิดขึ้นในเวลาที่คาดไม่ถึง เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เองขณะที่ผมกำลังอ่านบทความเกี่ยวกับนักอเมริกันฟุตบอลชื่อ ทราวิส เคลซี โค้ชที่หงุดหงิดคนหนึ่งเคยบอกเคลซีว่า “คนที่คุณพบเจอในโลกนี้ ถ้าไม่เป็นน้ำพุก็เป็นท่อระบายน้ำ” คุณคงเดาได้ว่าเคลซีเป็นอะไร!
บางทีเราทุกคนอาจมีทั้งสองลักษณะนี้ในตัวเอง แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เรามักจะแสดงพฤติกรรมไปในทางใดทางหนึ่ง และการทรงเรียกให้เราติดตามพระเยซูนั่นหมายถึงการที่เราจะเป็นน้ำพุให้มากขึ้น และเป็นท่อระบายน้ำให้น้อยลง
ผมได้ยินแนวคิดที่คล้ายกันนี้ในฟีลิปปีบทที่ 2 ที่เปาโลท้าทายเราให้เลียนแบบการมีใจถ่อมของพระเยซูและให้ความสำคัญกับผู้อื่น เปาโลเปรียบเทียบสิ่งที่บั่นทอนชีวิตของผู้อื่นกับสิ่งที่เติมเต็มพวกเขาโดยบอกว่า “อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย” (ข้อ 3-4) ต่อมาในบทนี้ ท่านบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า “จงทำสิ่งสารพัดโดยปราศจากการบ่นและการทุ่มเถียงกัน” (ข้อ 14)
คนที่เป็นท่อระบายน้ำซึ่งบั่นทอนผู้อื่นนั้นมีลักษณะที่หมกมุ่นอยู่กับตัวเองและหยิ่งยโส ชอบบ่นและโต้เถียง แล้วคนที่เป็นน้ำพุล่ะ เปาโลพูดถึงทิโมธีว่า “ข้าพเจ้าไม่มีผู้ใดที่มีน้ำใจเหมือนทิโมธี เป็นคนเอาใจใส่ในทุกข์สุขของท่านอย่างแท้จริง” (ข้อ 20)
เรากำลังเป็นเหมือนน้ำพุหรือท่อระบายน้ำมากกว่ากัน นี่เป็นคำถามที่เราควรคิดทบทวนในขณะที่เราพยายามจะเป็นพรแก่ผู้อื่น
จุดเริ่มต้นเล็กๆ
ในปี ค.ศ. 1848 วิศวกรชื่อ ชาร์ลส์ เอลเลต จูเนียร์ ครุ่นคิดหนักว่าจะเริ่มต้นการสร้างสะพานแห่งแรกเพื่อข้ามช่องเขาของน้ำตกไนแองการ่าได้อย่างไร พวกเขาจะวางสายเคเบิลข้ามแม่น้ำได้อย่างไร ด้วยแรงบันดาลใจจากความฝันนี้ ชาร์ลส์ตัดสินใจจัดการแข่งขันว่าว วัยรุ่นชาวอเมริกันชื่อ โฮแมน วอลช์ ได้รับรางวัลห้าดอลลาร์เมื่อว่าวของเขาลอยมาตกทางฝั่งแม่น้ำของประเทศอเมริกาได้ เชือกว่าวของโฮแมนได้ถูกผูกไว้กับต้นไม้และใช้ในการดึงเชือกที่มีน้ำหนักเบาข้ามแม่น้ำกลับมา จากนั้นได้มีการใช้เชือกที่มีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถผูกดึงสายเคเบิลหนักๆได้ นี่คือจุดเริ่มต้นเล็กๆของการสร้างสะพานแขวนไนแองการ่า
ความท้าทายและจุดเริ่มต้นที่ไม่ดีนักของสะพานนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้ร่วมสร้างพระวิหารหลังใหม่ของพระเจ้าต้องเผชิญหลังกลับจากการเป็นเชลยในบาบิโลน ทูตสวรรค์ได้ปลุกผู้เผยพระวจนะเศคาริยาห์ด้วยถ้อยคำที่ว่าไม่มีสิ่งใดที่จะขัดขวางงานของพระเจ้าได้ ทุกสิ่งจะสำเร็จลุล่วง “ด้วยวิญญาณ[ของพระองค์ ]”(ศคย.4:6) บางคนที่เคยเห็นพระวิหารที่รุ่งเรืองในอดีตรู้สึกกลัวว่าพระวิหารหลังที่สร้างใหม่จะดูด้อยกว่าเมื่อเทียบกับหลังแรก (อสร.3:12) ทูตสวรรค์ได้หนุนใจเศคาริยาห์ว่าพวกเขาไม่ควร “ดูถูกสิ่งเล็กน้อย” เพราะพระเจ้าจะทรง “ชื่นชมยินดี” ที่ได้เห็นงานเริ่มต้นขึ้น (ข้อ 10 TNCV)
แม้ว่างานที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เราอาจดูไม่สำคัญ แต่เรามีความหวังใจได้เมื่อรู้ว่าพระองค์ทรงใช้สิ่งเล็กน้อย เช่น เชือกว่าว เพื่อกระทำให้พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์สำเร็จ
การพักผ่อนเพื่อการฟื้นฟู
ในระหว่างงานเลี้ยงวันเกิด มิอาวัย 5 ขวบเพลิดเพลินกับการเล่น การร้องเพลง “สุขสันต์วันเกิด” การกินเค้ก และการดูเพื่อนของเธอแกะของขวัญ เมื่อทุกคนออกไปเล่นข้างนอก มิอาก็พูดว่า “แม่คะ หนูอยากจะกลับแล้ว” พวกเขากล่าวขอบคุณเจ้าภาพ ขณะขับรถออกมา แม่ของมิอาถามว่าเธอชอบอะไรมากที่สุดในวันนั้น มิอาตอบว่า “การจากมา” เธอยิ้มและผล็อยหลับไปก่อนที่พวกเขาจะเลี้ยวที่มุมถนน
ถึงแม้เราจะไม่รู้ตัวว่าเราหมดแรง แต่เราทุกคนต้องการการพักผ่อนทั้งทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ พระเจ้าได้ประทานการพำนักในพระองค์แก่เราเมื่อเราตอบรับข่าวประเสริฐแห่งความรอดผ่านทางพระเยซูคริสต์และการพักผ่อนฝ่ายวิญญาณในทุกๆวัน ตามที่มีพระวิญญาณทรงช่วยให้เราสามารถดำเนินชีวิตเพื่อพระคริสต์โดยความเชื่อ ผู้ที่วางใจในพระเจ้าสามารถพึ่งพาในการทรงสถิตอยู่ด้วยเสมอ ในฤทธิ์เดชอันไร้ขีดจำกัด และในพระสัญญาที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระองค์ เมื่อเราได้รับความรอดโดยพระราชกิจของพระคริสต์บนกางเขน เราก็พำนักในสันติสุขแห่งความเพียงพอในพระองค์ได้ (ฮบ.4:1-4) เราสามารถสัมผัสถึงประสบการณ์การพำนักในพระเจ้าอันเป็นหลักประกันที่สมบูรณ์แล้วตลอดไปทั้งในปัจจุบันและเมื่อพระเยซูจะเสด็จกลับมาอีกครั้ง (ข้อ 5-8)
“ผู้ใดที่ได้เข้าสู่การพำนักของพระเจ้าแล้ว ก็ได้พักงานของตน เหมือนพระเจ้าได้ทรงพักพระราชกิจของพระองค์” (ข้อ 10) ดังนั้น เมื่อเรามั่นคงอยู่ในพระคริสต์แล้ว เราจึงจะมีความสุขกับชีวิตที่เปี่ยมด้วยความหวังซึ่งยอมจำนนและเชื่อฟังด้วยใจรักเมื่อเราวางใจและพึ่งพาในพระองค์ มีเพียงพระองค์ผู้เดียวที่ประทานการพำนักแห่งการฟื้นฟูได้ทั้งในวานนี้ วันนี้ และสืบๆไป
ทรัพย์ที่สะสมไว้ในสวรรค์
คนที่เดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกมักจะเตรียมสัมภาระไปมากมาย พวกเขากลัวการต้องอยู่ไกลบ้านและเกิดจำเป็นต้องใช้ของบางอย่าง แต่มีบทความเผยแพร่เมื่อเร็วๆนี้ที่พูดถึงปัญหาของการแพ็กของมากเกินไป ในบทความมีคำแนะนำว่าไม่ต้องนำแชมพูและไดร์เป่าผม (ซึ่งโรงแรมส่วนใหญ่มี) ไปด้วย และอย่านำรองเท้าและหนังสือไปเผื่อเพราะเปลืองที่และหนัก ผู้เขียนหมายเหตุไว้ว่าเมื่อคุณลากสัมภาระหนักๆไปบนถนนที่ปูด้วยหินกรวดในยุโรป คุณจะคิดว่าไม่น่านำของติดตัวมามากมายขนาดนี้เลย
ในแง่หนึ่ง นี่เป็นการเปรียบเทียบที่ชาญฉลาดสำหรับคำแนะนำในการเดินทางที่อัครทูตเปาโลสอนไว้ว่า “เราไม่ได้เอาอะไรเข้ามาในโลกฉันใด เราก็เอาอะไรออกไปจากโลกไม่ได้ฉันนั้น” (1 ทธ.6:7) ท่านเชื่อมโยงเรื่องนี้กับปัญหาของการมีสิ่งของมากจนเกินไป “คนเหล่านั้นที่อยากร่ำรวยก็ตกอยู่ในข่ายของความเย้ายวน” และท่านได้เตือนว่าสัมภาระส่วนเกินเป็น “บ่วงแร้ว” ที่นำไปสู่ “ความพินาศเสื่อมสูญไป” (ข้อ 9) ผู้ที่มีความเชื่อมีจุดหมายในการเดินทางที่แตกต่างออกไป โดยมีพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นทุกอย่าง “เพื่อความสะดวกสบายของเรา” (ข้อ 17)
วันนี้ เราอาจพึงระลึกไว้ว่าสิ่งที่เราสะสมในชีวิตนั้นไร้ความหมาย เรานำของนั้นติดตัวไปด้วยไม่ได้ เปาโลกล่าวว่าเมื่อเรา “เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และไม่เห็นแก่ตัว” (ข้อ 18) เราก็ได้ “วางรากฐาน...ไว้สำหรับตนเองในภายหน้า” และนี่คือเคล็ดลับสำหรับการเดินทางที่ดีที่สุด เป็นเคล็ดลับสู่ “ชีวิต ซึ่งเป็นชีวิตอันแท้จริง” (ข้อ 19)
จดจ่อที่พระเจ้า
อย่างน้อยเขาก็สอบผ่าน เจสคิดในใจขณะถือผลการสอบไว้ในมือ เขาช่วยลูกชายในวิชาคณิตศาสตร์ แต่ด้วยงานบ้านและงานพิเศษจากหัวหน้างานในช่วงนี้ การทบทวนวิชาด้วยกันจึงเป็นเรื่องยาก เจสรู้สึกท้อแท้และคิดถึงภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้ว ลิซ่าคุณคงรู้ว่าต้องทำอย่างไร ผมดูแลบ้านไม่เก่งเท่าคุณ
นี่อาจเป็นความท้อแท้ที่เกิดขึ้นกับเศรุบบาเบล แต่ในระดับที่ใหญ่ขึ้น ผู้ว่าราชการเมืองยูดาห์ท่านนี้ได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าให้นำคนอิสราเอลสร้างพระวิหารขึ้นใหม่หลังการตกเป็นเชลยในบาบิโลน เมื่อพวกเขาวางรากฐานเสร็จแล้ว “คน...เป็นอันมาก...ผู้ได้เห็นพระวิหารหลังก่อน...ได้ร้องไห้ด้วยเสียงดัง” (อสร.3:12) ความทรงจำถึงพระวิหารอันรุ่งโรจน์ของซาโลมอนผุดขึ้นในใจพวกเขาอีกครั้ง ในขณะที่เริ่มก่อสร้างพระวิหารที่มีขนาดเล็กกว่าเดิม พระวิหารของเราไม่ดีเท่าเดิม ทุกคนรวมทั้งเศรุบบาเบลคงคิดเช่นนั้น
พระเจ้าตรัสว่า “เศรุบบาเบลเอ๋ย แม้กระนั้นก็ดี จงกล้าหาญเถิด” และกับที่ทรงตรัสกับทุกคนที่เกี่ยวข้องว่า “เราอยู่กับเจ้า...วิญญาณของเราอยู่ท่ามกลางเจ้า อย่ากลัวเลย”(ฮกก.2:4-5) เศรุบบาเบลได้รับการหนุนใจขึ้นในการทรงนำของพระเจ้าโดยพระสัญญาที่ทรงให้ไว้กับพวกเขา (ข้อ 5) นอกจากนี้ พระเจ้าตรัสอีกว่า “สง่าราศีของพระนิเวศครั้งหลังนี้จะยิ่งกว่าครั้งเดิมนั้น” (ข้อ 9) โดยทรงชี้ไปถึงเวลาที่พระเยซูจะเสด็จมาเยือนพระวิหารด้วยพระองค์เอง (ยน.2:13-25)
เราอาจรู้สึกท้อแท้ในงานที่พระเจ้าทรงเรียกให้เราทำ โดยเปรียบเทียบผลงานของเรากับผลงานในอดีต แต่ขอให้เรามุ่งความสนใจไปที่แผนการของพระองค์ในปัจจุบัน เพราะการงานและจุดประสงค์ของงานนั้นเป็นของพระเจ้า ไม่ใช่ของเรา
ติดตามพระเยซูด้วยใจถ่อม
บ้านของเราอยู่ใกล้กับสวนที่มีชื่อเสียงซึ่งเรามักจะพาเด็กผู้ชายที่ครอบครัวของเราดูแลไปเดินเล่น บริเวณที่เขาชอบที่สุดคือสวนของเด็กซึ่งมีประตูบานเล็กๆ ขนาดพอที่เขาจะวิ่งผ่านไปได้ แต่เล็กเกินไปจนผมต้องย่อตัวลง เขาหัวเราะในขณะที่ผมคุกเข่าลงและมุดผ่านช่องเล็กๆเพื่อไล่ตามเขา
ประตูสวนเล็กๆนี้ทำให้ผมนึกถึงคำสอนของพระเยซูในมัทธิว 18 ที่พระองค์ทรงเรียกเด็กเล็กๆเข้ามาหาพระองค์เพื่ออธิบายว่าบุคคลประเภทใดจะได้เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ (ข้อ 2) นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก เพราะในสมัยของพระเยซูคริสต์ การเป็นเด็กหมายถึงการไม่มีความสำคัญและถูกมองข้าม ความคิดเห็นและความปรารถนาของพวกเขาไม่สำคัญซึ่งต่างจากเด็กในปัจจุบัน พระเยซูทรงใช้คำอธิบายนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของมนุษย์ที่ต้องการเป็นคนสำคัญ และแสวงหาอำนาจและอิทธิพล
แน่นอนว่าพระเยซูไม่ได้ขอให้สาวกของพระองค์กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง แต่ทรงชี้ให้เห็นถึงคุณลักษณะของผู้ที่รับใช้พระองค์ คุณลักษณะที่สำคัญที่สุดคือความถ่อมใจ คือบุคคลที่ “ถ่อมจิตใจลง” (ข้อ 4) และรับใช้ผู้อื่น
ประตูสวนเล็กๆเป็นเครื่องเตือนใจว่า ความถ่อมใจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสำหรับเรา แต่ผู้เชื่อในพระเยซูควรเป็นเช่นนี้ เราต้องติดตามพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ผู้ทรงเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตเช่นนี้โดยการ “ทรงสละและทรงรับสภาพทาส” (ฟป.2:7)
ความรักบริบูรณ์
ในคืนสุดท้ายของค่ายฤดูร้อน ความเป็นวัยรุ่นทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องขณะยืนอยู่คนเดียวท่ามกลางลูกค่ายกลุ่มหนึ่ง เมื่อคนหนึ่งในกลุ่มพูดเยาะเย้ยฉัน ฉันรู้สึกแย่จึงวิ่งกลับไปที่เต็นท์ โดยแกล้งทำเป็นหลับเมื่อหัวหน้ากลุ่มแวะมาดู เช้าวันรุ่งขึ้นฉันหลีกเลี่ยงการที่เธอพยายามจะพูดถึงเรื่องนี้
ต่อมาเธอเขียนข้อความถึงฉัน ช่วยให้ฉันเข้าใจว่าพระเจ้าทรงห่วงใยฉันจริงๆ เธออ้างอิงคำพูดของอัครทูตเปาโลที่ให้เรา “แน่ใจว่าพระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีไว้ในพวกท่านแล้ว จะทรงกระทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์” (ฟป.1:6) ฉันรู้สึกว่าถ้อยคำของเปาโลนี้พูดกับฉันโดยตรง
เปาโลเขียนถึงคริสตจักรที่เมืองฟีลิปปี ซึ่งท่านได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อกว่าทศวรรษก่อนหน้า เพื่อหนุนใจให้พวกเขาหยั่งรากลงในความรักที่มีต่อพระเจ้าและต่อกันและกัน “พร้อมกับความรู้และวิจารณญาณทุกอย่าง” (ข้อ 9) พระเจ้าจะยังทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในพวกเขาและผ่านทางพวกเขาต่อไป โดยจะทรงเติมเต็มพวกเขาด้วย “ผลของความชอบธรรมซึ่งเกิดขึ้นโดยพระเยซูคริสต์” (ข้อ 11) ในตอนนั้นฉันไม่เข้าใจบริบทดั้งเดิม แต่ฉันเริ่มเข้าใจว่าตัวตนของฉันในฐานะผู้ที่พระเจ้าทรงรักนั้น เกิดจากการรู้จักและยอมรับความรักของพระเยซู
พระเจ้าทรงปรารถนาให้เรารับความรักของพระองค์และบริบูรณ์ด้วยความรักนั้นมากยิ่งขึ้นๆ ขณะเมื่อพระองค์ทรงเติมเต็มเราด้วยความยินดีและสันติสุขของพระองค์ เราก็จะเติบโตในความรู้ที่ไม่ใช่เป็นเพียงความรู้เกี่ยวกับพระองค์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจอันประเสริฐของพระองค์ในตัวเราด้วย
จดจ่อที่พระเจ้า
เพื่อนร่วมงานของฉันโทรมาพูดคุยสั้นๆเพื่อหารือกันในเรื่องหนึ่ง เธอถามว่าฉันเป็นอย่างไรบ้าง ฉันบอกไปว่ากำลังเจ็บปวดด้วยอาการไซนัสอักเสบอย่างหนัก และยาก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้น เพื่อนร่วมงานจึงถามว่า “ให้ฉันอธิษฐานเผื่อเธอไหม” เมื่อฉันตอบรับ เธอจึงอธิษฐานเป็นเวลาสามสิบวินาทีเพื่อขอการรักษาจากพระเจ้า ฉันยอมรับว่า “บางครั้งฉันก็ลืมอธิษฐาน ฉันมัวจดจ่อที่ความเจ็บปวดมากเกินไปจนไม่ได้หันไปหาพระเจ้า”
คำสารภาพนี้ทำให้ฉันคิดว่าฉันมุ่งความสนใจไปที่สิ่งใด ที่ความยากลำบากและปัญหาของฉันหรือที่พระเจ้า ในวันนี้ ความคิดของฉันจดจ่อที่ความเจ็บปวดด้วยเหตุที่มันรุนแรง แต่อิสยาห์ 26:3 เตือนเราว่า เมื่อเราทำให้ใจของเราจดจ่อที่พระเจ้าผู้ทรงเป็นแพทย์และผู้อุปถัมภ์ของเรา เราก็จะได้พบสันติสุข “ใจแน่วแน่นั้น พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” ถึงความเจ็บปวดอาจจะไม่หายในทันทีหรืออาจไม่จางหายไปจากชีวิตนี้ ผู้เผยพระวจนะยังเตือนเราให้ “วางใจใน” องค์ผู้ทรงสัตย์ซื่อและทรงสามารถจัดเตรียมสิ่งจำเป็นแก่เรา (ข้อ 4)
พระธรรมอิสยาห์ตอนนี้ชี้ให้ชาวอิสราเอลเห็นถึงพระสัญญาของพระเจ้าทั้งในระหว่างที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยและหลังจากนั้น พวกเขาจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ได้อีกครั้ง เมื่อพวกเขายึดมั่นในความเชื่อและความหวังในสิ่งที่พระองค์จะทรงจัดเตรียมให้ (ข้อ 1-2) และถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะยังเตือนเราว่า ไม่ว่าเรากำลังทนทุกข์กับความเจ็บปวดใด เราเองก็จะพบการปลอบประโลมใจเมื่อเราจดจ่อที่จะไว้วางใจในพระเจ้าและร้องทูลต่อพระองค์
ในการทรงสถิตของพระเจ้า
ในปี ค.ศ. 1692 ผลงานของบราเธอร์ลอว์เรนซ์เรื่อง ดำเนินชีวิตในการทรงสถิตของพระเจ้า ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก ในหนังสือนี้ ท่านได้บรรยายถึงการที่ท่านเชิญพระเจ้าให้ทรงมาอยู่ในทุกกิจวัตรประจำวันที่ทำ ถ้อยคำของบราเธอร์ลอว์เรนซ์ยังท้าทายเราให้อธิษฐานแสวงหาพระเจ้าในทุกสิ่งที่เราทำ อย่างเช่น การตัดหญ้า ไปซื้อของชำ หรือจูงสุนัขไปเดินเล่น
ทุกวันผมจะพาวินสตันสุนัขของเราไปเดินเล่น เป้าหมายของผมคืออยากให้มันออกกำลังกาย ส่วนเป้าหมายของวินสตันก็คือการดมกลิ่นไปทั่ว การเรียกช่วงเวลานี้ว่า “การเดินเล่น” อาจเป็นคำพูดที่เกินจริงไปบ้าง บ่อยครั้งเรามักจะไปเพื่อ...หยุดพัก ระยะหลังมานี้แทนที่ผมจะหงุดหงิดกับความไม่ก้าวหน้า ผมทูลขอให้พระเจ้าช่วยผมมองช่วงเวลาเหล่านี้เป็นสิ่งเตือนใจว่า ชีวิตก็เหมือนกับการจูงสุนัขเดินเล่น เราสัมผัสถึงการทรงสถิตของพระเจ้าเมื่อเราเชื่อฟังพระองค์อย่างสัตย์ซื่อในทุกกิจกรรมของชีวิตที่เราทำในแต่ละวัน รวมถึงการรบกวนที่ไม่คาดคิดด้วย
ในสุภาษิต 6 ซาโลมอนเสนอบทเรียนที่คล้ายกันนี้ โดยใช้ตัวอย่างจากชีวิตประจำวันอันเรียบง่ายของมด เพื่อบอกให้เราทำงานอย่างสัตย์ซื่อ “คนเกียจคร้านเอ๋ย ไปหามดไป๊ พิเคราะห์ดูทางของมัน และจงฉลาด” (ข้อ 6) ซาโลมอนใช้มดเป็นตัวอย่างของคนงานที่ทำงานอย่างอดทนทุกวัน (ข้อ 7-8)
ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่แค่ในช่วงเวลา “ฝ่ายวิญญาณ” ที่กำหนดไว้ เช่น เวลาไปโบสถ์หรือเฝ้าเดี่ยวเท่านั้น แต่เมื่อเราสัตย์ซื่อในการเชื่อฟังพระองค์ พระเจ้าจะทรงเชื้อเชิญให้เรามองเห็นพระหัตถกิจที่พระองค์ทรงทำในตลอดทั้งวัน