Category  |  ODB

จดจ่อที่พระเจ้า

เพื่อนร่วมงานของฉันโทรมาพูดคุยสั้นๆเพื่อหารือกันในเรื่องหนึ่ง เธอถามว่าฉันเป็นอย่างไรบ้าง ฉันบอกไปว่ากำลังเจ็บปวดด้วยอาการไซนัสอักเสบอย่างหนัก และยาก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้น เพื่อนร่วมงานจึงถามว่า “ให้ฉันอธิษฐานเผื่อเธอไหม” เมื่อฉันตอบรับ เธอจึงอธิษฐานเป็นเวลาสามสิบวินาทีเพื่อขอการรักษาจากพระเจ้า ฉันยอมรับว่า “บางครั้งฉันก็ลืมอธิษฐาน ฉันมัวจดจ่อที่ความเจ็บปวดมากเกินไปจนไม่ได้หันไปหาพระเจ้า”

คำสารภาพนี้ทำให้ฉันคิดว่าฉันมุ่งความสนใจไปที่สิ่งใด ที่ความยากลำบากและปัญหาของฉันหรือที่พระเจ้า ในวันนี้ ความคิดของฉันจดจ่อที่ความเจ็บปวดด้วยเหตุที่มันรุนแรง แต่อิสยาห์ 26:3 เตือนเราว่า เมื่อเราทำให้ใจของเราจดจ่อที่พระเจ้าผู้ทรงเป็นแพทย์และผู้อุปถัมภ์ของเรา เราก็จะได้พบสันติสุข “ใจแน่วแน่นั้น พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” ถึงความเจ็บปวดอาจจะไม่หายในทันทีหรืออาจไม่จางหายไปจากชีวิตนี้ ผู้เผยพระวจนะยังเตือนเราให้ “วางใจใน” องค์ผู้ทรงสัตย์ซื่อและทรงสามารถจัดเตรียมสิ่งจำเป็นแก่เรา (ข้อ 4)

พระธรรมอิสยาห์ตอนนี้ชี้ให้ชาวอิสราเอลเห็นถึงพระสัญญาของพระเจ้าทั้งในระหว่างที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยและหลังจากนั้น พวกเขาจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ได้อีกครั้ง เมื่อพวกเขายึดมั่นในความเชื่อและความหวังในสิ่งที่พระองค์จะทรงจัดเตรียมให้ (ข้อ 1-2) และถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะยังเตือนเราว่า ไม่ว่าเรากำลังทนทุกข์กับความเจ็บปวดใด เราเองก็จะพบการปลอบประโลมใจเมื่อเราจดจ่อที่จะไว้วางใจในพระเจ้าและร้องทูลต่อพระองค์

ในการทรงสถิตของพระเจ้า

ในปี ค.ศ. 1692 ผลงานของบราเธอร์ลอว์เรนซ์เรื่อง ดำเนินชีวิตในการทรงสถิตของพระเจ้า ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก ในหนังสือนี้ ท่านได้บรรยายถึงการที่ท่านเชิญพระเจ้าให้ทรงมาอยู่ในทุกกิจวัตรประจำวันที่ทำ ถ้อยคำของบราเธอร์ลอว์เรนซ์ยังท้าทายเราให้อธิษฐานแสวงหาพระเจ้าในทุกสิ่งที่เราทำ อย่างเช่น การตัดหญ้า ไปซื้อของชำ หรือจูงสุนัขไปเดินเล่น

ทุกวันผมจะพาวินสตันสุนัขของเราไปเดินเล่น เป้าหมายของผมคืออยากให้มันออกกำลังกาย ส่วนเป้าหมายของวินสตันก็คือการดมกลิ่นไปทั่ว การเรียกช่วงเวลานี้ว่า “การเดินเล่น” อาจเป็นคำพูดที่เกินจริงไปบ้าง บ่อยครั้งเรามักจะไปเพื่อ...หยุดพัก ระยะหลังมานี้แทนที่ผมจะหงุดหงิดกับความไม่ก้าวหน้า ผมทูลขอให้พระเจ้าช่วยผมมองช่วงเวลาเหล่านี้เป็นสิ่งเตือนใจว่า ชีวิตก็เหมือนกับการจูงสุนัขเดินเล่น เราสัมผัสถึงการทรงสถิตของพระเจ้าเมื่อเราเชื่อฟังพระองค์อย่างสัตย์ซื่อในทุกกิจกรรมของชีวิตที่เราทำในแต่ละวัน รวมถึงการรบกวนที่ไม่คาดคิดด้วย

ในสุภาษิต 6 ซาโลมอนเสนอบทเรียนที่คล้ายกันนี้ โดยใช้ตัวอย่างจากชีวิตประจำวันอันเรียบง่ายของมด เพื่อบอกให้เราทำงานอย่างสัตย์ซื่อ “คนเกียจคร้านเอ๋ย ไปหามดไป๊ พิเคราะห์ดูทางของมัน และจงฉลาด” (ข้อ 6) ซาโลมอนใช้มดเป็นตัวอย่างของคนงานที่ทำงานอย่างอดทนทุกวัน (ข้อ 7-8)

ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่แค่ในช่วงเวลา “ฝ่ายวิญญาณ” ที่กำหนดไว้ เช่น เวลาไปโบสถ์หรือเฝ้าเดี่ยวเท่านั้น แต่เมื่อเราสัตย์ซื่อในการเชื่อฟังพระองค์ พระเจ้าจะทรงเชื้อเชิญให้เรามองเห็นพระหัตถกิจที่พระองค์ทรงทำในตลอดทั้งวัน

ยืนหยัดอย่างมั่นคงในพระคริสต์

ไม่นานมานี้ แม่ของฉันเล่าเหตุการณ์การเผชิญหน้าอันน่าประหลาดใจแบบฉากต่อฉาก ที่แม่เห็นผ่านกล้องเว็บแคมที่บ่อน้ำในแอฟริกา ละมั่งแอฟริกาขนาดใหญ่ซึ่งมีเขายาวได้มากกว่าสองฟุต ทำให้มันเป็นสัตว์ที่น่าเกรงขามและไม่ตื่นกลัวง่ายๆ เว้นแต่จะเจอกับฝูงนกกระจอกเทศที่ก้าวร้าวและเกเร

นกกระจอกเทศจ่าฝูงซึ่งตัวสูงกว่าศัตรูของมัน สะบัดขนขนาดใหญ่ คำราม และย่ำเท้าเข้าหาละมั่งทั้งสามตัว ทำให้พวกมันต้องหนีไป

“หนูเดาว่าพวกมันคงไม่รู้ว่าเขาของมันทรงพลังขนาดไหน” ฉันพูดกับแม่

ผู้เชื่อในพระเยซูก็อาจลืมสิทธิอำนาจที่เรามีเมื่อเผชิญการโจมตีจากศัตรูฝ่ายวิญญาณอย่างซาตาน เรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งสถิตอยู่ในเรา (รม.8:11) และยุทธภัณฑ์ของพระเจ้าที่จะช่วยเรา “จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้” (อฟ.6:11) ซาตานต้องการท้าทายความเชื่อที่เรามีในพระวจนะของพระเจ้า ทำให้เราสงสัยตัวตนของเราในพระคริสต์ และล่อลวงเราให้ทำบาป

แต่เราสามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงเพราะยุทธภัณฑ์ของพระเจ้ามีทั้ง “ความจริงคาดเอว...ความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก...ความเชื่อเป็นโล่ ...ความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ และ...พระแสงของพระวิญญาณ คือ พระวจนะของพระเจ้า” (ข้อ 14-17)

เมื่อศัตรูโจมตีเราด้วยความรู้สึกกลัว คำตำหนิ หรือความสิ้นหวัง จงจำไว้ว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้า และได้รับการเตรียมพร้อมมาอย่างดีที่จะยืนหยัดได้อย่างมั่นคง

ส่งด้วยความระมัดระวัง

ไม่นานมานี้ฉันเพิ่งทราบว่าห่อพัสดุที่ใช้ชื่อว่า “แคร์” (CARE) ย่อมาจาก “ความร่วมมือในการส่งของจากอเมริกาไปยุโรป” (Cooperative for American Remittances to Europe) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ส่งกล่องอาหารไปช่วยเหลือชาวยุโรปพลัดถิ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง แม้ห่อพัสดุของแคร์ที่ฉันส่งให้ลูกๆที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะเป็นขนมและลูกอมที่ฉันทำเอง แต่ปกติแล้วจะมีของจำเป็นบางอย่างด้วย เช่น เสื้อตัวโปรดที่ลืมไว้ที่บ้านหรืออุปกรณ์การเรียนเพิ่มเติม

แม้ “ห่อพัสดุแคร์” อาจฟังดูทันสมัย แต่การจัดส่งสิ่งของจำเป็นนั้นมีมานานก่อนหน้านี้แล้ว และถูกรวมไว้ในตอนท้ายของพระธรรม 2 ทิโมธีด้วย คำลงท้ายจดหมายที่เปาโลเขียนถึงสาวกที่ท่านไว้ใจขณะถูกคุมขังที่กรุงโรมนั้นมีคำขอส่วนตัวบางประการ ท่านขอให้ทิโมธีมาหาและพามาระโกมาช่วยปรนนิบัติท่าน (4:11) ท่านยังขอให้เอาของใช้ส่วนตัวบางอย่างมาด้วย คือเสื้อคลุมและ “หนังสือ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือหนังสือที่เขียนบนแผ่นหนัง” (ข้อ 13) เสื้อคลุมอาจจำเป็นเพราะฤดูหนาวกำลังจะมา และหนังสือม้วนอาจมีสำเนาของพันธสัญญาเดิมอยู่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เปาโลคงต้องการเพื่อนและของใช้จำเป็นเพื่อทำให้ท่านแช่มชื่นและได้รับการชูใจ

ข้าวของที่ย้ำเตือนถึงความห่วงใย ไม่ว่าผู้รับจะอยู่ใกล้หรือไกลนี้ ส่งผลอย่างยิ่งต่อผู้ที่ต้องการการหนุนใจเพียงเล็กน้อย ของขวัญที่เป็นอาหารสำหรับเพื่อนบ้าน การ์ดที่เขียนด้วยความใส่ใจถึงคนที่รักหรือคนรู้จัก หรือข้าวของเต็มกล่องที่ส่งให้เพื่อนที่อยู่ไกล ล้วนสามารถถ่ายทอดความรักของพระเจ้าออกไปได้อย่างเป็นรูปธรรม

ความหวังในความเชื่อ

ลูกชายของคริสตินเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อเขาอายุเพียงเจ็ดขวบ สามปีผ่านไป ตอนนี้ลูกชายคนโตของเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรง

ระยะสุดท้าย เพื่อนๆที่ไม่ได้เชื่อพระเยซูโศกเศร้าไปกับเธอ แต่พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดเธอจึงยังคงวางใจในพระคริสต์ต่อไป “พระเจ้าของเธอยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไง ทำไมเธอยังเชื่อพระองค์อยู่” พวกเขาถาม

แต่สำหรับคริสติน นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เธอยิ่งต้องเชื่อต่อไป “ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น” เธอบอก “แต่ฉันรู้ว่าพระเจ้าจะทรงช่วยให้เราผ่านมันไปได้ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถให้ความหวังกับฉันเพื่อที่จะก้าวต่อไป”

ความหวังและความไว้วางใจเช่นนี้ทำให้กษัตริย์ดาวิดก้าวต่อไปได้เมื่อพบว่าพระองค์อยู่ในสถานการณ์ที่รุมเร้า มีศัตรูล้อมรอบที่มุ่งจะทำให้พระองค์พินาศ ดาวิดอาจไม่เข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์ทั้งสิ้นนี้จึงเกิดขึ้น แต่ดาวิดรู้ว่ากำลังติดตามพระเจ้าผู้ที่ดาวิดไว้วางใจว่าจะทรงช่วยกู้และอวยพรในเวลาของพระองค์ (สดด.31:14-16) ความหวังอันมั่นคงนี้ทำให้ดาวิดยังคงยอมจำนนต่อพระเจ้าและพูดว่า “วันเวลาของข้าพระองค์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์” (ข้อ 15) และความหวังนี้ชูใจดาวิดจนกล่าวอีกด้วยว่า “จงเข้มแข็ง และให้ใจของท่านกล้าหาญเถิดนะ ท่านทั้งปวงผู้รอคอยพระเจ้า” (ข้อ 24)

ในเวลาที่เรารู้สึกท้อแท้และดูเหมือนแทบไม่มีสิ่งใดให้ตั้งตารอคอย เรารู้ว่าเราสามารถยึดพระเจ้าและความหวังที่ให้ชีวิตซึ่งพระองค์เท่านั้นจะประทาน ไว้ได้อย่างมั่นคงยิ่งกว่าเดิม

พระเมตตาและความยุ่งเหยิงของเรา

ระหว่างชั้นเรียนรวีวารศึกษาวันอาทิตย์ ความอดทนที่ฉันมีให้ปีเตอร์วัยสามขวบเริ่มหมดลงแล้ว เขาอารมณ์ไม่ดี ทำตัวไม่ดีกับเด็กคนอื่น และไม่พอใจกับทุกสิ่งแม้แต่ตอนที่เราให้ของเล่นที่เขาอยากได้มากที่สุด ความเห็นใจของฉันเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิด หากเขายังดื้อรั้นทำตัวมีปัญหาต่อก็ตามใจ ฉันจะส่งเขากลับไปหาพ่อแม่ และเขาจะพลาดความสนุกทั้งหมด

บ่อยครั้งที่ฉันพบว่าความเห็นอกเห็นใจของฉันนั้นมีเงื่อนไข ถ้าใครไม่สนใจคำแนะนำหรือปฏิเสธความช่วยเหลือจากฉัน พวกเขาก็ไม่สมควรได้รับมันอีกต่อไป แต่ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ไม่ได้ทรงทำแบบนั้นกับเรา ผู้เผยพระวจนะโยนาห์ได้พบกับพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า หลังจากที่ท่านดื้อรั้นไม่เชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์ที่ให้เดินทางไปกล่าวโทษเมืองนีนะเวห์ (ยนา.1:2) โยนาห์ท้าทายด้วยการไปในทิศทางตรงกันข้าม ท่านตกอยู่ในพายุใหญ่ ลอยเคว้งคว้างในทะเล และถูกปลามหึมากลืนลงไป ซึ่งเป็นหายนะที่ท่านก่อขึ้นเอง (ข้อ 4,15-17) ในที่สุดเมื่อโยนาห์ “อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน” (2:1) พระเจ้ายังทรงรับฟังและพร้อมจะให้อภัยผู้เผยพระวจนะที่ไม่เต็มใจของพระองค์ โยนาห์ถูกปล่อยจากท้องปลาและได้รับพระเมตตาในโอกาสครั้งที่สองเพื่อไปยังเมืองนีนะเวห์ (3:1)

ในกรณีของปีเตอร์ตัวน้อย การไปสนามเด็กเล่นทำให้เขารู้สึกดีขึ้น ซึ่งเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมจากผู้ช่วยที่มีความอดทนมากกว่าที่ฉันแสดงออกมา ความเมตตาที่คอยติดตามหาเราอยู่เสมอแม้เราจะอยู่ท่ามกลางปัญหาที่ก่อขึ้นเองนั้นช่างแสนงดงาม

เป็นเหมือนพระเยซู

ผู้โดยสารร่างสูงยืดตัวขึ้นขณะยืนบนทางเดินในเครื่องบินระหว่างภูมิภาคขนาดเล็ก ฉันสังเกตชื่อหนังสือที่เด่นชัดของเขาว่า เป็นเหมือนพระเยซู ไม่กี่นาทีต่อมา ฉันเห็นชายคนนี้ผลักคนอื่นเพื่อหยิบกระเป๋าจากรถเข็นที่รออยู่ เป็นเหมือนพระเยซูหรือ ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็น “พี่น้องผู้เชื่อ” ที่รู้จักพระคริสต์จริงๆหรือไม่ แต่ฉันตกใจกับท่าทีเห็นแก่ตัวซึ่งทำให้พระเยซูถูกเข้าใจผิด

ขณะก้าวขึ้นบันไดเลื่อน ฉันเห็นเขาอีกครั้งและปกหนังสือก็ยังคงเด่นชัด คำนั้นกระแทกใจของฉัน เป็นเหมือนพระเยซูสิเอลิซ่า อย่าตัดสิน ฉันสงสัยว่าการที่ฉันอยู่ตรงนี้ได้สำแดงอะไรถึงพระเยซูบ้าง

การเป็นเหมือนพระเยซู คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่พระเจ้าทรงทำให้พระลักษณะของพระองค์เติบโตขึ้นในเรา เมื่อเรายอมจำนนต่อพระองค์ เปาโลเขียนว่าผู้เชื่อในพระเยซู “ก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า” (2 คร.3:18) ยอห์นประหลาดใจที่สิ่งนี้เป็นเรื่องเข้าใจยากสำหรับเรา และยากยิ่งกว่าในการไปถึงจุดหมายนั้น “บัดนี้เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า และยังไม่ปรากฏว่าต่อไปเบื้องหน้านั้นเราจะเป็นอย่างไร แต่เรารู้ว่าเมื่อพระองค์จะเสด็จมาปรากฏนั้น เราทั้งหลายจะเป็นเหมือนพระองค์ [ในความบริสุทธิ์] เพราะว่าเราจะเห็นพระองค์อย่างที่พระองค์ทรงเป็นอยู่นั้น” (1 ยน.3:2-3)

เมื่อบันไดเลื่อนพาเราไปสุดทาง ฉันเหลือบมองหนังสือนั้นอีกครั้ง เป็นเหมือนพระเยซู คำนี้ให้ความหมายใหม่กับฉัน และนำฉันกลับมามองที่หัวใจและชีวิตของตัวเอง

อยู่ในเอื้อมพระหัตถ์ของพระเจ้า

เด็กสาววัยสิบหกปีนั่งอยู่ในห้องขังเดี่ยว เธอถูกตัดสินจำคุกห้าสิบปีในเรือนจำความมั่นคงสูงสุด เธอถูกแยกจากผู้ต้องขังคนอื่นเพราะอายุของเธอ เกือบปีมาแล้วที่ไม่มีบุคคลภายนอกมาเยี่ยม ในระหว่างการประกาศข่าวประเสริฐและพิธีบัพติศมาที่จัดในพื้นที่ส่วนกลาง ผู้คุมให้ผู้นำพันธกิจเข้าไปในห้องขังของเธอ เธอได้ยินข่าวประเสริฐ ยอมมอบชีวิตให้กับพระเยซู และขอรับบัพติศมา ตอนแรกทีมงานคิดว่าจะใช้ขวดน้ำ แต่แล้วเจ้าหน้าที่เรือนจำก็ปิดพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมดและนำเธอไปที่สระบัพติศมาแบบเคลื่อนย้ายได้ เธอร้องไห้ในขณะที่คนของพระเจ้าอธิษฐาน

แม้พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะพิพากษาผู้ที่ปฏิเสธพระองค์ แต่พระองค์ก็ทรงมีพระเมตตาต่อผู้ที่กลับใจด้วย พระองค์ทรงรื้อฟื้นและปกป้องผู้ที่วางใจในพระนามของพระองค์ (ศฟย.3:10-12) การกลับใจใหม่นำไปสู่การไถ่ เพราะพระเจ้าเอง “ทรงล้มเลิก” การลงโทษที่เราสมควรได้รับแล้ว (ข้อ 15) เสียงแห่งความหวังดังก้องอยู่ในถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะเศฟันยาห์ที่บอกถึงพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงเปรมปรีดิ์เพราะเจ้าด้วยความยินดี พระองค์จะทรงรื้อฟื้นเจ้าใหม่ด้วยความรักของพระองค์ พระองค์จะทรงเริงโลดเพราะเจ้าด้วยร้องเพลงเสียงดัง” (ข้อ 17)

ดังนั้นเราจึงสามารถแบ่งปันข่าวประเสริฐด้วยความเมตตาและความมั่นใจ โดยเฉพาะกับผู้ที่อาจรู้สึกว่าตนอยู่ห่างไกลจากพระเจ้าอย่างยิ่ง ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ทำอะไรมา หรือรู้สึกโดดเดี่ยว ถูกหลงลืม หรือไม่คู่ควรเพียงใด พระเจ้าก็ทรงรักและติดตามหาเรา ทุกคนล้วนอยู่ในเอื้อมพระหัตถ์ของพระเจ้า

รอดชีวิตโดยพระเมตตาของพระเจ้า

ชาลส์ จูกิน เป็นกะลาสีเรือตั้งแต่อายุสิบเอ็ดปี เขามีหน้าที่เป็นคนทำขนมปังบนเรือหลายลำ ในปี ค.ศ.1912 เขาถูกจ้างให้ทำงานบนเรือสำราญที่แล่นออกจากเมืองเซาแทมป์ตัน ประเทศอังกฤษ เรือไททานิคลำนั้นชนภูเขาน้ำแข็งในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ ขณะที่เรือจมลง จูกินได้ช่วยผู้คนขึ้นเรือชูชีพ ตัวเขาเองยืนอยู่บนท้ายเรือไททานิคในขณะที่มันจมลงในแนวดิ่ง เขารอดชีวิตมาได้อย่างอัศจรรย์

สามสิบปีต่อมาในสงครามโลกครั้งที่สอง ชาลส์อยู่บนเรืออีกลำชื่อ อาร์เอ็มเอส โอเรกอน ซึ่งถูกเรืออีกลำพุ่งชนและจมลงเช่นกัน จูกินรอดชีวิตมาได้อีกครั้ง

พระคัมภีร์บอกเราว่าเราทุกคนอยู่บนเรือที่กำลังจม เปาโลเขียนว่า “ทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (รม.3:23) ท่านอ้างถึงชนชาติอิสราเอลที่มักกบฏโดยยกถ้อยคำของอิสยาห์ “ถ้าพระเจ้าจอมโยธามิได้เหลือคนไว้ให้เราบ้างเล็กน้อยแล้ว เราก็จะได้เป็นเหมือนเมืองโสโดม” (อสย.1:9) เปาโลพูดถึง “ผู้ที่เหลืออยู่” ของอิสราเอลซึ่งเป็นเหมือนเรือบรรทุกผู้รอดชีวิต ว่า “ชนหยิบมือเดียวที่เหลืออยู่เท่านั้นที่จะได้รับการช่วยให้รอด” (รม.9:27 TNCV) พวกเขาจะรอดได้อย่างไร ก็โดยการตอบรับข่าวประเสริฐ (รม.10:16) คุณเห็นไหมว่าเราทุกคนเป็นเหมือนอิสราเอลที่จมอยู่ในความบาป ไม่มีใครในพวกเรารอดได้นอกจากจะยอมรับในข่าวประเสริฐ เรือชูชีพที่พระเจ้าทรงโยนให้เราทุกคนนั้นก็คือพระเยซู

พวกเราที่เชื่อในพระเยซูอาจจำเป็นต้องได้รับการเตือนถึงความจริงอันน่าทึ่งที่ว่าเราเป็นผู้รอดชีวิตโดยพระเมตตาของพระเจ้า ผู้ใดที่ยังอยู่ในกระแสน้ำแห่งชีวิตอันปั่นป่วนก็ควรรีบปีนขึ้นเรือชูชีพเพื่อจะได้พบพระเยซู

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา