อ้อมแขนของพ่อที่เปิดกว้าง
หัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตาของแมรี่ สเลสเซอร์ ทำให้เธอเปิดอ้อมแขนต้อนรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ มิชชันนารีชาวสก็อตผู้นี้เกิดในปี ค.ศ. 1848 และรับใช้ท่ามกลางชาวโอโคยองในดินแดนอันห่างไกล ความเชื่อถือโชคลางทำให้ผู้คนในภูมิภาคนั้นเชื่อว่าเมื่อมีฝาแฝดเกิดมา คนหนึ่งจะเป็นคนดี อีกคนหนึ่งจะเป็นลูกของปีศาจ นี่มักทำให้ฝาแฝดทั้งสองต้องตายโดยถูกทิ้งให้อดอยากหรือตกอยู่ในอันตรายอื่นๆ ด้วยความรักที่เปี่ยมล้นของพระเจ้า แมรี่ได้ช่วยชีวิตเด็กหลายร้อยคนที่ตกอยู่ในอันตราย และรับเด็กเก้าคนมาเป็นบุตรบุญธรรมของเธอเอง!
ในถ้อยคำที่ได้รับการดลใจที่ผู้เผยพระวจนะโฮเชยากล่าวแก่ชนชาติอิสราเอลผู้ดื้อรั้น ท่านเผยให้เห็นเสี้ยวหนึ่งของพระทัยพระเจ้าที่ทรงห่วงใยเด็กๆ โฮเชยากล่าวถึงพระเจ้าว่า “ในพระองค์ลูกกำพร้าพบพระกรุณาคุณ” (14:3) ท่านกล่าวว่าพระเจ้าทรงห่วงใยคนของพระองค์และปรารถนาที่จะ “รักเขาทั้งหลายด้วยเต็มใจ” (ข้อ 4) แต่พวกเขาต้องเลิกต่อต้านพระองค์และยอมรับวิถีของพระองค์ พวกเขาได้รับคำสั่งให้ละทิ้งพระเทียมเท็จมาหาพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ ผู้ทรงห่วงใยในเด็กกำพร้าซึ่งช่วยเหลือตนเองได้น้อยที่สุด และหากพวกเขาหันกลับมาหาพระเจ้า พวกเขาจะได้รับการอภัยโทษจากพระองค์ผู้ทรง “รับ [พวกเขา] ทั้งหลายไว้ด้วยพระคุณ” (ข้อ 1-2 TNCV)
เมื่อเราเปิดอ้อมแขนต้อนรับคนรอบข้าง รวมถึงเด็กที่ตกอยู่ในความเสี่ยง เราก็ได้สะท้อนถึงความรักของพระเจ้า ให้เราโอบรับพระทัยอันเปี่ยมด้วยความเมตตาของพระองค์ และเผื่อแผ่ความห่วงใยของพระองค์ไปยังผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ในขณะที่พระองค์ทรงช่วยเหลือเรา
ความเชื่อที่หยั่งลึกในพระเจ้า
ฉันได้รับแรงบันดาลใจขณะอ่านนิยายอิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชีวิตของแมรี่ แมคคลาวด์ เบธูน ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเบธูน-คุกแมน เรื่องราวของความมุ่งมั่นและความห่วงใยที่เธอมีต่อผู้อื่นทำให้ฉันอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเธอมากขึ้น เรื่องหนึ่งบอกว่าในช่วงต้นทศวรรษ 1900 เธอ “บรรยาย” ให้นักธุรกิจผู้มั่งคั่งคนหนึ่งฟังถึงอาคารต่างๆในโรงเรียนที่เธอสร้างสำหรับผู้หญิงชาวแอฟริกันอเมริกัน แต่เมื่อเขาไปเยี่ยมชม “บริเวณโรงเรียน” เขากลับพบเพียงอาคารเดียว เธอได้เล่าความฝันของเธอให้เขาฟัง โดยหวังว่าเขาจะลงทุนในโรงเรียนนั้น การผสมผสานของความเชื่อและนิมิตของเธอทำให้มีเงินทุน ในที่สุดโรงเรียนของเธอก็ได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรสี่ปีมาจนถึงปัจจุบัน
เบธูนได้รับการยกย่องจากคำพูดที่ว่า “หากปราศจากความเชื่อ ก็ไม่มีสิ่งใดเป็นไปได้ โดยความเชื่อ ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้” คำพูดของเธอคล้ายกับที่พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกที่ประหลาดใจและมีคำถามในเรื่องความรอด พวกเขากำลังพยายามหาคำตอบว่ามนุษย์จะ “เข้าในแผ่นดินของพระเจ้า” หรือสวรรค์ได้อย่างไร (มธ.19:24) พวกเขาต้องการรู้ว่า “ถ้าอย่างนั้นใครจะรอดได้” (ข้อ 25) พระเยซูทรงบอกเหล่าสาวกว่าความเชื่อในพระเจ้าเป็นหนทางเดียวเท่านั้น เพราะ “พระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง” (ข้อ 26)
ความเชื่อวางใจเกิดขึ้นจากการเชื่อในพระเจ้าและฤทธิ์อำนาจของพระองค์ ความเชื่อทำให้เรามั่นใจว่าสิ่งที่เรายังไม่ได้เห็นนั้นจะเป็นจริงได้ (ดู ฮบ.11:1) ดังเช่นความฝันที่จะมีโรงเรียนสำหรับคนด้อยโอกาส หรือบ้านอันเป็นนิรันดร์สำหรับผู้ที่ต้อนรับพระเยซูคริสต์ ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เราเห็นในสิ่งที่พระองค์ทรงเห็น
ใบหน้าที่ทอแสง
“น้องหน้าหวานจังค่ะ!” สัตวแพทย์อุทานขณะทำการตรวจสุขภาพประจำปีให้สุนัขวัยรุ่นของเรา “หน้าหวานหรือครับ” ผมถาม “เป็นคำที่ใช้เรียกสุนัขรีทรีฟเวอร์ที่ขนบนหน้าเปลี่ยนเป็นสีขาวก่อนวัยเหมือนมีน้ำตาลโรยค่ะ” เธอตอบพร้อมรอยยิ้ม “มันเป็นเพียงสัญลักษณ์ของความอ่อนโยนภายใน”
ต่อมาเมื่อหวนคิดถึงช่วงเวลานั้น ผมคิดว่าสิ่งที่ปรากฏบนใบหน้าเวลาที่คนอื่นพบผมคืออะไร พวกเขาสังเกตเห็นถึง “ความอ่อนโยนภายใน” ซึ่งเป็นฤทธิ์เดชแห่งความรักของพระเยซูที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหัวใจและชีวิตของผมหรือไม่ พระคัมภีร์เล่าถึงช่วงเวลาอันน่าตื่นตะลึงเมื่อโมเสสลงมาจากภูเขาซีนายหลังจากใช้เวลาเข้าเฝ้าพระเจ้าหลายวัน โมเสส “ก็ไม่ทราบว่าผิวหน้าของตนทอแสงเนื่องด้วยพระเจ้าทรงสนทนากับท่าน” ใบหน้าของท่านเปล่งประกายจนประชาชน “กลัวไม่กล้าเข้ามาใกล้ท่าน” (อพย.34:29-30) เพื่อไม่ให้คนเหล่านั้นตกใจมากขึ้น โมเสสจึง “ใช้ผ้าคลุมหน้าไว้” และปลดผ้าออกเมื่อ “เข้าเฝ้าทูลพระเจ้า” (ข้อ 33-35)
แน่นอนว่าโมเสสได้สนทนากับพระเจ้า “สองต่อสอง” (33:11) ซึ่งเป็นเหตุการณ์พิเศษเฉพาะในพระคัมภีร์ แต่พระวจนะยังได้เตือนเราด้วยว่า เราทั้งหลายที่รู้จักพระเจ้าผ่านทางพระคริสต์ “ก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป” (2 คร.3:18) การทรงสถิตของพระองค์ภายในเราสามารถทำให้ผู้อื่นประทับใจ ซึ่งเป็นพระราชกิจแห่งความรักของพระเจ้า ใบหน้าของเราอาจไม่ได้ทอแสงเหมือนโมเสส แต่เมื่อเราใช้เวลาเข้าเฝ้าพระเจ้า พระองค์จะยิ่งปรากฏชัดมากขึ้นในตัวของเรา
พร้อมที่จะเอื้อเฟื้อ
ในพิธีไว้อาลัยของคุณปู่มีการเลี้ยงอาหารเป็นเนื้อย่าง ข้าวโพด และถั่ว เพื่อเป็นเกียรติแก่ชีวิตแห่งการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของท่านและภรรยาตลอดเวลาหลายปี ทุกเช้าวันอาทิตย์ท่านทั้งสองจะเอาเนื้อย่างชิ้นใหญ่และผักใส่ลงในหม้อตุ๋นไฟฟ้าก่อนไปโบสถ์ หลังการนมัสการ พวกท่านจะมองหาคนที่จะเชิญมาร่วมรับประทานอาหารกลางวัน บางครั้งก็เป็นเพื่อนสนิท บางครั้งก็เป็นคนแปลกหน้า แต่ไม่ว่าจะเป็นใครพวกท่านจะดูแลให้มีอาหารอย่างเหลือเฟือเตรียมเอาไว้ที่บ้าน และบ่ายนั้นจะถูกจัดไว้เป็นพิเศษสำหรับการต้อนรับแขกอย่างอบอุ่น
กิจวัตรในวันอาทิตย์ของพวกท่านนั้นต้องอาศัยความตั้งใจเตรียมพร้อมที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คนอิสราเอลก็ทำตามแบบแผนที่คล้ายกัน พระเจ้าทรงบัญชาผ่านทางโมเสสให้พวกเขาเหลืออาหารส่วนหนึ่ง “ไว้ให้คนยากจนและคนต่างด้าวบ้าง” (ลนต.19:10) ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว พวกเขาได้รับคำสั่งไม่ให้เกี่ยวข้าวจนถึงขอบนา ให้ทิ้งส่วนที่ร่วงหล่นเอาไว้ และอย่าเก็บเกี่ยวองุ่นจนหมด (ข้อ 9-10) ด้วยวิธีเก็บเกี่ยวเช่นนี้ ผู้ที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองก็ยังสามารถทำงานเพื่อเก็บเกี่ยวอาหารได้ สำหรับประชากรของพระเจ้า นี่ไม่ใช่การกระทำที่เกิดขึ้นเองเพียงครั้งเดียว ถึงแม้การทำเช่นนี้จะเป็นพรประเสริฐได้เช่นกัน แต่นี่คือวิธีที่พวกเขาดำเนินชีวิตปีแล้วปีเล่า
รอบตัวเรามีโอกาสมากมายที่จะแสดงความรักอันเปี่ยมล้นด้วยความโอบอ้อมอารีของพระเยซู บางครั้งเราอาจไม่ทันได้เตรียมตัว แต่บางครั้งเราก็เตรียมตัวล่วงหน้าได้ โดยการช่วยเหลือจากพระเจ้า ให้เราพิจารณาดูว่าเราจะปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตาได้อย่างไรในวันนี้ (ข้อ 33)
ของขวัญแห่งคำอธิษฐาน
ฉันจำใจเดินเข้าไปในร้านขายของเพื่อจะซื้อการ์ดวันพ่อ ฉันยกโทษให้พ่อแล้ว และได้พยายามคืนดีกับท่านตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยการอธิษฐานและจัดการกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังจากที่ฉันออกจากบ้านตอนอายุสิบห้า น่าเศร้าใจที่หลายสิบปีผ่านไป ฉันยังคงไม่เข้าใจกับข้อความในการ์ดที่แสดงความกตัญญูต่อพ่อที่ “ประเสริฐที่สุด” เหล่านั้นได้เลย แต่ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะถวายเกียรติแด่พระบิดาในสวรรค์ ฉันจึงยืนอยู่ที่ชั้นวางการ์ดนั้นและอธิษฐานเผื่อพ่อผู้ให้กำเนิดฉัน
ตั้งแต่อาดัมและคาอิน เรื่อยมาถึงดาวิดและอับซาโลม จนมาถึงพ่อและตัวฉัน บาปได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งและความเจ็บปวดมาหลายชั่วอายุคน ถึงกระนั้น เปาโลก็ยังหนุนใจให้บุตรเชื่อฟังพ่อแม่ “ในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะกระทำอย่างนั้นเป็นการถูก” (อฟ.6:1) การให้เกียรติพ่อแม่เป็นพระบัญญัติที่มาพร้อมกับพระสัญญาและรางวัล (ข้อ 2-3) ในทางกลับกัน ผู้เป็นพ่อมีหน้าที่อบรมบุตรให้รู้จักและรักพระเจ้า (ข้อ 4) ประชากรของพระเจ้าถูกออกแบบมาให้รับใช้กันและกัน “ด้วยจิตใจชื่นบาน เหมือนกับปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่ปรนนิบัติมนุษย์” (ข้อ 7) น่าเสียดายที่บาปสามารถทำลายความสัมพันธ์เหล่านี้ลง
ไม่ว่าสถานะความสัมพันธ์ของเรากับพ่อแม่จะเป็นอย่างไร เรายังสามารถขอบพระคุณพระเจ้าได้สำหรับพวกเขาที่พระองค์ทรงเลือกใช้เพื่อจะประทานชีวิตให้แก่เรา และเราสามารถอธิษฐานขอให้พวกเขามีความสัมพันธ์กับพระคริสต์และมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง คำอธิษฐานที่นำไปถึงพระเยซูเป็นของขวัญแห่งความรักที่น่ายกย่อง ซึ่งจะนำไปสู่ความสัมพันธ์และชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง
การรับจากพระเจ้า
ในหนังสือ คิดแล้วรวย ที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1937 นโปเลียน ฮิลล์ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่า “สิ่งใดก็ตามที่จิตของมนุษย์สามารถคิดและเชื่อได้ สิ่งนั้นก็จะบรรลุผลได้” คำพูดของฮิลล์เป็นตัวอย่างของความฝันแบบอเมริกันที่ว่า หากคุณทำงานหนัก คุณก็จะบรรลุความฝันอันสูงสุดของคุณได้
การทำงานหนักอาจนำไปสู่ประโยชน์ฝ่ายโลก ในพระคัมภีร์หลายตอนโดยเฉพาะในสุภาษิตได้เชื่อมโยงสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน แต่เมื่อผมอายุมากขึ้น ผมเห็นถึงอันตรายที่แท้จริงในการทำตามแนวคิดของฮิลล์ด้วยเช่นกัน นั่นคือ การพยายามอย่างสุดความสามารถที่ผมจะบรรลุความฝันของตัวเอง อาจกลายเป็นการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง เพื่อจะดำเนินชีวิตโดยไม่พึ่งพาในพระเจ้า
ในกาลาเทีย 5 เปาโลเปรียบเทียบวิถีชีวิตสองแบบ คือ “จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ อย่าสนองความต้องการของเนื้อหนัง” (ข้อ 16) ในพระคัมภีร์ฉบับเดอะ แมสเสจ (The Message) ยูจีน ปีเตอร์เซนได้แปลข้อนี้ไว้ว่า “จงดำเนินชีวิตอย่างมีเสรีภาพ มีชีวิตชีวา และรับการดลใจจากพระวิญญาณของพระเจ้า แล้วท่านจะไม่ตกอยู่ภายใต้แรงกระตุ้นของความเห็นแก่ตัว” เปาโลได้อธิบายไว้ในข้อต่อมาถึงลักษณะของชีวิตที่จำเริญขึ้นในพระคริสต์ว่า “ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน” (ข้อ 22-23)
มีคำพูดมากมายในโลกนี้ที่กดดันให้เราไขว่คว้าสิ่งที่ปรารถนาด้วยความเพียรพยายาม แต่ทว่าชีวิตที่เราปรารถนานั้นไม่ได้มาจากการกระทำของเราเอง แต่เราได้รับเมื่อยอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือการเดินไปในเสรีภาพกับพระองค์ แทนที่จะดิ้นรนสุดกำลังเพื่อให้ได้มาซึ่งพระพรด้วยตัวของเราเอง
วิถีแห่งชีวิต
ในช่วงทศวรรษที่ 1860 จอร์จเกิดเป็นทาส เขาเป็นทารกที่อ่อนแอขี้โรคจึงถูกขายให้เจ้าของทาสในราคาเท่ากับม้าหนึ่งตัว เมื่อเป็นวัยรุ่น เขาได้เห็นชายผิวดำถูกกลุ่มคนผิวขาวฆ่า เขาเรียนหนังสือเก่งมาก แต่เมื่อสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยไฮแลนด์ในรัฐแคนซัส เขากลับถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียนเพราะสีผิวของเขา แต่ในท่ามกลางอุปสรรคเหล่านี้ ชายหนุ่มยังคงศรัทธาในพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง ข้อพระคัมภีร์ประจำใจของจอร์จ วอชิงตัน คาร์เวอร์ คือ สุภาษิต 3:6 “จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า และพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น”
บางครั้งเรารู้สึกว่าสถานการณ์ที่เผชิญอยู่นั้นเกินจะรับมือ เราเจออุปสรรค เราพบว่าตัวเองไม่รู้ว่าควรไปทางไหน แต่พระธรรมสุภาษิตให้กำลังใจเราว่า “จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง” (ข้อ 5) พระคัมภีร์กำลังบอกเราว่า “จงปล่อยวาง และยอมให้พระเจ้า” ทรงนำชีวิตของคุณ
จอร์จ วอชิงตัน คาร์เวอร์เดินในวิถีของพระเจ้า อดทนฝ่าฟันอุปสรรคทุกอย่าง ศึกษาพฤกษศาสตร์และธรณีวิทยาด้วยตนเอง จนในที่สุดได้กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง เขามีชื่อเสียงจากการพัฒนาหลายร้อยวิธีในการใช้ประโยชน์จากต้นถั่วลิสง และยังได้พัฒนาวิธีปลูกพืชหมุนเวียนที่ปฏิวัติวงการเกษตรกรรมในสหรัฐอเมริกา พระเจ้าทรงมีวิธีที่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายกลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดได้ ไม่ว่าวันนี้คุณจะกำลังเผชิญกับสิ่งใด หัวใจสำคัญคือ “การยอมรับรู้พระองค์” และฟังเสียงของพระองค์ จงมองดูพระองค์เปิดเผยวิถีแห่งชีวิตของคุณ
เข้าลี้ภัยในพระเจ้า
เมื่องานคอนเสิร์ตกลางแจ้งเริ่มต้นขึ้น ฉันรู้สึกได้ถึงหยาดฝนหยดหนึ่งบนแก้ม เมื่อเงยหน้าขึ้นมองฉันก็เห็นเมฆดำทะมึนน่ากลัว แต่เพราะจ่ายค่าบัตรไปแพงลิบลิ่ว ฉันจึงไม่คิดจะกลับไปเพราะสภาพอากาศที่แย่เพียงเล็กน้อยนี้ จากนั้นก็มีคนเริ่มกางร่ม ผู้หญิงคนหนึ่งเอาถุงหิ้วพลาสติกมาคลุมผม และเมื่อมีเสียงฟ้าร้องดังสนั่นเพียงครั้งเดียว นักร้องก็รีบคว้าไมโครโฟนมาพูดขอร้องให้พวกเราไปหาที่หลบฝน
ในขณะที่ฝนเริ่มตกกระหน่ำลงมา พวกเรารีบวิ่งลุยแอ่งโคลนเข้าไปในโรงยิมของโรงเรียนที่อยู่ใกล้ๆ เนื้อตัวเปียกโชกไปหมดและต้องเบียดเสียดกับคนแปลกหน้าอยู่ครึ่งชั่วโมง โดยยังคงหวังว่าพายุจะสงบลง เมื่อพวกเรากลับออกมา เราก็เห็นว่าวงดนตรีเก็บของเสร็จแล้วและพร้อมจะกลับออกไป
เมื่อมรสุมแห่งชีวิตมาเยือน เราจะหนีไปไหนได้ ความโศกเศร้า ความกังวล ความเจ็บป่วย และความสับสนสามารถทำให้เราหวาดกลัวและต้องการที่หลบภัย เราต้องการที่กำบังเข้มแข็งที่จะปกป้องเราได้ สดุดี 91 เตือนใจเราถึงพระสัญญานี้พระเจ้าจะทรงช่วยกู้เราและจะอยู่กับเราในยามทุกข์ยาก “เพราะเขาผูกพันกับเราด้วยความรัก เราจะช่วยกู้เขา เราจะป้องกันเขาไว้ เพราะเขารู้จักนามของเรา” (ข้อ 14) เมื่อพวกเราต้องการความช่วยเหลือ เราสามารถร้องทูลต่อพระนามของพระองค์ และพระองค์จะทรง “ตอบ” เรา (ข้อ 15)
เมื่อเราหมดกำลังใจ เราสามารถพึ่งพิงในพระกำลังของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นที่กำบังของเราได้ในทุกสถานการณ์
กับเพื่อนแบบนี้...
“ฉันรู้จักนายดีกว่าที่นายรู้จักตัวเองเสียอีก!” ตอนหนุ่มๆผมได้ยินคำประกาศอย่างมั่นใจนี้จากเพื่อนคนหนึ่ง เธอมีเจตนาที่ดี แต่ชีวิตที่ซับซ้อนของผมในฐานะบุตรบุญธรรมของมิชชันนารีได้ถูกหล่อหลอมด้วยวัฒนธรรมจากสี่ทวีป เธอไม่ได้รู้จักผมอย่างแท้จริง
โศฟาร์เพื่อนของโยบดูเหมือนฉลาดในการประเมินความยากลำบากของท่าน “ท่านจะหยั่งรู้สภาพของพระเจ้าได้หรือ” โศฟาร์ถามโยบ (โยบ 11:7) “นั่นสูงกว่าฟ้าสวรรค์” (ข้อ 8) ใครจะโต้แย้งเรื่องนี้ได้ แต่แล้วโศฟาร์ก็ยังกล้าที่จะพูดถึงสิ่งที่เขาไม่รู้ นั่นคือจิตใจของโยบ เขากล่าวโดยไม่มีหลักฐานว่า “ถ้าความบาปชั่วอยู่ในมือของท่าน ทิ้งเสียให้ไกล และอย่าให้ความอธรรมอาศัยอยู่ในเต็นท์ของท่าน...ท่านจะปลอดภัย และไม่ต้องกลัว” (ข้อ 14-15)
โยบตอบอย่างเย้ยหยันว่า “สติปัญญาจะตายไปพร้อมกับท่าน แต่ข้าก็มีความเข้าใจอย่างกับท่าน ข้าไม่ด้อยกว่าท่าน เออ เรื่องอย่างนี้ใครจะไม่ทราบ” (12:2-3) เรื่องจริงเกี่ยวกับโยบนั้นซับซ้อนมากจนแม้แต่ตัวของท่านเองก็ไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น (ดู โยบ 1-2) ท่านพูดได้ถูกแล้วที่ว่า “สติปัญญาและฤทธานุภาพอยู่กับพระเจ้า” (12:13) สติปัญญาและฤทธานุภาพไม่ได้มาจากโศฟาร์ ผู้ทึกทักว่าตนมีสิทธิอำนาจและความเข้าใจซึ่งไม่ใช่ของเขา
เพื่อนของเราอาจต้องการคำปรึกษาที่เปี่ยมด้วยความรักจากเราเป็นครั้งคราว แต่โดยปกติแล้ว เพื่อนที่กำลังเผชิญวิกฤตจะต้องการให้เราอธิษฐานเอ่ยชื่อของพวกเขาต่อพระองค์ผู้ที่ทรงรู้จักพวกเขาอย่างแท้จริง