การแลกเปลี่ยน
เอไลจาห์ทำธนบัตรสิบเหรียญขาดโดยไม่ได้ตั้งใจขณะเล่นกับเพื่อนๆ แต่แทนที่พ่อจะดุเขา พ่อกลับขอแลกธนบัตรที่ฉีกขาดนั้นกับธนบัตรใบใหม่จากกระเป๋าสตางค์ของพ่อ
“ทำไมพ่อถึงทำแบบนั้น” เอไลจาห์ถามด้วยความงุนงง “ก็ลูกเป็นลูกของพ่อ” พ่อของเขาอธิบาย “และเพื่อเป็นการเตือนใจถึงสิ่งที่พระเยซูทรงทำเพื่อเราด้วย เพราะพระเยซูเสด็จมาและสละชีวิตของพระองค์เพื่อแลกกับชีวิตของเรา บัดนี้เราจึงมีชีวิตใหม่”
ชีวิตมนุษย์ทุกชีวิตมีค่าสำหรับพระเจ้าเพราะพระองค์ทรงสร้างเราแต่ละคน แต่ธรรมชาติบาปของเรา คือ “ตัวที่บาป” (รม.6:6) ทำให้เราไม่อาจใช้ชีวิตที่คู่ควรกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้ ดังนั้นพระเจ้าผู้ทรงรักเราอย่างยิ่ง จึงทรงยอมสละพระบุตรของพระองค์เพื่อเป็นค่าไถ่บาปของเรา ตัวเก่าของเราถูกตรึงไว้กับพระองค์ และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน พระองค์ได้ทรงมอบตัวตนใหม่ที่ “ไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป” (ข้อ 6) ให้แก่เรา เมื่อเรายอมรับข้อเสนอแห่งชีวิตใหม่ของพระเจ้า เราก็มั่นใจได้ว่า แม้ตัวตนเก่าของเราจะผิดบาปและแตกสลาย “เสื่อมเสียไปสู่ความตายตามตัณหาอันเป็นที่หลอกลวง” (อฟ.4:22) แต่ขณะนี้เรากำลังถูกทำให้สมบูรณ์ “ตามแบบอย่างของพระเจ้า ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง” (ข้อ 24)
พ่อของเอไลจาห์เต็มใจที่จะมอบสิ่งที่เป็นของตนแก่ลูกเพราะเขารักลูก แต่ข้อเสนอที่ดีกว่านั้นคือข้อเสนอที่พระเจ้าทรงมอบแก่เรา นั่นคือการไถ่ชีวิตของเราจากความบาป เมื่อเรายอมรับข้อเสนอแห่งชีวิตใหม่จากพระองค์ เราก็ไม่ใช่คนเดิมที่เคยเป็นอีกต่อไป
ผู้หยิ่งยโสถูกทำลาย
จอห์น เทย์เลอร์เป็นจักษุศัลยแพทย์ชาวอังกฤษในช่วงทศวรรษที่ 1700 เขามีความทะนงตนเป็นแรงผลักดันที่ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้น เขาติดตามคนดังและได้เป็นจักษุแพทย์ส่วนพระองค์ของพระเจ้าจอร์จที่ 2 เทย์เลอร์เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อแสดงโชว์ทางการแพทย์ที่อ้างว่าสามารถรักษาโรคได้อย่างอัศจรรย์ โดยเขามักจะหลบหนีออกจากเมืองในยามวิกาลพร้อมกับกระเป๋าที่เต็มไปด้วยเงินของชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม มีการบันทึกไว้ว่าเทย์เลอร์เป็นนักต้มตุ๋นและน่าจะทำให้คนไข้หลายร้อยคนตาบอด ประวัติศาสตร์ไม่ได้จดจำเขาในฐานะแพทย์ผู้มีชื่อเสียง แต่จดจำเขาในฐานะผู้ที่ทำให้นักแต่งเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสองคนแห่งศตวรรษนั้นตาบอด นั่นคือ บาคและฮันเดล
เทย์เลอร์ปรารถนาชื่อเสียงและการยกย่อง แต่ผลงานที่เขาทิ้งไว้กลับเปิดเผยถึงคำโกหกของเขา รวมทั้งความอับอายและความเจ็บปวดที่เขาก่อขึ้น สุภาษิตอธิบายว่าความเห็นแก่ตัวที่ติดเป็นนิสัยจะนำไปสู่หายนะ พระวจนะกล่าวว่า “ใจของคนก็จองหองก่อนถึงการถูกทำลาย” (18:12) ความอัปยศของเทย์เลอร์เตือนเราว่าความหยิ่งยโสจะทำลายชีวิตของเราได้อย่างไร แต่ความโง่เขลาของคนก็มักจะทำร้ายผู้อื่นด้วย (ข้อ 6-7) “การถูกทำลาย” นั้นหนักหนา
ยิ่งนัก
ในขณะที่ใจหยิ่งยโสทำลายเราและผู้อื่น แต่ใจที่ถ่อมตนนำไปสู่ชีวิตที่มีความหมายและชื่นชมยินดี สุภาษิตกล่าวว่า “ความถ่อมใจเดินอยู่หน้าเกียรติ” (ข้อ 12) หากเราเอาแต่มุ่งทำตามใจตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว (ข้อ 1) เราจะไม่มีวันได้พบสิ่งที่ปรารถนา แต่หากเรามอบถวายใจของเราแด่พระเจ้าและรับใช้ผู้อื่น เราก็ได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์และสะท้อนถึงความดีของพระองค์
เมื่อความรักปรากฏขึ้น
อาสาสมัครของพันธกิจบรรเทาทุกข์คริสเตียนที่ช่วยเหลือเหยื่อพายุเฮอริเคนเฮเลนที่บ้านเรือนถูกทำลายถามผู้หญิงคนหนึ่งว่า “คุณร้องไห้ทำไม” หญิงนั้น (ซึ่งร้องไห้โฮออกมาก่อนหน้านี้) ตอบว่า “ฉันไม่ได้ร้องไห้เพราะสูญเสียทุกอย่างไป ฉันร้องไห้เพราะฉันเห็นความรักปรากฏขึ้น”
พระทัยของพระเจ้าสำแดงผ่านการที่พระองค์ทรงต้องการให้เราช่วยเหลือผู้ขัดสน เมื่อโมเสสมอบคำสั่งของพระเจ้าให้กับคนอิสราเอลก่อนที่พวกเขาจะเข้าไปในดินแดนที่พระองค์ทรงสัญญาไว้นั้น ท่านบอกพวกเขาว่า “อย่ามีใจแข็ง” ต่อคนที่ยากจน “แต่ท่านทั้งหลายจงยื่นมือของท่านให้เขา และให้เขายืมข้าวของพอแก่ความต้องการของเขา” (ฉธบ.15:7-8) หัวใจที่พวกเขามีต่อคนยากจนควรสะท้อนถึงพระทัยของพระเจ้า “ท่านจงให้เขาด้วยเต็มใจ และเมื่อให้เขาแล้วอย่ามีจิตคิดเสียดาย” (15:10)
ไม่ว่าในสถานการณ์เลวร้ายหรือในชีวิตประจำวัน เมื่อเราแบ่งปันพระพรที่พระเจ้าทรงเมตตาประทานแก่เราให้กับผู้ที่ขัดสน เราก็ได้สำแดงออกถึงความรักของพระบุตรพระเจ้าผู้เสด็จมาเพื่อ “นำข่าวดีมายังคนยากจน” (ลก.4:18) แท้จริงแล้ว พระเจ้าสัญญาว่าพระองค์จะทรง “อวยพร” ผู้ที่แบ่งปันพระพรของพระองค์แก่ผู้อื่นอย่างไม่เห็นแก่ตัว (ฉธบ.15:10) ทั้งในชีวิตนี้และชีวิตหน้า (ดู ลก.14:14) เรายังมองไม่เห็นพระเจ้า แต่คนอื่นอาจมองเห็นเสี้ยวหนึ่งของพระองค์เมื่อเราแสดงความเมตตาของพระองค์ต่อพวกเขา ขอให้ความรักของพระองค์ปรากฏขึ้นเป็นความเมตตาผ่านตัวเราในวันนี้
น้ำพุหรือท่อระบายน้ำ
บางครั้ง ปัญญาก็เกิดขึ้นในเวลาที่คาดไม่ถึง เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เองขณะที่ผมกำลังอ่านบทความเกี่ยวกับนักอเมริกันฟุตบอลชื่อ ทราวิส เคลซี โค้ชที่หงุดหงิดคนหนึ่งเคยบอกเคลซีว่า “คนที่คุณพบเจอในโลกนี้ ถ้าไม่เป็นน้ำพุก็เป็นท่อระบายน้ำ” คุณคงเดาได้ว่าเคลซีเป็นอะไร!
บางทีเราทุกคนอาจมีทั้งสองลักษณะนี้ในตัวเอง แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เรามักจะแสดงพฤติกรรมไปในทางใดทางหนึ่ง และการทรงเรียกให้เราติดตามพระเยซูนั่นหมายถึงการที่เราจะเป็นน้ำพุให้มากขึ้น และเป็นท่อระบายน้ำให้น้อยลง
ผมได้ยินแนวคิดที่คล้ายกันนี้ในฟีลิปปีบทที่ 2 ที่เปาโลท้าทายเราให้เลียนแบบการมีใจถ่อมของพระเยซูและให้ความสำคัญกับผู้อื่น เปาโลเปรียบเทียบสิ่งที่บั่นทอนชีวิตของผู้อื่นกับสิ่งที่เติมเต็มพวกเขาโดยบอกว่า “อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย” (ข้อ 3-4) ต่อมาในบทนี้ ท่านบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า “จงทำสิ่งสารพัดโดยปราศจากการบ่นและการทุ่มเถียงกัน” (ข้อ 14)
คนที่เป็นท่อระบายน้ำซึ่งบั่นทอนผู้อื่นนั้นมีลักษณะที่หมกมุ่นอยู่กับตัวเองและหยิ่งยโส ชอบบ่นและโต้เถียง แล้วคนที่เป็นน้ำพุล่ะ เปาโลพูดถึงทิโมธีว่า “ข้าพเจ้าไม่มีผู้ใดที่มีน้ำใจเหมือนทิโมธี เป็นคนเอาใจใส่ในทุกข์สุขของท่านอย่างแท้จริง” (ข้อ 20)
เรากำลังเป็นเหมือนน้ำพุหรือท่อระบายน้ำมากกว่ากัน นี่เป็นคำถามที่เราควรคิดทบทวนในขณะที่เราพยายามจะเป็นพรแก่ผู้อื่น
จุดเริ่มต้นเล็กๆ
ในปี ค.ศ. 1848 วิศวกรชื่อ ชาร์ลส์ เอลเลต จูเนียร์ ครุ่นคิดหนักว่าจะเริ่มต้นการสร้างสะพานแห่งแรกเพื่อข้ามช่องเขาของน้ำตกไนแองการ่าได้อย่างไร พวกเขาจะวางสายเคเบิลข้ามแม่น้ำได้อย่างไร ด้วยแรงบันดาลใจจากความฝันนี้ ชาร์ลส์ตัดสินใจจัดการแข่งขันว่าว วัยรุ่นชาวอเมริกันชื่อ โฮแมน วอลช์ ได้รับรางวัลห้าดอลลาร์เมื่อว่าวของเขาลอยมาตกทางฝั่งแม่น้ำของประเทศอเมริกาได้ เชือกว่าวของโฮแมนได้ถูกผูกไว้กับต้นไม้และใช้ในการดึงเชือกที่มีน้ำหนักเบาข้ามแม่น้ำกลับมา จากนั้นได้มีการใช้เชือกที่มีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถผูกดึงสายเคเบิลหนักๆได้ นี่คือจุดเริ่มต้นเล็กๆของการสร้างสะพานแขวนไนแองการ่า
ความท้าทายและจุดเริ่มต้นที่ไม่ดีนักของสะพานนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้ร่วมสร้างพระวิหารหลังใหม่ของพระเจ้าต้องเผชิญหลังกลับจากการเป็นเชลยในบาบิโลน ทูตสวรรค์ได้ปลุกผู้เผยพระวจนะเศคาริยาห์ด้วยถ้อยคำที่ว่าไม่มีสิ่งใดที่จะขัดขวางงานของพระเจ้าได้ ทุกสิ่งจะสำเร็จลุล่วง “ด้วยวิญญาณ[ของพระองค์ ]”(ศคย.4:6) บางคนที่เคยเห็นพระวิหารที่รุ่งเรืองในอดีตรู้สึกกลัวว่าพระวิหารหลังที่สร้างใหม่จะดูด้อยกว่าเมื่อเทียบกับหลังแรก (อสร.3:12) ทูตสวรรค์ได้หนุนใจเศคาริยาห์ว่าพวกเขาไม่ควร “ดูถูกสิ่งเล็กน้อย” เพราะพระเจ้าจะทรง “ชื่นชมยินดี” ที่ได้เห็นงานเริ่มต้นขึ้น (ข้อ 10 TNCV)
แม้ว่างานที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เราอาจดูไม่สำคัญ แต่เรามีความหวังใจได้เมื่อรู้ว่าพระองค์ทรงใช้สิ่งเล็กน้อย เช่น เชือกว่าว เพื่อกระทำให้พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์สำเร็จ
การพักผ่อนเพื่อการฟื้นฟู
ในระหว่างงานเลี้ยงวันเกิด มิอาวัย 5 ขวบเพลิดเพลินกับการเล่น การร้องเพลง “สุขสันต์วันเกิด” การกินเค้ก และการดูเพื่อนของเธอแกะของขวัญ เมื่อทุกคนออกไปเล่นข้างนอก มิอาก็พูดว่า “แม่คะ หนูอยากจะกลับแล้ว” พวกเขากล่าวขอบคุณเจ้าภาพ ขณะขับรถออกมา แม่ของมิอาถามว่าเธอชอบอะไรมากที่สุดในวันนั้น มิอาตอบว่า “การจากมา” เธอยิ้มและผล็อยหลับไปก่อนที่พวกเขาจะเลี้ยวที่มุมถนน
ถึงแม้เราจะไม่รู้ตัวว่าเราหมดแรง แต่เราทุกคนต้องการการพักผ่อนทั้งทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ พระเจ้าได้ประทานการพำนักในพระองค์แก่เราเมื่อเราตอบรับข่าวประเสริฐแห่งความรอดผ่านทางพระเยซูคริสต์และการพักผ่อนฝ่ายวิญญาณในทุกๆวัน ตามที่มีพระวิญญาณทรงช่วยให้เราสามารถดำเนินชีวิตเพื่อพระคริสต์โดยความเชื่อ ผู้ที่วางใจในพระเจ้าสามารถพึ่งพาในการทรงสถิตอยู่ด้วยเสมอ ในฤทธิ์เดชอันไร้ขีดจำกัด และในพระสัญญาที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระองค์ เมื่อเราได้รับความรอดโดยพระราชกิจของพระคริสต์บนกางเขน เราก็พำนักในสันติสุขแห่งความเพียงพอในพระองค์ได้ (ฮบ.4:1-4) เราสามารถสัมผัสถึงประสบการณ์การพำนักในพระเจ้าอันเป็นหลักประกันที่สมบูรณ์แล้วตลอดไปทั้งในปัจจุบันและเมื่อพระเยซูจะเสด็จกลับมาอีกครั้ง (ข้อ 5-8)
“ผู้ใดที่ได้เข้าสู่การพำนักของพระเจ้าแล้ว ก็ได้พักงานของตน เหมือนพระเจ้าได้ทรงพักพระราชกิจของพระองค์” (ข้อ 10) ดังนั้น เมื่อเรามั่นคงอยู่ในพระคริสต์แล้ว เราจึงจะมีความสุขกับชีวิตที่เปี่ยมด้วยความหวังซึ่งยอมจำนนและเชื่อฟังด้วยใจรักเมื่อเราวางใจและพึ่งพาในพระองค์ มีเพียงพระองค์ผู้เดียวที่ประทานการพำนักแห่งการฟื้นฟูได้ทั้งในวานนี้ วันนี้ และสืบๆไป
ทรัพย์ที่สะสมไว้ในสวรรค์
คนที่เดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกมักจะเตรียมสัมภาระไปมากมาย พวกเขากลัวการต้องอยู่ไกลบ้านและเกิดจำเป็นต้องใช้ของบางอย่าง แต่มีบทความเผยแพร่เมื่อเร็วๆนี้ที่พูดถึงปัญหาของการแพ็กของมากเกินไป ในบทความมีคำแนะนำว่าไม่ต้องนำแชมพูและไดร์เป่าผม (ซึ่งโรงแรมส่วนใหญ่มี) ไปด้วย และอย่านำรองเท้าและหนังสือไปเผื่อเพราะเปลืองที่และหนัก ผู้เขียนหมายเหตุไว้ว่าเมื่อคุณลากสัมภาระหนักๆไปบนถนนที่ปูด้วยหินกรวดในยุโรป คุณจะคิดว่าไม่น่านำของติดตัวมามากมายขนาดนี้เลย
ในแง่หนึ่ง นี่เป็นการเปรียบเทียบที่ชาญฉลาดสำหรับคำแนะนำในการเดินทางที่อัครทูตเปาโลสอนไว้ว่า “เราไม่ได้เอาอะไรเข้ามาในโลกฉันใด เราก็เอาอะไรออกไปจากโลกไม่ได้ฉันนั้น” (1 ทธ.6:7) ท่านเชื่อมโยงเรื่องนี้กับปัญหาของการมีสิ่งของมากจนเกินไป “คนเหล่านั้นที่อยากร่ำรวยก็ตกอยู่ในข่ายของความเย้ายวน” และท่านได้เตือนว่าสัมภาระส่วนเกินเป็น “บ่วงแร้ว” ที่นำไปสู่ “ความพินาศเสื่อมสูญไป” (ข้อ 9) ผู้ที่มีความเชื่อมีจุดหมายในการเดินทางที่แตกต่างออกไป โดยมีพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นทุกอย่าง “เพื่อความสะดวกสบายของเรา” (ข้อ 17)
วันนี้ เราอาจพึงระลึกไว้ว่าสิ่งที่เราสะสมในชีวิตนั้นไร้ความหมาย เรานำของนั้นติดตัวไปด้วยไม่ได้ เปาโลกล่าวว่าเมื่อเรา “เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และไม่เห็นแก่ตัว” (ข้อ 18) เราก็ได้ “วางรากฐาน...ไว้สำหรับตนเองในภายหน้า” และนี่คือเคล็ดลับสำหรับการเดินทางที่ดีที่สุด เป็นเคล็ดลับสู่ “ชีวิต ซึ่งเป็นชีวิตอันแท้จริง” (ข้อ 19)
จดจ่อที่พระเจ้า
อย่างน้อยเขาก็สอบผ่าน เจสคิดในใจขณะถือผลการสอบไว้ในมือ เขาช่วยลูกชายในวิชาคณิตศาสตร์ แต่ด้วยงานบ้านและงานพิเศษจากหัวหน้างานในช่วงนี้ การทบทวนวิชาด้วยกันจึงเป็นเรื่องยาก เจสรู้สึกท้อแท้และคิดถึงภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้ว ลิซ่าคุณคงรู้ว่าต้องทำอย่างไร ผมดูแลบ้านไม่เก่งเท่าคุณ
นี่อาจเป็นความท้อแท้ที่เกิดขึ้นกับเศรุบบาเบล แต่ในระดับที่ใหญ่ขึ้น ผู้ว่าราชการเมืองยูดาห์ท่านนี้ได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าให้นำคนอิสราเอลสร้างพระวิหารขึ้นใหม่หลังการตกเป็นเชลยในบาบิโลน เมื่อพวกเขาวางรากฐานเสร็จแล้ว “คน...เป็นอันมาก...ผู้ได้เห็นพระวิหารหลังก่อน...ได้ร้องไห้ด้วยเสียงดัง” (อสร.3:12) ความทรงจำถึงพระวิหารอันรุ่งโรจน์ของซาโลมอนผุดขึ้นในใจพวกเขาอีกครั้ง ในขณะที่เริ่มก่อสร้างพระวิหารที่มีขนาดเล็กกว่าเดิม พระวิหารของเราไม่ดีเท่าเดิม ทุกคนรวมทั้งเศรุบบาเบลคงคิดเช่นนั้น
พระเจ้าตรัสว่า “เศรุบบาเบลเอ๋ย แม้กระนั้นก็ดี จงกล้าหาญเถิด” และกับที่ทรงตรัสกับทุกคนที่เกี่ยวข้องว่า “เราอยู่กับเจ้า...วิญญาณของเราอยู่ท่ามกลางเจ้า อย่ากลัวเลย”(ฮกก.2:4-5) เศรุบบาเบลได้รับการหนุนใจขึ้นในการทรงนำของพระเจ้าโดยพระสัญญาที่ทรงให้ไว้กับพวกเขา (ข้อ 5) นอกจากนี้ พระเจ้าตรัสอีกว่า “สง่าราศีของพระนิเวศครั้งหลังนี้จะยิ่งกว่าครั้งเดิมนั้น” (ข้อ 9) โดยทรงชี้ไปถึงเวลาที่พระเยซูจะเสด็จมาเยือนพระวิหารด้วยพระองค์เอง (ยน.2:13-25)
เราอาจรู้สึกท้อแท้ในงานที่พระเจ้าทรงเรียกให้เราทำ โดยเปรียบเทียบผลงานของเรากับผลงานในอดีต แต่ขอให้เรามุ่งความสนใจไปที่แผนการของพระองค์ในปัจจุบัน เพราะการงานและจุดประสงค์ของงานนั้นเป็นของพระเจ้า ไม่ใช่ของเรา
ติดตามพระเยซูด้วยใจถ่อม
บ้านของเราอยู่ใกล้กับสวนที่มีชื่อเสียงซึ่งเรามักจะพาเด็กผู้ชายที่ครอบครัวของเราดูแลไปเดินเล่น บริเวณที่เขาชอบที่สุดคือสวนของเด็กซึ่งมีประตูบานเล็กๆ ขนาดพอที่เขาจะวิ่งผ่านไปได้ แต่เล็กเกินไปจนผมต้องย่อตัวลง เขาหัวเราะในขณะที่ผมคุกเข่าลงและมุดผ่านช่องเล็กๆเพื่อไล่ตามเขา
ประตูสวนเล็กๆนี้ทำให้ผมนึกถึงคำสอนของพระเยซูในมัทธิว 18 ที่พระองค์ทรงเรียกเด็กเล็กๆเข้ามาหาพระองค์เพื่ออธิบายว่าบุคคลประเภทใดจะได้เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ (ข้อ 2) นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก เพราะในสมัยของพระเยซูคริสต์ การเป็นเด็กหมายถึงการไม่มีความสำคัญและถูกมองข้าม ความคิดเห็นและความปรารถนาของพวกเขาไม่สำคัญซึ่งต่างจากเด็กในปัจจุบัน พระเยซูทรงใช้คำอธิบายนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของมนุษย์ที่ต้องการเป็นคนสำคัญ และแสวงหาอำนาจและอิทธิพล
แน่นอนว่าพระเยซูไม่ได้ขอให้สาวกของพระองค์กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง แต่ทรงชี้ให้เห็นถึงคุณลักษณะของผู้ที่รับใช้พระองค์ คุณลักษณะที่สำคัญที่สุดคือความถ่อมใจ คือบุคคลที่ “ถ่อมจิตใจลง” (ข้อ 4) และรับใช้ผู้อื่น
ประตูสวนเล็กๆเป็นเครื่องเตือนใจว่า ความถ่อมใจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสำหรับเรา แต่ผู้เชื่อในพระเยซูควรเป็นเช่นนี้ เราต้องติดตามพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ผู้ทรงเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตเช่นนี้โดยการ “ทรงสละและทรงรับสภาพทาส” (ฟป.2:7)