Category  |  ODB

อ้อมแขนของพ่อที่เปิดกว้าง

หัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตาของแมรี่ สเลสเซอร์ ทำให้เธอเปิดอ้อมแขนต้อนรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ มิชชันนารีชาวสก็อตผู้นี้เกิดในปี ค.ศ. 1848 และรับใช้ท่ามกลางชาวโอโคยองในดินแดนอันห่างไกล ความเชื่อถือโชคลางทำให้ผู้คนในภูมิภาคนั้นเชื่อว่าเมื่อมีฝาแฝดเกิดมา คนหนึ่งจะเป็นคนดี อีกคนหนึ่งจะเป็นลูกของปีศาจ นี่มักทำให้ฝาแฝดทั้งสองต้องตายโดยถูกทิ้งให้อดอยากหรือตกอยู่ในอันตรายอื่นๆ ด้วยความรักที่เปี่ยมล้นของพระเจ้า แมรี่ได้ช่วยชีวิตเด็กหลายร้อยคนที่ตกอยู่ในอันตราย และรับเด็กเก้าคนมาเป็นบุตรบุญธรรมของเธอเอง!

ในถ้อยคำที่ได้รับการดลใจที่ผู้เผยพระวจนะโฮเชยากล่าวแก่ชนชาติอิสราเอลผู้ดื้อรั้น ท่านเผยให้เห็นเสี้ยวหนึ่งของพระทัยพระเจ้าที่ทรงห่วงใยเด็กๆ โฮเชยากล่าวถึงพระเจ้าว่า “ใน​พระ​องค์​ลูก​กำพร้า​พบ​พระ​กรุณา​คุณ” (14:3) ท่านกล่าวว่าพระเจ้าทรงห่วงใยคนของพระองค์และปรารถนาที่จะ “รัก​เขา​ทั้ง​หลาย​ด้วย​เต็ม​ใจ” (ข้อ 4) แต่พวกเขาต้องเลิกต่อต้านพระองค์และยอมรับวิถีของพระองค์ พวกเขาได้รับคำสั่งให้ละทิ้งพระเทียมเท็จมาหาพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ ผู้ทรงห่วงใยในเด็กกำพร้าซึ่งช่วยเหลือตนเองได้น้อยที่สุด และหากพวกเขาหันกลับมาหาพระเจ้า พวกเขาจะได้รับการอภัยโทษจากพระองค์ผู้ทรง “รับ [พวกเขา] ทั้งหลายไว้ด้วยพระคุณ” (ข้อ 1-2 TNCV)

เมื่อเราเปิดอ้อมแขนต้อนรับคนรอบข้าง รวมถึงเด็กที่ตกอยู่ในความเสี่ยง เราก็ได้สะท้อนถึงความรักของพระเจ้า ให้เราโอบรับพระทัยอันเปี่ยมด้วยความเมตตาของพระองค์ และเผื่อแผ่ความห่วงใยของพระองค์ไปยังผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ในขณะที่พระองค์ทรงช่วยเหลือเรา

ความเชื่อที่หยั่งลึกในพระเจ้า

ฉันได้รับแรงบันดาลใจขณะอ่านนิยายอิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชีวิตของแมรี่ แมคคลาวด์ เบธูน ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเบธูน-คุกแมน เรื่องราวของความมุ่งมั่นและความห่วงใยที่เธอมีต่อผู้อื่นทำให้ฉันอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเธอมากขึ้น เรื่องหนึ่งบอกว่าในช่วงต้นทศวรรษ 1900 เธอ “บรรยาย” ให้นักธุรกิจผู้มั่งคั่งคนหนึ่งฟังถึงอาคารต่างๆในโรงเรียนที่เธอสร้างสำหรับผู้หญิงชาวแอฟริกันอเมริกัน แต่เมื่อเขาไปเยี่ยมชม “บริเวณโรงเรียน” เขากลับพบเพียงอาคารเดียว เธอได้เล่าความฝันของเธอให้เขาฟัง โดยหวังว่าเขาจะลงทุนในโรงเรียนนั้น การผสมผสานของความเชื่อและนิมิตของเธอทำให้มีเงินทุน ในที่สุดโรงเรียนของเธอก็ได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรสี่ปีมาจนถึงปัจจุบัน

เบธูนได้รับการยกย่องจากคำพูดที่ว่า “หากปราศจากความเชื่อ ก็ไม่มีสิ่งใดเป็นไปได้ โดยความเชื่อ ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้” คำพูดของเธอคล้ายกับที่พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกที่ประหลาดใจและมีคำถามในเรื่องความรอด พวกเขากำลังพยายามหาคำตอบว่ามนุษย์จะ “เข้าในแผ่นดินของพระเจ้า” หรือสวรรค์ได้อย่างไร (มธ.19:24) พวกเขาต้องการรู้ว่า “ถ้าอย่างนั้นใครจะรอดได้” (ข้อ 25) พระเยซูทรงบอกเหล่าสาวกว่าความเชื่อในพระเจ้าเป็นหนทางเดียวเท่านั้น เพราะ “พระ​เจ้า​ทรง​กระทำ​ให้​สำเร็จ​ได้​ทุก​สิ่ง” (ข้อ 26)

ความเชื่อวางใจเกิดขึ้นจากการเชื่อในพระเจ้าและฤทธิ์อำนาจของพระองค์ ความเชื่อทำให้เรามั่นใจว่าสิ่งที่เรายังไม่ได้เห็นนั้นจะเป็นจริงได้ (ดู ฮบ.11:1) ดังเช่นความฝันที่จะมีโรงเรียนสำหรับคนด้อยโอกาส หรือบ้านอันเป็นนิรันดร์สำหรับผู้ที่ต้อนรับพระเยซูคริสต์ ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เราเห็นในสิ่งที่พระองค์ทรงเห็น

ใบหน้าที่ทอแสง

“น้องหน้าหวานจังค่ะ!” สัตวแพทย์อุทานขณะทำการตรวจสุขภาพประจำปีให้สุนัขวัยรุ่นของเรา “หน้าหวานหรือครับ” ผมถาม “เป็นคำที่ใช้เรียกสุนัขรีทรีฟเวอร์ที่ขนบนหน้าเปลี่ยนเป็นสีขาวก่อนวัยเหมือนมีน้ำตาลโรยค่ะ” เธอตอบพร้อมรอยยิ้ม “มันเป็นเพียงสัญลักษณ์ของความอ่อนโยนภายใน”

ต่อมาเมื่อหวนคิดถึงช่วงเวลานั้น ผมคิดว่าสิ่งที่ปรากฏบนใบหน้าเวลาที่คนอื่นพบผมคืออะไร พวกเขาสังเกตเห็นถึง “ความอ่อนโยนภายใน” ซึ่งเป็นฤทธิ์เดชแห่งความรักของพระเยซูที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหัวใจและชีวิตของผมหรือไม่ พระคัมภีร์เล่าถึงช่วงเวลาอันน่าตื่นตะลึงเมื่อโมเสสลงมาจากภูเขาซีนายหลังจากใช้เวลาเข้าเฝ้าพระเจ้าหลายวัน โมเสส “​ก็​ไม่​ทราบ​ว่า​ผิวหน้า​ของ​ตน​ทอ​แสง​เนื่อง​ด้วย​พระ​เจ้า​ทรง​สนทนา​กับ​ท่าน​” ใบหน้าของท่านเปล่งประกายจนประชาชน “กลัว​ไม่​กล้า​เข้า​มา​ใกล้​ท่าน” (อพย.34:29-30) เพื่อไม่ให้คนเหล่านั้นตกใจมากขึ้น โมเสสจึง “ใช้ผ้าคลุมหน้าไว้” และปลดผ้าออกเมื่อ “เข้าเฝ้าทูลพระเจ้า” (ข้อ 33-35)

แน่นอนว่าโมเสสได้สนทนากับพระเจ้า “สองต่อสอง” (33:11) ซึ่งเป็นเหตุการณ์พิเศษเฉพาะในพระคัมภีร์ แต่พระวจนะยังได้เตือนเราด้วยว่า เราทั้งหลายที่รู้จักพระเจ้าผ่านทางพระคริสต์ “​ก็​เปลี่ยนไป​เป็น​เหมือน​พระ​ฉาย​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า คือ​มี​ศักดิ์ศรี​เป็น​ลำดับ​ขึ้น​ไป” (2 คร.3:18) การทรงสถิตของพระองค์ภายในเราสามารถทำให้ผู้อื่นประทับใจ ซึ่งเป็นพระราชกิจแห่งความรักของพระเจ้า ใบหน้าของเราอาจไม่ได้ทอแสงเหมือนโมเสส แต่เมื่อเราใช้เวลาเข้าเฝ้าพระเจ้า พระองค์จะยิ่งปรากฏชัดมากขึ้นในตัวของเรา

พร้อมที่จะเอื้อเฟื้อ

ในพิธีไว้อาลัยของคุณปู่มีการเลี้ยงอาหารเป็นเนื้อย่าง ข้าวโพด และถั่ว เพื่อเป็นเกียรติแก่ชีวิตแห่งการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของท่านและภรรยาตลอดเวลาหลายปี ทุกเช้าวันอาทิตย์ท่านทั้งสองจะเอาเนื้อย่างชิ้นใหญ่และผักใส่ลงในหม้อตุ๋นไฟฟ้าก่อนไปโบสถ์ หลังการนมัสการ พวกท่านจะมองหาคนที่จะเชิญมาร่วมรับประทานอาหารกลางวัน บางครั้งก็เป็นเพื่อนสนิท บางครั้งก็เป็นคนแปลกหน้า แต่ไม่ว่าจะเป็นใครพวกท่านจะดูแลให้มีอาหารอย่างเหลือเฟือเตรียมเอาไว้ที่บ้าน และบ่ายนั้นจะถูกจัดไว้เป็นพิเศษสำหรับการต้อนรับแขกอย่างอบอุ่น

กิจวัตรในวันอาทิตย์ของพวกท่านนั้นต้องอาศัยความตั้งใจเตรียมพร้อมที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คนอิสราเอลก็ทำตามแบบแผนที่คล้ายกัน พระเจ้าทรงบัญชาผ่านทางโมเสสให้พวกเขาเหลืออาหารส่วนหนึ่ง “​ไว้​ให้​คน​ยากจน​และ​คน​ต่างด้าว​บ้าง” (ลนต.19:10) ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว พวกเขาได้รับคำสั่งไม่ให้เกี่ยวข้าวจนถึงขอบนา ให้ทิ้งส่วนที่ร่วงหล่นเอาไว้ และอย่าเก็บเกี่ยวองุ่นจนหมด (ข้อ 9-10) ด้วยวิธีเก็บเกี่ยวเช่นนี้ ผู้ที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองก็ยังสามารถทำงานเพื่อเก็บเกี่ยวอาหารได้ สำหรับประชากรของพระเจ้า นี่ไม่ใช่การกระทำที่เกิดขึ้นเองเพียงครั้งเดียว ถึงแม้การทำเช่นนี้จะเป็นพรประเสริฐได้เช่นกัน แต่นี่คือวิธีที่พวกเขาดำเนินชีวิตปีแล้วปีเล่า

รอบตัวเรามีโอกาสมากมายที่จะแสดงความรักอันเปี่ยมล้นด้วยความโอบอ้อมอารีของพระเยซู บางครั้งเราอาจไม่ทันได้เตรียมตัว แต่บางครั้งเราก็เตรียมตัวล่วงหน้าได้ โดยการช่วยเหลือจากพระเจ้า ให้เราพิจารณาดูว่าเราจะปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตาได้อย่างไรในวันนี้ (ข้อ 33)

ของขวัญแห่งคำอธิษฐาน

ฉันจำใจเดินเข้าไปในร้านขายของเพื่อจะซื้อการ์ดวันพ่อ ฉันยกโทษให้พ่อแล้ว และได้พยายามคืนดีกับท่านตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยการอธิษฐานและจัดการกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังจากที่ฉันออกจากบ้านตอนอายุสิบห้า น่าเศร้าใจที่หลายสิบปีผ่านไป ฉันยังคงไม่เข้าใจกับข้อความในการ์ดที่แสดงความกตัญญูต่อพ่อที่ “ประเสริฐที่สุด” เหล่านั้นได้เลย แต่ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะถวายเกียรติแด่พระบิดาในสวรรค์ ฉันจึงยืนอยู่ที่ชั้นวางการ์ดนั้นและอธิษฐานเผื่อพ่อผู้ให้กำเนิดฉัน

ตั้งแต่อาดัมและคาอิน เรื่อยมาถึงดาวิดและอับซาโลม จนมาถึงพ่อและตัวฉัน บาปได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งและความเจ็บปวดมาหลายชั่วอายุคน ถึงกระนั้น เปาโลก็ยังหนุนใจให้บุตรเชื่อฟังพ่อแม่ “ใน​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า เพราะ​กระทำ​อย่าง​นั้น​เป็น​การ​ถูก” (อฟ.6:1) การให้เกียรติพ่อแม่เป็นพระบัญญัติที่มาพร้อมกับพระสัญญาและรางวัล (ข้อ 2-3) ในทางกลับกัน ผู้เป็นพ่อมีหน้าที่อบรมบุตรให้รู้จักและรักพระเจ้า (ข้อ 4) ประชากรของพระเจ้าถูกออกแบบมาให้รับใช้กันและกัน “​ด้วย​จิตใจ​ชื่น​บาน เหมือนกับ​ปรนนิบัติ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ไม่ใช่​ปรนนิบัติ​มนุษย์​” (ข้อ 7) น่าเสียดายที่บาปสามารถทำลายความสัมพันธ์เหล่านี้ลง

ไม่ว่าสถานะความสัมพันธ์ของเรากับพ่อแม่จะเป็นอย่างไร เรายังสามารถขอบพระคุณพระเจ้าได้สำหรับพวกเขาที่พระองค์ทรงเลือกใช้เพื่อจะประทานชีวิตให้แก่เรา และเราสามารถอธิษฐานขอให้พวกเขามีความสัมพันธ์กับพระคริสต์และมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง คำอธิษฐานที่นำไปถึงพระเยซูเป็นของขวัญแห่งความรักที่น่ายกย่อง ซึ่งจะนำไปสู่ความสัมพันธ์และชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง

การรับจากพระเจ้า

ในหนังสือ คิดแล้วรวย ที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1937 นโปเลียน ฮิลล์ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่า “สิ่งใดก็ตามที่จิตของมนุษย์สามารถคิดและเชื่อได้ สิ่งนั้นก็จะบรรลุผลได้” คำพูดของฮิลล์เป็นตัวอย่างของความฝันแบบอเมริกันที่ว่า หากคุณทำงานหนัก คุณก็จะบรรลุความฝันอันสูงสุดของคุณได้

การทำงานหนักอาจนำไปสู่ประโยชน์ฝ่ายโลก ในพระคัมภีร์หลายตอนโดยเฉพาะในสุภาษิตได้เชื่อมโยงสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน แต่เมื่อผมอายุมากขึ้น ผมเห็นถึงอันตรายที่แท้จริงในการทำตามแนวคิดของฮิลล์ด้วยเช่นกัน นั่นคือ การพยายามอย่างสุดความสามารถที่ผมจะบรรลุความฝันของตัวเอง อาจกลายเป็นการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง เพื่อจะดำเนินชีวิตโดยไม่พึ่งพาในพระเจ้า

ในกาลาเทีย 5 เปาโลเปรียบเทียบวิถีชีวิตสองแบบ คือ “จง​ดำเนิน​ชีวิต​ตาม​พระ​วิญญาณ อย่า​สนอง​ความ​ต้อง​การ​ของ​เนื้อ​หนัง​” (ข้อ 16) ในพระคัมภีร์ฉบับเดอะ แมสเสจ (The Message) ยูจีน ปีเตอร์เซนได้แปลข้อนี้ไว้ว่า “จงดำเนินชีวิตอย่างมีเสรีภาพ มีชีวิตชีวา และรับการดลใจจากพระวิญญาณของพระเจ้า แล้วท่านจะไม่ตกอยู่ภายใต้แรงกระตุ้นของความเห็นแก่ตัว” เปาโลได้อธิบายไว้ในข้อต่อมาถึงลักษณะของชีวิตที่จำเริญขึ้นในพระคริสต์ว่า “ฝ่าย​ผล​ของ​พระ​วิญญาณ​นั้น คือ​ความ​รัก ความ​ปลาบ​ปลื้ม​ใจ สันติ​สุข ความ​อด​กลั้น​ใจ ความ​ปรานี ความ​ดี ความ​สัตย์​ซื่อ​ ความ​สุภาพ​อ่อน​น้อม การ​รู้จัก​บังคับ​ตน” (ข้อ 22-23)

มีคำพูดมากมายในโลกนี้ที่กดดันให้เราไขว่คว้าสิ่งที่ปรารถนาด้วยความเพียรพยายาม แต่ทว่าชีวิตที่เราปรารถนานั้นไม่ได้มาจากการกระทำของเราเอง แต่เราได้รับเมื่อยอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือการเดินไปในเสรีภาพกับพระองค์ แทนที่จะดิ้นรนสุดกำลังเพื่อให้ได้มาซึ่งพระพรด้วยตัวของเราเอง

วิถีแห่งชีวิต

ในช่วงทศวรรษที่ 1860 จอร์จเกิดเป็นทาส เขาเป็นทารกที่อ่อนแอขี้โรคจึงถูกขายให้เจ้าของทาสในราคาเท่ากับม้าหนึ่งตัว เมื่อเป็นวัยรุ่น เขาได้เห็นชายผิวดำถูกกลุ่มคนผิวขาวฆ่า เขาเรียนหนังสือเก่งมาก แต่เมื่อสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยไฮแลนด์ในรัฐแคนซัส เขากลับถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียนเพราะสีผิวของเขา แต่ในท่ามกลางอุปสรรคเหล่านี้ ชายหนุ่มยังคงศรัทธาในพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง ข้อพระคัมภีร์ประจำใจของจอร์จ วอชิงตัน คาร์เวอร์ คือ สุภาษิต 3:6 “จง​ยอมรับ​รู้​พระ​องค์​ใน​ทุก​ทาง​ของ​เจ้า และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​กระทำ​ให้​วิถี​ของ​เจ้า​ราบรื่น”

บางครั้งเรารู้สึกว่าสถานการณ์ที่เผชิญอยู่นั้นเกินจะรับมือ เราเจออุปสรรค เราพบว่าตัวเองไม่รู้ว่าควรไปทางไหน แต่พระธรรมสุภาษิตให้กำลังใจเราว่า “จง​วางใจ​ใน​พระ​เจ้า​ด้วย​สุดใจ​ของ​เจ้า และ​อย่า​พึ่งพา​ความ​รอบ​รู้​ของ​ตนเอง” (ข้อ 5) พระคัมภีร์กำลังบอกเราว่า “จงปล่อยวาง และยอมให้พระเจ้า” ทรงนำชีวิตของคุณ

จอร์จ วอชิงตัน คาร์เวอร์เดินในวิถีของพระเจ้า อดทนฝ่าฟันอุปสรรคทุกอย่าง ศึกษาพฤกษศาสตร์และธรณีวิทยาด้วยตนเอง จนในที่สุดได้กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง เขามีชื่อเสียงจากการพัฒนาหลายร้อยวิธีในการใช้ประโยชน์จากต้นถั่วลิสง และยังได้พัฒนาวิธีปลูกพืชหมุนเวียนที่ปฏิวัติวงการเกษตรกรรมในสหรัฐอเมริกา พระเจ้าทรงมีวิธีที่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายกลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดได้ ไม่ว่าวันนี้คุณจะกำลังเผชิญกับสิ่งใด หัวใจสำคัญคือ “การยอมรับรู้พระองค์” และฟังเสียงของพระองค์ จงมองดูพระองค์เปิดเผยวิถีแห่งชีวิตของคุณ

เข้าลี้ภัยในพระเจ้า

เมื่องานคอนเสิร์ตกลางแจ้งเริ่มต้นขึ้น ฉันรู้สึกได้ถึงหยาดฝนหยดหนึ่งบนแก้ม เมื่อเงยหน้าขึ้นมองฉันก็เห็นเมฆดำทะมึนน่ากลัว แต่เพราะจ่ายค่าบัตรไปแพงลิบลิ่ว ฉันจึงไม่คิดจะกลับไปเพราะสภาพอากาศที่แย่เพียงเล็กน้อยนี้ จากนั้นก็มีคนเริ่มกางร่ม ผู้หญิงคนหนึ่งเอาถุงหิ้วพลาสติกมาคลุมผม และเมื่อมีเสียงฟ้าร้องดังสนั่นเพียงครั้งเดียว นักร้องก็รีบคว้าไมโครโฟนมาพูดขอร้องให้พวกเราไปหาที่หลบฝน

ในขณะที่ฝนเริ่มตกกระหน่ำลงมา พวกเรารีบวิ่งลุยแอ่งโคลนเข้าไปในโรงยิมของโรงเรียนที่อยู่ใกล้ๆ เนื้อตัวเปียกโชกไปหมดและต้องเบียดเสียดกับคนแปลกหน้าอยู่ครึ่งชั่วโมง โดยยังคงหวังว่าพายุจะสงบลง เมื่อพวกเรากลับออกมา เราก็เห็นว่าวงดนตรีเก็บของเสร็จแล้วและพร้อมจะกลับออกไป

เมื่อมรสุมแห่งชีวิตมาเยือน เราจะหนีไปไหนได้ ความโศกเศร้า ความกังวล ความเจ็บป่วย และความสับสนสามารถทำให้เราหวาดกลัวและต้องการที่หลบภัย เราต้องการที่กำบังเข้มแข็งที่จะปกป้องเราได้ สดุดี 91 เตือนใจเราถึงพระสัญญานี้พระเจ้าจะทรงช่วยกู้เราและจะอยู่กับเราในยามทุกข์ยาก “เพราะ​เขา​ผูกพัน​กับ​เรา​ด้วย​ความ​รัก เรา​จะ​ช่วย​กู้​เขา เรา​จะ​ป้องกัน​เขา​ไว้ เพราะ​เขา​รู้จัก​นาม​ของ​เรา” (ข้อ 14) เมื่อพวกเราต้องการความช่วยเหลือ เราสามารถร้องทูลต่อพระนามของพระองค์ และพระองค์จะทรง “ตอบ” เรา (ข้อ 15)

เมื่อเราหมดกำลังใจ เราสามารถพึ่งพิงในพระกำลังของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นที่กำบังของเราได้ในทุกสถานการณ์

กับเพื่อนแบบนี้...

“ฉันรู้จักนายดีกว่าที่นายรู้จักตัวเองเสียอีก!” ตอนหนุ่มๆผมได้ยินคำประกาศอย่างมั่นใจนี้จากเพื่อนคนหนึ่ง เธอมีเจตนาที่ดี แต่ชีวิตที่ซับซ้อนของผมในฐานะบุตรบุญธรรมของมิชชันนารีได้ถูกหล่อหลอมด้วยวัฒนธรรมจากสี่ทวีป เธอไม่ได้รู้จักผมอย่างแท้จริง

โศฟาร์เพื่อนของโยบดูเหมือนฉลาดในการประเมินความยากลำบากของท่าน “ท่าน​จะ​หยั่ง​รู้​สภาพ​ของ​พระ​เจ้า​ได้​หรือ” โศฟาร์ถามโยบ (โยบ 11:7) “นั่น​สูง​กว่า​ฟ้า​สวรรค์” (ข้อ 8) ใครจะโต้แย้งเรื่องนี้ได้ แต่แล้วโศฟาร์ก็ยังกล้าที่จะพูดถึงสิ่งที่เขาไม่รู้ นั่นคือจิตใจของโยบ เขากล่าวโดยไม่มีหลักฐานว่า “ถ้า​ความ​บาป​ชั่ว​อยู่​ใน​มือ​ของ​ท่าน ทิ้ง​เสีย​ให้​ไกล และ​อย่า​ให้​ความ​อธรรม​อาศัย​อยู่​ใน​เต็นท์​ของ​ท่าน...ท่าน​จะ​ปลอดภัย และ​ไม่​ต้อง​กลัว” (ข้อ 14-15)

โยบตอบอย่างเย้ยหยันว่า “สติปัญญา​จะ​ตาย​ไป​พร้อม​กับ​ท่าน แต่​ข้า​ก็​มี​ความ​เข้าใจ​อย่าง​กับ​ท่าน ข้า​ไม่​ด้อย​กว่า​ท่าน เออ เรื่อง​อย่าง​นี้​ใคร​จะ​ไม่​ทราบ” (12:2-3) เรื่องจริงเกี่ยวกับโยบนั้นซับซ้อนมากจนแม้แต่ตัวของท่านเองก็ไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น (ดู โยบ 1-2) ท่านพูดได้ถูกแล้วที่ว่า “สติปัญญา​และ​ฤทธานุภาพ​อยู่​กับ​พระ​เจ้า” (12:13) สติปัญญา​และ​ฤทธานุภาพไม่ได้มาจากโศฟาร์ ผู้ทึกทักว่าตนมีสิทธิอำนาจและความเข้าใจซึ่งไม่ใช่ของเขา

เพื่อนของเราอาจต้องการคำปรึกษาที่เปี่ยมด้วยความรักจากเราเป็นครั้งคราว แต่โดยปกติแล้ว เพื่อนที่กำลังเผชิญวิกฤตจะต้องการให้เราอธิษฐานเอ่ยชื่อของพวกเขาต่อพระองค์ผู้ที่ทรงรู้จักพวกเขาอย่างแท้จริง

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา