Category  |  ODB

ฤทธิ์อำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้

เมื่อสำนักขนส่งแห่งรัฐเคนตักกี้ตอนกลางทำการปรับปรุงสำนักงานใหญ่และต้องการให้ประชาชนสังเกตเห็นได้โดยง่าย พวกเขาจึงไม่ติดป้ายประกาศทั่วๆไป แต่ติดตั้งหมุดขนาดใหญ่ที่สูงราวเจ็ดเมตรไว้ที่ทางเข้า หมุดซึ่งกลายเป็นสถิติโลกนึ้จึงเป็นเครื่องหมายที่ทุกคนที่ผ่านไปมาจะมองเห็นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

ในพระธรรมดาเนียลบทที่ 6 พระเจ้าทรงใช้บางสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ นั่นคือการช่วยกู้ดาเนียลอย่างอัศจรรย์ หลังท่านถูกโยนเข้าไปในถ้ำสิงโตเพราะเลือกที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของพระราชาดาริอัสโดยยังคงอธิษฐานต่อพระเจ้า (ข้อ 10-23) ผู้เผยพระวจนะรอดชีวิตเพราะท่าน “วางใจในพระเจ้า” จากนั้นพระราชาดาริอัสจึงประกาศว่า พระเจ้าของดาเนียล ไม่เหมือนกับรูปเคารพที่ตายแล้วของชาวมีเดียและเปอร์เซีย แต่ทรงเป็น “พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ทรงดำรงอยู่เป็นนิตย์” (ข้อ 26) พระองค์ผู้เดียวทรง “ช่วยกู้และช่วยให้พ้นภัย พระองค์ทรงกระทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในฟ้าสวรรค์และบนพื้นพิภพ” (ข้อ 27) ช่างเป็นเรื่องน่าทึ่งที่แม้แต่กษัตริย์ต่างศาสนายังยอมรับในฤทธานุภาพและความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า การสำแดงฤทธานุภาพของพระเจ้าก็เป็นเช่นเดียวกับหมุดยักษ์ที่ไม่สามารถมองข้ามได้

บางครั้งพระเจ้าทรงดึงดูดความสนใจของเราโดยทรงทำบางสิ่งที่สำคัญและไม่อาจปฏิเสธได้ (ข้อ 27) ไม่ว่าจะเป็นการช่วยกู้ที่เหนือธรรมชาติ การทรงจัดเตรียมในเวลาที่เหมาะเจาะและการเปลี่ยนแปลงจิตใจ ในช่วงเวลาอื่นพระองค์ก็ทรงกระทำกิจอย่างเงียบๆในขณะที่เราเฝ้าดูและรอคอย ขอให้เรายำเกรงต่อสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำอยู่ภายในและรอบๆตัวเราในวันนี้ โดยวางใจในพระเจ้าและในฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ (ข้อ 23)

รื้อฟื้นการให้ด้วยใจกว้างขวาง

ในหอประชุมของมหาวิทยาลัยแพทย์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้นเต็มไปด้วยนักศึกษาที่กำลังตั้งใจฟัง รูธ ก็อตเทสแมนหญิงชราวัย 90 ปีพูด ในตอนจบรูธประกาศท่ามกลางเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีของเหล่านักศึกษาว่าเธอจะบริจาคเงินหนึ่งพันล้านเหรียญเพื่อเป็นค่าเล่าเรียนของพวกเขา นับเป็นเงินบริจาคก้อนใหญ่ที่สุดที่เคยมอบให้กับโรงเรียนแพทย์ แต่ในการให้สัมภาษณ์หลังจากนั้น คุณอาจคิดว่ารูธ ก็อตเทสแมนคือผู้ที่ได้รับของขวัญ เพราะเธอแสดงออกถึงความชื่นชมยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติที่มีโอกาสได้มอบเงินของเธอให้แก่ผู้อื่น

พระธรรมสุภาษิตบอกเราถึงการให้ด้วยใจกว้างขวางว่า ผู้ที่ “ยิ่งแจกจ่าย” นั้น นอกจากจะอยู่ห่างไกลจากความขัดสนแล้ว ยังจะพบกับพระพรที่ไม่คาดคิดอีกด้วย (สภษ.11:24 THSV 11) เมื่อเรายื่นมือออกไปช่วยเหลือผู้อื่น เราจะได้รับกลับมามากกว่าเดิม ไม่ใช่น้อยลง “บุคคลที่รดน้ำ” พระคัมภีร์กล่าวว่า “เขาเองจะได้รับการรดน้ำ” (ข้อ 25) บ่อยครั้งเรามักจะถูกล่อลวงให้ยึดสิ่งที่เรามีไว้อย่างเหนียวแน่น โดยกลัวว่าเราอาจถูกเอาเปรียบหรือไม่มีอะไรเหลือ แต่ระบบเศรษฐศาสตร์ของพระเจ้านั้นต่างออกไป พระเยซูทรงล้ำหน้ากว่านั้น พระองค์ตรัสว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” (กจ.20:35)

เราสามารถให้ด้วยใจกว้างขวางด้วยทรัพย์และสิ่งของที่เรามีในชีวิต โดยมอบสิ่งที่เรามีแก่ผู้ที่ขาดแคลน แล้วในท้ายที่สุดเราจะพบว่าเราเองก็ได้รับเช่นกัน ในแผ่นดินของพระเจ้านั้นมีทุกสิ่งล้นเหลือสำหรับทุกๆคน

ออกไปประกาศเรื่องพระเยซู

ขณะที่รถบัสของเรากำลังไต่สูงขึ้นไปเรื่อยๆบนถนนแคบๆของเทือกเขาแอนดิส เพื่อนร่วมทีมของฉันกำลังหัวเราะและร้องเพลงอย่างสนุกสนาน ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความหวาดหวั่นเพราะไม่มีราวกั้นถนนระหว่างเรากับหุบเหวทางด้านขวา ฉันเริ่มรู้สึกกลัวและกังวลใจขณะที่เราเคลื่อนตัวสูงขึ้นไป และเริ่มสงสัยว่าเหตุใดทีมประกาศของเราจึงต้องมายังพื้นที่แสนกันดารของประเทศเอกวาดอร์ แล้วทุกอย่างก็กระจ่างชัดในใจฉันว่า พระเจ้าต้องรักผู้คนเหล่านี้มากจึงทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาตายเพื่อพวกเขา ฉันจะผ่านเส้นทางแสนน่ากลัวนี้เพื่อไปบอกข่าวแห่งความรักแก่พวกเขาได้อย่างแน่นอน

ทุกอย่างจบลงด้วยความชื่นชมยินดีในการสอนบทเรียนพระคัมภีร์ แบ่งปันคำพยาน และอธิษฐานร่วมกับผู้คนที่ต้อนรับเราในหลายๆเมืองที่พวกเราไปเยี่ยมเยียนในแต่ละวัน

อัครทูตเปาโลได้รับมอบหมายให้ไปบอกผู้คนถึงเรื่องพระเยซูเพื่อพวกเขาจะไว้วางใจในพระองค์ ในพระธรรมโรม 10:13 ท่านกล่าวว่า ทุกคนที่ร้องเรียกพระนามพระเยซู “ผู้นั้นจะรอด” แต่ “ผู้ที่ยังไม่เชื่อในพระองค์ จะทูลขอต่อพระองค์อย่างไรได้ และผู้ที่ยังไม่ได้ยินถึงพระองค์ จะเชื่อในพระองค์อย่างไรได้ และเมื่อไม่มีผู้ใดประกาศให้เขาฟัง เขาจะได้ยินถึงพระองค์อย่างไรได้ และถ้าไม่มีใครใช้เขาไป เขาจะไปประกาศอย่างไรได้” (รม.10:14-15)

มีผู้คนอีกมากมายรอบตัวเราที่ยังไม่รู้จักพระคริสต์ ให้เราทูลขอความกล้าจากพระเจ้าในการแบ่งปันข่าวดีเรื่องพระเยซู อธิษฐานร่วมกับพวกเขา และเชิญพวกเขามาร่วมนมัสการและร่วมกิจกรรมต่างๆในคริสตจักร

ความเชื่อของเพื่อน

ขณะเข้าร่วมการประชุม ผู้หญิงคนหนึ่งสังเกตเห็นว่าเพื่อนของเธอซึ่งเป็นผู้นำการประชุมในวันนั้นดูไม่ค่อยสบาย เธอจึงเข้าไปถามและได้คำตอบว่า “ฉันจะนำประชุมให้จบ แล้วถ้าตอนเช้าฉันรู้สึกไม่ดีขึ้น ฉันจะไปหาหมอ”ผู้หญิงคนนี้ไม่ลืมคำสัญญาของเพื่อนที่ไม่สบาย เมื่อเธอมีเหตุต้องกลับก่อน เธอจึงขอให้เพื่อนอีกคนไปดูแลแทน

ในตอนเช้ามีคนมาเคาะประตูห้องโรงแรมของผู้นำประชุมคนนี้ เพื่อนคนที่สองมาขับรถพาเธอไปโรงพยาบาล พวกเขาถอยกลับไม่ได้แล้ว และโชคดีที่เธอได้รับการรักษาที่ช่วยชีวิตไว้ได้ทันเวลา เห็นได้ชัดว่าความมุ่งมั่นของเพื่อนๆได้ช่วยชีวิตเธอไว้

เพื่อนที่มุ่งมั่นนั้นเป็นพระพรได้เช่นเดียวกับชายในมาระโกบทที่ 2 พวกเขาน่าจะได้ยินถึงฤทธิ์อำนาจในการรักษาของพระเยซูและที่พระองค์เสด็จมาในเมืองของพวกเขา (ข้อ 1) ผู้คนร้องเรียกหาพระคริสต์ และ “ไม่มีที่” ที่พวกเขาจะพาเพื่อนที่เป็นอัมพาตไปหาพระองค์ (ข้อ 2) พวกเขาไม่ยอมให้ฝูงชนมากมายมาขัดขวางการช่วยเหลือเพื่อนตามที่พวกเขาต้องการ ดังนั้น “เขาจึงรื้อดาดฟ้าหลังคาตรงที่พระองค์ประทับนั้น...แล้วเขาก็หย่อนแคร่ที่คนง่อยนอนอยู่” (ข้อ 4) ไปยังพระคริสต์ผู้ทรงรักษาเขา (ข้อ 11-12)

ให้เรานำความต้องการของผู้อื่นมายังพระเยซูผ่านการอธิษฐานอย่างไม่หยุดยั้ง และในขณะที่พระองค์จัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นแก่เรา ให้เราพยายามที่จะช่วยเหลือและรักพวกเขาอย่างสุดความสามารถ

เดินอธิษฐาน

ฉันไปต่อไม่ได้ ฉันเขียนบทใคร่ครวญพระคำไปได้ครึ่งเดียวแล้วก็คิดอะไรไม่ออก “พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ควรทำอย่างไรดี” ฉันอธิษฐานแล้วก็นึกถึงงานวิจัยที่พบว่า ผลงานสร้างสรรค์ของเราจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 60 เปอร์เซ็นต์เมื่อเราเดิน ฉันจึงออกไปที่เส้นทางเดินหลังบ้านและคุยกับพระเจ้าไปเรื่อยๆ สามสิบนาทีต่อมาฉันรู้สึกสดชื่นขึ้น ฉันกลับมาที่แป้นพิมพ์และเขียนต่อจนเสร็จ

ใน 2 พงศ์กษัตริย์ 4:18-35 เราได้อ่านเรื่องที่เอลีชาและเกหะซีคนรับใช้ของท่าน ตอบรับคำวิงวอนของหญิงชาวชูเนมที่ขอให้ช่วยลูกชายของเธอที่ตายไป เกหะซีทำตามคำสั่งของเอลีชา (ข้อ 29) โดยวางไม้เท้าของเขาบนเด็ก (ข้อ 31) พวกเขาอธิษฐาน จากนั้นเอลีชาก็นอนทับบนตัวเด็ก ในที่สุด “ท่านก็ลุกขึ้นอีกเดินไปเดินมาในเรือนนั้นครั้งหนึ่ง แล้วขึ้นไปเหยียดตัวของท่านบนเขา เด็กนั้น...ก็ลืมตาของตน” (ข้อ 35)

พระคัมภีร์ไม่ได้บอกเราว่าเพราะอะไรเอลีชาจึง “เดินไปเดินมา” และไม่ได้บอกว่าท่านคิดอะไรอยู่ สิ่งที่เรารู้ก็คือ เมื่อคำอธิษฐานของเอลีชาไม่ได้รับคำตอบ ท่านก็ไม่ยอมแพ้ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะจินตนาการว่าท่านกำลังคุยกับพระเจ้าอยู่ในสถานการณ์เร่งด่วนเช่นนี้

คุณทำอย่างไรเมื่อไปต่อไม่ได้และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร บางทีการ “เดินอธิษฐาน” อาจเป็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ว่าเราจะออกไปเดินข้างนอกหรือเดินไปมาในบ้าน การเชื่อมต่อกับพระเจ้าเมื่อเราต้องการความช่วยเหลือ จะนำพาคำตอบที่เป็นทางออกของสถานการณ์นั้นมาถึงเรา

คำตอบจากสายรุ้งของพระเจ้า

โอเวนกำลังไปเที่ยวต่างประเทศในวันหยุดเมื่อเขาได้รับข้อความที่น่ากังวลจากเพื่อนร่วมงานว่า “เจ้านายกำลังมองหาคนมาแทนคุณ” เขาเสียใจมากจึงอธิษฐานตอนรุ่งสางของเช้าวันหนึ่งและถามพระเจ้าว่า “พระองค์อยู่ที่ไหน” จากนั้นเขาไปที่หน้าต่างเพื่อเปิดผ้าม่าน แล้วเขาเห็นรุ้งกินน้ำขนาดใหญ่ที่สวยงามพาดผ่านอยู่เหนือทะเลสาบด้านนอก ทันใดนั้นการปลอบประโลมอันอบอุ่นก็หลั่งไหลเข้ามา เขาเล่าในภายหลังว่า “เหมือนกับพระเจ้ากำลังบอกผมว่า ‘ไม่เป็นไร เราอยู่ที่นี่’”

ในปฐมกาล 9 พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะไม่ทำลายโลกด้วยน้ำท่วมอีก “เมื่อมีรุ้งที่เมฆ เราจะดูรุ้งนั้น และระลึกถึงพันธสัญญาถาวร ระหว่างพระเจ้ากับบรรดาสัตว์โลกที่มีชีวิต ซึ่งอยู่บนแผ่นดินโลก” (ข้อ 16) พันธสัญญานี้คงอยู่ชั่วนิรันดร์และไม่มีเงื่อนไข ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับการปกป้องและการจัดเตรียมของพระเจ้า ไม่ใช่การกระทำของมนุษย์ และนี่เป็นเพียงหนึ่งในพระสัญญาแรกๆจากพระสัญญามากมายที่พระเจ้าทรงมอบให้คนของพระองค์ และพระเยซูตรัสด้วยเช่นกันว่า “เราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป” (มธ.28:20)  

พระเจ้าไม่ได้สัญญาว่าเราจะไม่ต้องทนทุกข์ แต่พระองค์สัญญาว่าจะทรงปลอบโยนและสถิตอยู่ด้วยกับเราเสมอ เราอาจไม่เห็น “คำตอบจากสายรุ้ง” แต่พระองค์รับรองว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตของเรา พระองค์จะทรงอยู่เคียงข้างเสมอ และเราสามารถพึ่งพาในพระกำลัง การปลอบประโลม และการทรงสถิตอยู่ของพระองค์ได้

ใช้พระนามพระเจ้าอย่างไม่สมควร

ภาพถ่ายเก่าจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ถ่ายนอกสำนักงานใหญ่ของนาซีในเมืองๆหนึ่ง ส่งคำเตือนถึงเราทุกคน ในภาพนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวสบายๆกำลังข้ามถนน ชายคนหนึ่งสวมสูทเดินไปตามทางเท้า ในขณะที่มีอีกคนหยุดอ่านกระดานข่าวที่มุมอาคาร ทุกคนดูเหมือนจะไม่สนใจกับป้ายขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่เหนือประตูหน้าสำนักงานใหญ่ ป้ายนั้นมีขนาดครึ่งหนึ่งของตัวอาคารเขียนข้อความว่า “ข้าพเจ้าทำงานอย่างหนักเพื่อพระเจ้า ด้วยการต่อต้านยิว”

การอ้างแบบนี้คือสิ่งที่พระเจ้าทรงมีอยู่ในพระทัยเมื่อทรงบัญชาว่า “อย่าออกพระนามพระเจ้าของเจ้าอย่างไม่สมควร เพราะผู้ที่ออกพระนามพระองค์อย่างไม่สมควรนั้น พระเจ้าจะทรงถือว่าไม่มีโทษก็หามิได้” (อพย.20:7) คำสั่งนี้ครอบคลุมถึงการใช้พระนามของพระองค์ในทางที่ผิดเมื่อเราสบถ หรือเผลอร้องพระนามพระเจ้าอย่างไม่ระวังเวลาที่เตะโดนนิ้วเท้า หรือกระแทกไปโดนนิ้วมือ นอกจากนี้ยังรวมถึงการบิดเบือนด้วยการใช้พระนามของพระเจ้าเพื่อปกปิดความชั่วร้าย

เราไม่ควรคิดว่าเรากำลังทำงานของพระเจ้าเพียงเพราะคนอื่นบอกอย่างนั้น เราต้องอธิษฐานอยู่เสมอเพื่อตรวจสอบว่างานของเราสอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผยในพระคัมภีร์ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังรับใช้พระองค์ ในสดุดี 119:9 (TNCV) กล่าวว่า “โดยการดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระองค์” พระเจ้าผู้ทรงสั่งให้เรา “ปฏิบัติงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้บริบูรณ์ทุกเวลา” ได้บอกเราแล้วว่างานนั้นคืออะไรในหนังสือศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ (1 คร.15:58) ขอให้เราฟังพระองค์

มองไม่เห็นพระเจ้า

คนส่วนใหญ่ไม่อยากเข้าใกล้จอร์จ เชส เขาอาศัยอยู่ในกระท่อมขนาดสิบสองตารางฟุตในป่าที่แม่น้ำพอว์คาตักของนิวอิงแลนด์ไหลมาบรรจบที่อ่าวลิตเติ้ลนาร์รากันเซตต์ สำหรับคนในท้องถิ่นแล้ว เห็นได้ชัดว่าจอร์จไม่มีอ่างอาบน้ำ เพราะกลิ่นตัวของเขาบ่งบอกเช่นนั้น

วันหนึ่ง พายุเฮอริเคนจากมหาสมุทรแอตแลนติกได้พัดเข้าท่วมชายฝั่งทะเล โดยพัดพาเอาชายหาดกับบ้านเรือนที่สวยงามไป ผู้รอดชีวิตพากันออกมาจากอ่าวนั้นและเริ่มมองหาที่หลบภัย ทั้งสิบเอ็ดคนเปียกโชกและเนื้อตัวสั่นเทา พวกเขามาหลบภัยในกระท่อมของจอร์จ จอร์จให้ทุกสิ่งที่เขามีไม่ว่าจะเป็นน้ำ นม ชาขิง และที่พักพิง หลังจากพายุเฮอริเคนที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1938 ชาวเมืองมีความคิดเห็นเกี่ยวกับจอร์จ เชสแตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก

เป็นเรื่องน่าเศร้าเมื่อเราตัดสินคนอื่นอย่างผิวเผิน แต่ก็เป็นธรรมชาติของเราที่จะทำแบบนั้น เราทำเช่นนั้นกับพระเยซูด้วยเช่นกัน เราอาจจินตนาการพระองค์ตามที่พระองค์ถูกถ่ายทอดออกมาในภาพวาดเก่าๆที่ดูสง่างาม แต่ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวถึงพระเมสสิยาห์ว่า “ท่านไม่มีรูปร่างหรือความสวยงามซึ่งเราทั้งหลายจะมองท่าน...ดังผู้หนึ่งซึ่งคนทนมองดูไม่ได้ ท่านถูกดูหมิ่น และเราทั้งหลายไม่ได้นับถือท่าน” (อสย.53:2-3) แต่พระองค์ได้ประทานทุกสิ่งที่พระองค์มีให้แก่เรา “ท่านได้แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย และหอบความเจ็บปวดของเราไป” (ข้อ 4) พระองค์ทรงสละชีวิตของพระองค์เพื่อเรา

เป็นเรื่องน่าเศร้าเมื่อเรามองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และจะเป็นเรื่องน่าเศร้ายิ่งกว่าหากเรามองไม่เห็นความเป็นพระเจ้าของพระองค์ผู้ซึ่งเราเคยดูหมิ่นนั้น!

ผู้นำที่ถ่อมตน

เพื่อนของฉัน บุช บริกส์เป็นโค้ชซึ่งเป็นที่รักของทีมว่ายน้ำในโรงเรียนมัธยมท้องถิ่นแห่งหนึ่งมาเป็นเวลาห้าสิบเอ็ดปี ด้วยความอยากรู้ ฉันจึงถามว่าเขาเคยชนะการแข่งขันระดับรัฐมาแล้วกี่ครั้งในช่วงห้าสิบปีมานี้ ด้วยน้ำเสียงสุภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา เขาตอบอย่างติดตลกว่า “ผมไม่เคยชนะการแข่งขันเลยสักครั้ง เพราะผมไม่เคยลงแข่งว่ายน้ำแม้แต่ครั้งเดียว” ฉันพยายามถามเขาอีกครั้งว่า “แล้วนักว่ายน้ำของคุณเคยชนะการแข่งขันมาแล้วกี่ครั้ง” เขาตอบอย่างมีความสุขว่า “สามสิบเก้าครั้ง”

บุชได้สอนบทเรียนอันมีค่าแก่ฉันว่า โค้ชมีบทบาทสำคัญ แต่เขาไม่ต้องการรับคำชมที่มาจากความสำเร็จของนักว่ายน้ำ

ความถ่อมตนของบุชทำให้ฉันนึกถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมาที่รู้บทบาทของตนเอง ยอห์นได้รับมอบหมายให้นำผู้คนมาหาพระเยซูผู้เป็นพระเมสสิยาห์ คือผู้ที่มาทำให้พระสัญญาในเรื่ององค์พระผู้ช่วยให้รอดสำเร็จเป็นจริง แต่ยอห์นเป็นที่สนใจมากจนบรรดาผู้นำทางศาสนาต้องการทราบแน่ชัดว่าท่านเป็นใคร พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า “ได้ยอมรับว่า ‘ข้าพเจ้าไม่ใช่พระคริสต์’” (ยน.1:20) ถึงแม้ว่าพวกเขาจะกดดันยอห์น แต่ยอห์นก็ชัดเจนว่าหน้าที่ของท่านคือประกาศการมาถึงของพระเยซู (ข้อ 21-23) พระเยซูคือผู้นั้นที่พวกเขาเฝ้ารอ (ข้อ 27)

ความถ่อมตนในลักษณะนี้ที่ไม่ยอมรับการยกย่องที่เกินตัว เป็นวิธีที่เราจะรักษาท่าทีให้เหมาะสมต่อความสำเร็จของเรา ในขณะที่เราชื่นชมผู้อื่นสำหรับงานหรือบทบาทที่พวกเขาได้รับ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา