ความเชื่อของเบลล์
เบลล์ไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับความเชื่อของพ่อแม่ในพระเยซู เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย เธอประกาศตนว่าเป็นผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าและพยายามใช้ชีวิตโดยปราศจากพระเจ้า แต่การเลิกรากับแฟนและภาวะซึมเศร้าที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เธอจมดิ่งลง จนเธอคิดที่จะจบชีวิตของตัวเอง
ในความสิ้นหวังอย่างที่สุด เธอคิดถึงความสุขของพ่อแม่ที่มีในพระคริสต์ และแม้ว่าเธอต้องต่อสู้กับหลายสิ่ง แต่สุดท้ายเธอก็ไว้วางใจพระเยซูในฐานะพระผู้ช่วยให้รอด ต่อมาเธอได้ยินชายคนหนึ่งพูดถึงกลุ่มคนในประเทศจีนที่ไม่เคยได้ยินข่าวประเสริฐ เธอจึงต้องการไปที่นั่นเพื่อบอกพวกเขา แม้บางคนขัดขวางเธอเพราะมีอันตราย แต่เธอก็ยังคงไปที่นั่น เบลล์ใช้ชีวิตที่เหลือในการนำข่าวประเสริฐไปยังผู้คนในประเทศจีนและประเทศไทยร่วมกับชายหนุ่มที่เธอพบที่มหาวิทยาลัยและต่อมาเธอได้แต่งงานกับเขา มีผู้คนนับพันไว้วางใจในพระเยซู และมรดกของผู้หญิงคนนี้ที่ชื่ออิโซเบล คูน ยังคงอยู่ในดินแดนนั้น
ใครคือผู้ที่ให้ชีวิตใหม่และความหวังแก่หญิงสาวคนหนึ่ง และเดินเคียงข้างเธอในขณะที่เธอเผชิญกับปัญหาที่ยากลำบากของชีวิต ผู้นั้นคือพระเยซู
คุณกำลังสงสัยหรือไม่ว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร บางทีคุณอาจกำลังตั้งคำถามเกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ของคุณ ให้คุณหันไปหาพระคริสต์ ผู้เป็น “พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า” (ยน.3:18) ผู้สิ้นพระชนม์เพื่อคุณ (รม.5:8) พระองค์ทรงรักคุณมากจนประทานชีวิตที่เป็นนิรันดร์ (ยน.3:16) แน่นอนว่า “ผู้ที่วางใจในพระบุตร[พระเยซู ]ก็มีชีวิตนิรันดร์” (3:36) และเมื่อเราเชื่อในพระองค์ เช่นเดียวกับที่เบลล์เชื่อ พระองค์ก็จะทรงอยู่กับเราเมื่อเราเผชิญปัญหาในชีวิต และทรงช่วยให้เราส่งต่อความรักของพระองค์ไปยังผู้อื่น
ต้องมีความถ่อมใจ
ตอนยังเด็กฉันมีลูกพี่ลูกน้องที่อาศัยอยู่ห่างออกไปแค่ราวสามกิโลเมตร พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุยกับครอบครัวของฉัน พวกเขาไม่เคยมางานรวมญาติหรือคุยกับเราที่ร้านขายของแถวนั้น พ่อแม่ของพวกเขาบอกว่าเป็นเพราะตอนนั้นเราไม่ไปโบสถ์และเราจะมีอิทธิพลที่ไม่ดีต่อพวกเขา ช่างน่าแปลกใจที่หลายปีต่อมา ลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งไปร่วมงานศพพี่ชายคนโตของฉัน เขาเข้ามาหาเราแต่ละคนและขอโทษอย่างถ่อมใจสำหรับทัศนคติของพวกเขา แล้วความสัมพันธ์ของพวกเราจึงถูกรื้อฟื้นขึ้น
ยาโคบต้องยอมถ่อมใจลงเพื่อจะได้รับการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเอซาวผู้เป็นพี่ชายฝาแฝดของท่าน ยาโคบซึ่งเป็นลูกคนที่สองได้คิดเอาเปรียบเอซาว โดยขโมยสิทธิโดยกำเนิดของพี่ชาย (25:19-34) และหลอกพ่อที่แก่ชราให้มอบพรของบุตรคนโตให้แก่ท่าน (26:34-27:40) เอซาวโกรธมากและขู่ว่าจะฆ่ายาโคบ ท่านจึงหนีไปประเทศอื่น
หลายปีต่อมา ยาโคบต้องการกลับบ้านแต่กลัวว่าความแตกแยกที่ร้าวลึกระหว่างท่านกับพี่ชายคงจะไม่ได้รับการแก้ไขหากไม่มีการนองเลือด (32:6-8) ในที่สุดเมื่อพวกเขาพบกัน ยาโคบ “กราบลงถึงดินเจ็ดหน จนเข้ามาใกล้พี่ชายของเขา” (33:3) ท่านกลัวว่าจะถูกเอซาวฆ่า แต่เอซาวกลับวิ่งเข้ามา “กอดเขา” (ข้อ 4)
ไม่ว่าเราจะเป็นฝ่ายทำร้ายผู้อื่นหรือถูกผู้อื่นทำร้ายก็ตาม เราจำเป็นต้องถ่อมใจลง จริงใจ และมักจะต้องพยายามอย่างมากเพื่อฟื้นฟูสิ่งที่แตกสลายไปแล้ว แต่พระเจ้าทรงทำได้และพระองค์จะทรงช่วยเรา
ดูแลด้วยความใส่ใจ
ไวโอลิน เชลโล และกีต้าร์ของสตราดิวาริอุสเป็นหนึ่งในบรรดาเครื่องดนตรีที่ทรงคุณค่าที่สุดในโลก ซึ่งผลิตขึ้นด้วยมือในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 17 และ 18 และเป็นของที่หายากและประเมินค่าไม่ได้ สิ่งที่มีค่าเช่นนี้สมควรได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ดังนั้น เมื่อเชลโลของสตราดิวาริอุสซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 20 ล้านเหรียญหล่นจากโต๊ะระหว่างการถ่ายภาพ จึงเป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงอย่างมาก
เช่นเดียวกับที่เครื่องดนตรีของสตราดิวาริอุสต้องได้รับการดูแลด้วยความใส่ใจอย่างระมัดระวัง ความสัมพันธ์ของเราก็เช่นกัน เราควรรักผู้อื่นเพราะพระคริสต์ได้ทรงสำแดงความรักของพระองค์ต่อเรา ในยอห์น 13:34 พระเยซูทรงมอบคำสั่งให้เหล่าสาวกที่จะต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษคือ “เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น” เพราะอะไรพระเยซูจึงทรงเรียกว่าเป็นบัญญัติใหม่ ที่เป็นบัญญัติใหม่ก็เพราะมีที่มาจากวิธีที่พระเยซูทรงรักผู้คน บัญญัติใหม่ที่บอกให้รักนี้ไม่ใช่ให้ทำแบบไม่ใส่ใจหรือทำบ้างไม่ทำบ้าง แต่ต้องทำด้วยความตั้งใจ ให้คุณค่า และเสียสละ ความรักเช่นนี้จะนำไปสู่การสร้างสาวก การเสียสละตนเอง กระทั่งถึงการสละชีวิตเพื่อสาวก การเอาใจใส่ซึ่งกันและกันนี้เป็นวิธีที่พวกเขาจะอยู่รอดในโลกที่ยากลำบากและเป็นศัตรูกับพวกเขาหลังการจากไปของพระคริสต์ และพระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “ถ้าเจ้าทั้งหลายรักกันและกัน ดังนี้แหละคนทั้งปวงก็จะรู้ได้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา” (ข้อ 35)
ให้เรารักผู้อื่นด้วยความใส่ใจและเสียสละ เพื่อเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความรักอันล้ำค่าและประเมินค่าไม่ได้ของพระเยซู
เป็นที่รักของพระเจ้าชั่วนิรันดร์
จดหมายรักที่เป็นปริศนาและน่าทึ่งที่สุดตลอดกาลฉบับหนึ่งเขียนโดยนักประพันธ์เพลง ลุดวิก แวน บีโธเฟ่น และได้ถูกค้นพบหลังจากที่เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1827 จดหมายที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆนี้เต็มไปด้วยข้อความที่เปี่ยมด้วยอารมณ์และความรู้สึก เช่น “ผู้เป็นที่รักชั่วนิรันดร์ของผม...ผมมีชีวิตอยู่ได้เพียงแค่กับคุณเท่านั้น หรือไม่ก็ไม่มีชีวิตอยู่เลย” น่าเศร้าที่ดูเหมือนว่าจดหมายฉบับนั้นไม่เคยถูกส่งออกไป และผู้ที่เขาตั้งใจให้อ่านนั้นก็ยังคงเป็นปริศนา
จดหมายของบีโธเฟ่นมีคุณค่าอย่างมากต่อผู้อ่านที่เข้าใจถึงความปรารถนาอันแรงกล้าในความรักเช่นเดียวกับเขา พวกเราแสวงหาความรักและการเติมเต็มจากผู้คน สิ่งของ และประสบการณ์มากมายที่ไม่อาจทำให้เราอิ่มใจได้อย่างแท้จริง แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าความรักชั่วครั้งชั่วคราวนั้นคือความรักของพระเจ้าที่มีต่อประชากรแห่งพันธสัญญาของพระองค์ ผู้ที่พระองค์ทรงสำแดงความรักอันยิ่งใหญ่ต่อพวกเขาเพื่อเห็นแก่มนุษย์ทุกคน พระเจ้าประกาศผ่านทางผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ว่า “เราได้รักเจ้าด้วยความรักนิรันดร์ เพราะฉะนั้นเราจึงมีความรักมั่นคงต่อเจ้าสืบไป” (ยรม. 31:3) เพราะความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า พระองค์จึงทรงสัญญาว่าพวกเขาจะได้หยุดพักและจะได้รับความโปรดปราน (ข้อ 2) สิ่งที่ถูกทำลายทั้งสิ้นจะถูกสร้างใหม่ (ข้อ 4) แม้พวกเขาจะปฏิเสธพระองค์และกบฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระเจ้าก็ทรงปฏิญาณที่จะนำพวกเขากลับมาหาพระองค์ (ข้อ 9)
หลายปีต่อมา ความรักนิรันดร์นั้นได้ผลักดันให้พระเยซูทรงมาทนทุกข์และสิ้นพระชนม์เพื่อคนบาป แม้ก่อนที่เราจะตอบแทนความรักของพระองค์ (รม.5:8) เราไม่จำเป็นต้องเสาะแสวงหาความรักหรือพยายามทำสิ่งใดเพื่อให้ได้มาซึ่งความรัก เพราะเราได้รับความรักอันเป็นนิรันดร์นั้นแล้ว!
จงระวัง!
หลังจากต่อสู้และอธิษฐานอยู่หลายปี แฟรงค์ก็เลิกดื่มเหล้า เขาเชื่อว่าที่เขาทำได้นั้นเป็นผลจากการทำงานของพระเจ้าในชีวิตของเขา และเขาได้เปลี่ยนแปลงในเรื่องสำคัญบางอย่างด้วย เขาเลิกเก็บเหล้าไว้ในบ้าน คอยสังเกตสัญญาณเตือนทางความคิดและอารมณ์ของตนเอง และใช้ความระมัดระวังในบางสถานการณ์ เขาพึ่งพาพระเจ้าและรู้ว่าไม่ควรปล่อยให้มีช่องสำหรับการล่อลวงหรือความบาป
อัครทูตเปโตรเตือนว่า “ท่านทั้งหลายจงสงบใจจงระวังระไวให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” (1 ปต.5:8) เปโตรรู้ว่าเราจำเป็นต้องระมัดระวัง เพราะการโจมตีของมารมักเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง คือเมื่อดูเหมือนว่าชีวิตของเราถึงจุดที่ดีที่สุดแล้ว หรือเราคิดว่าเราจะไม่มีวันถูกล่อลวงในเรื่องบางเรื่อง
ยากอบก็เตือนผู้อ่านของท่านเช่นกันให้ยอมจำนนต่อพระเจ้าและ “ต่อสู้กับมาร” เมื่อเราทำเช่นนั้น ศัตรูของเรา “จะหนี...ไป” (ยก.4:7) วิธีที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับมารคือการติดสนิทกับพระเจ้าผ่านการอธิษฐานและการใช้เวลาอ่านพระคัมภีร์ เมื่อเราทำเช่นนั้น พระเจ้าจะเสด็จมาใกล้เรา (ข้อ 8) โดยทางพระวิญญาณของพระองค์ (รม.5:5) ยากอบยังได้หนุนน้ำใจด้วยว่า “ท่านทั้งหลายจงถ่อมใจลงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระองค์จะทรงยกชูท่านขึ้น” (ยก.4:10)
เราทุกคนต่างเผชิญกับช่วงเวลาท้าทายในชีวิตในยามที่เราถูกทดลองและต้องต่อสู้ดิ้นรน เราสามารถพักสงบได้เมื่อรู้ว่าพระเจ้าทรงต้องการให้เราประสบความสำเร็จและมีชัยชนะ ในยามทุกข์ยากนั้นพระองค์ทรงอยู่กับเรา
ตัวตนไร้กังวล
จากหนังสือ รุ่นสู่รุ่น (Generation to Generation) ในปีค.ศ. 1985 ของเอ็ดวิน ฟรีดแมน นักจิตบำบัดครอบครัวและรับบีในศาสนายิวได้ริเริ่มใช้คำว่า “ตัวตนไร้กังวล” วิทยานิพนธ์ของฟรีดแมนซึ่งต่อมาได้ถูกกล่าวถึงในหนังสือ ความล้มเหลวทางใจ (A Failure of Nerve) กล่าวว่า “บรรยากาศของอเมริกาในปัจจุบันมีความวิตกกังวลเรื้อรังมากเสียจนสังคมของเราเข้าสู่ภาวะถดถอยทางอารมณ์ซึ่งเป็นพิษต่อการเป็นผู้นำที่ดี” ฟรีดแมนมุ่งเน้นถึงวิธีที่ความวิตกกังวลเรื้อรังแพร่กระจายไปในระบบ ทั้งในครอบครัว ที่ทำงาน และชุมชน แต่ในทำนองเดียวกัน ผู้นำสามารถแสดงถึงภาวะของตัวตนที่ไร้กังวลซึ่งจะแพร่กระจายไปทั่วทั้งระบบได้เช่นกัน โดยการเป็นคนที่มีสันติสุขในท่ามกลางพายุ
สดุดีบทที่ 4 เป็นเพลงสดุดีของดาวิดซึ่งเขียนขึ้นท่ามกลางหนึ่งในมรสุมแห่งชีวิตของท่าน ดาวิดตกอยู่ในความวิตกกังวล ท่านจึงร้องทูลต่อพระเจ้าว่า “เมื่อข้าพระองค์จนตรอก ขอพระองค์ประทานช่องทางให้ ขอทรงเมตตาแก่ข้าพระองค์และทรงฟังคำอธิษฐานของข้าพระองค์” (ข้อ 1) ขณะที่ท่านหวาดกลัวเรื่องชีวิตของท่าน ท่านก็ตระหนักดีว่าผู้ติดตามของท่านก็กลัวเช่นกัน “มีคนเป็นอันมากกล่าวว่า ‘โอ เราอยากเห็นสิ่งดีๆบ้าง’” (ข้อ 6)
การตัดสินใจของดาวิดที่จะไว้วางใจในพระเจ้าทำให้เกิดปรากฏการณ์ตัวตนไร้กังวลในท่ามกลางความวิตกกังวล! ท่านกล่าวว่า “ข้าพระองค์จะเอนกายลงนอนหลับในความสันติ” ดาวิดสามารถพักสงบได้เพราะ “พระองค์เท่านั้นที่ทรงกระทำให้ข้าพระองค์อาศัยอยู่อย่างปลอดภัย” (ข้อ 8)
เราเองก็สามารถพักสงบได้ในภาวะการเป็นตัวตนไร้กังวลที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้เรา เราสามารถเผยแพร่สันติสุขของพระองค์ได้ในทุกที่ที่เราไป
ถวายพระเกียรติแด่พระเยซู
ธนบัตรมูลค่ายี่สิบเหรียญและแผ่นพับสองใบที่มีข้อความเรื่องพระเยซู คือสิ่งที่อยู่ในซองจดหมายจ่าหน้าถึง “จอห์น ดาเนียลส์ ซีเนียร์ วันแห่งการทำความดี” ผู้หญิงคนหนึ่งมอบซองให้ขณะที่ผมกำลังเดินอยู่ในบริเวณของวิทยาลัยประจำชุมชน หนึ่งปีก่อน จอห์นถูกรถชนเสียชีวิตหลังจากช่วยคนไร้บ้านและแบ่งปันเรื่องราวความรักของพระคริสต์แก่เขา เรื่องเล่าขานของจอห์นผ่านการเป็นพยานทางคำพูดและการกระทำของเขายังคงถูกส่งต่อผ่านทางผู้หญิงที่ผมพบในวันนั้น รวมถึงบรรดาสมาชิกในครอบครัวของจอห์นด้วย
ในมัทธิว 26:13 พระเยซูทรงระลึกถึงหญิงผู้หนึ่งด้วยคำตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า การซึ่งหญิงนี้ได้กระทำจะเลื่องลือไปเป็นที่ระลึกถึงเขาที่ไหนๆที่ข่าวประเสริฐนี้จะประกาศไปทั่วพิภพ” หัวใจอันอ่อนโยนของหญิงผู้นี้ที่มีต่อพระเยซูคริสต์ทำให้เธอนำเอาน้ำมันหอมราคาแพงมาเจิมพระองค์ (ข้อ 7) คนอื่นพากันเข้าใจผิดและวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเสียเปล่า (ข้อ 8-9) แต่พระเยซูทรงชมเชยว่าเป็น “การดี” (ข้อ 10) การอุทิศทุ่มเทสิ่งของที่มีมูลค่าสูงของหญิงผู้นี้ได้ถูกพระเจ้าใช้ในวิธีที่พิเศษ เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงใช้การกระทำของเราในปัจจุบันเพื่อพระประสงค์ของพระองค์
ซองจดหมายที่ผมได้รับทำให้ผมมีความปรารถนาที่จะแจกจ่ายสิ่งที่ผมมีให้แก่ผู้คนตามมุมถนนในเมืองของผม แต่การถวายพระเกียรติแด่พระเยซูสามารถเกิดขึ้นได้หลายวิธี ให้เราบอกคนอื่นเกี่ยวกับพระองค์และสำแดงความรักของพระองค์ด้วยการกระทำ
การแลกเปลี่ยน
เอไลจาห์ทำธนบัตรสิบเหรียญขาดโดยไม่ได้ตั้งใจขณะเล่นกับเพื่อนๆ แต่แทนที่พ่อจะดุเขา พ่อกลับขอแลกธนบัตรที่ฉีกขาดนั้นกับธนบัตรใบใหม่จากกระเป๋าสตางค์ของพ่อ
“ทำไมพ่อถึงทำแบบนั้น” เอไลจาห์ถามด้วยความงุนงง “ก็ลูกเป็นลูกของพ่อ” พ่อของเขาอธิบาย “และเพื่อเป็นการเตือนใจถึงสิ่งที่พระเยซูทรงทำเพื่อเราด้วย เพราะพระเยซูเสด็จมาและสละชีวิตของพระองค์เพื่อแลกกับชีวิตของเรา บัดนี้เราจึงมีชีวิตใหม่”
ชีวิตมนุษย์ทุกชีวิตมีค่าสำหรับพระเจ้าเพราะพระองค์ทรงสร้างเราแต่ละคน แต่ธรรมชาติบาปของเรา คือ “ตัวที่บาป” (รม.6:6) ทำให้เราไม่อาจใช้ชีวิตที่คู่ควรกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้ ดังนั้นพระเจ้าผู้ทรงรักเราอย่างยิ่ง จึงทรงยอมสละพระบุตรของพระองค์เพื่อเป็นค่าไถ่บาปของเรา ตัวเก่าของเราถูกตรึงไว้กับพระองค์ และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน พระองค์ได้ทรงมอบตัวตนใหม่ที่ “ไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป” (ข้อ 6) ให้แก่เรา เมื่อเรายอมรับข้อเสนอแห่งชีวิตใหม่ของพระเจ้า เราก็มั่นใจได้ว่า แม้ตัวตนเก่าของเราจะผิดบาปและแตกสลาย “เสื่อมเสียไปสู่ความตายตามตัณหาอันเป็นที่หลอกลวง” (อฟ.4:22) แต่ขณะนี้เรากำลังถูกทำให้สมบูรณ์ “ตามแบบอย่างของพระเจ้า ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง” (ข้อ 24)
พ่อของเอไลจาห์เต็มใจที่จะมอบสิ่งที่เป็นของตนแก่ลูกเพราะเขารักลูก แต่ข้อเสนอที่ดีกว่านั้นคือข้อเสนอที่พระเจ้าทรงมอบแก่เรา นั่นคือการไถ่ชีวิตของเราจากความบาป เมื่อเรายอมรับข้อเสนอแห่งชีวิตใหม่จากพระองค์ เราก็ไม่ใช่คนเดิมที่เคยเป็นอีกต่อไป
ผู้หยิ่งยโสถูกทำลาย
จอห์น เทย์เลอร์เป็นจักษุศัลยแพทย์ชาวอังกฤษในช่วงทศวรรษที่ 1700 เขามีความทะนงตนเป็นแรงผลักดันที่ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้น เขาติดตามคนดังและได้เป็นจักษุแพทย์ส่วนพระองค์ของพระเจ้าจอร์จที่ 2 เทย์เลอร์เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อแสดงโชว์ทางการแพทย์ที่อ้างว่าสามารถรักษาโรคได้อย่างอัศจรรย์ โดยเขามักจะหลบหนีออกจากเมืองในยามวิกาลพร้อมกับกระเป๋าที่เต็มไปด้วยเงินของชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม มีการบันทึกไว้ว่าเทย์เลอร์เป็นนักต้มตุ๋นและน่าจะทำให้คนไข้หลายร้อยคนตาบอด ประวัติศาสตร์ไม่ได้จดจำเขาในฐานะแพทย์ผู้มีชื่อเสียง แต่จดจำเขาในฐานะผู้ที่ทำให้นักแต่งเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสองคนแห่งศตวรรษนั้นตาบอด นั่นคือ บาคและฮันเดล
เทย์เลอร์ปรารถนาชื่อเสียงและการยกย่อง แต่ผลงานที่เขาทิ้งไว้กลับเปิดเผยถึงคำโกหกของเขา รวมทั้งความอับอายและความเจ็บปวดที่เขาก่อขึ้น สุภาษิตอธิบายว่าความเห็นแก่ตัวที่ติดเป็นนิสัยจะนำไปสู่หายนะ พระวจนะกล่าวว่า “ใจของคนก็จองหองก่อนถึงการถูกทำลาย” (18:12) ความอัปยศของเทย์เลอร์เตือนเราว่าความหยิ่งยโสจะทำลายชีวิตของเราได้อย่างไร แต่ความโง่เขลาของคนก็มักจะทำร้ายผู้อื่นด้วย (ข้อ 6-7) “การถูกทำลาย” นั้นหนักหนา
ยิ่งนัก
ในขณะที่ใจหยิ่งยโสทำลายเราและผู้อื่น แต่ใจที่ถ่อมตนนำไปสู่ชีวิตที่มีความหมายและชื่นชมยินดี สุภาษิตกล่าวว่า “ความถ่อมใจเดินอยู่หน้าเกียรติ” (ข้อ 12) หากเราเอาแต่มุ่งทำตามใจตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว (ข้อ 1) เราจะไม่มีวันได้พบสิ่งที่ปรารถนา แต่หากเรามอบถวายใจของเราแด่พระเจ้าและรับใช้ผู้อื่น เราก็ได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์และสะท้อนถึงความดีของพระองค์