Category  |  ODB

พูด วางใจ รู้สึก

“ห้ามพูด ห้ามวางใจ ห้ามรู้สึก เป็นกฎที่เราใช้ดำเนินชีวิต” เฟรดเดอริค บุชเนอร์กล่าวไว้ในบันทึกอันทรงพลังที่ชื่อว่า บอกความลับ “และวิบัติจงเกิดแก่ผู้ที่แหกกฎ” บุชเนอร์กำลังอธิบายประสบการณ์ที่เขาเรียกว่า “กฎที่ไม่ได้บัญญัติของครอบครัวที่เสียสมดุล” ในครอบครัวของเขา “กฎ” นั้นแปลว่าบุชเนอร์ไม่ได้รับอนุญาตให้พูดถึงหรือเศร้าโศกในการฆ่าตัวตายของพ่อ ซึ่งทำให้เขาไม่เหลือใครที่จะวางใจให้พูดถึงความเจ็บปวดของเขา

คุณเคยมีประสบการณ์แบบนี้ไหม พวกเราหลายคนโดยทางใดทางหนึ่งเคยเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่กับความรักจอมปลอม ที่เรียกร้องให้เราไม่พูดถึงสิ่งที่ทำร้ายเราอย่างตรงไปตรงมาหรือเก็บเงียบเอาไว้ “ความรัก” เช่นนั้นถูกควบคุมโดยความกลัว และเป็นรูปแบบหนึ่งของการตกเป็นทาส

เราไม่อาจลืมได้ว่าความรักที่พระเยซูทรงเชื้อเชิญให้เรารับนั้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากความรักที่มีข้อแม้ที่เราพบเจอเสมอ ซึ่งเป็นความรักที่เรามักกลัวว่าจะสูญเสียมันไป ตามที่เปาโลอธิบายว่า โดยความรักของพระคริสต์นั้นจะทำให้เราสามารถเข้าใจได้ในที่สุดว่า การไม่ต้องมีชีวิตอยู่ในความกลัวนั้นหมายถึงอะไร (รม.8:15) และเริ่มเข้าใจถึงเสรีภาพอย่างมีศักดิ์ศรี (ข้อ 21) สิ่งนี้จะเป็นไปได้เมื่อเรารู้ว่าเราอยู่ในความรักที่ลึกซึ้ง แท้จริงและไม่มีข้อแม้ เรามีเสรีภาพที่จะพูด วางใจ และรู้สึกได้อีกครั้ง เพื่อจะเรียนรู้ถึงความหมายของการมีชีวิตโดยปราศจากความกลัว

คริสเตียนที่ฉลาด

การระบาดของไวรัสโคโรนาส่งผลให้ทั่วโลกต้องยกเลิกการเรียนในโรงเรียน ในประเทศจีนคุณครูแก้ปัญหาโดยการใช้ติงทอล์ค ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นที่ช่วยให้จัดชั้นเรียนออนไลน์ได้ ต่อมาพวกนักเรียนพบว่าหากคะแนนความนิยมของติงทอล์คต่ำเกินไป มันอาจถูกลบออกจากแอปสโตร์ได้ ในชั่วข้ามคืนการให้คะแนนระดับหนึ่งดาวจากคนนับพันจึงทำให้คะแนนของติงทอล์คลดต่ำลง

พระเยซูคงไม่ประทับใจในนักเรียนที่หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบของตน แต่อาจทรงชื่นชมความเฉลียวฉลาดของพวกเขา พระองค์ทรงเล่าเรื่องที่ฉีกแนวของคนต้นเรือนที่ถูกไล่ออก ในวันสุดท้ายของการทำงานเขาแก้หนี้ของลูกหนี้เจ้านายให้น้อยลง พระเยซูไม่ได้ยกย่องความไม่ซื่อสัตย์ของคนต้นเรือนนี้ แต่ทรงชื่นชมความฉลาดของเขา และทรงหวังว่าผู้ที่ติดตามพระองค์จะฉลาดเท่ากับเขา “เราบอกท่านทั้งหลายว่า จงกระทำตัวให้มีมิตรสหายด้วยทรัพย์สมบัติอธรรม เพื่อเมื่อทรัพย์นั้นเสียไปแล้ว เขาจะได้ต้อนรับท่านไว้ในที่อาศัยอันถาวรเป็นนิตย์” (ลก.16:9)

เมื่อพูดถึงเรื่องเงิน คนส่วนใหญ่มักกังวลถึงส่วนที่ตนเองจะต้องสูญเสีย แต่คนฉลาดมองหาวิธีที่จะทำให้เงินนั้นเกิดประโยชน์ พระเยซูตรัสว่าการให้แก่ผู้อื่น “ทำ...ให้มีมิตรสหาย” ซึ่งมาพร้อมกับความปลอดภัยและอิทธิพล ใครกันที่เป็นผู้นำในกลุ่ม ก็คือคนที่จ่ายเงิน การให้ยังเพิ่ม “ที่อาศัยอันถาวรเป็นนิตย์” อีกด้วย ด้วยความเต็มใจที่จะตัดใจจากทรัพย์สินเงินทอง เราก็ได้สำแดงความไว้วางใจของเราในพระเยซู

แม้เราอาจไม่มีเงิน แต่เรามีเวลา มีความสามารถหรือหูที่รับฟัง ให้เราทูลขอพระเจ้าให้ทรงสำแดงวิธีที่จะรับใช้ผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์เพื่อพระเยซู

อยู่เพื่อรับใช้

หลังจากเชลซีวัยสิบขวบได้รับชุดอุปกรณ์ศิลปะที่ประณีต เธอค้นพบว่าพระเจ้าทรงใช้ศิลปะเพื่อช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นเมื่อเธอเศร้า และเมื่อรู้ว่ามีเด็กบางคนไม่มีอุปกรณ์ศิลปะ เธอต้องการจะช่วยพวกเขา ดังนั้นเมื่อใกล้จะถึงงานวันเกิดของเธอ เธอขอให้เพื่อนๆร่วมบริจาคอุปกรณ์ศิลปะเพื่อเด็กที่ขาดแคลนโดยไม่ต้องเอาของขวัญมาให้เธอ

ต่อมาด้วยความช่วยเหลือของครอบครัว เธอได้ก่อตั้งองค์กรการกุศลเชลซี เธอขอรับบริจาคจากผู้คนมากขึ้นเพื่อที่จะช่วยเด็กได้มากขึ้น ทั้งยังช่วยสอนเกร็ดความรู้ด้านศิลปะให้กับกลุ่มเด็กที่ได้รับบริจาค หลังจากผู้ประกาศข่าวท้องถิ่นได้สัมภาษณ์เชลซี มีคนร่วมบริจาคอุปกรณ์จากทั่วประเทศ ขณะที่องค์กรการกุศลเชลซียังคงส่งอุปกรณ์ศิลปะไปทั่วโลก เด็กสาวผู้นี้กำลังสำแดงถึงการที่พระเจ้าทรงสามารถใช้พวกเราเมื่อเราเต็มใจที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อรับใช้ผู้อื่น

ความเห็นอกเห็นใจและเต็มใจที่จะแบ่งปันของเชลซีสะท้อนให้เห็นถึงหัวใจของผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อ อัครทูตเปโตรหนุนใจผู้เชื่อในพระเยซูทุกคนให้เป็นผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อในขณะที่พวกเขา “รักกันฉันพี่น้อง” โดยการแบ่งปันสิ่งที่มีและของประทานที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่พวกเขา (1 ปต.4:8-11)

สิ่งเล็กๆที่เราทำด้วยความรักสามารถบันดาลใจผู้อื่นให้แบ่งปันร่วมกับเรา พระเจ้าทรงสามารถรวบรวมผู้สนับสนุนทั้งหลายให้มารับใช้เคียงข้างเรา เมื่อเราพึ่งพาในพระเจ้า เราจะมีชีวิตอยู่เพื่อรับใช้และถวายพระเกียรติที่ทรงสมควรได้รับแด่พระเจ้าของเรา

ศึกษาพระคัมภีร์

ในผลงานชิ้นเอกเรื่อง รู้จักพระเจ้า ของเจ.ไอ.แพคเกอร์ (1926-2020) กล่าวถึงผู้เชื่อในพระคริสต์สี่คนซึ่งเป็นที่รู้จัก เขาเรียกคนเหล่านั้นว่า “ผู้ทำงานหนักเพื่อพระคัมภีร์” ไม่ใช่ทุกคนเป็นผู้รอบรู้ที่ได้รับการอบรม แต่แต่ละคนฝึกฝนอย่างตั้งใจเพื่อจะรู้จักพระเจ้า โดยค้นคว้าพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้งเหมือนตัวบีเวอร์ที่ขุดและกัดแทะต้นไม้เพื่อเปิดทาง แพคเกอร์ให้ข้อสังเกตอีกว่าการรู้จักพระเจ้าผ่านการศึกษาพระคัมภีร์ไม่ใช่สำหรับนักวิชาการเท่านั้น “คนธรรมดาที่อ่านพระคัมภีร์และฟังคำเทศนาซึ่งเป็นผู้ที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะพัฒนาความสนิทสนมกับพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเขาได้ลึกซึ้งกว่านักวิชาการผู้คร่ำเคร่ง ที่พอใจเพียงความถูกต้องในหลักศาสนศาสตร์เท่านั้น”

น่าเสียดายว่าไม่ใช่ทุกคนที่ศึกษาพระคัมภีร์จะทำเช่นนั้นด้วยความถ่อมใจ โดยมีเป้าหมายที่จะรู้จักพระผู้ช่วยให้รอดให้ดีขึ้นและเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น ในยุคของพระเยซูมีคนมากมายที่อ่านพันธสัญญาเดิม แต่กลับไม่รู้จักบุคคลที่พระคัมภีร์กล่าวถึง “ท่านทั้งหลายค้นดูในพระคัมภีร์เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานให้แก่เรา แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต” (ยน.5:39-40)

คุณเคยรู้สึกสับสนในขณะที่อ่านพระคัมภีร์บ้างหรือไม่ หรือคุณเคยเลิกศึกษาพระคัมภีร์ไหม “ผู้ทำงานหนัก” เพื่อพระคัมภีร์เป็นมากกว่าผู้อ่านพระคัมภีร์ พวกเขาอธิษฐานอย่างจริงใจและค้นคว้าพระคัมภีร์อย่างตั้งใจ เพื่อเปิดตาและใจของเขาให้เห็นความรักของพระเยซูซึ่งเป็นผู้ที่พระคัมภีร์ได้เปิดเผยให้เรารู้จัก

ผุพังจากภายใน

ตอนที่ฉันเป็นวัยรุ่น แม่ได้วาดภาพไว้บนผนังห้องนั่งเล่นในบ้านของเราซึ่งยังคงอยู่ที่นั่นต่อมาอีกหลายปี ภาพนั้นเป็นภาพวิหารกรีกโบราณที่ปรักหักพัง มีเสาหินสีขาวกองอยู่ข้างๆกับแท่นน้ำพุและรูปปั้นที่แตกหัก ขณะมองภาพสถาปัตยกรรมกรีกในยุคเฮลเลนิสติกที่ครั้งหนึ่งเคยงดงาม ฉันพยายามจินตนาการถึงสิ่งที่ทำลายวิหารนี้ ฉันสงสัยใคร่รู้โดยเฉพาะเมื่อได้ศึกษาถึงโศกนาฏกรรมของอารยธรรมที่เคยยิ่งใหญ่และรุ่งเรือง แต่เสื่อมถอยและผุพังจากภายใน

ทุกวันนี้ความบาปชั่วอันเลวทรามและการทำลายล้างอย่างป่าเถื่อนที่เราเห็นรอบตัวเป็นสิ่งที่น่าหนักใจ เป็นธรรมชาติของเราที่พยายามจะอธิบายความเสียหายนี้โดยโยนความผิดไปที่คนหรือชนชาติที่ปฏิเสธพระเจ้า แต่เราควรจะตรวจสอบภายในใจของเราด้วยหรือไม่ พระคัมภีร์เตือนให้ระวังว่าเราจะเป็นคนหน้าซื่อใจคด เมื่อเราเรียกให้ผู้อื่นหันออกจากความบาปของเขาโดยที่ไม่ได้สำรวจลึกเข้าไปในจิตใจของเราเอง (มธ.7:1-5)

พระธรรมสดุดี 32 ท้าทายเราให้มองดูและสารภาพความบาปของเรา เราจะสัมผัสถึงเสรีภาพจากความรู้สึกผิด และความชื่นชมยินดีจากการกลับใจใหม่อย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อเรายอมรับและสารภาพบาปของเราเท่านั้น (ข้อ 1-5) และในขณะที่เราชื่นชมยินดีที่ได้รู้ว่าพระเจ้าทรงโปรดประทานการอภัยโทษที่สมบูรณ์แก่เรา เราก็จะสามารถแบ่งปันความหวังนั้นให้แก่ผู้ที่กำลังต่อสู้กับความบาปได้

เมื่อใดควรเสียสละ

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2020 เมื่อวิกฤตการระบาดของโควิด 19 เพิ่งเริ่มต้น ความกังวลของนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งกระทบความรู้สึกของผม เธอสงสัยว่า พวกเราควรเต็มใจที่จะแยกตัว เปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน การเดินทางและการซื้อของเพื่อจะช่วยคนอื่นไม่ให้ป่วยไหม “นี่ไม่ใช่แค่การทดสอบเพื่อเก็บข้อมูลทางการแพทย์” เธอเขียน “แต่เป็นความเต็มใจของเราที่จะแยกตัวออกไปเพื่อผู้อื่น” แล้วในทันใดความต้องการทางด้านคุณธรรมก็กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่ง

อาจเป็นเรื่องยากที่จะคิดถึงความต้องการของผู้อื่นขณะที่เรายังกังวลเรื่องของตัวเอง ขอบพระคุณพระเจ้าที่ไม่ทรงปล่อยให้เรามีแต่ความตั้งใจในการช่วยเหลือผู้อื่นเพียงอย่างเดียว เรายังสามารถทูลขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ทรงประทาน ความรักแทนที่ความเฉยชาของเรา ความปลาบปลื้มใจแทนความ
เศร้าโศก สันติสุขแทนความกังวล ความอดกลั้นใจ (อดทน) แทนที่ความหุนหัน ความปรานีเพื่อจะห่วงใยผู้อื่น ความดีเพื่อจะเห็นความจำเป็นของพวกเขา ความสัตย์ซื่อที่จะรักษาสัญญา ความสุภาพอ่อนน้อมแทนความก้าวร้าว และการรู้จักบังคับตนเพื่อดึงเราออกจากการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง (กท.5:22-23) ขณะที่เรายังไม่สมบูรณ์ด้วยทั้งหมดนี้ พระเจ้าทรงเรียกเราให้แสวงหาของประทานแห่งคุณธรรมฝ่ายวิญญาณนี้อยู่สมอ (อฟ.5:18)

นักเขียนริชาร์ด ฟอสเตอร์ เคยอธิบายถึงความบริสุทธิ์ว่าเป็นความสามารถที่จะทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำเมื่อถึงเวลาที่ต้องทำ เราจำเป็นต้องมีความบริสุทธิ์เช่นนี้ทุกวันไม่ใช่แค่เมื่อมีวิกฤตการณ์ แล้วเราจะสามารถเสียสละเพื่อผู้อื่นได้หรือไม่ พระวิญญาณบริสุทธิ์โปรดเติมเราให้มีกำลังที่จะทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำ

ถึงเวลาพูด

เป็นเวลานาน 30 ปีที่สตรีชาวแอฟริกันอเมริกันคนหนึ่งทำงานอย่างสัตย์ซื่อในองค์กรพันธกิจระดับโลก แต่เมื่อเธอพยายามพูดกับเพื่อนร่วมงานหลายคนเรื่องความอยุติธรรมด้านเชื้อชาติ เธอกลับพบความเงียบ ในที่สุดในฤดูใบไม้ผลิปี 2020 เมื่อมีการถกประเด็นในเรื่องการเหยียดผิวทั่วโลก เพื่อนร่วมพันธกิจของเธอหลายคน “เริ่มพูดอย่างเปิดเผย” แม้จะมีความรู้สึกที่หลากหลายและเจ็บปวด เธอก็รู้สึกขอบคุณที่การพูดคุยได้เริ่มต้นขึ้น แต่ยังคงสงสัยว่าเหตุใดเพื่อนของเธอถึงรอนานเพียงนี้จึงจะยอมพูด

ความเงียบอาจเป็นสิ่งดีในบางสถานการณ์ เหมือนที่กษัตริย์ซาโลมอนเขียนในพระธรรมปัญญาจารย์ว่า “มีฤดูกาลสำหรับทุกสิ่ง และมีวาระสำหรับเรื่องราวทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์...มีวาระนิ่งเงียบ และวาระพูด” (ปญจ.3:1,7)

อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องเผชิญกับอคติและความอยุติธรรม ความเงียบรังแต่จะทำให้รุนแรงและเจ็บปวด มาร์ติน นีโมเลอร์ ศิษยาภิบาลนิกายลูเธอร์แรน (ถูกจำคุกในเยอรมันยุคนาซีเพราะพูดแสดงความเห็น) สารภาพถึงเรื่องนี้ในบทกวีที่เขาเขียนหลังสงคราม “ตอนแรกพวกเขามาจับพวกคอมมิวนิสต์” เขาเขียน “แต่ผมไม่ได้พูดอะไรเพราะผมไม่ใช่คอมมิวนิสต์” เขาเขียนอีกว่า “ต่อมาพวกเขามาจับ” ชาวยิว คาทอลิก และคนอื่นๆ “แต่ผมก็ไม่ได้พูดคัดค้าน” ในที่สุด “พวกเขามาจับผม และเมื่อถึงตอนนั้นก็ไม่เหลือใครที่จะพูดเพื่อผมแล้ว”

ต้องอาศัยความกล้าหาญและความรักที่จะพูดคัดค้านความอยุติธรรม แต่โดยแสวงหาการช่วยเหลือจากพระเจ้า เราจะตระหนักว่าขณะนี้ถึงเวลาที่ต้องพูด

รู้แจ้งได้โดยพระวิญญาณ

เมื่อทหารฝรั่งเศสนายหนึ่งขุดหลุมในทะเลทรายเพื่อเสริมแนวป้องกันของค่ายทหาร เขาไม่เคยคิดว่าจะเป็นการค้นพบครั้งสำคัญ ขณะกดพลั่วเข้าไปในทราย เขาพบหินก้อนหนึ่ง ที่ไม่ใช่ก้อนหินทั่วไป แต่มันคือศิลาจารึกโรเซตต้า ซึ่งจารึกกฎหมายและการปกครองของฟาโรห์ปโตเลมีที่ 5 ไว้ถึงสามภาษา ศิลานั้น (ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษ) เป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 19 ซึ่งช่วยไขความลึกลับของอักษรอียิปต์โบราณที่เรียกว่า อักษรเฮียโรกลิฟฟิค

สำหรับพวกเราหลายคน เนื้อหาส่วนใหญ่ของพระคัมภีร์ยังคงเป็นปริศนาเช่นกัน แม้กระนั้นในคืนก่อนการถูกตรึงที่กางเขน พระเยซูสัญญากับผู้ที่ติดตามพระองค์ว่าจะทรงส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มา พระองค์ตรัสว่า “เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น” (ยน.16:13) อีกนัยหนึ่งคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นศิลาจารึกโรเซตต้าอันศักดิ์สิทธิ์ของเรา ที่ส่องสว่างให้เห็นความจริงรวมถึงความจริงที่อยู่ภายใต้ความล้ำลึกของพระคัมภีร์

แม้จะไม่ได้ทรงสัญญาว่าจะให้เราเข้าใจทุกสิ่งที่ทรงมอบไว้ให้กับเราในพระคัมภีร์ แต่เราก็มั่นใจได้ว่าโดยพระวิญญาณเราสามารถรู้อย่างชัดแจ้งถึงสิ่งที่จำเป็นสำหรับเราในการติดตามพระเยซู พระองค์จะทรงนำเราไปสู่ความจริงที่สำคัญเหล่านั้น

ดำเนินชีวิตให้ดี

พิธีศพฟรีสำหรับผู้ที่ยังมีชีวิต มีสถานประกอบการในประเทศเกาหลีใต้ได้เสนอบริการนี้ นับแต่เริ่มเปิดให้บริการในปี 2012 มีผู้เข้าร่วมใน “พิธีศพสำหรับคนเป็น” ทั้งวัยรุ่นจนถึงวัยเกษียณมากกว่า 25,000 คน ต่างหวังที่จะปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้นโดยการคิดพิจารณาถึงความตายของตน เจ้าหน้าที่กล่าวว่า “พิธีไว้อาลัยจำลองจัดขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของการมีชีวิต กระตุ้นให้เกิดความกตัญญู และช่วยให้เกิดการให้อภัยและสานสัมพันธ์ขึ้นใหม่ในครอบครัวและผองเพื่อน”

คำพูดนี้สะท้อนสติปัญญาของครูผู้เขียนพระธรรมปัญญาจารย์ “เพราะนั่น (ความตาย) เป็นวาระสุดท้ายของมนุษย์ทั้งปวง และผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่จะเอาเหตุการณ์นั้นใส่ไว้ในใจ” (ปญจ.7:2) ความตายเตือนเราถึงชีวิตที่แสนสั้น และเรามีเวลาจำกัดที่จะดำเนินชีวิตให้ดีและมีความรัก ความตายคลายการยึดติดในของขวัญดีๆบางอย่างจากพระเจ้า เช่น เงินทอง ความสัมพันธ์และความสุข และปลดปล่อยเราให้ชื่นชมยินดีในสิ่งเหล่านั้นที่นี่ตอนนี้ ในขณะที่เราสะสม “ทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ ที่ไม่มีแมลงจะกินและไม่มีสนิมจะกัด และที่ไม่มีขโมยขุดช่องลักเอาไปได้” (มธ.6:20)

เมื่อเราระลึกได้ว่าความตายอาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา นั่นอาจผลักดันเราให้เลิกลังเลที่จะไปเยี่ยมพ่อแม่ เลิกเฉื่อยช้าในการตัดสินใจรับใช้พระเจ้า หรือเลิกเบียดเบียนเวลาที่จะให้กับลูกๆของเราเพื่อไปทำงาน โดยความช่วยเหลือของพระเจ้า เราสามารถเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีสติปัญญา

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา