อยู่ในเอื้อมพระหัตถ์ของพระเจ้า
เด็กสาววัยสิบหกปีนั่งอยู่ในห้องขังเดี่ยว เธอถูกตัดสินจำคุกห้าสิบปีในเรือนจำความมั่นคงสูงสุด เธอถูกแยกจากผู้ต้องขังคนอื่นเพราะอายุของเธอ เกือบปีมาแล้วที่ไม่มีบุคคลภายนอกมาเยี่ยม ในระหว่างการประกาศข่าวประเสริฐและพิธีบัพติศมาที่จัดในพื้นที่ส่วนกลาง ผู้คุมให้ผู้นำพันธกิจเข้าไปในห้องขังของเธอ เธอได้ยินข่าวประเสริฐ ยอมมอบชีวิตให้กับพระเยซู และขอรับบัพติศมา ตอนแรกทีมงานคิดว่าจะใช้ขวดน้ำ แต่แล้วเจ้าหน้าที่เรือนจำก็ปิดพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมดและนำเธอไปที่สระบัพติศมาแบบเคลื่อนย้ายได้ เธอร้องไห้ในขณะที่คนของพระเจ้าอธิษฐาน
แม้พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะพิพากษาผู้ที่ปฏิเสธพระองค์ แต่พระองค์ก็ทรงมีพระเมตตาต่อผู้ที่กลับใจด้วย พระองค์ทรงรื้อฟื้นและปกป้องผู้ที่วางใจในพระนามของพระองค์ (ศฟย.3:10-12) การกลับใจใหม่นำไปสู่การไถ่ เพราะพระเจ้าเอง “ทรงล้มเลิก” การลงโทษที่เราสมควรได้รับแล้ว (ข้อ 15) เสียงแห่งความหวังดังก้องอยู่ในถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะเศฟันยาห์ที่บอกถึงพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงเปรมปรีดิ์เพราะเจ้าด้วยความยินดี พระองค์จะทรงรื้อฟื้นเจ้าใหม่ด้วยความรักของพระองค์ พระองค์จะทรงเริงโลดเพราะเจ้าด้วยร้องเพลงเสียงดัง” (ข้อ 17)
ดังนั้นเราจึงสามารถแบ่งปันข่าวประเสริฐด้วยความเมตตาและความมั่นใจ โดยเฉพาะกับผู้ที่อาจรู้สึกว่าตนอยู่ห่างไกลจากพระเจ้าอย่างยิ่ง ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ทำอะไรมา หรือรู้สึกโดดเดี่ยว ถูกหลงลืม หรือไม่คู่ควรเพียงใด พระเจ้าก็ทรงรักและติดตามหาเรา ทุกคนล้วนอยู่ในเอื้อมพระหัตถ์ของพระเจ้า
รอดชีวิตโดยพระเมตตาของพระเจ้า
ชาลส์ จูกิน เป็นกะลาสีเรือตั้งแต่อายุสิบเอ็ดปี เขามีหน้าที่เป็นคนทำขนมปังบนเรือหลายลำ ในปี ค.ศ.1912 เขาถูกจ้างให้ทำงานบนเรือสำราญที่แล่นออกจากเมืองเซาแทมป์ตัน ประเทศอังกฤษ เรือไททานิคลำนั้นชนภูเขาน้ำแข็งในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ ขณะที่เรือจมลง จูกินได้ช่วยผู้คนขึ้นเรือชูชีพ ตัวเขาเองยืนอยู่บนท้ายเรือไททานิคในขณะที่มันจมลงในแนวดิ่ง เขารอดชีวิตมาได้อย่างอัศจรรย์
สามสิบปีต่อมาในสงครามโลกครั้งที่สอง ชาลส์อยู่บนเรืออีกลำชื่อ อาร์เอ็มเอส โอเรกอน ซึ่งถูกเรืออีกลำพุ่งชนและจมลงเช่นกัน จูกินรอดชีวิตมาได้อีกครั้ง
พระคัมภีร์บอกเราว่าเราทุกคนอยู่บนเรือที่กำลังจม เปาโลเขียนว่า “ทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (รม.3:23) ท่านอ้างถึงชนชาติอิสราเอลที่มักกบฏโดยยกถ้อยคำของอิสยาห์ “ถ้าพระเจ้าจอมโยธามิได้เหลือคนไว้ให้เราบ้างเล็กน้อยแล้ว เราก็จะได้เป็นเหมือนเมืองโสโดม” (อสย.1:9) เปาโลพูดถึง “ผู้ที่เหลืออยู่” ของอิสราเอลซึ่งเป็นเหมือนเรือบรรทุกผู้รอดชีวิต ว่า “ชนหยิบมือเดียวที่เหลืออยู่เท่านั้นที่จะได้รับการช่วยให้รอด” (รม.9:27 TNCV) พวกเขาจะรอดได้อย่างไร ก็โดยการตอบรับข่าวประเสริฐ (รม.10:16) คุณเห็นไหมว่าเราทุกคนเป็นเหมือนอิสราเอลที่จมอยู่ในความบาป ไม่มีใครในพวกเรารอดได้นอกจากจะยอมรับในข่าวประเสริฐ เรือชูชีพที่พระเจ้าทรงโยนให้เราทุกคนนั้นก็คือพระเยซู
พวกเราที่เชื่อในพระเยซูอาจจำเป็นต้องได้รับการเตือนถึงความจริงอันน่าทึ่งที่ว่าเราเป็นผู้รอดชีวิตโดยพระเมตตาของพระเจ้า ผู้ใดที่ยังอยู่ในกระแสน้ำแห่งชีวิตอันปั่นป่วนก็ควรรีบปีนขึ้นเรือชูชีพเพื่อจะได้พบพระเยซู
ความปรารถนาที่ได้รับการเติมเต็ม
แบลซ ปัสกาล ได้กล่าวคำพูดอันโด่งดังไว้ว่า ในตัวเรานั้นมี “เหวลึกไร้ที่สิ้นสุด” อยู่ภายใน ซึ่งมีเพียงพระเจ้าผู้ทรงไร้ขีดจำกัดเท่านั้นจะเติมเต็มได้ ส่วนออกัสตินอธิษฐานว่า “พระองค์ทรงสร้างเราขึ้นเพื่อพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า และใจของเราจะไม่สงบจนกว่าจะได้พักอยู่ในพระองค์” ดังที่ดาวิดบอกว่าเราเป็นเหมือนคนที่กระหายอยู่ในทะเลทราย เนื้อหนังของเรา “กระเสือกกระสนหา” พระเจ้า (สดด.63:1)
น่าแปลกใจที่ไม่ได้มีเพียงมนุษย์ที่มีความปรารถนา พระเจ้าเองก็ทรงมี ถึงพระเจ้าแห่งจักรวาลผู้ทรงไร้ขีดจำกัดจะไม่ต้องการสิ่งใดจากภายนอกมาเติมเต็มพระองค์ แต่พระคัมภีร์บอกว่า พระองค์ทรง “[ปรารถนา]อยากให้” เรากลับมาเมื่อหลงทางไป (ยก.4:4-5 TNCV) และตรัสหลายครั้งว่าพระองค์ทรงต้องการให้เราเป็นประชากรของพระองค์ (อพย.6:7; ฮบ.8:10)
ความปรารถนานี้เป็นเชื้อเพลิงให้กับความพยายามในการประกาศพระกิตติคุณมาหลายพันปี ทั้งการส่งผู้เผยพระวจนะไปนำผู้คนที่หลงผิดให้กลับใจ และในท้ายที่สุดได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาตามหาแกะที่หลงหาย (อสย.30:18; ลก.19:10) ข่าวดีก็คือ ในท้ายที่สุดความปรารถนานี้จะเป็นจริง “พระองค์จะทรงสถิตกับเขา เขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ และพระเจ้าเองจะประทับอยู่กับเขา และพระเจ้ากับมนุษย์จะอาศัยอยู่ด้วยกัน” (วว.21:2-3)
มนุษย์ต้องการพระเจ้า และไม่มีสิ่งทดแทนใดจะมาเติมเต็มได้ พระเจ้าก็ทรงปรารถนามนุษย์ อย่างที่ไม่มีสิ่งใดจะทดแทนได้ จึงไม่แปลกที่สวรรค์จะมีความปรีดีเมื่อคนบาปคนหนึ่งกลับใจ (ลก.15:7) เมื่อเราวิ่งเข้าสู่อ้อมพระหัตถ์ของพระเจ้า ทุกคนต่างก็ได้รับการเติมเต็ม
การขัดจังหวะของพระเจ้า
ซาร่าตื่นแต่เช้าตรู่และเขียนรายการสิ่งที่ต้องทำในวันนั้น แต่เธอถูกขัดจังหวะเพราะคำขอจากครอบครัวของหนุ่มสาวที่กำลังประสบปัญหา พวกเขาจำเป็นต้องให้คริสตจักรส่งบัตรเติมน้ำมันไปให้ ซาร่ากำลังยุ่งแต่เธอรู้ว่าพระเจ้าทรงต้องการให้ทำสิ่งนี้ เธอจึงตกลงที่จะนำบัตรไปส่งที่โรงแรมซึ่งคริสตจักรจัดให้พวกเขาพักอยู่สองสามสัปดาห์ เธอไปรับบัตรและตรวจสอบที่อยู่ เมื่อพบว่าต้องขับรถไกลกว่าที่คาดไว้ เธอจึงบ่นกับพระเจ้าว่า นี่คงต้องใช้น้ำมันรถจำนวนมากในการไปส่งบัตรให้พวกเขา!
ซาร่าสัมผัสถึงถ้อยคำเหล่านี้ในจิตวิญญาณว่า เราไม่ได้จัดเตรียมสิ่งต่างๆ ให้แก่เจ้าหรือ เธอตอบว่า ใช่ พระองค์เจ้าข้า อภัยให้กับท่าทีของข้าพระองค์ด้วย เมื่อไปถึง เธอได้พบคู่สามีภรรยา มอบบัตรให้และอุ้มลูกของพวกเขา ขณะขับรถกลับบ้าน ซาร่าขอบคุณพระเจ้าที่ประทานโอกาสอันเรียบง่ายแต่เปี่ยมสุขนี้ให้กับเธอ
เมื่อเอลีชาเดินทางไปยังเมืองชูเนมในอิสราเอล ท่านได้พบผู้หญิงคนหนึ่งที่มีหัวใจของผู้รับใช้ต่อท่าน นางชวนเอลีชาให้ “แวะเข้าไปรับประทานอาหาร” (2 พกษ.4:8) นางและสามียังได้ทำห้องสำหรับท่าน เพื่อว่าเมื่อเอลีชาผ่านมาที่เมืองนี้ท่านจะได้มาพัก (ข้อ 9-10) พระเจ้าทรงมีพระเมตตาอวยพรพวกเขาโดยให้เอลีชาพยากรณ์ว่าพวกเขาจะมีบุตร (ข้อ 16)
ไม่ว่าเราจะรับใช้ผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าหรือครอบครัวที่ไร้บ้าน เมื่อเราเปิดรับแผนการของพระเจ้าและยอมทำตามรายการของสิ่งที่ต้องทำของพระองค์ พระเจ้าก็ทรงพอพระทัยที่จะอวยพรให้หัวใจของเราเปี่ยมล้นด้วยความยินดี
สิทธิโดยกำเนิดของเราในพระคริสต์
เจ้าของทีมดัลลัส มาเวอร์ริกส์ ในลีกการแข่งขันบาสเกตบอลเอ็นบีเอ เสนอเงิน 100,000 ดอลลาร์ แก่พิธีกรรายการกีฬาเมืองชิคาโกเพื่อให้เขาเปลี่ยนชื่อเป็น “ดัลลัส มาเวอร์ริกส์” อย่างถูกกฎหมาย เขายังบอกว่าจะบริจาคเงิน 100,000 ดอลลาร์ เพื่อองค์กรการกุศลตามที่ชายคนนี้ต้องการ หลังจากสำรวจตัวเองดู พิธีกรรายการวิทยุก็ปฏิเสธเจ้าของทีมอย่างหนักแน่น เขาอธิบายว่า “ผมคงพูดได้ว่ายอมทำทุกอย่างเพื่อเงิน แต่มันก็รบกวนจิตใจ ชื่อของผมเป็นสิทธิโดยกำเนิด ผมอยากรักษาความซื่อตรงและน่าเชื่อถือเอาไว้”
เช่นเดียวกับที่ชื่อของพิธีกรเป็นสิทธิโดยกำเนิดของเขา ผู้เชื่อพระเยซูในยุคแรกที่ได้ชื่อว่า “คริสเตียน” ก็เป็นสิทธิโดยกำเนิดฝ่ายวิญญาณของพวกเขาเช่นกัน บารนาบัสกับเปาโลทำพันธกิจที่เมืองอันทิโอกเป็นเวลาหนึ่งปี คริสตจักรก็เติบโตขึ้นผ่านการประกาศข่าวประเสริฐ ผู้เชื่อยุคแรกในเมืองอันทิโอกดำเนินชีวิตเหมือนพระคริสต์มากจนคนที่ไม่เชื่อพระเยซูเรียกพวกเขาว่า “คริสเตียน” (กจ.11:26) ดังนั้น “คริสเตียน” ก็คือผู้ที่เป็นของพระคริสต์ ในที่สุดแล้วชื่อนี้ก็เป็นเหตุให้เกิดการถูกข่มเหง แต่เปโตรหนุนใจผู้เชื่อว่า “อย่าให้ผู้นั้นมีความละอาย” ต่อสิทธิโดยกำเนิดและทุกข์ใจเพราะชื่อนั้น (1 ปต.4:16)
สำหรับผู้เชื่อในพระเยซูแล้ว “คริสเตียน” เป็นสิทธิโดยกำเนิดของเรา และไม่ว่าเงินทองมากมาย ความทุกข์ยาก หรือการข่มเหงใดๆ ก็ไม่ควรเป็นเหตุให้เราละทิ้งชื่อนั้น เรามีความรับผิดชอบที่จะดำเนินชีวิตในแต่ละวันเพื่อถวายเกียรติแด่พระนามของพระคริสต์ ในขณะที่พระเจ้าจะทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นให้กับเรา
จากชนทุกชาติ
ลอนดอนเป็นมหานครที่มีพลเมืองหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ร่วมกัน การที่ผู้คนจากทั่วโลกมาอยู่รวมกันอาจนำมาซึ่งความมั่งคั่งบริบูรณ์ รวมไปถึงอาหารที่น่าทึ่งและความท้าทายต่างๆ ตัวอย่างเช่น ฉันรู้สึกเสียใจที่เพื่อนจากประเทศหนึ่งในยุโรปรู้สึกว่าได้รับการเคารพน้อยที่สุดในลอนดอน เพราะประเทศของพวกเขาเพิ่งได้รับการยอมรับเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปได้ไม่นาน พวกเขารู้สึกว่าถูกมองข้าม ถูกกล่าวโทษว่าเป็นตัวปัญหา และไม่พอใจกับงานที่ได้รับ
เนื่องจากพระเจ้าไม่ทรงลำเอียง เราก็ไม่ควรลำเอียงเช่นกัน พระองค์ทรงทำลายกำแพงที่ขวางกั้นระหว่างผู้คนลง เราเห็นพระวิญญาณของพระองค์ทรงทำงานในนิมิตของเปโตรขณะที่ท่านกำลังอธิษฐานอยู่บนหลังคา และเปโตรได้รับการทรงเรียกให้ทำพันธกิจกับโครเนลิอัสซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่ยำเกรงพระเจ้า พระเจ้าทรงช่วยให้เปโตรคิดทบทวนในกฎของชาวยิวที่ไม่ให้คบหาสมาคมกับคนต่างชาติ อัครทูตเชื่อฟังและไปที่บ้านของโครเนลิอัสเพื่อแบ่งปันข่าวดีเรื่องพระเยซู ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเห็นจริงแล้วว่า พระเจ้าไม่ทรงเลือกหน้าผู้ใดแต่คนใดๆในทุกชาติที่เกรงกลัวพระองค์ และประพฤติตามทางชอบธรรมก็เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์” (กจ.10:34-35)
ผู้ที่ติดตามพระเยซูนั้นได้รับการทรงเรียกให้รักและรับใช้ทุกคนซึ่งได้ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายของพระคริสต์ ส่วนหนึ่งของพันธกิจนั้นก็คือการไม่แสดงความลำเอียงต่อผู้คนจากบางประเทศหรือผู้ที่มีสีผิวบางสี ให้เราเรียนรู้ที่จะแสวงหาความยุติธรรมและปกป้องผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหงตามที่พระเจ้าทรงนำเรา (อสย.1:17)
ความเชื่อและคำกล่าวหาเท็จ
ไฟลุกไหม้ต่อเนื่องอยู่หลายวันเนื่องจากกระแสลมที่พัดอย่างรุนแรง นักประวัติศาสตร์ทาซิตัสได้บรรยายไว้ถึงเหตุการณ์โกลาหลที่เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องและประชาชนวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอด ในท้ายที่สุด เกือบสองในสามของกรุงโรมถูกทำลายลง จักรพรรดิเนโรแห่งโรมันใส่ร้ายผู้เชื่อในพระเยซูว่าเป็นผู้วางเพลิง พระองค์เกลียดชังคริสเตียนและเลือกพวกเขาเป็นแพะรับบาป
ในหายนะที่ลือกันว่าเป็นคำบัญชาของเนโรเอง!
เนหะมีย์เองก็ต้องเผชิญกับความร้อนแรงของข้อกล่าวหาเท็จเช่นกัน ท่านเคยเป็นข้าราชการของกษัตริย์เปอร์เซีย แต่ได้รับอนุญาตให้กลับไปยังกรุงเยรูซาเล็มพร้อมกับชาวอิสราเอลคนอื่นๆเพื่อซ่อมแซมกำแพง(นหม.2:1-10) แต่เมื่อกำแพงได้รับการซ่อมแซม พวกศัตรูกลับกล่าวหาชาวยิวว่า “เจตนาจะกบฏ” และตั้งเนหะมีย์ “เป็นพระราชา” (6:6) พวกเขาตอบสนองต่อข้อกล่าวหาเท็จโดยการแถลงและแสดงความบริสุทธิ์ (ข้อ 8) ยืนหยัดอย่างกล้าหาญด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า (ข้อ 11) และอธิษฐานวิงวอนต่อพระองค์ (ข้อ 14) ในที่สุดศัตรูของพวกเขาก็ “กลัวและเขาก็น้อยเนื้อต่ำใจ” เมื่อเขาทั้งหลาย “หยั่งรู้ว่า [การซ่อมกำแพง] ที่ได้สำเร็จไปก็ด้วย พระเจ้า...ทรงช่วยเหลือ” (ข้อ 16)
จะมีบางคราวที่ผู้อื่นกล่าวหาเราอย่างผิดๆ แต่เมื่อพระเจ้าประทานกำลังที่เราต้องการ เราก็จะสามารถให้อภัยผู้ที่กล่าวหาเรา และ “รักษาความประพฤติอันดี” เพื่อว่า “เมื่อมีคนติเตียน [เรา]ว่าประพฤติชั่ว เขาจะได้เห็นการดีของ [เรา] และเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้า” (1 ปต.2:12)
ความกล้าที่จะยืนหยัดเพื่อพระเยซู
ในปี ค.ศ. 155 โพลีคาร์ป ผู้เป็นปิตาจารย์คริสตจักรในยุคแรกถูกขู่ฆ่าด้วยไฟเพราะความเชื่อในพระคริสต์ ท่านตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของพระองค์มาแปดสิบหกปีแล้ว และพระองค์มิได้ทรงทำผิดต่อข้าพเจ้าเลย แล้วข้าพเจ้าจะดูหมิ่นกษัตริย์ของข้าพเจ้าผู้ทรงช่วยข้าพเจ้าได้อย่างไร” คำตอบของโพลีคาร์ปนี้สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับเรา ในยามที่เราต้องเผชิญการทดลองอันแสนสาหัสเพราะความเชื่อในพระเยซูผู้ทรงเป็นองค์กษัตริย์ของเรา
เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนพระคริสต์จะสิ้นพระชนม์ เปโตรได้ประกาศความจงรักภักดีต่อพระองค์อย่างกล้าหาญ “ข้าพระองค์จะสละชีวิตเพื่อพระองค์” (ยน.13:37) พระเยซูผู้ทรงรู้จักเปโตรดีกว่าที่เปโตรรู้จักตนเอง ตรัสตอบว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ก่อนไก่ขันท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง” (ข้อ 38) แต่หลังจากการทรงฟื้นคืนพระชนม์ เปโตรคนเดียวกับที่ปฏิเสธพระองค์ก็ได้เริ่มรับใช้พระองค์อย่างกล้าหาญ และในที่สุดได้ถวายเกียรติแด่พระองค์ผ่านความตายของท่าน (ดู 21:16-19)
คุณเป็นเหมือนโพลีคาร์ปหรือเปโตร หากพูดกันตามตรงพวกเราส่วนใหญ่เป็นเหมือนเปโตรที่ “ขาดความกล้า” คือ ล้มเหลวในการพูดหรือปฏิบัติอย่างมีเกียรติในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เหตุการณ์เช่นนั้นไม่ว่าจะเกิดในห้องเรียน ห้องประชุม หรือห้องพัก ไม่ใช่สิ่งที่จะนิยามตัวเราอย่างถาวร เมื่อเกิดความล้มเหลว เราต้องอธิษฐานสารภาพและหันไปหาพระเยซูผู้สิ้นพระชนม์และทรงพระชนม์อยู่เพื่อเรา พระองค์จะทรงช่วยให้เราสัตย์ซื่อต่อพระองค์ และดำเนินชีวิตอย่างกล้าหาญเพื่อพระองค์ทุกวันแม้ในที่ซึ่งยากลำบาก
ความเข้าใจที่ถูกขยาย
ในหนังสือคำสารภาพของออกัสติน ท่านปล้ำสู้กับความคิดที่ว่าพระเจ้าจะทรงมามีความสัมพันธ์กับท่านได้อย่างไร องค์ผู้ทรงสร้างจักรวาลจะเข้ามาในสิ่งเล็กๆและเต็มด้วยบาปอย่างหัวใจของท่านได้อย่างไร แต่ท่านได้วิงวอนต่อพระเจ้าเพื่อให้สิ่งนี้เกิดขึ้น โดยอธิษฐานว่า “บ้านในจิตใจของข้าพระองค์นั้นคับแคบ ขอทรงขยายเพื่อพระองค์จะเสด็จเข้ามาได้ ในตอนนี้มันพังทลาย! ขอโปรดทรงซ่อมแซม! ภายในนั้นมีสิ่งที่ระคายเคืองพระทัยพระองค์ ข้าพระองค์สารภาพและตระหนักแล้ว แต่ใครเล่าจะเป็นผู้ชำระ หรือผู้ใดที่ข้าพระองค์จะร้องทูล นอกเสียจากพระองค์”
ทุกวันนี้เรารู้จักท่านในฐานะนักบุญออกัสติน นักปรัชญาและนักศาสนศาสตร์ผู้เป็นที่เคารพ แต่ท่านกลับมองว่าตนเป็นเพียงคนหนึ่งที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างอัศจรรย์โดยพระเจ้าผู้ทรงต้องการจะรู้จักท่าน
ในสดุดี 119 ผู้เขียนสดุดีเองก็รู้สึกยำเกรงต่อการเปิดเผยพระองค์เองของพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางพระวจนะ (ข้อ 18) ผู้เขียนสดุดียกย่องที่ “พระองค์ทรงขยายความเข้าใจของข้าพระองค์” (ข้อ 32) เราเดินในเส้นทางที่พระองค์ทรงสำแดงแก่เราได้ด้วยความยินดี ก็เพราะพระเจ้าทรงพระกรุณาขยายหัวใจและความเข้าใจของเรา (ข้อ 45) พระองค์ทรงหันใจของเราจากสิ่งชั่วร้าย (ข้อ 36-37) ไปสู่ “มรรคาพระบัญญัติของพระองค์” ที่ซึ่งเราจะพบความ “ยินดี” อันไม่มีที่สิ้นสุดของพระองค์ (ข้อ 35)
เราเป็นแค่คนตัวเล็กๆ และจิตใจของเราก็โลเล แต่เมื่อเราหันหัวใจที่เสาะแสวงหานั้นมาที่พระเจ้า (ข้อ 34, 36) พระองค์จะทรงนำเราไปในหนทางแห่งความยินดีและเสรีภาพที่แท้จริง