พระเจ้าจะทรงรักษาสัญญา
ผู้อุปถัมภ์ที่ร่ำรวยในชุมชนต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกาได้ให้คำสัญญาที่สร้างแรงบันดาลใจแก่บรรดานักเรียนว่า หากพวกเขาเรียนได้เกรดดีตลอดสิบสามปีในโรงเรียนที่เขตของตน ผู้อุปถัมภ์จะจ่ายค่าเล่าเรียนให้สี่ปีในมหาวิทยาลัยท้องถิ่นหรือมหาวิทยาลัยของรัฐในรัฐของพวกเขา ในบางเมืองสถิติแสดงให้เห็นว่าสิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจแก่บรรดานักเรียนไม่ว่าจะรวยหรือจน ให้เริ่มทำคะแนนให้ดีทันทีที่ได้ทราบข่าว ครูคนหนึ่งกล่าวว่า “มันทำให้เกิดการเปลี่ยนทัศนคติอย่างสิ้นเชิง เด็กอนุบาลทุกคนจะบอกคุณว่าพวกเขาจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย นี่เป็นเรื่องจริง” คำสัญญาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นทำให้พวกเขามีความปรารถนาและความหวังสำหรับอนาคตของตนมากขึ้น
อัครทูตยอห์นกล่าวถึงคำสัญญาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นซึ่งช่วยกระตุ้นผู้เชื่อในยุคแรกให้มีความเชื่อ พระเยซูทรงสัญญาว่าจะเสด็จกลับมา และเมื่อพระองค์เสด็จกลับมา ยอห์นกล่าวว่า “เราทั้งหลายจะเป็นเหมือนพระองค์ เพราะว่าเราจะเห็นพระองค์อย่างที่พระองค์ทรงเป็นอยู่นั้น” (1 ยน.3:2) ท่านหนุนใจผู้อ่านว่า “ทุกคนที่มีความหวังอย่างนี้ ก็ชำระตนให้บริสุทธิ์ดังที่พระองค์ทรงบริสุทธิ์” (ข้อ 3) เรามีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าสักวันหนึ่งเราจะได้เห็นพระเยซู และเพราะคำสัญญานั้น ความปรารถนาของเราที่จะเป็นเหมือนพระองค์จึงเพิ่มมากขึ้น เพราะพระองค์ทรงรักเราและเรารักตอบพระองค์
เวลาที่เราได้พบพระเยซูหน้าต่อหน้าจะเป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษ! แต่จนกว่าเวลานั้นจะมาถึง ให้เรายังคงติดตามพระองค์ เติบโตขึ้นในความเชื่อ และรอคอยการเสด็จมาของพระองค์ พระเจ้าจะทรงรักษาพระสัญญาของพระองค์
พระเยซูทรงช่วยกู้เรา
เจ้าหน้าที่สองคนที่สถานีขั้วโลกใต้อามุนด์เซน-สก็อตต์ต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน คนหนึ่งมีอาการหัวใจวาย และอีกคนกระเพาะอาหารมีปัญหาซึ่งอันตรายถึงชีวิต วิธีเดียวที่พวกเขาจะได้รับการรักษาคือการส่งหน่วยกู้ภัยไป แต่ทว่าด้วยสภาพอากาศที่เลวร้าย ตลอดจนความมืดและอุณหภูมิ -75 องศาเซลเซียส ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงตุลาคม ทำให้โดยปกติแล้วเครื่องบินจะไม่เสี่ยงบินไปยังสถานีนั้นในช่วงฤดูหนาว แต่บรรดานักบินต่างมุ่งมั่นที่จะช่วยชีวิตเจ้าหน้าที่ และพวกเขาก็ทำได้สำเร็จ แม้ต้องต่อสู้กับการบินที่ท้าทายเป็นเวลาถึงสองวันก็ตาม
เรื่องราวของการช่วยชีวิตนั้นสร้างแรงบันดาลใจ การช่วยชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่พระเยซูช่วยเรารอดพ้นจากบาป อัครทูตเปโตรบันทึกว่า “พระองค์เองได้ทรงรับแบกบาปของเราไว้ในพระกายของพระองค์ ที่ต้นไม้นั้น เพื่อว่าเราทั้งหลายจะได้ตายจากบาปได้ และดำเนินชีวิตตามคลองธรรม” (1 ปต.2:24) พระองค์ทรงช่วยชีวิตเราโดยรับบาปของเราไว้ที่พระกายของพระองค์ พระองค์ทรงแบกบาปนั้นและเป็นเครื่องบูชาที่ “ทรงทนทุกข์ทรมานเพื่อท่านทั้งหลาย” และเพื่อผม (ข้อ 21) บนไม้กางเขนนั้นพระคริสต์ทรงแบก “ความแช่งสาปแห่งธรรมบัญญัติ” (กท.3:13) และทรงทนทุกข์เพราะความละอายของเรา พระองค์ทรงบาดเจ็บเพื่อให้เราหายดี และพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อให้เราพ้นจากโทษทัณฑ์และอำนาจของบาป (1 ปต.2:24; อสย.53:5)
ช่างน่าอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่งที่รู้ว่าเราได้รับการช่วยชีวิตจากสภาพอันสิ้นหวังโดยผู้ที่เต็มใจทนทุกข์กับสภาพอันเลวร้ายที่สุดเพื่อเรา!
จัดที่ว่างสำหรับคนอื่น
ทุกปีครอบครัวของฉันจะออกแบบปฏิทินติดผนังตามแบบของเราเอง แต่ในช่วงหลังๆปฏิทินเริ่มจะแน่นขึ้น เราตกแต่งปฏิทินแต่ละเดือนด้วยรูปถ่ายที่เราชอบจากปีก่อนหน้าและเน้นวันที่สำคัญๆ เมื่อครอบครัวของเรามีคู่แต่งงานใหม่และมีเด็กเกิดใหม่ เราจึงต้องวางรูปถ่ายเบียดกันมากขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้มีรูปอยู่บนปฏิทิน ตอนนี้เรามีคนที่เกิดวันเดียวกันถึงสองวัน และวันหยุดบางวันก็ถูกปิดทับด้วยวันครบรอบต่างๆ แต่แทนที่สิ่งนั้นจะทำให้ปฏิทินลดคุณค่าลง สมาชิกใหม่ทุกคนกลับทำให้ปฏิทินมีค่ามากขึ้นสำหรับฉัน
ในอาณาจักรของพระเจ้า การมีคนใหม่มาเข้าร่วมถือเป็นเรื่องที่ดีเสมอ พระคัมภีร์บอกเราว่า “พระเจ้าทรงให้ผู้ว้าเหว่เดียวดายเข้าอยู่ในครอบครัว” (สดด.68:6 TNCV) ความรักและการปกป้องของพระองค์ถูกถ่ายทอดในบริบทของครอบครัว เพราะพระองค์เป็น “พระบิดาของคนกำพร้า” และ “ผู้ป้องกันหญิงม่าย” (ข้อ 5) พระทัยของพระองค์คือการต้อนรับผู้โดดเดี่ยว ผู้อับอาย หรือผู้ถูกปรักปรำ ดังนั้นพระองค์จึง “ทรงนำผู้ถูกจองจำออกมาด้วยการร้องเพลง” (ข้อ 6)
ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราได้รับฐานะบุตรในครอบครัวของพระเจ้า (กท. 4:5) และเราได้รับพระบัญชาให้ส่งต่อคำเชื้อเชิญที่เปิดกว้างนี้แก่ผู้อื่น (2 คร. 5:20) เช่นเดียวกับปฏิทินครอบครัวของฉัน ยิ่งมีคนรับคำเชิญเข้าร่วมเป็นครอบครัวของพระเจ้ามากเท่าไร ปฏิทินก็จะยิ่งสวยงามมากขึ้นเท่านั้น เราไม่จำเป็นต้องกังวลว่าทรัพยากรที่จำกัดจะหมดลง เพราะจะมีที่ว่างเพียงพอสำหรับทุกคน และพระเจ้าทรงยินดีที่มีสมาชิกใหม่เข้ามา
คุณสมบัติของพระเจ้า
คุณคิดถึงอะไรเป็นสิ่งแรกเมื่อได้ยินคำว่า พรอเพอตี้ (property) ที่แปลว่า ทรัพย์สมบัติ /คุณสมบัติความคิดของคุณอาจนึกถึงที่ดินผืนหนึ่ง แต่คุณควรต้องพิจารณาถึง “คุณสมบัติหรือลักษณะของคนแต่ละคนหรือของแต่ละชิ้น” ด้วย เช่น คุณสมบัติของไม้แต่ละชนิดจะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับไม้ชนิดนั้นว่า เนื้อไม้เป็นอย่างไร มีแนวโน้มที่จะหดตัวมากไหม ทนน้ำได้หรือไม่ หรือกล่าวอีกอย่างว่า คุณจะใช้ประโยชน์จากไม้นี้ตามคุณสมบัติของมันได้หรือไม่
ผมกับภรรยาไปคริสตจักรที่มีแนวทางแบบธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปคืออธิษฐานร่วมกัน คุกเข่า อ่านพระคัมภีร์ รับศีลมหาสนิท คำอธิษฐานหนึ่งที่เราอธิษฐานทุกวันอาทิตย์จะมีประโยคนี้ “แต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียวกับผู้ซึ่งคุณสมบัติของพระองค์คือทรงมีพระเมตตาเสมอ คือมีเมตตาไม่ใช่เพียงครั้งเดียวแต่เสมอไป
พระธรรมเนหะมีย์บทที่ 9 แสดงให้เห็นภาพของคนอิสราเอลที่มารวมตัวกัน อดอาหาร นุ่งห่มผ้ากระสอบ และทาเนื้อตัวด้วยขี้เถ้า (ข้อ 1) พวกเขาสารภาพบาปของตนและบาปของบรรพบุรุษ (ข้อ 2, 16) พวกเขาสรรเสริญพระเจ้าสำหรับความอดทนของพระองค์ในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล “ด้วยพระกรุณาซับซ้อนของพระองค์ พระองค์ก็มิได้ทรงละทิ้งเขาในถิ่นทุรกันดาร” (ข้อ 19) พระเจ้าจะทรงกำจัดพวกเขาหรือทอดทิ้งพวกเขาก็ได้ แต่พระองค์ไม่เคยทำ เพราะอะไร เพราะนั่นไม่ใช่คุณสมบัติ ของพระเจ้า เพราะพระองค์เป็น “พระเจ้าผู้ทรงพระเมตตาและพระกรุณา” (ข้อ 31)
ในคำอธิษฐานสารภาพบาปของเรา ให้เราสรรเสริญทรัพย์สมบัติ(คุณสมบัติ)ที่ไว้วางใจได้ของพระเจ้าด้วย นั่นคือพระเมตตาของพระองค์
พระเจ้าทรงจัดเตรียม
แซลลี่เพื่อนรักของฉันอยากจัดงานวันเกิดให้เพื่อนคนหนึ่งของเธอ เธอรู้ว่าเพื่อนกำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก และแซลลี่ก็อยากช่วยทำให้เธอรู้สึกมีความสุขขึ้น อย่างไรก็ตามแซลลี่ไม่มีงานทำและไม่มีเงินเก็บมากพอที่จะซื้ออาหารสำหรับจัดงานเลี้ยงดีๆ เธอจึงดูในตู้เย็นและตู้ในครัวว่าพอจะมีอะไรอยู่บ้าง แล้วเธอก็รังสรรค์อาหารอันงดงามที่ประกอบไปด้วยของหลายอย่างที่เธอซื้อมาไว้ก่อนหน้านี้และที่มีอยู่แล้วที่บ้าน
เมื่อแซลลี่แบ่งปันเมนูสร้างสรรค์ที่เธอคิดขึ้นให้ฉันฟัง ฉันนึกถึงเรื่องราวของเอลียาห์และหญิงม่าย (1 พกษ.17:7-16) หญิงม่ายแทบจะไม่มีอาหารอยู่เลย อันที่จริงแล้วเธอบอกกับผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ว่าเธอกำลังจะทำอาหารที่มีเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยสำหรับตัวเองและลูกชาย“แล้วก็จะตาย”ด้วยความอดอยาก (ข้อ 12) และเธอมีเพียงแป้งและน้ำมันมะกอกอยู่เล็กน้อย เพียงพอสำหรับมื้อสุดท้ายของพวกเขาเท่านั้น
แต่เอลียาห์รับรองกับหญิงนั้นว่า “แป้งในหม้อนั้นจะไม่หมด และน้ำมันในไหนั้นจะไม่ขาด” จนกว่าพระเจ้าจะทรงส่งฝนมาอีกครั้ง (ข้อ 14) หญิงม่ายวางใจในสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผยผ่านเอลียาห์ แม้จะคิดว่าตัวเธอมีไม่เพียงพอ แต่เธอก็พบว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งที่เธอต้องการแม้ว่าในครัวของเธอจะว่างเปล่า
หญิงม่ายได้พบสิ่งที่เธอต้องการเช่นเดียวกับเพื่อนของฉัน ให้เราทำตามแบบอย่างนี้ โดยดำเนินชีวิตด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และพักอยู่ในการจัดเตรียมของพระเจ้าที่มีเพื่อเรา
จำพระเยซูได้
เมื่อคาร์ล็อตต้ายังเด็ก เธอคิดว่าแม่ของเธอมีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งในการจดจำผู้คน แต่คาร์ล็อตต้า ต่างหากที่น่าทึ่ง เธอมีอาการที่พบไม่บ่อยนัก เรียกว่าภาวะลืมใบหน้า ซึ่งเธอไม่สามารถนึกหรือจดจำใบหน้าผู้คน
ไม่นานหลังจากการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู สาวกสองคนที่เดินทางมาจากกรุงเยรูซาเล็มดูเหมือนจะมีอาการดังกล่าว เมื่อพวกเขาพบใครคนหนึ่งซึ่งพวกเขาควรจะจำได้ ทั้งสองคนกำลังพูดคุยถึงข่าวที่น่าตื่นเต้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา (ลก.24:14) แต่บุคคลที่สามดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาจึงสรุปเรื่องราวให้คนนั้นฟัง แต่กลับประหลาดใจเมื่อคนที่พวกเขาไม่รู้จักคนนี้ (พระเยซู) “อธิบายพระคัมภีร์ที่เล็งถึงพระองค์ทุกข้อให้เขาฟัง” (ข้อ 27) จากนั้น พระคริสต์ได้หักขนมปังร่วมกับพวกเขา (ข้อ 30) ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์เคยทำมาหลายครั้ง ในขณะนั้น “ตาของเขาทั้งสองก็เปิดออกและเขาก็จำพระองค์ได้ แล้วพระองค์ก็อันตรธานไปจากเขา” (ข้อ 31 THSV11) แล้วพวกเขารีบกลับไปที่กรุงเยรูซาเล็มเพื่อบอกคนอื่นๆ (ข้อ 33-35)
สาวกสองคนนั้นจำพระเยซูไม่ได้เมื่อพวกเขาอยู่กับพระองค์ และจำพระองค์ไม่ได้ในพันธสัญญาเดิมซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาอ่านบ่อยๆ และคิดว่ารู้ดีอยู่แล้ว พวกเขาจำเป็นต้องให้พระเยซูเปิดเผยพระองค์แก่พวกเขา เพราะพวกเขาไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตนเอง
เราเองก็ต้องการความช่วยเหลือนั้นเช่นกัน ให้เราขอพระเจ้าให้ทรงเปิดตาเราที่จะมองเห็นพระเยซูในพระคัมภีร์และในชีวิตของเรา
ระยะก่อนน้ำมันหมดถัง
รถมินิแวนคันเก่าของผมมีหน้าจอที่แสดงอักษรย่อ DTE (Distance’Til Empty) ซึ่งแสดงระยะทางที่แม่นยำที่รถจะวิ่งได้ก่อนน้ำมันจะหมด รถรุ่นใหม่ๆส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีลักษณะเฉพาะนี้ซึ่งมีประโยชน์มาก เพราะการรู้ว่าสามารถขับได้ไกลแค่ไหนก่อนจะต้องเติมน้ำมันเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยไม่ให้รถจอดตายไปไหนไม่ได้!
คุณรู้หรือไม่ว่าพระบัญญัติสิบประการมีตัวแสดงผลแบบโบราณที่คล้ายกับ DTE เรียกว่าวันสะบาโต ในพระธรรมอพยพ 20 พระเจ้าบอกเราว่าหลังจากหกวัน เราจะใช้พลังงานที่เปรียบเสมือนน้ำมันจนหมด “จงระลึกถึงวันสะบาโต ถือเป็นวันบริสุทธิ์ จงทำการงานทั้งสิ้นของเจ้าหกวัน แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตของพระเจ้าของเจ้า ในวันนั้นอย่ากระทำการงานใดๆ” (ข้อ 8-10)
เราอาจถูกล่อลวงให้ละเลยพระบัญญัติข้อนี้ จะว่าไปแล้วข้อห้ามเรื่องการโกหก การลักขโมย การฆ่าคน การล่วงประเวณี การโลภ และการบูชารูปเคารพ (ข้อ 1-17) นั้นเห็นได้ชัดเจน แต่การพักผ่อนหนึ่งวันในแต่ละสัปดาห์มีความสำคัญขนาดนั้นจริงหรือ
เราอาจคิดว่าเราสามารถ “โกง” ข้อนี้ได้ แต่ของขวัญที่วันสะบาโตมอบให้คือการเชิญชวนให้เราพักผ่อน หยุดทำงาน และระลึกว่าเรามีสิ่งต่างๆจากการจัดเตรียมจากพระเจ้า ไม่ใช่จากการทำงานตลอดเวลาของเรา
ระยะก่อนเติมน้ำมันคือระยะเท่าไร คำตอบคือหกวัน และวันที่เจ็ด พระเจ้าทรงเชิญชวนเราด้วยความเมตตาให้เราพักผ่อน ชาร์จพลัง และละทิ้งความคิดที่ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับเรา
เลือกอย่างกล้าหาญ
ขณะที่ฟรานโก เซฟฟิเรลลีเตรียมถ่ายทำภาพยนตร์ของเชคสเปียร์เรื่องโรมิโอและจูเลียต ซึ่งเป็นตอนที่ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์นั้น เขาได้ตัดสินใจอย่างกล้าหาญที่จะเสี่ยง โดยเลือกนักแสดงที่ไม่มีใครรู้จักสองคนมาเล่นเป็นตัวละครหลัก และยังยืนยันว่าทั้งสองมีอายุใกล้เคียงกับตัวละครที่เชคสเปียร์เขียนไว้ ในที่สุด เซฟฟิเรลลีได้เลือกลีโอนาร์ด ไวท์ทิงวัยสิบเจ็ดปีมาเป็นโรมิโอ และโอลิเวีย ฮัสซีย์วัยสิบหกปีมาเป็นจูเลียต
บางคนอาจคิดว่าพระเยซูทรงเสี่ยงแบบเดียวกันในการเลือกสาวกของพระองค์ ผู้ที่ต่อมาได้นำข่าวสารการให้อภัยของพระองค์ไปยังผู้คนในโลก ในเวลานั้นผู้นำศาสนาได้จับกุมและสอบสวนบางคนในพวกเขา จากนั้นในพระธรรมกิจการ 4:13 กล่าวว่า “เมื่อเขาเห็นความกล้าหาญของเปโตรกับยอห์น และรู้ว่าท่านทั้งสองขาดการศึกษาและเป็นคนสามัญ ก็ประหลาดใจ”
ความเสี่ยงใดๆที่จะเกิดขึ้นก็ถือว่าเกินคุ้ม เมื่อเทียบกับเรื่องราวที่แท้จริงที่เกิดขึ้นของชาวประมงธรรมดาๆนี้ “แล้ว (พวกเขา)สำนึกว่าคนทั้งสองเคยอยู่กับพระเยซู” (4:13) สาวกเหล่านี้ที่ดูเหมือนขาดคุณสมบัติไม่เพียงแต่เคยอยู่กับพระคริสต์เท่านั้น แต่พวกเขายังมีพระสัญญาของพระองค์ที่จะอยู่กับพวกเขาตลอดไปด้วย(มธ.28:20) เราต่างก็ได้รับพระสัญญานั้นเช่นกัน(ฮบ.13:5) และเรามั่นใจได้ว่าในการทรงสถิตอยู่และด้วยพระคุณของพระองค์ ไม่มีงานใดที่อยู่ตรงหน้าเราจะใหญ่เกินสำหรับพระองค์
ความกลัวโดยไม่มีสาเหตุ
“ผมรักคุณ ผมจะไม่มีวันทิ้งคุณไป” จูเลียบันทึกข้อความของสามีเอาไว้เพื่ออ่านในเวลาที่เธอรู้สึกกลัว ช่วงวัยเด็กที่มีปัญหาทำให้เธออยู่กับความกลัวว่าคนที่เธอรักจะทอดทิ้งไป เธอมักจะขอคำยืนยันจากสามีและรอสามีกลับมาจากที่ทำงานด้วยความกังวลใจ
การอธิษฐานและได้รับคำปรึกษาช่วยให้จูเลียตอบสนองต่อความกลัวที่มีในทางที่ดีขึ้น “ฉันจะมองความกลัวนั้นภายใต้คำสัญญาที่เปี่ยมด้วยความรักของสามี” เธอบอก“ฉันจะคิดว่าคำสัญญานั้นเป็นความจริง! และจะปฏิบัติตัวตามนั้น”
กษัตริย์เยโรโบอัมก็มีความกลัวอย่างไม่มีสาเหตุเช่นกัน เนื่องจากซาโลมอนละทิ้งความเชื่อ พระเจ้าจึงสัญญากับเยโรโบอัมไว้ว่า “เราจะเอาอาณาจักรออกจากมือบุตรชายของเขา และจะมอบให้เจ้าสิบเผ่า” (1 พกษ.11:35) พระเจ้าทรงยืนยันว่าหากเยโรโบอัมเชื่อฟัง พระองค์จะ “มอบอิสราเอลให้” (ข้อ 38)
แต่เยโรโบอัมก็ยังกลัวว่า “ถ้าชนชาติเหล่านี้ขึ้นไปถวายเครื่องสัตวบูชาในพระนิเวศของพระเจ้าที่กรุงเยรูซาเล็ม...จิตใจของชนชาติเหล่านี้จะ...หันไปยังเรโหโบอัมพระราชาแห่งยูดาห์” (1 พกษ.12:27) ความกลัวนี้เป็นเหตุให้พระองค์สร้างสถานนมัสการรูปเคารพในพื้นที่ใกล้ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ราษฎรของพระองค์ไปหาโอรสของซาโลมอน (ข้อ 26-33) ส่งผลให้เยโรโบอัมเผชิญการพิพากษาจากพระเจ้า (14:7-16) พระองค์ควรจะไว้วางใจในพระสัญญาของพระเจ้า!
เราไม่จำเป็นต้องจัดการกับความกลัวที่ไม่มีสาเหตุนี้โดยลำพัง พระเจ้าได้ประทานพระสัญญาที่จะปกป้องเราไว้แล้วในพระวจนะของพระองค์ จงยอมให้ความจริงที่เปี่ยมด้วยความรักของพระองค์ส่องสว่างในความคิดและการก้าวเดินของเรา