Category  |  ODB

คนที่พระเจ้าสอนได้

หลังจากที่แคทรู้ว่าตนเองตั้งครรภ์ เธอจึงออกจากโรงเรียนมัธยมเพื่อมาดูแลลูกสาว สิบห้าปีต่อมาแคทเป็นแม่ลูกสามที่ทำงานและใฝ่ฝันอยากเป็นช่างเสริมสวยที่มีใบอนุญาต ด้วยความถ่อมตนและมุ่งมั่นเธอกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้งในโครงการสนับสนุนการเทียบวุฒิการศึกษามัธยมปลายโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เธอยอมถ่อมใจกลับไปเรียนอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านมานาน “โครงการนี้เปลี่ยนชีวิตของฉัน” แคทกล่าว “ครูของฉันยอดเยี่ยมและให้กำลังใจฉันอย่างมาก”

การเป็นคนที่คนอื่นสอนได้อาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเรา พระคัมภีร์กล่าวถึงการมีใจพร้อมเรียนรู้ที่เปิดรับพระปัญญาของพระเจ้า บทกวีในพระธรรมสุภาษิตพูดถึงผู้หญิงสองคน คือ ปัญญาและความโง่ ที่ส่งเสียงร้องเรียกคนที่เดินผ่านไปมา (สภษ.9:1-6,13-18) ผู้ที่ฟังปัญญาจะได้รับการสอนอย่างเมตตา พวกเขา “เพิ่มการเรียนรู้มากขึ้น” และจะฉลาดยิ่งขึ้น (ข้อ 9) พวกเขาจะ “ดำเนิน​ใน​ทาง​ของ​ความ​รอบ​รู้” อยู่เสมอ (ข้อ 6) และนั่งที่โต๊ะของปัญญาเพื่อฟังคำสอน การเชื่อฟังของพวกเขานำไปสู่ชีวิตที่สมบูรณ์ (ข้อ 11) ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ฟังความโง่จะเกลียดการถูกตักเตือนหรือวิพากษ์วิจารณ์ พวกเขาดูหมิ่นทุกคนที่พยายามสอนพวกเขา (ข้อ 7-8) ความถ่อมตนมาจากการยำเกรงพระเจ้า คือการยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็น “องค์บริสุทธิ์” และเราไม่ใช่ (ข้อ 10) การเป็นคนที่คนอื่นสอนได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันจะทำให้เรามีเสรีภาพที่จะยอมรับว่าเราไม่ได้รู้ทุกอย่าง และเรายังคงต้องการความช่วยเหลือ ปัญญาร้องเรียกหาเราอยู่ แล้วเราล่ะจะตอบสนองอย่างไร

ออกจากความมืด

เรือลากจูงล่มห่างจากชายฝั่งไนจีเรียไปยี่สิบไมล์ โดยพลิกคว่ำขณะจมลงสู่ก้นทะเล ลูกเรือสิบเอ็ดคนจมน้ำเสียชีวิต แต่แฮร์ริสัน โอเคเน พ่อครัวประจำเรือเจอโพรงอากาศและรออยู่ที่นั่น เขามีโค้กเพียงขวดเดียวเป็นเสบียง ไฟฉายทั้งสองอันของเขาดับลงหลังยี่สิบสี่ชั่วโมงแรก เป็นเวลาสามวันอันน่าสะพรึงกลัวที่โอเคเนต้องติดอยู่ในความมืดมิดที่ก้นมหาสมุทรเพียงลำพัง เขาเริ่มหมดหวังตอนทีมนักดำน้ำที่ปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ร่างมาพบเขานั่งขดตัวสั่นเทาอยู่ลึกเข้าไปในตัวเรือ

ภาพของโอเคเนที่อยู่ลำพังในความมืดเป็นเวลาหกสิบชั่วโมงนั้นชวนสั่นประสาท เขาบอกกับนักข่าวว่าเขายังคงฝันร้ายจากประสบการณ์สะเทือนขวัญครั้งนั้น แต่คุณจินตนาการออกไหมว่าเขารู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นไฟฉายแรงสูงของนักดำน้ำที่สาดทะลุความมืดมิดเข้ามา ช่างเป็นความสุข ความปีติยินดี และความหวัง ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้พยากรณ์ล่วงหน้าไว้ว่าเมื่อพระเมสสิยาห์เสด็จมา “ชน​ชาติ​ที่​ดำเนิน​ใน​ความ​มืด” ทั้งสิ้นจะได้เห็น “ความสว่างยิ่งใหญ่” (9:2) หากเราถูกปล่อยให้ใช้ชีวิตตามอำเภอใจ เราก็จะอาศัยอยู่ใน “​แผ่นดิน​แห่ง​เงา​มัจจุราช” แต่ในพระเยซู “สว่าง​จะ​ได้​ส่อง​มา​” (ข้อ 2)

พระคริสต์ทรงเป็น “ความสว่างของโลก” และในพระองค์ เราไม่ต้องกลัวความมืดอีกต่อไป เพราะเรามี “ความสว่างแห่งชีวิต” (ยน.8:12) เราอาจรู้สึกเหมือนติดกับดักหรือหมดหวัง โดดเดี่ยวหรือท้อแท้ แต่พระเจ้าทรงนำข่าวดีมาให้ พระเยซูทรงพาเราออกจากความมืด และเข้าสู่ความสว่างอันอัศจรรย์ของพระองค์

ความเชื่อแบบก้าวกระโดด

นักเดินเรือชาวฝรั่งเศสกับแมวของเขา ล่องเรือจากท่าเรือดัตช์ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะทางตอนใต้ของรัฐอลาสก้า เพื่อไปยังซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อเรือยอร์ชของเขาพลิกคว่ำเพราะคลื่นลูกใหญ่ เรือพลิกกลับขึ้นมาลอยตัวได้ แต่นักเดินเรือสูญเสียหางเสือและระบบเชือกที่บังคับเสากระโดงเรือเนื่องจากคลื่นที่รุนแรง เขารายงานสถานการณ์เลวร้ายนี้ต่อหน่วยยามชายฝั่ง โดยแจ้งว่าเขาติดอยู่ ควบคุมอะไรไม่ได้และเรือของเขา “เหมือนตายแล้ว” ในที่สุดหน่วยยามชายฝั่งได้ติดต่อกับเรือขุดเจาะน้ำมันที่อยู่ใกล้ๆ พวกเขาจึงได้เข้ามาช่วยเหลือนักเดินเรือรายนี้ แต่เขายังต้องก้าวกระโดดด้วยความเชื่อจริงๆพร้อมกับแมวที่ในเสื้อแจ็กเก็ต โดยการก้าวออกจากเรือของเขาไปยังเรือกู้ภัย

ในเอเฟซัสบทที่ 2 เปาโลบรรยายถึงสภาพความบาปและความสิ้นหวังของมนุษย์ว่าเหมือนตายแล้วฝ่ายวิญญาณและแยกขาดจากพระเจ้า (ข้อ 1) ยิ่งกว่านั้นเรายังเป็นคนที่ไม่เชื่อฟังในทุกเรื่องที่เป็นความประสงค์ของพระองค์ (ข้อ 2) และเป็นคนเสื่อมทราม ไม่อาจทำอะไรได้เพื่อจะได้รับความรอด (ข้อ 3) แต่ “โดยพระคุณ” พระเยซูทรงทำให้เรา “รอดเพราะความเชื่อ” และความรอดนี้ “พระเจ้าทรงประทานให้” (ข้อ 8)

เราทุกคนติดอยู่ในทะเลแห่งความบาปและความตายที่โหมกระหน่ำ แต่สรรเสริญพระเจ้าที่เรามีพระผู้ช่วยให้รอด ผู้ซึ่งทำให้เราสามารถกระโดดเข้าสู่อ้อมแขนซึ่งช่วยให้รอดโดยความเชื่อ พระคริสต์ผู้เดียวทรงช่วยกู้เราและนำพาเราไปสู่ที่ปลอดภัยได้

ฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์

ระหว่างการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ในเดือนมกราคม ปี 2023 แฟนอเมริกันฟุตบอลต้องตกตะลึงเมื่อเดมาร์ แฮมลินแห่งทีมบัฟฟาโลบิลส์ ล้มลงในสนามหลังจากเข้าสกัดบอลที่ดูเหมือนเป็นการเล่นตามปกติ นักเตะวัยยี่สิบสี่ปีรายนี้อยู่ในภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน แต่ได้รับการกู้ชีพโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญขณะอยู่ในสนาม ที่น่าทึ่งคือสามเดือนหลังจากที่เสียชีวิตไปแล้วและได้รับการกู้ชีพในสนาม แฮมลินก็กลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกครั้ง

แฮมลินกล่าวว่า เขารู้สึกขอบคุณพระเจ้าและทีมแพทย์ที่ช่วยชีวิตเขาไว้ เขาวางแผนที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นต่อไป ในยอห์นบทที่ 11 ลาซารัสได้ฟื้นขึ้นอย่างน่าทึ่งเช่นกัน

ในเวลาที่พระเยซูเสด็จมาถึงหมู่บ้านเบธานี ลาซารัสตายไปสี่วันแล้ว พี่สาวของเขาคือมารีย์และมารธาผู้ซึ่งว้าวุ่นใจได้เห็นถึงฤทธิ์อำนาจเหนือความตายของพระเยซู และเป็นประจักษ์พยานว่าพระองค์ “ทรงเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต” (ยน.11:25) “[พระเยซู] จึงเปล่งพระสุรเสียง ตรัสว่า ‘ลาซารัสเอ๋ยออกมาเถิด’ ผู้ตายนั้นก็ออกมา มีผ้าพันมือและเท้า และที่หน้าก็มีผ้าพันอยู่ด้วย” (ข้อ 43-44)

พวกเราก็เป็นตัวอย่างถึงฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์ด้วยเช่นกัน ครั้งหนึ่งเราตายแล้วในบาปของเรา แต่บัดนี้เรามีชีวิตอยู่ในพระคริสต์ (รม.6:1-11) ในฐานะผู้เชื่อ พระวิญญาณองค์เดียวกันที่ทำให้พระเยซูเป็นขึ้นจากความตายก็สถิตอยู่ภายในเรา (8:10-11) จงรับการหนุนใจเถิด แม้เราทุกคนต้องตายในกายนี้ แต่นั่นไม่ใช่จุดจบในเรื่องราวของเรา เราได้รับพระสัญญาว่าจะมีชีวิตนิรันดร์ร่วมกับพระเยซู

หนทางกลับบ้านของพระเจ้า

ขณะที่ฉันขับรถลงทางลาดชันไปยังลานจอดรถ ความวิตกกังวลก็ครอบงำฉัน ก่อนหน้านั้นฉันเคยมาที่นี่และในตอนนั้นฉันหลงทาง แต่ตอนนี้ขณะเดินไปที่ประตูใกล้กับลิฟต์ ความสงบก็เข้ามาในใจ ฉันจำทางได้แล้ว! ฉันเดินเข้าประตูไปและเจอลิฟต์ที่ฉันต้องการ และไม่นานก็มาถึงที่ที่ฉันควรจะอยู่

ประสบการณ์ของฉันในการหาเส้นทางผ่านความวกวนของอาคารจอดรถนั้น ทำให้ฉันหวนคิดว่าการหลงทางบางครั้งอาจช่วยให้เราหาทางได้ เนื่องจากฉันหลงทางระหว่างการมาเยือนครั้งแรก ฉันจึงนึกถึงจุดที่ผิดพลาดและจำได้ว่าประตูใดที่นำไปสู่จุดหมายปลายทาง

มีความยินดีใหญ่ยิ่งในการได้พบหนทางของเรา นี่คือสิ่งที่ “บุตรหลงหาย” ในคำอุปมาวันนี้พบว่าเป็นความจริง (ลก.15:24) “เมื่อเขารู้สำนึกตัวแล้ว” (ข้อ 17) ชายหนุ่มที่เอาแต่ใจรู้จักหนทางกลับบ้านหลังจากหลงหายไปกับโลกนี้ เขาจำได้ถึงทุกสิ่งที่เขาทิ้งไว้ข้างหลัง และกลับมาบ้านที่เขาได้รับ “ความเมตตา” จากบิดา (ข้อ 20) เรื่องราวเล่าว่าบิดาดีใจอย่างล้นเหลือที่ได้ลูกชายที่หลงหายไปคืนมาและได้ต้อนรับเขากลับบ้าน โดยกล่าวว่า “ลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก หายไปแล้ว แต่ได้พบกันอีก” (ข้อ 24)

หากเราหลงหายในฝ่ายวิญญาณ ขอให้เรามองหาทางที่คุ้นเคยและกลับบ้านที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ พระองค์ทรงนำเราไปสู่ความสว่างอันเปี่ยมด้วยความรักของพระองค์และไปยังที่ที่เราควรจะอยู่

พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเรา

ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้น เราชอบเดินไปตามทางที่พระเยซูทรงดำเนิน เวลานี้ฉันจินตนาการได้ง่ายขึ้นถึงทิวทัศน์และเสียงต่างๆ เมื่อครั้งพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ในโลก แต่การปีนขึ้นลงบนพื้นหินขรุขระตามคริสตจักรต่างๆ และตามชนบทก็ฝากร่องรอยไว้ นั่นคือฉันกลับบ้านด้วยอาการปวดเข่า แต่ความไม่สบายกายของฉันนั้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการเดินทางเมื่อหลายศตวรรษก่อน คนเหล่านั้นไม่เพียงปวดเมื่อยร่างกายเท่านั้น แต่ทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส กระทั่งถึงแก่ความตาย แต่พระเจ้าสถิตกับพวกเขา

พระเจ้าทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้ติดตามพระองค์และเชื้อเชิญให้อาศัยอยู่ใน “แผ่นดินที่อุดมกว้างขวาง...ที่มีน้ำนม และน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์” (อพย. 3:8) ทรงรู้ว่าเมื่อพวกเขาเข้าไปในแผ่นดินที่ทรงสัญญาไว้ พวกเขาจะพบกับอันตรายจากกองทัพศัตรู และอุปสรรค เช่น เมืองที่มีกำแพงล้อมรอบ พระเจ้าสถิตกับพวกเขามาแล้วสี่สิบปีในถิ่นทุรกันดาร และจะไม่ทรงทอดทิ้งพวกเขาในเวลานี้ พระองค์สัญญากับโยชูวาผู้นำคนใหม่ว่า “เราจะอยู่กับเจ้าฉันนั้น เราจะไม่ละเลยหรือละทิ้งเจ้าเสีย” (ยชว.1:5) โยชูวาอาจจะเผชิญอุปสรรคและความยากลำบากต่างๆ ท่านจึงจำเป็นต้องเข้มแข็งและกล้าหาญ แต่พระเจ้าจะทรงช่วยให้ท่านเป็นดังนั้น

พวกเราที่เชื่อในพระเยซู ไม่ว่าเราจะถูกเรียกให้อยู่หรือไปที่ใด เราก็จะเผชิญกับอันตราย อุปสรรคและความทุกข์ยากในชีวิตนี้ แต่เรายึดมั่นในพระสัญญาของพระเจ้าผู้ไม่มีวันทอดทิ้งเราได้ เพราะพระองค์เราจึงเข้มแข็งและกล้าหาญได้เช่นกัน

ความงดงามจากโศกนาฏกรรม

ทะเลสาบคอนิสตันที่อยู่ในเขตเลคดิสตริกต์อันงดงามของอังกฤษ เป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยมของครอบครัว ผืนน้ำนี้เหมาะสำหรับการล่องเรือว่ายน้ำและกีฬาทางน้ำอื่นๆ แต่สถานที่อันงดงามนี้ก็เป็นสถานที่แห่งโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เช่นกัน ในปีค.ศ. 1967 โดนัลด์ แคมป์เบลล์กำลังขับเครื่องบินน้ำบลูเบิร์ด เค7 ของเขาเพื่อพยายามทำลายสถิติเครื่องบินน้ำที่เร็วที่สุดในโลก เขาไปถึงความเร็วสูงสุดที่ 328 ไมล์ต่อชั่วโมง (528 กม./ชม.) แต่กลับไม่ได้อยู่เพื่อฉลองความสำเร็จ เมื่อ บลูเบิร์ด พลิกคว่ำ เป็นเหตุให้แคมป์เบลล์เสียชีวิต

ช่วงเวลาอันน่าเศร้าอาจเกิดขึ้นในสถานที่ซึ่งงดงามได้ ในปฐมกาลบทที่ 2 พระผู้สร้าง “จึงทรงให้มนุษย์นั้นอยู่ในสวนเอเดน ให้ทำและรักษาสวน” (ข้อ 15) สวนคือผลงานชิ้นเอกเมื่อวางไว้ในสวรรค์แห่งนี้ แต่ชายและหญิงนั้นไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยนำบาปและความตายมาสู่การทรงสร้างของพระองค์ (3:6-7) ทุกวันนี้เรายังคงเห็นผลลัพธ์ซึ่งเป็นอันตรายจากการเลือกอันน่าเศร้าของพวกเขา

แต่พระเยซูเสด็จมาเพื่อประทานชีวิตแก่เรา ซึ่งเป็นผู้ที่ตายแล้วในการบาปของเรา อัครทูตเปาโลกล่าวถึงเรื่องนั้นว่า “เพราะว่าคนเป็นอันมากเป็นคนบาป เพราะคนคนเดียว[อาดัม]ที่มิได้เชื่อฟังฉันใด คนเป็นอันมากก็เป็นคนชอบธรรม เพราะพระองค์ [พระเยซูคริสต์] ผู้เดียวที่ได้ทรงเชื่อฟังฉันนั้น” (รม.5:19) เพราะพระเยซู บ้านที่งดงามที่สุดจึงรอเราอยู่

จากความงดงามกลายเป็นโศกนาฏกรรม และโดยพระคุณของพระเจ้า สิ่งที่เกิดขึ้นจากโศกนาฏกรรมคือความงดงามนิรันดร์

ที่ลี้ภัยที่ไว้วางใจได้

หนึ่งในความทรงจำวัยเด็กที่ชัดเจนที่สุดของลูกสาวฉันคือ วันที่พ่อของเธอสอนให้ขี่จักรยานโดยไม่มีล้อเสริม มีช่วงหนึ่งที่สามีของฉันทรงตัวโดยวางเท้าไว้ที่ดุมล้อหลัง (ขณะที่เธอวางเท้าบนแป้นถีบและทั้งคู่จับแฮนด์จักรยานด้วยกัน) เพื่อที่พวกเขาจะไหลลงเนินเล็กๆได้อย่างราบรื่น เธอจำได้ว่าพ่อหัวเราะอย่างมีความสุข ซึ่งตรงข้ามกับเธออย่างสิ้นเชิงที่เวลานั้นเป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวมากสำหรับเธอ ช่วงเวลานั้นสั้นมาก เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วจนพ่อไม่ทันที่จะหยุดและเข้าใจความรู้สึกของเธอ วันนี้เมื่อพวกเขาหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สามีฉันจึงตอบสนองต่อความทรงจำของเธออย่างอ่อนโยนด้วยการให้ความมั่นใจกับเธอว่า เขารู้ว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย

เรื่องราวของพวกเขาเป็นภาพเปรียบเทียบที่เหมาะสมในยามที่เราเองประสบกับความกลัวในชีวิต “เนินเขา” อาจดูใหญ่และน่ากลัวเมื่อมองจากตำแหน่งของเรา และความเสี่ยงที่เราจะบาดเจ็บก็ดูเหมือนจริงมาก แต่พระคัมภีร์รับรองกับเราว่าเพราะ “พระเจ้าอยู่ฝ่าย[เรา]” เราจึงไม่จำเป็นต้อง “กลัว” (สดด.118:6) แม้ว่าความช่วยเหลือจากมนุษย์อาจทำให้เราผิดหวัง แต่พระองค์ทรงเป็นที่ลี้ภัยที่ไว้วางใจได้ในยามเมื่อเรารู้สึกว่าปัญหานั้นท่วมท้น (ข้อ 8-9)

พระเจ้าทรงเป็น “ผู้ทรงช่วย” ของเรา (ข้อ 7) ซึ่งหมายความว่าเราไว้วางใจให้พระองค์ดูแลเราได้ในเวลาที่ยากลำบากและน่ากลัวที่สุดในชีวิต แม้ว่าเราอาจต้องทนต่อการล้มพลาด รอยแผลเป็นและความเจ็บปวด แต่การทรงสถิตที่ช่วยให้รอดของพระองค์เป็น “กำลัง” ของเรา (ข้อ 14) และปกป้องเรา

เรื่องบังเอิญและการดูแลของพระเจ้า

ละแวกบ้านของดันเต้ในกรุงมะนิลามีแนวโน้มที่จะเกิดน้ำท่วม ในวันฝนตกเด็กชายตัวน้อยไปโรงเรียนโดยข้ามสะพานไม้ชั่วคราวที่เพื่อนบ้านทำเอาไว้ “มิสเตอร์โทมัสช่วยให้คนในชุมชนไปไหนมาไหนได้” ดันเต้เล่า “เขาเดินนำผมบนสะพาน และช่วยบังฝนให้”

หลายปีต่อมา ดันเต้ไปร่วมกับคริสตจักรแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของกรุงมะนิลา ลีโอผู้นำชั้นเรียนพระคัมภีร์เป็นพี่เลี้ยงของเขา ในการพูดคุยกันถึงวัยเด็กของพวกเขา ดันเต้พบว่าลีโอเป็นลูกชายของมิสเตอร์โทมัส! “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” ดันเต้กล่าว “พระเจ้าทรงใช้ลูกชายของชายผู้เป็นพระพรให้ผม เพื่อมาช่วยผมเรื่องความเชื่อ”

หญิงคนหนึ่งจากเมืองชูเนมก็ได้พบกับการจัดเตรียมของพระเจ้าเช่นกัน เธอทำตามคำแนะนำของผู้เผยพระวจนะเอลีชาด้วยความเชื่อ โดยออกจากบ้านเพื่อหนีการกันดารอาหาร (2 พกษ.8:1-2) การทำเช่นนั้น ทำให้เธอสูญเสียสิทธิ์ในบ้านและที่ดินของเธอ ขณะที่เธอกำลังไปร้องอุทธรณ์ต่อพระราชาในเรื่องนี้ พระราชาก็กำลังตรัสถามเกหะซีคนใช้ของเอลีชาเกี่ยวกับตัวเธอพอดี

หลายปีก่อน เกหะซีได้เห็นบุตรชายของหญิงคนนี้กลับฟื้นคืนชีวิต และเกหะซีทูลว่า “ข้าแต่พระราชาเจ้านายของข้าพระบาท นี่เป็นนางคนนั้น และคนนี้แหละเป็นบุตรของนาง ซึ่งเอลีชาได้ให้กลับคืนชีวิตมา” (ข้อ 5) จากนั้นพระราชาจึง “ทรงตั้งเจ้าหน้าที่คนหนึ่งให้แก่นาง” (ข้อ 6) และให้จัดการคืนทุกสิ่งที่เป็นของนาง

เราไว้วางใจในพระเจ้าและในการดูแลของพระองค์ได้เสมอ แม้ในยามที่สิ่งต่างๆ อาจไม่เป็นไปตามที่เราวางแผนไว้

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา