Category  |  ODB

ซ้ำเติม

ในยุคทองของวิทยุ เฟร็ด อัลเลน (1894-1956) ใช้ตลกร้ายนำรอยยิ้มมาสู่ผู้คนที่อยู่ในเงามืดของวิกฤตเศรษฐกิจและสงครามโลก อารมณ์ขันของเขาเกิดจากความเจ็บปวดส่วนตัว เขาเสียแม่ไปก่อนจะสามขวบ ต่อมาเขาต้องห่างจากพ่อที่มีปัญหาเรื่องการใช้สารเสพติด ครั้งหนึ่งเขาช่วยชีวิตเด็กชายจากการจราจรบนท้องถนนอันวุ่นวายของนครนิวยอร์กอย่างน่าประทับใจ “มีปัญหาอะไรหรือเจ้าหนู ไม่อยากจะโตขึ้นและเจอปัญหาหรือ”

ชีวิตของโยบตีแผ่ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงนี้ เมื่อการแสดงออกถึงความเชื่อของท่านก่อนหน้านั้นนำไปสู่ความผิดหวัง เพื่อนของท่านยังทวีคูณความเจ็บปวดด้วยการซ้ำเติม พวกเขายืนกรานด้วยข้อโต้แย้งที่ฟังดูดีให้โยบยอมรับว่าท่านผิด (4:7-8) และให้เรียนรู้จากการลงพระอาชญาของพระเจ้า ท่านจึงจะพบความเข้มแข็งที่ทำให้สามารถหัวเราะเยาะให้กับปัญหาของท่าน (5:22)

“ผู้ปลอบโยน” ของโยบมีเจตนาดีแม้จะเข้าใจผิด (1:6-12) พวกเขาคงคิดไม่ถึงว่าวันหนึ่งพวกเขาจะถูกประณามว่าเป็นตัวอย่างของ “การมีเพื่อนเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีศัตรู” พวกเขาคงไม่เคยจินตนาการถึงการที่โยบต้องอธิษฐานขอการละเว้นโทษเพื่อพวกเขา หรือทำไมพวกเขาจึงต้องการคำอธิษฐานเผื่อ (42:7-9) พวกเขาคงคิดไม่ถึงว่าพวกเขาเป็นต้นแบบที่เล็งถึงผู้ซึ่งจะกล่าวโทษพระองค์ผู้ทรงต้องทนทุกข์อย่างมหันต์ด้วยความเข้าใจผิด และทรงกลายมาเป็นต้นเหตุแห่งความยินดีอันล้นพ้นของเรา

ความเชื่ออันกล้าหาญ

หลังจากที่เครื่องบินของเพร็ม พราดฮาน (1924-1998) ถูกยิงตกระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาบาดเจ็บจากการกระโดดร่มเพื่อรักษาชีวิต ส่งผลให้ต้องเดินกะเผลกไปตลอดชีวิต เขาเคยพูดว่า “ผมมีขากะเผลก ไม่แปลกหรือที่พระเจ้าทรงเรียกให้ [ผม] ไปประกาศข่าวประเสริฐในเทือกเขาหิมาลัย” เขาเทศนาในเนปาลและต้องเจอกับการต่อต้านซึ่งรวมถึงการถูกขังใน “คุกใต้ดินแห่งความตาย” ซึ่งนักโทษต้องเจอกับสภาพอันเลวร้าย ตลอดเวลาสิบห้าปี เพร็มใช้เวลาสิบปีในคุกสิบสี่แห่ง ผลจากการเป็นพยานอย่างกล้าหาญของเขาได้เปลี่ยนแปลงหลายชีวิตเพื่อพระคริสต์ ซึ่งรวมถึงผู้คุมและนักโทษที่นำเอาข่าวประเสริฐของพระเยซูไปถึงคนของพวกเขา

อัครทูตเปโตรเผชิญกับการต่อต้านเพราะความเชื่อในพระเยซูและเพราะพระเจ้าทรงใช้ท่านให้รักษา “คนง่อย” (กจ.4:9 TNCV) แต่ท่านใช้โอกาสนี้พูดถึงพระคริสต์อย่างกล้าหาญ (ข้อ 8-13)

ในวันนี้เราเองก็อาจเจอกับการต่อต้าน เช่นเดียวกับเปโตร (ข้อ 3) แต่เรามีสมาชิกในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เพื่อนนักเรียน และผู้คนที่เรารู้จักที่จำเป็นต้องได้ยินถึงพระองค์ผู้ประทาน “ความรอด” (ข้อ 12) ผู้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของเรา และฟื้นขึ้นจากความตายเพื่อพิสูจน์ถึงฤทธิ์อำนาจแห่งการอภัยของพระองค์ (ข้อ 10) ขอให้พวกเขาได้ยินเมื่อเราประกาศข่าวประเสริฐแห่งความรอดที่พบในพระเยซูนี้ด้วยใจอธิษฐานและความกล้าหาญ

นักรบผู้กล้าหาญ

ดีท อีมาน เป็นเด็กสาวขี้อายธรรมดาคนหนึ่งในเนเธอร์แลนด์ เธอมีความรัก ทำงาน และใช้เวลาอย่างมีความสุขกับครอบครัวและเพื่อนๆ ในตอนที่เยอรมันบุกเข้ามาในปี 1940 ต่อมาดีทเขียนไว้ว่า “เมื่ออันตรายเข้ามาใกล้ คุณก็อยากทำตัวเหมือนนกกระจอกเทศที่มุดหัวลงไปในทราย” แต่ดีทรู้สึกถึงการทรงเรียกของพระเจ้าให้เธอต่อต้านผู้กดขี่ชาวเยอรมัน ซึ่งรวมถึงเสี่ยงชีวิตเพื่อหาที่หลบซ่อนสำหรับชาวยิวและผู้ที่ถูกไล่ล่า หญิงสาวที่ถ่อมตนคนนี้ได้กลายเป็นนักรบของพระเจ้า

เราพบหลายเรื่องราวในพระคัมภีร์ที่เหมือนเรื่องของดีท เรื่องราวที่พระเจ้าทรงใช้คนที่ดูเหมือนไม่น่าจะรับใช้พระองค์ได้ เช่น เมื่อทูตของพระเจ้าปรากฏแก่กิเดโอนพูดกับท่านว่า “เจ้าบุรุษผู้กล้าหาญเอ๋ย พระเจ้าทรงสถิตกับเจ้า” (วนฉ.6:12) แต่กิเดโอนไม่มีความกล้าเลย ท่านแอบนวดข้าวสาลีเพื่อซ่อนให้พ้นตาคนมีเดียนที่กดขี่ชาวอิสราเอลอยู่ในเวลานั้น (ข้อ 1-6, 11) ท่านมาจากเผ่าที่อ่อนแอที่สุดของอิสราเอล (มนัสเสห์) และเป็นคน “เล็กน้อย” ที่สุดในครอบครัว (ข้อ 15) ท่านไม่ได้รู้สึกถึงการทรงเรียกของพระเจ้าและยังร้องขอหมายสำคัญหลายอย่าง แต่พระเจ้ายังทรงใช้ท่านเอาชนะชาวมีเดียนที่โหดร้าย (ดูบทที่ 7)

พระเจ้าทรงมองว่ากิเดโอน “กล้าหาญ” เช่นเดียวกับที่พระเจ้าสถิตอยู่ด้วยและช่วยเหลือกิเดโอน พระองค์สถิตกับเราซึ่งเป็น “บุตรที่รัก” (อฟ.5:1) ของพระองค์ด้วย ทรงจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นทุกอย่างแก่เราเพื่อเราจะดำเนินชีวิตและรับใช้พระองค์ทั้งในสิ่งเล็กน้อยและยิ่งใหญ่

ใจขอบพระคุณ

ครั้งหนึ่งเซเนกา นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ในยุคโรมัน (ก่อน ค.ศ.4-ค.ศ.65) ถูกจักรพรรดินีเมซซาลิน่ากล่าวหาว่าล่วงประเวณี สภาตัดสินโทษประหารชีวิต แต่จักรพรรดิคลอดิอุสกลับเนรเทศเขาไปที่คอร์ซิกา อาจเพราะพระองค์สงสัยว่าข้อกล่าวหานั้นไม่จริง การลดโทษครั้งนี้อาจหล่อหลอมมุมมองของการสำนึกในบุญคุณของเซเนกา เมื่อเขาเขียนว่า “ฆาตกร ทรราชย์ ขโมย คนล่วงประเวณี โจร คนไร้ศีลธรรม และคนทรยศนั้นมีอยู่เสมอ แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่าคนเหล่านี้คือ อาชญากรรมแห่งการไม่สำนึกบุญคุณ”

อัครทูตเปาโลซึ่งอยู่ในยุคเดียวกับเซเนกาอาจเห็นด้วย ในโรม 1:21 ท่านเขียนว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มนุษยชาติล่มสลาย คือพวกเขาปฏิเสธที่จะขอบคุณพระเจ้า ในจดหมายที่เขียนถึงคริสตจักรในโคโลสี ท่านท้าทายเพื่อนผู้เชื่อให้ขอบพระคุณถึงสามครั้ง โดยบอกว่าเราจะต้อง “บริบูรณ์ด้วยการขอบพระคุณ” (คส.2:7) ขณะที่เราให้สันติสุขของพระเจ้า “ครองจิตใจของ[เรา]” เราต้องตอบสนองด้วยใจขอบพระคุณ (3:15 TNCV) ที่จริงแล้ว การขอบพระคุณควรเป็นคุณลักษณะของคำอธิษฐานของเรา (4:2)

พระเมตตายิ่งใหญ่ที่พระเจ้ามีต่อเราเตือนเราถึงความจริงอันยิ่งใหญ่ของชีวิต พระองค์ไม่เพียงสมควรได้รับความรักและการนมัสการจากเรา แต่ยังสมควรได้รับใจขอบพระคุณจากเราด้วย สิ่งดีในชีวิตทุกอย่างมาจากพระองค์ (ยก.1:17)

เพราะสิ่งสารพัดที่เราได้รับในพระคริสต์ การสำนึกในพระคุณจึงควรเป็นธรรมชาติเหมือนกับการหายใจ ขอให้เราตอบสนองต่อของประทานแห่งพระคุณของพระเจ้าด้วยการแสดงออกถึงใจขอบพระคุณต่อพระองค์

น้ำพระทัยของพระเจ้า

บางครั้งการทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าก็เป็นเรื่องยาก พระองค์ทรงขอให้เราทำสิ่งที่ถูกต้อง ทรงเรียกเราให้อดทนต่อความยากลำบากโดยไม่บ่น รักคนที่ไม่น่ารัก ไวต่อเสียงภายในตัวเราที่บอกว่า ห้ามทำ ให้เราทำในสิ่งที่เรามักไม่อยากทำ เราจึงต้องบอกแก่จิตใจของเราทั้งวันว่า “จิตใจเอ๋ย จงฟัง จงนิ่งเสียแล้วทำสิ่งที่พระเยซูทรงบอกให้ทำ”

“จิตใจของข้าพเจ้าสงบคอยท่าพระเจ้าแต่องค์เดียว” (สดด.62:1) “จิตใจของข้าพเจ้าสงบคอยท่าพระเจ้าแต่องค์เดียว” (62:5) สองข้อนี้คล้ายกันแต่ก็มีความแตกต่าง ดาวิดพูดถึงบางสิ่งเกี่ยวกับจิตใจของท่าน แล้วพูดบางสิ่งกับจิตใจของท่าน “สงบคอยท่า” ในข้อ 2 บ่งบอกถึงการตัดสินใจในสภาวะของจิตใจที่สงบ คำนี้ในข้อ 5 คือการที่ดาวิดปลุกเร้าจิตใจท่านให้ระลึกถึงการตัดสินใจนั้น

ดาวิดตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอย่างสงบ ยอมจำนนต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า นี่คือการทรงเรียกของเราด้วยและเราถูกสร้างมาเพื่อการนี้ เราจะพบสันติสุขเมื่อยอมรับว่า “อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด” (ลก.22:42) นี่คือการทรงเรียกสูงสุดอย่างแรกเมื่อเราให้พระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและเป็นแหล่งแห่งความยินดีในส่วนลึกที่สุดของเรา “ข้าพระองค์ปีติยินดีที่กระทำตามน้ำพระทัยพระองค์” ผู้เขียนสดุดีกล่าว (สดด.40:8)

แน่นอนว่าเราจะต้องทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าอยู่เสมอ เพราะ “ความหวังของข้าพเจ้ามาจากพระองค์” (62:5) เมื่อเราทูลขอความช่วยเหลือ พระองค์ทรงประทานให้ พระเจ้าไม่เคยขอให้เราทำสิ่งที่พระองค์จะไม่ทำหรือทำไม่ได้

แบ่งปันความหวัง

ขณะที่เอ็มม่าแบ่งปันถึงการที่พระเจ้าทรงช่วยให้เธอยอมรับอัตลักษณ์ตัวตนในฐานะลูกที่รักของพระองค์ เธอโยงข้อพระคัมภีร์เข้าในการสนทนาของเรา ฉันแทบไม่สังเกตเลยว่านักเรียนมัธยมปลายคนนี้หยุดใช้ถ้อยคำของเธอและเริ่มยกพระวจนะของพระเจ้าขึ้นมาตอนไหน เมื่อฉันชมว่าเธอเป็นเหมือนพระคัมภีร์เดินได้ เธอกลับขมวดคิ้ว เธอไม่ได้ตั้งใจจะท่องข้อพระคัมภีร์ แต่การอ่านพระคัมภีร์ทุกวันทำให้สติปัญญาที่พบในพระวจนะกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำศัพท์ที่เอ็มม่าใช้ทุกวัน เธอชื่นชมยินดีในการสถิตอยู่ด้วยตลอดเวลาของพระเจ้าและในทุกโอกาสที่พระเจ้าประทานให้เธอได้แบ่งปันความจริงของพระองค์กับผู้อื่น แต่เอ็มม่าไม่ใช่คนหนุ่มสาวคนแรกที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นในการอ่าน จดจำ และนำพระวจนะไปใช้ด้วยท่าทีแห่งการอธิษฐาน

เมื่ออัครทูตเปาโลหนุนใจทิโมธีให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำ ท่านแสดงออกว่ามั่นใจในคนหนุ่มคนนี้ (1 ทธ.4:11-16) เปาโลบอกว่าทิโมธีได้รับการวางรากฐานในพระวจนะตั้งแต่เด็ก (2 ทธ.3:15) ทิโมธีเจอผู้ที่สงสัยเช่นเดียวกับเปาโล แต่ชายทั้งสองก็ยังดำเนินชีวิตเหมือนกับที่พวกเขาเชื่อว่าพระวจนะทุกตอนคือ “ลมหายใจของพระเจ้า” พวกเขายอมรับว่าพระวจนะ “เป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง” (ข้อ 16-17)

เมื่อเราสะสมพระปัญญาของพระเจ้าไว้ในใจ ความจริงและความรักของพระองค์จะหลั่งไหลออกมาในคำพูดของเราอย่างเป็นธรรมชาติ เราสามารถเป็นพระคัมภีร์เดินได้ที่แบ่งปันความหวังนิรันดร์ของพระเจ้าในทุกที่ที่เราไป

ผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้อง

ในที่สุดเธอก็มีโอกาสมาที่โบสถ์แห่งนี้ ด้านในส่วนที่ลึกที่สุดของห้องใต้ดินที่เธอเข้าไปเป็นถ้ำหรืออุโมงค์เล็กๆมีเทียนจุดไว้ในพื้นที่แคบและโคมแขวนส่องที่มุมห้อง ดาวสีเงินสิบสี่แฉกปกคลุมพื้นหินอ่อนที่ยกขึ้นเล็กน้อย เธออยู่ในถ้ำพระคริสตสมภพที่เบธเลเฮมซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่ที่พระคริสต์ประสูติ แต่นักเขียนแอนนี ดิลลาร์ดไม่ได้รู้สึกประทับใจ โดยตระหนักว่าพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าสถานที่นี้มาก

แต่สถานที่เหล่านี้ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องราวแห่งความเชื่อของเรา อีกที่หนึ่งซึ่งอยู่ในบทสนทนาของพระเยซูและหญิงที่บ่อน้ำคือภูเขาที่ “บรรพบุรุษของ[เธอ]นมัสการ” (ยน.4:20) ภูเขาเกริซิม (ดู ฉธบ.11:29) ที่นั่นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวสะมาเรีย ซึ่งต่างจากชาวยิวที่ยืนกรานว่าเยรูซาเล็มคือสถานที่สำหรับการนมัสการที่แท้จริง (ข้อ 20) อย่างไรก็ตาม พระเยซูทรงประกาศว่าเวลานั้นมาถึงแล้วคือ เมื่อการนมัสการไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่ใดที่หนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับบุคคลผู้หนึ่ง “ผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง” (ข้อ 23) หญิงผู้นี้ประกาศความเชื่อที่เธอมีต่อพระเมสสิยาห์ แต่เธอไม่รู้ตัวว่ากำลังพูดกับพระองค์ “พระเยซูตรัสกับนางว่า ‘เราที่พูดกับเจ้าคือท่านผู้นั้น’” (ข้อ 26)

พระเจ้าไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่ภูเขาบางลูกหรือสถานที่ใดที่หนึ่ง พระองค์ทรงปรากฏแก่เราทุกหนแห่ง การแสวงหาพระองค์อย่างแท้จริงที่เราทำในแต่ละวันนั้นคือการเข้าใกล้พระบัลลังก์ของพระองค์ ขณะที่เรากล่าวอย่างกล้าหาญว่า “พระบิดาของเรา” และพระองค์ทรงอยู่ที่นั่น

ทูตสวรรค์ลาบราดอร์

ในปี 2019 แค็พ แดชวูดกับเชลา คู่หูพันธุ์ลาบราดอร์สีดำ (“เช” เพื่อระลึกถึงสุนัขลาบราดอร์ที่ตายไปแล้ว “ลา” คือคำย่อที่เขาใช้แทน “ทูตสวรรค์ลาบราดอร์”) ประสบความสำเร็จที่น่าจดจำในการพิชิตยอดเขาในแต่ละวันติดต่อกันเป็นเวลา 365 วัน

แดชวูดเล่าเรื่องที่น่าสะเทือนใจ เขาออกจากบ้านตอนอายุ 16 ปีโดยอธิบายง่ายๆว่า “ชีวิตครอบครัวเลวร้าย” แต่บาดแผลในอดีตเหล่านี้ทำให้เขามองหาการเยียวยาจากสิ่งอื่น เขาอธิบายว่า “คุณรู้ใช่ไหมว่าบางครั้งที่คุณผิดหวังกับผู้คน คุณจะหันไปหาสิ่งอื่นแทน” สำหรับแดชวูด การปีนเขาและความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของคู่หูลาบราดอร์สีดำได้กลายเป็นส่วนสำคัญของ “สิ่งอื่น” ที่ว่านั้น

สำหรับพวกเราหลายคนเช่นตัวฉัน สาเหตุสำคัญที่ทำให้เรารักสัตว์เลี้ยงอย่างลึกซึ้งเกิดจากความรักอันอ่อนหวานและไม่มีเงื่อนไข ที่พวกมันถ่ายทอดออกมาซึ่งเป็นความรักที่หาได้ยาก แต่ฉันชอบคิดว่าความรักที่พวกมันมอบให้อย่างง่ายดาย ชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงที่ยิ่งใหญ่และลึกซึ้งกว่าความล้มเหลวของผู้อื่น นั่นคือความรักอันมั่นคงและไร้ขอบเขตของพระเจ้าที่ค้ำจุนจักรวาล

ในสดุดี 143 เช่นเดียวกับคำอธิษฐานมากมายของดาวิด มีเพียงความเชื่อของท่านใน “ความรักมั่นคง” (ข้อ 12) อันไม่สั่นคลอน ที่ทำให้ท่านมีความหวังในเวลาที่รู้สึกเดียวดายที่สุด แต่ช่วงชีวิตที่ท่านเดินกับพระเจ้ามอบกำลังที่เพียงพอให้ท่านวางใจว่าในเวลาเช้าจะ “ได้ยินถึงความรักมั่นคงของพระองค์” (ข้อ 8)

เป็นความหวังที่เพียงพอที่จะทำให้ไว้วางใจได้อีกครั้งและยอมให้พระเจ้าทรงนำในเส้นทางที่ไม่รู้จัก (ข้อ 8)

พระองค์ทรงเติมเต็มผู้ที่ว่างเปล่า

นักจิตวิทยาแมดเดลีน เลอวีนสังเกตเห็น “การปกปิดรอยกรีด” ของเด็กสาววัยสิบห้าปี เธอสวมเสื้อแขนยาวคลุมปิดแขนมาครึ่งหนึ่งซึ่งผู้ที่ทำร้ายตัวเองมักจะสวม เมื่อเด็กสาวดึงแขนเสื้อขึ้น เลอวีนตกใจที่พบว่าเธอใช้มีดโกนกรีดคำว่า “ว่างเปล่า” ที่ต้นแขน เธอสลดใจแต่ก็ยินดีที่เด็กสาวคนนี้ยอมเปิดใจรับการช่วยเหลืออย่างจริงจังซึ่งเธอต้องการอย่างยิ่ง

เด็กสาวคนนี้อาจเป็นตัวแทนของคนอีกมากมายที่กรีดคำว่า “ว่างเปล่า” ไว้บนหัวใจ ยอห์นเขียนว่า พระเยซูเสด็จมาเพื่อเติมเต็มผู้ที่ว่างเปล่าและประทานชีวิตที่ “ครบบริบูรณ์” (ยน.10:10) พระเจ้าทรงใส่ความปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ครบ บริบูรณ์ไว้ในมนุษย์ทุกคน และพระองค์ทรงต้องการให้พวกเขามีประสบการณ์ในความสัมพันธ์แห่งความรักกับพระองค์ พระองค์ยังทรงเตือนพวกเขาด้วยว่า “ขโมย” จะใช้ผู้คน สิ่งของ และสถานการณ์ต่างๆเพื่อพยายามทำลายชีวิตของพวกเขา (ข้อ 1,10) คำอ้างที่บอกว่าจะให้ชีวิตจะกลายเป็นสิ่งจอมปลอมและหลอกลวง ในทางตรงกันข้าม พระเยซูทรงประทานสิ่งที่เป็นจริง นั้นคือ “ชีวิตนิรันดร์” และพระสัญญาว่า “จะไม่มีผู้ใดแย่งชิง[เรา]ไปจากมือของ[พระองค์] ได้” (ข้อ 28)

มีเพียงพระเยซูที่สามารถเติมพื้นที่ว่างเปล่าในใจของเราให้กลับมีชีวิต ถ้าคุณกำลังรู้สึกว่างเปล่า จงร้องหาพระองค์ในวันนี้ และถ้าคุณกำลังประสบกับความทุกข์ยากอันใหญ่หลวง จงแสวงหาคำแนะนำในทางของพระเจ้า มีเพียงพระคริสต์เท่านั้นที่ประทานชีวิตที่เต็มอิ่มและครบบริบูรณ์ คือชีวิตที่เต็มไปด้วยความหมายซึ่งพบได้ในพระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา