คุณเป็นชาวอะไร
ตอนที่ฉันเดินเข้าไปในร้านไอศกรีมพร้อมกับลูกชายวัยห้าขวบที่เป็นลูกครึ่ง ชายที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ก็จ้องมาที่ฉันและลูกแล้วถามว่า “เธอเป็นชาวอะไร” คำถามและน้ำเสียงที่กระด้างของเขากระตุ้นความโกรธและเจ็บปวดที่ฉันคุ้นเคยดีจากการเติบโตมาในฐานะชาวอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกัน ซึ่งต่างไปจากกรอบความคิดในยุคนั้น ฉันดึงเซเวียร์เข้ามาใกล้และหันไปหาสามีซึ่งเป็นคนผิวสีขณะที่เขาเดินเข้ามาในร้าน พนักงานผู้นั้นหรี่ตาดูและทำตามคำสั่งของเราโดยไม่พูดอะไร
ฉันอธิษฐานเผื่อชายคนนี้เงียบๆ ขณะที่ลูกชายฉันบอกรสชาติของไอศกรีมที่เขาอยากลอง ฉันกลับใจจากความขมขื่นและขอพระเจ้าประทานจิตวิญญาณแห่งการอภัยให้กับฉัน ด้วยสีผิวที่สว่างแต่ไม่ขาวของฉัน ฉันจึงตกเป็นเป้าสายตาและต้องเจอคำถามเดียวกันนี้มาตลอดเวลาหลายปี ฉันต้องต่อสู้กับความรู้สึกไม่มั่นคงและความรู้สึกไร้ค่า จนกระทั่งฉันเริ่มเรียนรู้ที่จะยอมรับอัตลักษณ์ของฉันในฐานะบุตรสาวสุดที่รักของพระเจ้า
เปาโลประกาศว่าผู้เชื่อในพระเยซูล้วนเป็น “บุตรของพระเจ้า...โดยความเชื่อ” มีคุณค่าเท่าเทียมกันในความหลากหลายที่งดงาม เราผูกพันอย่างใกล้ชิดและถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจเพื่อทำงานร่วมกัน (กท.3:26-29) เมื่อพระเจ้าส่งพระบุตรมาไถ่เรา เราก็กลายเป็นพี่น้องกันโดยพระโลหิตที่หลั่งบนกางเขนเพื่อยกโทษบาปของเรา (4:4-7) ในฐานะที่เราเป็นผู้ผดุงพระฉายของพระเจ้า คุณค่าของเราไม่ได้ถูกกำหนดโดยความคิดเห็น ความคาดหวัง หรืออคติของผู้อื่น
เราเป็นอะไรน่ะหรือ เราเป็นบุตรของพระเจ้า
ฉันเป็นพระหัตถ์ของพระองค์
เจีย ไฮ่เซียสูญเสียการมองเห็นในปี 2000 ส่วนเพื่อนของเขา เจีย เวินฉี สูญเสียแขนเมื่อตอนเด็ก แต่ทั้งคู่มีทางออกให้กับความพิการนี้ “ผมเป็นมือของเขาและเขาเป็นตาให้ผม” ไฮ่เซียกล่าว พวกเขาเปลี่ยนแปลงหมู่บ้านที่พวกเขาอยู่ในประเทศจีนร่วมกัน
ตั้งแต่ปี 2002 ทั้งคู่มีแผนปรับปรุงที่ดินร้างใกล้บ้าน ทุกวันไฮ่เซียจะขึ้นขี่หลังของเวินฉีเพื่อข้ามแม่น้ำไปยังที่ดินนั้น เวินฉีจะ “ยื่น” เสียมให้ไฮ่เซียด้วยเท้า ก่อนที่ไฮ่เซียจะเสียบถังน้ำเข้ากับไม้ที่อยู่ระหว่างแก้มและไหล่ของเวินฉี
ในขณะที่คนหนึ่งขุดและอีกคนก็รดน้ำ ถึงเวลานี้ทั้งสองคนปลูกต้นไม้ไปมากกว่าหมื่นต้น “เมื่อทำงานร่วมกัน เราไม่รู้สึกถึงความพิการเลย” ไฮ่เซียกล่าว “เราเป็นทีมเดียวกัน”
อัครทูตเปาโลเปรียบคริสตจักรเป็นร่างกาย แต่ละส่วนต้องการกันและกันเพื่อจะทำหน้าที่ ถ้าทั้งคริสตจักรเป็นตา จะไม่มีการได้ยิน ถ้าทั้งหมดเป็นหู ก็จะไม่มีการรับกลิ่น (1 คร.12:14-17) “ตาจะว่าแก่มือว่า “ข้าพเจ้าไม่ต้องการเจ้า!” ก็ไม่ได้” เปาโลกล่าว (ข้อ 21) เราแต่ละคนมีบทบาทในคริสตจักรต่างกันไปตามของประทานฝ่ายวิญญาณที่เรามี (ข้อ 7-11, 18) เช่นเดียวกับเจีย ไฮ่เซียและเจีย เวินฉี เมื่อเราผนึกกำลังกัน เราจะสามารถนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่โลก
ชายสองคนผนึกกำลังกันเพื่อปรับปรุงที่ดินร้าง ช่างเป็นภาพการทำงานของคริสตจักรอย่างแท้จริง!
ฉันควรพูดอะไร
เมื่อฉันหยุดเลือกดูหนังสือจากกล่องที่รวมหนังสือของ “ซี.เอส.ลูอิส” ในร้านหนังสือมือสอง เจ้าของร้านปรากฏตัวขึ้น ขณะที่เราคุยกันถึงหนังสือที่มี ฉันนึกสงสัยว่าเขาอาจสนใจเกี่ยวกับความเชื่อที่เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนของลูอิส ฉันอธิษฐานขอการทรงนำอย่างเงียบๆ ฉันนึกขึ้นได้ถึงข้อมูลจากประวัติส่วนตัวของซี.เอส.ลูอิส แล้วเราก็เริ่มคุยกันถึงคุณลักษณะของเขาที่ชี้ไปถึงพระเจ้า สุดท้ายฉันขอบคุณพระเจ้าที่คำอธิษฐานสั้นๆนั้นนำบทสนทนาของเราสู่เรื่องจิตวิญญาณ
เนหะมีย์หยุดเพื่ออธิษฐานก่อนช่วงเวลาสำคัญในการสนทนากับกษัตริย์อารทาเซอร์ซีสแห่งเปอร์เซีย กษัตริย์ตรัสถามว่าจะช่วยเนหะมีย์ผู้โศกเศร้าต่อการที่เยรูซาเล็มถูกทำลายได้อย่างไร เนหะมีย์เป็นผู้รับใช้ของกษัตริย์จึงไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะร้องขออะไร แต่ท่านต้องการสิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องใหญ่ ท่านต้องการฟื้นฟูกรุงเยรูซาเล็มจึง “อธิษฐานต่อพระเจ้าของฟ้าสวรรค์” ก่อนจะขอลางานเพื่อไปบูรณะเมือง (นหม.2:4-5) กษัตริย์ทรงอนุญาตและยังทรงช่วยเรื่องการเดินทางของเนหะมีย์และจัดหาไม้สำหรับงานนี้ด้วย
พระคัมภีร์หนุนใจให้เราอธิษฐาน “ทุกโอกาสด้วยการอธิษฐานและการวิงวอนทุกรูปแบบ” (อฟ.6:18 TNCV) ซึ่งรวมถึงเวลาที่เราต้องการความกล้าหาญ การควบคุมตนเองหรือความเห็นอกเห็นใจ การอธิษฐานก่อนพูดช่วยเราที่จะยอมให้พระเจ้าทรงควบคุมทัศนคติและคำพูดของเรา
พระเจ้าทรงนำคุณในการพูดอย่างไรในวันนี้ ลองถามพระองค์ดูสิ!
การรอคอยที่คุ้มค่า
เมื่อต้องจมอยู่กับงานเครียดๆหลายชั่วโมงและหัวหน้าที่ไร้เหตุผล เจมส์หวังว่าเขาจะลาออกได้ แต่เขายังมีบ้านที่ต้องผ่อน มีภรรยาและลูกเล็กที่ต้องเลี้ยงดู เขาอยากจะลาออกไม่ว่าจะยังไงก็ตาม แต่ภรรยาเตือนเขาว่า “รออีกหน่อยแล้วดูว่าพระเจ้าจะประทานอะไรให้เรา”
หลายเดือนต่อมา คำอธิษฐานของพวกเขาได้รับคำตอบ เจมส์ได้งานที่ชอบและได้ใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น เขาบอกกับผมว่า “ช่วงหลายเดือนนั้นช่างยาวนาน แต่ผมดีใจที่ผมรอคอยให้แผนการของพระเจ้าเปิดเผยในเวลาของพระองค์”
การรอคอยความช่วยเหลือจากพระเจ้าในท่ามกลางปัญหาเป็นเรื่องยาก เราอาจถูกล่อลวงให้หาทางออกด้วยตัวเองก่อน อิสราเอลทำเช่นนั้น ด้วยคำขู่จากศัตรู พวกเขาจึงแสวงหาการช่วยเหลือจากอียิปต์แทนที่จะหันมาหาพระเจ้า (อสย.30:2) แต่พระเจ้าตรัสกับพวกเขาว่า หากพวกเขากลับใจและวางใจในพระองค์ พวกเขาจะได้รับกำลังและความรอด (ข้อ 15) พระองค์ตรัสอีกว่า “พระเจ้าทรงคอยที่จะทรงพระกรุณาเจ้าทั้งหลาย” (ข้อ 18)
การรอคอยพระเจ้านั้นอาศัยความเชื่อและความอดทน แต่เมื่อเราได้เห็นคำตอบของพระองค์ในท้ายที่สุดแล้ว เราจะตระหนักว่าการรอคอยนั้นคุ้มค่า “ผู้ที่คอยท่าพระองค์จะได้รับพระพร” (ข้อ 18) และที่ดียอดเยี่ยมไปกว่านั้นคือ พระเจ้าทรงรอคอยให้เราเข้ามาหาพระองค์!
วีรบุรุษ ผู้กดขี่ และพระเยซู
บีโธเฟ่นรู้สึกโกรธ เขาตั้งใจจะตั้งชื่อผลงานซิมโฟนีหมายเลขสามของเขาว่า “เดอะโบนาปาร์ต” ในยุคแห่งการใช้อำนาจกดขี่ทางศาสนาและการเมือง เขามองนโปเลียนเป็นวีรบุรุษของประชาชนและตัวแทนของอิสรภาพ แต่เมื่อแม่ทัพชาวฝรั่งเศสประกาศตัวเป็นจักรพรรดิ นักแต่งเพลงผู้โด่งดังจึงเปลี่ยนความคิด เขาประณามว่าอดีตวีรบุรุษคนนี้เป็นทรชนและผู้กดขี่ และพยายามลบชื่อโบนา-ปาร์ตออกจนโน้ตเพลงของเขาขาดเป็นรู
ผู้เชื่อพระเยซูในยุคแรกคงต้องรู้สึกผิดหวังเมื่อความหวังของพวกเขาที่จะมีการปฏิรูปทางการเมืองพังทลายลง พระองค์ทรงให้ความหวังถึงชีวิตที่ไร้การกดขี่ขูดรีดภาษีของซีซาร์และการควบคุมของทหาร แต่หลายสิบปีผ่านไปโรมก็ยังคงครองโลกอยู่ ผู้ส่งสารของพระเยซูถูกทิ้งไว้กับความกลัวและความอ่อนแอ สาวกของพระองค์ยังไม่มีความเป็นผู้ใหญ่และทะเลาะกัน (1 คร.1:11-12; 3:1-3)
แต่มีบางสิ่งที่แตกต่าง เปาโลมองเห็นไปไกลกว่าแค่ความไม่เปลี่ยนแปลง จดหมายของท่านทั้งตอนต้น ตอนท้าย และในเนื้อหาเต็มไปด้วยพระนามของพระคริสต์ พระคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย พระคริสต์ทรงสัญญาว่าจะกลับมาด้วยฤทธิ์อำนาจ พระคริสต์ทรงพิพากษาทุกสิ่งและทุกคน เหนือสิ่งอื่นใดเปาโลต้องการให้ผู้เชื่อในพระเยซูยึดมั่นในความหมายและความสำคัญของการที่พระองค์ทรงถูกตรึงกางเขน (2:2; 13:1-13)
ความรักที่แสดงออกในการเสียสละของพระเยซูทำให้พระองค์เป็นผู้นำที่แตกต่าง ในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของโลกนี้ กางเขนของพระองค์เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง พระนามของพระเยซูจะเป็นที่รู้จักและยกย่องเหนือนามทั้งปวงตลอดไป
ห่วงใยผู้ขัดสน
เอลวิส ซัมเมอร์สเปิดประตูให้กับสโมกกี้หญิงสาวร่างบางที่มาเป็นประจำเพื่อขอกระป๋องเปล่าเอาไปแลกเงิน เงินนี้เป็นรายได้หลักของเธอ เอลวิสเกิดความคิดใหม่ “คุณพาผมไปดูได้ไหมว่าคุณนอนที่ไหน” เขาถาม สโมกกี้นำเขาไปยังที่สกปรกขนาดกว้างประมาณสองฟุตข้างๆบ้านหลังหนึ่ง ด้วยความสงสารซัมเมอร์จึงสร้าง “บ้านหลังเล็ก” ให้เธอ เป็นที่พักแบบง่ายๆที่ให้พื้นที่เธอได้นอนหลับอย่างปลอดภัย ซัมเมอร์สลงมือทำตามที่คิด เขาเริ่มทำเว็บไซต์ชื่อ “GoFundMe” และร่วมกับคริสตจักรท้องถิ่นเพื่อหาที่ดินที่จะสร้างที่พักพิงให้คนไร้บ้านมากขึ้น
ในตลอดพระคัมภีร์ คนของพระเจ้าได้รับการย้ำเตือนให้ดูแลผู้ขัดสน เมื่อพระเจ้าตรัสผ่านโมเสสเพื่อเตรียมชนอิสราเอลในการเข้าสู่ดินแดนแห่งพระสัญญา ทรงหนุนใจให้พวกเขา “ยื่นมือของท่านให้เขา (คนยากจน) และให้เขายืมข้าวของพอแก่ความต้องการของเขา ไม่ว่าเป็นข้าวของสิ่งใดๆ” (ฉธบ.15:8) ข้อพระคัมภีร์ยังกล่าวว่า “เพราะว่าคนจนจะไม่หมดไปจากแผ่นดิน” (ข้อ 11) เราไม่ต้องออกไปไหนไกลเพื่อจะเห็นความจริงนี้ เมื่อพระเจ้าทรงพระกรุณาเรียกให้อิสราเอล “ยื่นมือให้อย่างใจกว้างต่อพี่น้องของท่าน” (ข้อ 11) เราก็สามารถหาหนทางช่วยเหลือผู้ที่ขัดสนได้เช่นกัน
ทุกคนต้องการอาหาร ที่อาศัยและน้ำ แม้เราจะมีไม่มาก แต่ขอพระเจ้าทรงนำเราให้ใช้สิ่งที่เรามีเพื่อช่วยผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันอาหารหรือเสื้อกันหนาวอุ่นๆ สิ่งเล็กน้อยสามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้!JS
การช่วยกู้จากศัตรูที่เข้มแข็ง
เมื่อปี 2010 จอร์จ วูจโนวิชในวัย 94 ปีได้รับเหรียญบรอนซ์สตาร์สำหรับสิ่งที่นิวยอร์กไทมส์เรียกว่า “หนึ่งในการช่วยกู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 2” วูจโนวิชเป็นลูกชายของผู้ลี้ภัยชาวเซอร์เบียในอเมริกาที่ได้เข้าร่วมกองทัพสหรัฐ เมื่อข่าวมาถึงว่าทหารอากาศอเมริกันที่เครื่องบินตกได้รับการช่วยเหลือโดยกบฏในยูโกสลาเวีย วูจโนวิชจึงกลับไปบ้านเกิดของเขา กระโดดร่มลงไปในป่าเพื่อค้นหานักบิน เขาแบ่งทหารเป็นกลุ่มเล็กๆ สอนพวกเขาให้ทำตัวกลมกลืนกับชาวเซิร์บ (ใส่เสื้อผ้าและทานอาหารของคนเซอร์เบีย) จากนั้นในช่วงระยะหลายเดือน เขาพาทหารทีละกลุ่มไปยังเครื่องบินขนย้าย C-47 ที่จอดรออยู่ตรงลานบินที่พวกเขาได้แผ้วถางไว้ วูจโนวิชช่วยชีวิตทหารที่เต็มไปด้วยความปีติยินดี 512 นาย
ดาวิดบรรยายถึงความปีติยินดีที่ได้รับการช่วยกู้โดยพระเจ้า จากศัตรูที่ล้อมไม่ให้ท่านหนีไปได้ พระเจ้าทรง “เอื้อมมาจากที่สูง ทรงจับข้าพเจ้า” ดาวิดกล่าว “พระองค์ทรงดึงข้าพเจ้าออกมาจากน้ำมากหลาย” (2 ซมอ.22:17) กษัตริย์ซาอูลผู้คับแค้นใจด้วยความอิจฉาตามล่าดาวิด โดยต้องการฆ่าท่านอย่างไม่ปรานีแต่พระเจ้าทรงมีแผนการอื่น “พระองค์ทรงช่วยกู้ข้าพเจ้าจากศัตรูที่เข้มแข็งของข้าพเจ้า” ดาวิดบรรยาย “จากบรรดาผู้ที่เกลียดชังข้าพเจ้า เพราะเขามีอานุภาพเกินกว่าข้าพเจ้า” (ข้อ 18)
พระเจ้าทรงช่วยกู้ดาวิดจากซาอูล ทรงช่วยกู้อิสราเอลจากอียิปต์ และโดยพระเยซู พระเจ้าเสด็จมาช่วยกู้เราทุกคน พระเยซูทรงช่วยกู้เราจากความบาป ความชั่วร้ายและความตาย พระองค์ทรงยิ่งใหญ่กว่าศัตรูที่เข้มแข็งทั้งหลาย
คนมากมาย
เรามารวมตัวกันเพื่อนมัสการที่โบสถ์ในเช้าวันอาทิตย์ด้วยความชื่นชมยินดีและความหวัง แม้เราจะเว้นระยะห่างเพราะการระบาดของไวรัสโคโรนา แต่เราก็ยินดีที่มีโอกาสร่วมฉลองงานแต่งงานของกาวินและทีจาน่า เพื่อนชาวอิหร่านผู้มีพรสวรรค์ด้านเทคโนโลยีของเราได้ถ่ายทอดสดพิธีให้กับเพื่อนและครอบครัวในหลายพื้นที่ รวมถึงสเปน โปแลนด์และเซอร์เบีย วิธีอันสร้างสรรค์นี้ช่วยให้เราก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆและร่วมยินดีในพันธสัญญาแห่งการแต่งงานได้ พระวิญ-ญาณของพระเจ้าทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกันและประทานความชื่นชมยินดีแก่เรา
เช้าวันอาทิตย์ที่เป็นการรวมตัวอย่างอัศจรรย์ของคนจากหลายชาตินั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสง่าราศีที่จะมาถึงเมื่อผู้คนจาก “ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติทุกภาษา” จะยืนต่อหน้าพระเจ้าในสวรรค์ (วว.7:9) ยอห์นสาวกผู้เป็นที่รักได้เห็นภาพ “คนมากมาย” นี้ในนิมิตที่ท่านบรรยายในพระธรรมวิวรณ์ ที่นั่นคนเหล่านั้นจะนมัสการพระเจ้าร่วมกันกับทูตสวรรค์และผู้อาวุโสว่า “ความสรรเสริญ พระสิริ ปัญญา คำโมทนา พระเกียรติ อำนาจ และฤทธิ์เดชจงมีแด่พระเจ้าของเราตลอดไปเป็นนิตย์ อาเมน” (ข้อ 12)
การรวมตัวกันในงานสมรสของพระเยซูและเจ้าสาวจากหลายเชื้อชาติของพระองค์ใน “การมงคลสมรสของพระเมษโปดก” (19:9) จะเป็นเวลาแห่งการนมัสการและเฉลิมฉลองที่ยอดเยี่ยม ประสบการณ์ของเราที่โบสถ์ในวันอาทิตย์พร้อมกับผู้คนจากหลายเชื้อชาติชี้ไปถึงการเฉลิมฉลองนี้ที่วันหนึ่งเราจะได้ร่วมยินดี
ขณะที่เรารอคอยด้วยความหวังถึงงานแห่งความชื่นบานนั้น ให้เราฝึกซ้อมที่จะเฉลิมฉลองและชื่นบานยินดีในท่ามกลางคนของพระเจ้า
อยู่ด้วยกัน
คริสตจักรดิวเบอร์รี่แบ๊บติสต์แยกตัวกันในช่วงทศวรรษ 1800 เพราะน่องไก่ เรื่องราวถูกเล่าในหลายรูปแบบ แต่เรื่องที่สมาชิกปัจจุบันบอกคือชายสองคนทะเลาะกันเรื่องน่องไก่ชิ้นสุดท้ายที่งานเลี้ยงอาหารที่โบสถ์ ชายคนหนึ่งบอกว่าพระเจ้าอยากให้เขาได้มัน อีกคนพูดว่าพระเจ้าไม่สนใจหรอกและตัวเขาอยากได้มันจริงๆ ทั้งสองคนโกรธมากจนหนึ่งในนั้นย้ายไปตั้งคริสตจักรดิวเบอร์รี่แบ๊บ-ติสต์ที่ 2 ห่างไปสองกิโลเมตรบนถนนเดียวกัน ขอบคุณพระเจ้าที่คริสตจักรทั้งสองตกลงเรื่องความไม่ลงรอยได้ และทุกคนยอมรับว่าเหตุผลที่พวกเขาแยกกันนั้นไร้สาระ
พระเยซูทรงเห็นด้วย ในคืนก่อนการสิ้นพระชนม์พระองค์ทรงอธิษฐานเผื่อสาวกให้พวกเขา “เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังที่พระองค์ คือพระบิดาทรงสถิตในข้าพระองค์ และข้าพระองค์ในพระองค์” ให้เขาทั้งหลาย “เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อโลกจะได้รู้ว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา” (ยน.17:21-23)
เปาโลเห็นด้วยเช่นกัน ท่านกระตุ้นให้พวกเรา “เพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้นด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ มีกายเดียวและมีพระวิญญาณองค์เดียว” (อฟ.4:3-4) และสิ่งนี้ไม่สามารถแยกจากกันได้
พวกเราซึ่งคร่ำครวญเพราะร่างกายของพระคริสต์ที่แตกสลายเพื่อบาปของเราต้องไม่แบ่งแยกพระกายของพระองค์คือคริสตจักร ด้วยความโกรธ การนินทาและเรื่องไม่เป็นเรื่อง ให้เราเป็นฝ่ายผิดดีกว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้คริสตจักรแตกแยก จงยกน่องไก่นั้นให้ชายอีกคน และให้พายเขาเพิ่มไปด้วย!