บุตรแห่งคริสต์มาส
ลองนึกภาพพระองค์ผู้ทรงทำให้ต้นสนซีดาร์งอกออกมาจากเมล็ดพืชและเริ่มต้นชีวิตจากการเป็นต้นอ่อน ผู้ทรงสร้างดวงดาวยอมลงมาบังเกิดในครรภ์ของมนุษย์ ผู้ทรงเติมเต็มท้องฟ้ายอมลงมาเป็นเพียงจุดเล็กๆบนคลื่นอัลตร้า-ซาวด์ในยุคปัจจุบัน พระเยซูผู้ทรงสภาพของพระเจ้า ทรงยอมสละทุกสิ่งจนไม่เหลืออะไร (ฟป.2:6-7) นี่ช่างเป็นความคิดที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก!
ลองจินตนาการถึงฉากที่พระองค์ทรงบังเกิดในหมู่บ้านที่เงียบสงบ ท่ามกลางคนเลี้ยงแกะ ทูตสวรรค์ และแสงเจิดจ้าบนท้องฟ้า มีเสียงร้องของสัตว์เป็นเพลงกล่อมเด็กเพลงแรกของพระองค์ ดูสิ พระองค์ทรงเติบโตขึ้นทางด้านร่างกายและเป็นที่โปรดปรานของผู้คน เป็นเด็กหนุ่มที่ทำให้บรรดาอาจารย์ต้องประหลาดใจในการตอบสำหรับคำถามยากๆ ในฐานะชายหนุ่ม พระองค์ทรงได้รับการรับรองจากพระบิดาในสวรรค์ที่แม่น้ำจอร์แดน และในถิ่นทุรกันดารขณะทรงปล้ำสู้กับความหิวและการอธิษฐาน
ต่อจากนั้นพระองค์ทรงเปิดตัวพันธกิจที่พลิกโลกด้วยการรักษาคนป่วย สัมผัสคนโรคเรื้อน ให้อภัยผู้ที่ทำผิด ดูสิ พระองค์ทรงคุกเข่าอยู่ในสวนด้วยความทุกข์ทรมาน และพวกเขาจับกุมพระองค์ขณะที่สหายสนิทของพระองค์ต่างพากันหนีไป ดูสิ เขาถ่มน้ำลายรดพระองค์และตรึงพระองค์บนไม้กางเขน โดยทรงแบกบาปของมนุษย์ทั้งโลกไว้บนบ่า แต่ดูสิ เมื่อหินกลิ้งออกจากปากอุโมงค์ หลุมฝังศพก็ว่างเปล่า เพราะพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่!
ดูสิ พระองค์ทรงถูกยกขึ้นสูงสุด (ข้อ 9) พระนามของพระองค์เต็มท้องฟ้าและแผ่นดินโลก (ข้อ 10-11) พระผู้สร้างดวงดาวองค์นี้ได้ทรงมาบังเกิดโดยเป็นจุดเล็กๆบนคลื่นอัลตร้าซาวด์ นี่แหละบุตรแห่งคริสต์มาสของเรา
องค์สันติราช
เมื่อไข้หวัดของจอห์นลุกลามจนปอดอักเสบ เขาจึงต้องเข้าโรงพยาบาล ในเวลาเดียวกันแม่ของเขาก็กำลังรักษาโรคมะเร็งอยู่ถัดขึ้นไปไม่กี่ชั้น เขารู้สึกกังวลใจมากเรื่องสุขภาพของแม่และตัวเอง แต่แล้วในคืนก่อนวันคริสต์มาส เมื่อรายการวิทยุเปิดเพลง “เป็นเวลาที่พระคริสต์ได้ประสูติ” จอห์นท่วมท้นไปด้วยสันติสุขอันลึกซึ้งของพระเจ้า เขาได้ยินเนื้อร้องที่ว่าคืนนั้นเป็นค่ำคืนที่พระผู้ช่วยให้รอดมาประสูติ “แสงแห่งความหวังทำให้จิตวิญญาณที่อ่อนล้าเปรมปรีดิ์ และเปิดประตูให้กับเช้าวันใหม่ที่รุ่งโรจน์!” ในเวลานั้นความกังวลเกี่ยวกับตัวเขาเองและแม่ก็พลันหายไป
“พระผู้ช่วยให้รอด” ผู้เสด็จมาบังเกิดเพื่อเราคือพระเยซู ทรงเป็น “องค์สันติราช” ตามที่อิสยาห์พยากรณ์ไว้ (อสย.9:6) พระเยซูทรงทำให้คำพยากรณ์นี้สำเร็จเมื่อทรงเข้ามาในโลกในฐานะทารกน้อย ผู้นำความสว่างและความรอดมาสู่ “ผู้ที่นั่งอยู่ในแดนและเงาแห่งความตาย” (มธ.4:16; ดู อสย.9:2) พระองค์ทรงรวบรวมและมอบสันติสุขให้กับผู้ที่พระองค์ทรงรักแม้ในยามที่พวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากและความตาย
ที่โรงพยาบาลแห่งนั้น จอห์นได้สัมผัสกับสันติสุขที่เกินความเข้าใจ (ฟป.4: 7) ขณะที่เขาใคร่ครวญถึงการประสูติของพระเยซู การเผชิญหน้ากับพระเจ้าครั้งนี้ทำให้ความเชื่อของเขาเข้มแข็งขึ้นและสำนึกถึงพระคุณของพระเจ้าขณะที่เขานอนอยู่ในห้องปลอดเชื้อและต้องอยู่ห่างจากครอบครัวในช่วงคริสต์มาส ขอให้เราได้รับของขวัญแห่งสันติสุขและความหวังจากพระเจ้าเช่นกัน
พวกเขาจะรู้ได้อย่างไร
คริสตจักร “เดอะ แกเธอริง” ทางภาคเหนือของประเทศไทยเป็นคริสตจักรนานาชาติที่เป็นลูกผสมระหว่างนิกายต่างๆ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผู้เชื่อในพระเยซูจากเกาหลี กาน่า ปากีสถาน จีน บังคลาเทศ สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ และประเทศอื่นๆ มารวมตัวกันในห้องประชุมของโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง พวกเขาร้องเพลง “ในพระคริสต์ผู้เดียว (In Christ Alone)” และเพลง “ฉันเป็นลูกของพระเจ้า (I Am a Child of God)” ซึ่งมีเนื้อร้องน่าประทับใจเป็นพิเศษท่ามกลางบรรยากาศเช่นนั้น
ไม่มีใครนำผู้คนมารวมตัวกันได้เหมือนพระเยซู พระองค์ทรงกระทำการนั้นตั้งแต่เริ่มแรก ในศตวรรษแรก เมืองอันทิโอกประกอบด้วยผู้คนจาก 18 เชื้อชาติที่ต่างกันโดยแต่ละกลุ่มอาศัยอยู่ในเขตของตัวเอง เมื่อผู้เชื่อมาที่เมืองอันทิโอกเป็นครั้งแรก พวกเขาประกาศเรื่องพระเยซู “แก่ยิวพวกเดียว” (กจ.11:19) แต่นั่นไม่ใช่แผนการของพระเจ้าสำหรับคริสตจักรแห่งนี้ ในไม่ช้าก็มีบางคนเริ่ม “ประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสตเจ้าแก่พวกกรีกด้วย” และ “คนเป็นอันมากที่เชื่อก็กลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 20-21) ผู้คนในเมืองสังเกตเห็นว่าพระเยซูกำลังเยียวยาความบาดหมางระหว่างชาวยิวและชาวกรีกที่ดำเนินมาหลายศตวรรษ และพวกเขาประกาศว่าคริสตจักรที่ประกอบด้วยคนจากหลากหลายเชื้อชาตินี้ควรจะได้ชื่อว่า “คริสเตียน” หรือ “พระคริสต์น้อยๆ” (ข้อ 26)
อาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับเราที่จะก้าวข้ามพรมแดนทางเชื้อชาติ สังคม และเศรษฐกิจ เพื่อยอมรับผู้คนที่แตกต่างจากเรา แต่ความยากนี้เป็นโอกาสสำหรับเรา เพราะถ้าไม่ใช่เรื่องยาก เราก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพระเยซู และจะมีเพียงไม่กี่คนที่สังเกตเห็นว่าเรากำลังติดตามพระองค์
เสมือนว่าอยู่ด้วยกัน
ในขณะที่โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่แพร่ระบาดไปทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำให้เพิ่มระยะห่างระหว่างผู้คนเพื่อชะลอการแพร่กระจาย หลายประเทศขอให้พลเมืองของตนกักตัวหรือเก็บตัวอยู่กับบ้าน องค์กรต่างๆให้พนักงานทำงานจากบ้าน ขณะที่บางองค์กรประสบปัญหาการเงินจนส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ฉันก็เข้าร่วมการประชุมของคริสตจักรและกลุ่มย่อยผ่านช่องทางออนไลน์ พวกเราในโลกนี้ฝึกที่จะอยู่ร่วมกันในรูปแบบใหม่ แม้ในทางกายภาพเราจะถูกตัดขาดจากกันก็ตาม
ไม่เฉพาะแค่อินเทอร์เน็ตที่ทำให้เรายังรู้สึกเชื่อมโยงถึงกันได้ แต่เรายังเชื่อมโยงกันในฐานะสมาชิกในพระกายของพระคริสต์ผ่านทางพระวิญญาณ เปาโลพูดถึงเรื่องนี้ในจดหมายที่เขียนถึงชาวโคโลสีเมื่อหลายศตวรรษที่แล้ว แม้ว่าท่านจะไม่ได้เป็นผู้ก่อตั้งคริสตจักรแห่งนี้ แต่ท่านก็ห่วงใยพวกเขาและความเชื่อของพวกเขาอย่างมาก แม้เปาโลจะไม่สามารถมาอยู่กับพวกเขาด้วยตนเองได้ แต่ท่านย้ำเตือนพวกเขาว่า “ใจของข้าพเจ้ายังอยู่กับท่าน” (คส.2:5)
เราไม่สามารถอยู่กับคนที่เรารักได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการเงิน สุขภาพ หรือเหตุผลอื่นๆ และเทคโนโลยีสามารถช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ได้ กระนั้นก็ตาม การเชื่อมโยงเสมือนจริงรูปแบบใดก็ตาม ไม่อาจเทียบได้กับ “การอยู่ร่วมกัน” ในฐานะพระกายของพระคริสต์ (1 คร.12:27) ในช่วงเวลาเช่นนี้ เราสามารถเป็นเหมือนเปาโลที่จะชื่นชมยินดีในความเชื่ออันมั่นคงของกันและกัน และหนุนใจกันและกันผ่านการอธิษฐานเพื่อเราจะ “เข้าในความรู้ความล้ำลึกของพระเจ้า คือพระคริสต์” อย่างเต็มบริบูรณ์ (คส.2:2) KHH
เข็มทิศของพระเจ้า
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 วาลเดมาร์ เซเมนอฟ ปฏิบัติหน้าที่เป็นวิศวกรผู้ช่วยอยู่บนเรือเอสเอส อัลคัว ไกด์ ขณะอยู่ห่างจากชายฝั่งของนอร์ท แค-โรไลน่าราว 483 กิโลเมตรนั้น เรือดำน้ำเยอรมันได้ลอยลำขึ้นมาและระดมยิง
มาที่เรือ เรือถูกโจมตีจนไฟลุกไหม้และเริ่มจมลง เซเมนอฟและลูกเรือหย่อนเรือชูชีพลงในน้ำและใช้เข็มทิศของเรือเพื่อไปยังช่องทางเดินเรือ หลังผ่านไปสามวันเครื่องบินลาดตระเวนก็พบเรือชูชีพของพวกเขา และเรือยูเอสเอส บรูม ได้ช่วยชีวิตคนเหล่านั้นเอาไว้ในวันต่อมา ต้องขอบคุณเข็มทิศที่ทำให้เซเมนอฟและลูกเรือทั้ง 26 คนรอดชีวิตมาได้
ผู้เขียนสดุดีเตือนประชากรของพระเจ้าว่า พวกเขามีเข็มทิศชีวิตคือพระคัมภีร์ ท่านเปรียบพระวจนะว่าเป็น “โคม” (สดด.119:105) ที่ส่องสว่างนำทางชีวิตสำหรับผู้ที่แสวงหาพระเจ้า เมื่อผู้เขียนสดุดีลอยคออยู่ในกระแสน้ำแห่ง
ชีวิตที่อลหม่าน ท่านรู้ว่าพระเจ้าสามารถใช้พระวจนะเพื่อจัดเตรียมเส้นรุ้งและเส้นแวงฝ่ายวิญญาณที่จะช่วยท่านให้รอดชีวิต ดังนั้นท่านจึงอธิษฐานขอให้พระเจ้าส่องสว่างเพื่อนำทางชีวิตและนำท่านไปยังท่าเรือแห่งที่ประทับอันบริสุทธิ์ของพระองค์โดยปลอดภัย (43:3)
ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เมื่อเราหลงทาง พระเจ้าสามารถนำทางเราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์และโดยการชี้นำที่เราพบในพระวจนะ ขอพระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงจิตใจและความคิดของเรา เมื่อเราอ่าน ศึกษา และปฏิบัติตามสติปัญญาของพระคัมภีร์
อย่ากลัวเลย
ไลนัสในการ์ตูนเรื่องพีนัทส์ เป็นที่รู้จักกันดีจากผ้าห่มนิรภัยผืนสีน้ำเงินที่เขาพกติดตัวไปทุกที่ และไม่อายที่ต้องใช้มันเพื่อความอุ่นใจ ลูซี่พี่สาวของเขาไม่ชอบผ้าห่มผืนนี้เอามากๆ และพยายามกำจัดมันอยู่บ่อยๆ เธอเอามันไปฝัง ทำเป็นว่าว และนำไปใช้ในการจัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์ ไลนัสเองก็รู้ว่าเขาควรจะพึ่งพาผ้าห่มของเขาให้น้อยลงและปล่อยมันไปบ้างในบางครั้งแต่ก็เอามันกลับมาเสมอ
ในภาพยนตร์เรื่องคริสต์มาสของชาร์ลี บราวน์ เมื่อชาร์ลี บราวน์ผู้ผิดหวังถามว่า “ไม่มีใครรู้เลยหรือว่าคริสต์มาสเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร” ไลนัสซึ่งถือผ้าห่มนิรภัยไว้ในมือ ก้าวออกไปกลางเวที พร้อมกับท่องข้อพระคัมภีร์ลูกา 2:8-14 เมื่อมาถึงประโยคที่บอกว่า “อย่ากลัวเลย” เขาก็วางผ้าห่มลง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขายึดไว้เวลาที่เกิดความกลัว
มีสิ่งใดเกี่ยวกับคริสต์มาสที่เตือนเราว่าเราไม่จำเป็นต้องกลัว ทูตสวรรค์ที่ปรากฏต่อผู้เลี้ยงแกะกล่าวว่า “อย่ากลัวเลย...พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลาย...มาบังเกิด” (ลก.2:10-11)
พระเยซูทรงเป็น “พระเจ้าทรงอยู่กับเรา” (มธ.1:23) พระองค์สถิตกับเราผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งเป็นพระผู้ปลอบโยนที่แท้จริง (ยน.14:16) ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องกลัว เราสามารถวาง “ผ้าห่มนิรภัย” ลง และไว้วางใจในพระองค์ได้
ระลึกถึงในคำอธิษฐาน
ที่โบสถ์ขนาดใหญ่ของชาวแอฟริกัน ศิษยาภิบาลทรุดตัวลงคุกเข่าอธิษฐานต่อพระเจ้า “โปรดระลึกถึงเรา!” ขณะที่เขาอธิษฐานอ้อนวอน ฝูงชนก็ตอบสนองโดยร้องว่า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดระลึกถึงเรา!” ตอนดูเหตุการณ์นี้จากยูทูป ฉันประหลาดใจที่ตัวเองก็ร้องไห้ตามไปด้วย คำอธิษฐานนี้ถูกบันทึกไว้เมื่อหลายเดือนก่อน แต่ทำให้ฉันย้อนนึกถึงช่วงวัยเด็กเมื่อได้ยินศิษยาภิบาลของครอบครัวเราวิงวอนต่อพระเจ้าในแบบเดียวกัน “ข้าแต่พระเจ้า โปรดระลึกถึงเรา!”
เมื่อได้ยินคำอธิษฐานนั้นตอนเป็นเด็ก ฉันเข้าใจผิดคิดว่าบางครั้งพระเจ้าคงจะลืมเรา แต่พระเจ้าทรงสัพพัญญู (สดด.147:5; 1 ยน.3:20) พระองค์ทอดพระเนตรดูเราอยู่เสมอ (สดด.33:13-15) และทรงรักเราเกินที่จะวัดได้ (อฟ.3:17-19)
ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า ซากา ในภาษาฮีบรูแปลว่า “ระลึกถึง” เมื่อพระเจ้าทรงระลึกถึงเรา พระองค์จะกระทำการเพื่อเรา คำนี้ยังหมายถึงการกระทำในนามของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ดังนั้นเมื่อพระเจ้า “ระลึกถึง” โนอาห์กับ “บรรดาสัตว์ป่าและสัตว์ใช้งานที่อยู่กับโนอาห์ในนาวา” พระองค์จึง “ทรงทำให้ลมพัดมาเหนือแผ่นดิน น้ำก็ลดลง” (ปฐก.8:1) เมื่อพระเจ้า “ระลึกถึง” ราเชลที่เป็นหมัน จึงทรง “สดับฟังราเชล ทรงให้นางหายเป็นหมัน นางก็ตั้งครรภ์มีบุตรชาย” (30:22-23)
ช่างเป็นคำวิงวอนด้วยความไว้วางใจที่ยิ่งใหญ่เพื่อทูลขอพระเจ้าให้ระลึกถึงเรา! พระองค์จะตัดสินพระทัยเองว่าจะตอบอย่างไร อย่างไรก็ตามเราสามารถอธิษฐานโดยรู้ว่า คำทูลขอด้วยใจถ่อมของเราเป็นการขอที่ทำให้พระเจ้าทรงเคลื่อนไหว
ยอดเยี่ยม!
โรงเรียนที่ไบรอันลูกชายของผมเป็นโค้ชอเมริกันฟุตบอลนั้น ได้พ่ายแพ้การแข่งขันระดับรัฐในการต่อสู้ที่ดุเดือด ไม่มีใครสามารถโค่นคู่แข่งของพวกเขาลงได้ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ผมส่งข้อความปลอบใจไปให้ไบรอันและได้รับคำตอบสั้นๆว่า “เด็กๆสู้อย่างเต็มที่แล้ว!”
ไม่มีโค้ชคนใดทำให้ผู้เล่นอับอายหลังการแข่งขันจบลง ไม่มีใครตะโกนใส่พวกเขาเมื่อเล่นผิดหรือตัดสินใจผิดพลาดในระหว่างการแข่งขัน โค้ชมีแต่ชื่นชมนักเตะเยาวชนในส่วนดีที่พวกเขาทำ
ในทำนองเดียวกัน เป็นเรื่องดีที่ได้รู้ว่าผู้เชื่อในพระเยซูจะไม่ได้ยินคำกล่าวโทษที่รุนแรงจากพระองค์ เมื่อพระคริสต์เสด็จมาและเรายืนอยู่ต่อหน้าพระองค์ พระองค์จะไม่ทำให้เราอับอาย แต่จะทรงรู้ว่าเราทำอะไรไปบ้างขณะที่เราติดตามพระองค์ (2 คร.5:10; อฟ.6:8) ผมคิดว่าพระองค์จะตรัสบางอย่าง เช่น “เจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลังแล้ว ยอดเยี่ยมมาก!” อัครทูตเปาโลเป็นพยานว่า ท่านได้ “ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง” และรอคอยที่จะได้รับการต้อนรับจากพระเจ้า (2 ทธ.4:7-8)
ชีวิตคือการต่อสู้อย่างต่อเนื่องกับศัตรูตัวฉกาจ ผู้ไม่ยอมลดละและพยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำลายเรา มันจะต่อต้านทุกความพยายามของเราที่จะเป็นเหมือนพระเยซูและรักผู้อื่น จะมีทั้งชัยชนะที่ดีบ้างในบางครั้ง และความพ่ายแพ้ที่น่าเศร้าใจ พระเจ้าทรงทราบ แต่การตำหนิลงโทษจะไม่มีแก่คนที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ (รม.8:1) ถ้าเรายืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้าโดยอาศัยความดีแห่งพระบุตรของพระองค์ เราแต่ละคนก็จะ “ได้รับคำชมเชยจากพระเจ้า” (1 คร.4:5)
แตกหักอย่างงดงาม
ในที่สุดรถโดยสารของเราก็มาถึงจุดหมายปลายทางที่เราตั้งหน้าตั้งตาคอยคือที่แหล่งขุดค้นทางโบราณคดีในอิสราเอล ที่ซึ่งเราจะได้ลองทำการขุดค้นดูจริงๆ ผู้ควบคุมหลุมขุดค้นอธิบายว่า ทุกสิ่งที่เราอาจขุดเจอนั้นไม่มีใครแตะต้องมานานนับพันปี การขุดพบเศษเครื่องปั้นดินเผาที่แตกหักทำให้เรารู้สึกราวกับได้สัมผัสกับประวัติศาสตร์ หลังจากเวลาผ่านไประยะหนึ่ง เราก็ถูกพาไปยังจุดซึ่งใช้ประกอบชิ้นส่วนของแจกันเก่าแก่ใบใหญ่เข้าด้วยกัน
นี่เป็นภาพที่ชัดเจน ช่างฝีมือที่นำชิ้นส่วนแตกหักของเครื่องปั้นดินเผาอายุหลายร้อยปีมาประกอบเข้าด้วยกันนั้น เป็นภาพที่งดงามของพระเจ้าผู้ทรงรักที่จะซ่อมแซมสิ่งที่แตกหักขึ้นมาใหม่ ในสดุดี 31:12 ดาวิดกล่าวว่า “เขาลืม
ข้าพระองค์เสียประหนึ่งว่าเป็นคนตายแล้ว ข้าพระองค์เหมือนอย่างภาชนะที่แตก” แม้จะไม่ได้บอกถึงช่วงเหตุการณ์ที่เขียนเพลงสดุดีบทนี้ แต่ความยากลำบากในชีวิตของดาวิดมักถูกถ่ายทอดออกมาเป็นเพลงคร่ำครวญเช่นเดียวกับเพลงบทนี้ ซึ่งบรรยายถึงการที่ท่านถูกทำให้แตกสลายด้วยภยันตราย ศัตรู และความสิ้นหวัง
แล้วท่านหันไปขอความช่วยเหลือจากที่ใด ในข้อ 16 ดาวิดร้องทูลพระเจ้าว่า “ขอพระพักตร์พระองค์ทอแสงบนผู้รับใช้ของพระองค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอดด้วยความรักมั่นคงของพระองค์”
พระเจ้าผู้ซึ่งดาวิดไว้วางใจ คือองค์เดียวกันกับผู้ที่ยังคงซ่อมแซมสิ่งที่แตกหักในปัจจุบัน ขอเพียงเราเรียกหาพระองค์และวางใจในความรักมั่นคงของพระองค์