Category  |  ODB

อิสรภาพที่พระเจ้าประทาน

ทีมภูมิสถาปนิกได้ศึกษาผลกระทบของการสร้างรั้วรอบสนามเด็กเล่นในโรงเรียนอนุบาล ในสนามเด็กเล่นที่ไม่มีรั้วกั้น เด็กๆมักจะรวมตัวกันอยู่ใกล้อาคารเรียนและใกล้ครูโดยไม่เดินเล่นไปไกล แต่ในสนามเด็กเล่นที่มีรั้วนั้น พวกเขาสนุกกับพื้นที่ทั้งหมด นักวิจัยสรุปว่าการกำหนดขอบเขตอาจทำให้รู้สึกมีอิสระมากขึ้นได้ นี่อาจฟังดูขัดกับความรู้สึกของเราหลายคนที่คิดว่าการกำหนดขอบเขตจะปิดกั้นความเบิกบานใจ แต่กระนั้นรั้วก็ยังทำให้รู้สึกมีอิสระได้!

พระเจ้าทรงเน้นย้ำถึงอิสรภาพภายใต้การกำหนดขอบเขตของพระองค์ เมื่อประทานบัญญัติ 10 ประการให้แก่อิสราเอล พระองค์ทรงสัญญาว่าชีวิตที่ “เจริญรุ่งเรือง” จะเป็นผลจากการใช้ชีวิตในขอบเขตอันดีของพระองค์ “ท่านจงดำเนินตามวิถีทางทั้งสิ้นซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงบัญชาท่านไว้ เพื่อท่านจะมีชีวิตอยู่และเพื่อท่านจะไปดีมาดี และมีชีวิตยืนนานอยู่ในแผ่นดินซึ่งท่านจะยึดครองนั้น” (ฉธบ.5:33) นี่คือภาพของความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งรวมถึงชีวิตที่เต็มด้วยผลดี เป็นชีวิตที่มีคุณภาพ

พระเยซูผู้ทรงทำให้ธรรมบัญญัติครบสมบรูณ์โดยการสิ้นพระชนม์บนกางเขนตรัสว่า “ถ้าท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในคำของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง และท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะ และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท” (ยน.8:31-32) แน่ทีเดียวที่ขอบเขตของพระเจ้านั้นมีไว้เพื่อผลดีของเรา “รั้ว” จะปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระเพื่อเพลิดเพลินกับชีวิตที่พระเจ้าทรงสร้างให้เรามีประสบการณ์ไปกับพระองค์

การทรงเรียกของเราในพระคริสต์

จินนี่ ฮิสลอปได้รับเกียรติด้วยการยืนขึ้นและปรบมือเมื่อเธอรับใบปริญญาบัตรวุฒิปริญญาโทในปี 2004 ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเธอได้รับ 84 ปีหลังจากที่เธอส่งวิทยานิพนธ์สำเร็จ ในปีค.ศ. 1941 เธอเหลือแค่ต้องส่งวิทยานิพนธ์เท่านั้น แต่ในขณะนั้นจอร์จแฟนของเธอถูกเรียกตัวกะทันหันให้ไปรับใช้ชาติในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งสองจึงแต่งงานกันอย่างรวดเร็วและไปที่หน่วยทหารของเขา ทิ้งใบปริญญาที่เกือบจะสำเร็จแล้วของจินนี่ไว้เบื้องหลัง แต่หลังจากการหยุดพักอย่างยาวนาน เธอก็ทำในสิ่งที่เริ่มต้นไว้ได้สำเร็จในที่สุด

เอสราเป็นนักศึกษาพระคัมภีร์ ผู้มี “ปริญญาขั้นสูง” ในเรื่องธรรมบัญญัติของพระเจ้า ท่านรอคอยมาหลายปีเพื่อกลับสู่เยรูซาเล็มหลังการตกเป็นเชลยในบาบิโลน “เอสราได้ตั้งใจของท่านที่จะศึกษาธรรมบัญญัติของพระเจ้า ...และสอนกฎเกณฑ์” (อสร.7:10) เศรุบบาเบลและกลุ่มคนอิสราเอลที่ถูกจับเป็นเชลยได้รับอนุญาตให้กลับจากบาบิโลนเพื่อสร้างพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็มหลายสิบปีก่อนหน้านั้น (2:1-2) และตอนนี้เอสราผู้ซึ่งมี “พระหัตถ์ประเสริฐของพระเจ้าของท่านอยู่กับท่าน” (7:9) ได้นำผู้ถูกจับเป็นเชลยกลับสู่เยรูซาเล็มมากขึ้น พระเจ้าจะทรงใช้ท่านให้รื้อฟื้นและฟื้นฟูการนมัสการพระองค์อย่างถูกต้องตามหลักพระคัมภีร์ “เอสราได้เปิดหนังสือ[ธรรมบัญญัติ]ต่อหน้าประชาชน...เขาทั้งหลายโน้มตัวลงนมัสการพระเจ้า” (นหม.8:5-6)

เอสราต้องรอคอยหลายสิบปี แต่ท่านก็ทำให้การทรงเรียกสำเร็จด้วยพระกำลังของพระเจ้า ขอให้เรายืนหยัดที่จะทำงานที่พระองค์มอบหมายให้้สำเร็จ โดยฤทธิ์อำนาจของพระองค์

พร้อมที่จะอธิษฐาน

ฝูงไฮยีน่าล้อมสิงโตตัวเมียที่อยู่โดดเดี่ยว เมื่อฝูงสัตว์ดุร้ายส่งเสียงแหลมเข้าจู่โจม สิงโตตัวเมียก็สู้กลับ มันทั้งกัด ทั้งตะปบ แผดเสียง และคำรามอย่างสุดกำลังเพื่อป้องกันตัวจากศัตรู ในที่สุดมันก็ล้มลง ขณะที่ฝูงไฮยีน่ากำลังรุมมัน สิงโตตัวเมียอีกตัวหนึ่งเข้ามาช่วยพร้อมผู้ช่วยอีกสามตัวที่ตามหลังมาติดๆ แม้ว่าจะมีจำนวนน้อยกว่า แต่พวกมันก็สู้จนฝูงไฮยีน่ากระจัดกระจายไป สิงโตตัวเมียยืนอยู่ด้วยกัน กวาดสายตาไปรอบๆราวกับกำลังรอคอยการจู่โจมอีกครั้งหนึ่ง

ผู้เชื่อในพระเยซูก็ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นอย่างยิ่งเช่นกัน การช่วยเหลือที่ทรงพลังที่สุดที่เรามอบให้ได้คือคำอธิษฐาน อัครทูตเปาโลเขียนในจดหมายถึงคริสตจักรในกรุงโรมว่า “พี่น้องทั้งหลาย โดยพระเยซูคริสต์พระผู้เป็นเจ้าของเราและโดยความรักของพระวิญญาณ ข้าพเจ้าวิงวอนขอให้ท่านช่วยอธิษฐานพระเจ้าด้วยใจร้อนรนเพื่อข้าพเจ้า” (รม.15:30) เปาโลขอให้พวกเขาอธิษฐานให้ท่าน “พ้นจากมือของคนในประเทศยูเดียที่ไม่เชื่อ” และเพื่อให้การปรนนิบัติเนื่องด้วยผลทาน “เป็นที่พอใจของธรรมิกชน” (ข้อ 31) ท่านรู้ถึงรางวัลของการที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในชุมชน (ข้อ 32) ท่านยืนหยัดร่วมกับพวกเขาในคำอธิษฐานด้วย และลงท้ายจดหมายของท่านด้วยการอวยพร “ขอพระเจ้าแห่งสันติสุขจงสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” (ข้อ 33)

ขณะที่เราดำเนินชีวิตเพื่อพระเยซู เราจะเผชิญหน้ากับศัตรูทั้งในฝ่ายเนื้อหนังและฝ่ายวิญญาณ แต่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราและต่อสู้แทนเรา เมื่อเรายืนหยัดร่วมกัน... โดยพร้อมที่จะอธิษฐานอยู่เสมอ

ดูสิว่าพระเจ้าทรงทำอะไร

มอร์สเป็นลูกชายของผู้รับใช้ในนิกายโปรเตสแตนต์และเป็นจิตรกรภาพภูมิทัศน์ที่ยากไร้ ในช่วงทศวรรษ 1820 เขามีรายได้เพียงเล็กน้อยจากการเป็นนักวาดภาพ เขาเป็น “จิตรกรพเนจร” ในพื้นที่อเมริกา แต่พระเจ้านำชีวิตเขาไปอีกเส้นทางหนึ่ง มอร์สสนใจด้านวิทยาศาสตร์ด้วย เขาเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องมือแม่เหล็กไฟฟ้า และเกิดเป็นความคิดที่จะเปลี่ยนโลก ในปีค.ศ. 1832 ซามูเอล เอฟ. บี. มอร์ส คิดค้นเรื่องการส่งโทรเลขไฟฟ้าและต่อมาได้สร้างเครื่องส่งโทรเลขที่ใช้งานได้เป็นเครื่องแรก

เหตุการณ์ “การเปลี่ยนสายงาน” ที่น่าทึ่งที่สุดในพระคัมภีร์น่าจะเป็นเรื่องของเซาโล ผู้ซึ่ง “ขู่คำรามกล่าวว่าจะฆ่า” ศิษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า (กจ.9:1) พระเยซูทรงปรากฏแก่ท่านในแสงสว่าง (ข้อ 3) ตรัสว่าเซาโลกำลังข่มเหงพระองค์ และเซาโลถูกเรียกให้หยุดเพราะท่านได้รับคำสั่งใหม่แล้ว (ข้อ 6) เซาโลหันหลังกลับและรับตัวตนใหม่ในพระคริสต์ในฐานะอัครทูต ผู้ซึ่งในที่สุดแล้วจะประกาศข่าวประเสริฐในทุกแห่งหนที่ท่านไป

บางครั้งอนาคตที่เราคิดไว้ก็ไม่ได้เป็นตามนั้น พระเจ้าทรงนำเราไปในเส้นทางอื่น บางครั้งพระองค์ต้องการเรียกเราให้ออกจากความบาป หรือบางครั้งอาจเป็นการเปลี่ยนพันธกิจหรืออาชีพการงาน เมื่อพระเจ้าเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเรานั้น ให้เราหยุดสิ่งที่เรากำลังทำและเชื่อฟังคำสั่งใหม่ที่ได้รับ และในขณะที่เส้นทางใหม่ได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าเรา เราก็จะรู้สึกชื่นชมยินดีเหมือนตอนที่ได้เห็นข้อความแรกในโทรเลขของมอร์สที่ส่งไปว่า “ดูสิว่าพระเจ้าทรงทำอะไร!”

ปรารถนาความชื่นชมยินดี

บรอนนี่ แวร์ เขียนบล็อกของเธอเรื่อง “ความเสียใจของคนที่กำลังจะตาย” จากสิ่งที่เธอได้ยินขณะเป็นพยาบาลดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ส่วนหนึ่งของคำพูดนั้นคือ “ฉันนึกหวังให้ตัวเองไม่ทำงานหนักขนาดนั้น” และ “ฉันน่าจะติดต่อกับเพื่อนๆ” ประโยคที่น่าสนใจที่สุดคงจะเป็น “ฉันน่าจะยอมให้ตัวเองมีความสุขมากกว่านี้”

“การที่เราเผชิญหน้ากับความตายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั้นเป็นเครื่องมืออันยอดเยี่ยมในการมีชีวิตที่เปี่ยมด้วยความสุข” แวร์เขียน นี่เป็นคำแนะนำที่ดี แต่แหล่งแห่งความสุขนั้นมาจากไหน เราจะพบความหมายสูงสุดได้จากที่ใด

เมื่อตอนยังหนุ่ม ยอห์นมีมุมมองเรื่องเป้าหมายชีวิตที่ผิดเพี้ยนไป ท่านและพี่ชายทูลขอพระเยซูว่า “เมื่อพระองค์จะทรงพระสิรินั้น ขอให้ข้าพระองค์นั่งที่เบื้องขวาพระหัตถ์คนหนึ่ง เบื้องซ้ายคนหนึ่ง” (มก.10:37) คำขอของพวกเขาทำให้เกิดความขัดแย้งในหมู่สาวก (ข้อ 41) หลายสิบปีต่อมายอห์นมีมุมมองที่ต่างไปอย่างสิ้นเชิง ท่านเห็นความรักและชุมชนในพระเยซู ท่านเห็นว่าชีวิต การสิ้นพระชนม์ และการฟื้นพระชนม์ของพระเยซูเป็นรากฐานของทุกสิ่ง “เราประกาศชีวิตนิรันดร์นั้นแก่ท่านทั้งหลาย” ท่านเขียน (1ยน.1:2) ยอห์นบอกถึงเรื่องของพระเยซูเพื่อว่า “ท่านทั้งหลายจะได้ร่วมสามัคคีธรรมกับเรา” (ข้อ 3) และ “ร่วมสามัคคีกับพระบิดา และกับพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ และเราเขียนข้อความเหล่านี้ เพื่อความปลาบปลื้มยินดีของเราจะได้เต็มเปี่ยม” (ข้อ 3-4)

ชีวิตอาจนำความเสียใจมาให้ แต่พระเยซูทรงเชื้อเชิญให้เราเปลี่ยนความเสียใจเป็นความชื่นชมยินดีอันสมบูรณ์ ที่พระองค์เท่านั้นประทานให้ได้

พระเยซูทรงยื่นพระหัตถ์มาหาคุณ

เล็ตตี้เป็นพนักงานทำความสะอาดในอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อในเรื่องการเดินเร็วที่เร็วมาก การเดินเร็วๆทำให้เธอหลบเลี่ยงจากผู้คนได้อย่างง่ายดาย เธอมีปมเรื่องความยากจนและเคยชินกับการถูกดูถูก เธอจึงเดินผ่านผู้คนโดยใช้มือข้างหนึ่งบังหน้าตัวเองไว้ เธอเล่าว่าเธออับอายมากที่ไม่สามารถเป็น “เหมือนคนทั่วไป สวย และมีการศึกษา” ได้ เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งในที่ทำงานแสดงความเป็นมิตรกับเธอ เล็ตตี้ก็เริ่มดีขึ้น

ชายโรคเรื้อนคนหนึ่งใช้ชีวิตด้วยความอับอายที่อาจจะฝังลึกยิ่งกว่าเล็ตตี้เสียอีก โรคนี้ทำให้เขาเป็นที่รังเกียจและเป็นมลทินตามธรรมบัญญัติของโมเสส ซึ่งแยกเขาออกจากสังคมของผู้คน บาดแผลของเขาไม่ได้เป็นเพียงบาดแผลทางกายเท่านั้น แต่ยังเป็นบาดแผลทางจิตใจและจิตวิญญาณอีกด้วย ด้วยบาดแผลนี้ชายโรคเรื้อนจึงเข้ามาหาพระเยซูและทูลวิงวอนว่า “เพียงแต่​พระ​องค์​จะ​โปรด ​ก็​จะ​ทรง​บันดาล​ให้​ข้า​พระ​องค์​หาย​โรค​ได้” (มก.1:40) เขากำลังพูดว่า โปรดรักษาข้าพระองค์ด้วยเถิด และโปรดขจัดความอับอายไปจากข้าพระองค์ด้วย

พระเยซูไม่ได้แสดงความรังเกียจแต่ทรงตอบเขาด้วยพระกรุณา พระองค์ตรัสว่า “เรา​พอใจ​แล้ว จง​หาย​เถิด” ขณะที่ทรงยื่นพระหัตถ์ถูกต้องชายคนนั้น (ข้อ 41) เช่นเดียวกับมิตรภาพที่เพื่อนร่วมงานมอบให้เล็ตตี้ ท่าทีของพระเยซูคือการแสดงความเห็นอกเห็นใจในความทุกข์ทั้งสิ้นของชายคนนั้น และแสดงถึงการยอมรับในตัวเขาอย่างที่เขาเป็น

เราอาจใช้ชีวิตโดยการซ่อนบางสิ่งที่แยกเราออกจากการเป็น “คนธรรมดา สวยงาม มีการศึกษา” ขอให้เรายอมให้พระเยซูทรงแตะต้องและไถ่ถอนสิ่งเหล่านี้ที่ทำให้เราอับอาย ขอให้เรารู้ว่าในฐานะลูกของพระองค์ เราได้รับการยอมรับและเป็นที่รัก

ขุดให้ลึกเพื่อพบปัญญา

คนงานก่อสร้างในฟลอริดาที่ทำงานในโครงการระบายน้ำมูลค่า 42 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ขุดพบสมบัติล้ำค่า ลึกลงไปในดินพวกเขาพบเรือประมงจากช่วงทศวรรษปี 1800 ที่ยังอยู่ในสภาพดี ในเรือลำนี้มีสิ่งประดิษฐ์ด้วยฝีมือคนที่น่าสนใจมากมาย เช่น ตะเกียงน้ำมันก๊าด แก้วน้ำที่ทำจากกะลามะพร้าว และเหรียญ กำลังมีการศึกษาเรือลำนี้อยู่โดยหวังว่ามันจะสามารถบอกรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในภูมิภาคนั้นเมื่อกว่าร้อยปีที่แล้วได้ “[มัน]เป็นมากกว่าแค่เรือ[มัน]เป็นเครื่องเตือนใจถึงผู้คนทั่วไป” นักโบราณคดีทางทะเลคนหนึ่งกล่าว การขุดลึกลงไปทำให้พวกเขาได้รับความรู้และปัญญา

เมื่อเราศึกษาพระธรรมปัญญาจารย์ เราจะพบสมบัติล้ำค่าทางปัญญามากมาย คือภูมิปัญญาเก่าแก่ที่สะท้อนถึงชีวิตประจำวันของยุคนั้นๆและยุคของเราด้วย ซาโลมอนเปิดเผยว่า “จิตใจของคนที่มีสติปัญญาก็เข้าใจ​...ว่าไม่ว่าอะไรทั้งนั้นย่อมมีวาระและวิธีการ” (ปญจ.8:5-6) ท่านบันทึกไว้ว่าเราจะพบปัญญาในการระลึกถึง “​ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ​” (ข้อ 17 TNCV) และการระลึกถึงว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด (12:1) พระเจ้าเพียงผู้เดียวที่ทำให้ชีวิตเรามีความหมาย นอกจากพระองค์แล้ว ชีวิตก็ “อนิจจัง” (8:14) พระปัญญาของพระองค์ทำให้เราได้สัมผัสกับชีวิตที่น่าพึงพอใจและเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีต่อพระพักตร์พระองค์ (ข้อ 15)​

พระธรรมปัญญาจารย์เปิดเผยว่าคนรุ่นหนึ่ง “ผ่านมาแล้ว...ผ่านไป” (1:4 TNCV) ดังที่เห็นได้จากเรือที่พบในฟลอริดา แต่พระปัญญาของพระเจ้าจะนำไปสู่ชีวิตและเป้าหมายที่แท้จริงและยั่งยืน (ยน.10:10) ให้เราศึกษาพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้งเพื่อจะได้พบภูมิปัญญาเก่าแก่ที่พระเจ้าประทานให้

หีบที่หายไป

ในระหว่างการรีทรีตประจำฤดูใบไม้ร่วงของคริสตจักรที่ค่ายพักแรมใกล้ๆ ศิษยาภิบาลเจฟฟ์ไปเดินเล่นกับลูกชายของฉัน โดยพาเขาเดินป่าทะลุไปยังที่นมัสการกลางแจ้ง ทันใดนั้นเองพวกเขาก็เจอกับหีบพันธสัญญา! แน่นอนว่านั่นไม่ใช่หีบของจริง แต่เป็นหีบจำลองสีทองขนาดเท่าของจริงที่สามีของฉันได้เริ่มสร้างเมื่อหลายปีก่อนด้วยการสนับสนุนจาก

เจฟฟ์ และลูกชายฉันเพิ่งทำจนเสร็จเมื่อไม่นานนี้เพื่อทำให้เจฟฟ์ประหลาดใจเจฟฟ์ตื่นเต้นมากและรีบไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นๆเพื่อนำหีบนั้นไปที่ห้องอาหารของค่าย เป็นภาพน่าประทับใจที่เห็นพวกผู้ชายแบกหีบไปตามทางเดินในขณะที่หลานชายตัวน้อยสองคนของศิษยาภิบาลเดินจูงมือตามหลังไป!

พระคัมภีร์เล่าถึงเหตุการณ์น่ายินดีเมื่อหีบพันธสัญญาของจริงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการที่พระเจ้าสถิตอยู่กับประชาชนของพระองค์ ได้ถูกนำออกมาจากบ้านที่เคยเก็บรักษาไว้เพื่อนำไปยังที่ที่เหมาะสมในเยรูซาเล็ม คือ “เมืองดาวิด” (2 ซมอ.6:12) กษัตริย์ดาวิดชื่นบานอย่างเหลือล้นจนทรงรำ​ “ถวาย​แด่​พระ​เจ้า​ด้วย​สุดกำลัง​ของ​พระ​องค์” ในขณะที่ประชาชนโห่ร้องและเป่าเขาสัตว์ (ข้อ 14-15)

หลายปีต่อมา คนอิสราเอลถูกจับไปเป็นเชลยที่บาบิโลน และกรุงเยรูซาเล็มถูกทำลาย (2 พกษ.25) พระวจนะไม่ได้บอกเราว่าเกิดอะไรขึ้นกับหีบแห่งพันธสัญญา มีเรื่องเล่าไปต่างๆนานา แต่เราชื่นชมยินดีในการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าได้โดยไม่จำเป็นต้องมีหีบแห่งพันธสัญญาอีกต่อไป (ยน.14:16-17) โดยการสิ้นพระชนม์ การฟื้นจากความตายของพระเยซู และการประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระเจ้าทรงอยู่กับทุกคนที่เชื่อในพระคริสต์ นั่นเป็นเหตุผลอันยอดเยี่ยมที่เราจะชื่นชมยินดี!

พระกำลังที่เหนือกว่าของพระเจ้า

ในหนังสือ จากหลุมลึกสู่ธรรมาสน์ จอห์น สตรูปเล่าถึงความทุกข์ยากที่รุนแรงและไร้ความปรานีในชีวิตที่โจมตีและทารุณเขาทั้งทางร่างกาย ทางเพศ และทางอารมณ์ เขาเล่าว่า “ผมเริ่มใช้ยาเสพติดก่อนที่ผมจะขับรถเป็น…ผมออกจากโรงเรียนและเริ่มถลำลึกลงในวิถีชีวิตของอาชญากร” ในที่สุด อาชญากรรมที่จอห์นก่อก็ทำให้เขาต้องติดคุก ในระหว่างการรับโทษจำคุกห้าปี พระคัมภีร์กลายเป็นจริงสำหรับเขา และเขาได้ยอมถ่อมใจลงต่อพระเจ้า โดยพระคุณของพระองค์ เขาหลุดพ้นจากนิสัยที่เคยแข็งแกร่งกว่าเขา

ประสบการณ์ของอิสราเอลในสมัยโบราณมักเป็นการถูกกดขี่และบางครั้งก็ถูกจับเป็นเชลย “จากมือที่แข็งแรงเกินกว่าเขา” (ยรม.31:11) ถึงแม้ว่าสถาน-การณ์ที่ยากลำบากเหล่านั้นจะเกิดจากความโง่เขลาของพวกเขาเอง แต่พระเจ้ายังทรงสำแดงพระเมตตาและพระกำลังของพระองค์เพื่อประชาชนที่หลงผิด การสร้างใหม่อันหมายรวมถึงการร้องเพลงด้วยความชื่นชมยินดี ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ และการเฉลิมฉลอง (ข้อ 12-14) เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าทรงสำแดงพระกำลังที่เหนือกว่าของพระองค์เพื่อประโยชน์ของพวกเขา

ชีวิตของจอห์น สตรูปเป็นพยานถึงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าเพื่อผู้ที่ไว้วางใจในพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า หนังสือพระกิตติคุณเป็นพยานถึงฤทธิ์อำนาจของพระเยซูคริสต์ในการเอาชนะความชั่วร้ายอันน่ารังเกียจในชีวิตของมนุษย์ และ “ทุก​คน​ซึ่ง​ได้​ออก​พระ​นาม​” ของพระองค์ (กจ.2:21) จะสามารถเข้าถึงพระกำลังและฤทธิ์อำนาจของพระเยซูได้ในวันนี้ ผ่านทางการอธิษฐานอย่างจริงใจและเปี่ยมด้วยความเชื่อ และการยอมจำนนที่แท้จริง

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา