Category  |  ODB

เพิ่มอุณหภูมิ

อุณหภูมิของรัฐโคโรลาโดที่เราอยู่สามารถเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บางครั้งก็ภายในไม่กี่นาที แดนสามีของฉันจึงอยากรู้ความแตกต่างของอุณหภูมิในบ้านและรอบๆบ้านเรา เขาชื่นชอบพวกอุปกรณ์ทันสมัย จึงตื่นเต้นเมื่อเปิดกล่อง “ของเล่น” ชิ้นล่าสุด ซึ่งเป็นเทอร์โมมิเตอร์ที่แสดงค่าอุณหภูมิจาก “พื้นที่” สี่จุดรอบบ้าน ถึงจะล้อว่ามันเป็นอุปกรณ์ “ไร้สาระ” แต่ฉันแปลกใจที่พบว่าตัวเองมักจะไปดูอุณหภูมิบ่อยๆ ความแตกต่างของภายในและภายนอกทำให้ฉันสนใจ

พระเยซูทรงใช้อุณหภูมิเพื่ออธิบายถึงคริสตจักรที่ “อุ่นๆ” ในเมืองเลาดีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่ร่ำรวยที่สุดจากทั้งเจ็ดเมืองที่กล่าวถึงในพระธรรมวิวรณ์ เมืองนี้มีทั้งธนาคาร แหล่งเสื้อผ้า และศูนย์กลางการแพทย์ แต่มีข้อเสียเรื่องแหล่งน้ำ จึงจำเป็นต้องมีท่อส่งน้ำมาจากน้ำพุร้อน แต่เมื่อน้ำมาถึงเมืองเลาดีเซีย มันก็ไม่ร้อนและไม่เย็น

คริสตจักรที่นั่นก็อุ่นๆเช่นกัน พระเยซูตรัสว่า “เรารู้จักแนวการกระทำของเจ้า เจ้าไม่เย็นไม่ร้อน เราใคร่ให้เจ้าเย็นหรือร้อน เพราะเหตุที่เจ้าเป็นแต่อุ่นๆ ไม่เย็นและไม่ร้อน เราจะคายเจ้าออกจากปากของเรา” (วว.3:15-16) พระคริสต์ทรงอธิบายว่า “เรารักผู้ใดเราก็ตักเตือนและตีสอนผู้นั้น เหตุฉะนั้นจงมีความกระตือรือร้น และกลับใจเสียใหม่” (ข้อ 19)

คำวิงวอนขององค์พระผู้ช่วยให้รอดยังคงเร่งด่วนสำหรับเราเช่นกัน จิตวิญญาณของคุณไม่เย็นและไม่ร้อนหรือไม่ จงยอมรับการแก้ไขจากพระองค์และทูลขอให้ทรงช่วยคุณที่จะดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อที่ลุกโชนและกระตือรือร้น

วิ่งหนี

บทเรียนเบื้องต้นของไอคิโด ซึ่งเป็นศิลปะป้องกันตัวดั้งเดิมของญี่ปุ่น เป็นสิ่งที่ให้ความเข้าใจมาก เซ็นเซ หรือครูฝึกบอกเราว่า เมื่อเผชิญหน้ากับผู้โจมตี การตอบสนองแรกของเราควรเป็นการ “วิ่งหนี” “ยกเว้นวิ่งหนีไม่ได้ คุณถึงจะต่อสู้” เขากล่าวอย่างจริงจัง

วิ่งหนีหรือ ผมแปลกใจ ทำไมครูฝึกทักษะการป้องกันตัวขั้นสูงจึงบอกเราให้วิ่งหนีการต่อสู้ มันดูขัดกับสัญชาตญาณ จนกระทั่งเขาอธิบายว่ารูปแบบการป้องกันตัวที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงการต่อสู้ตั้งแต่แรก จริงด้วย!

เมื่อคนกลุ่มหนึ่งมาจับพระเยซู เปโตรตอบสนองเหมือนอย่างที่เราบางคนจะทำ คือชักดาบออกมาต่อสู้หนึ่งในคนเหล่านั้น (มธ.26:51; ดู ยน.18:10) แต่พระเยซูทรงบอกให้เปโตรเก็บดาบแล้วตรัสว่า “แต่ถ้าเช่นนั้นพระคัมภีร์ที่ว่า จำจะต้องเป็นอย่างนี้ จะสำเร็จได้อย่างไร” (มธ.26:54)

แม้การตระหนักถึงความยุติธรรมจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็สำคัญเช่นกันที่จะเข้าใจพระประสงค์และอาณาจักรของพระเจ้าซึ่งเป็น อาณาจักรที่ “ตรงกันข้าม” ที่เรียกร้องให้เรารักศัตรูและตอบแทนความชั่วด้วยความดี (5:44) นี่เป็นการตอบสนองที่แตกต่างจากโลกอย่างสิ้นเชิง แต่กระนั้นก็เป็นการตอบสนองที่พระเจ้าทรงพยายามบ่มเพาะในตัวเรา

ลูกา 22:51 ยังบรรยายถึงการที่พระเยซูทรงรักษาหูของชายที่ถูกเปโตรฟัน ขอให้เราเรียนรู้ที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ยากลำบากเหมือนที่พระองค์ทำ โดยแสวงหาสันติสุขและการคืนดีอยู่เสมอ ในขณะที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นให้แก่เรา

ให้ด้วยใจกว้างขวาง

นายพลชาร์ลส์ กอร์ดอน (1833-1885) รับใช้สมเด็จพระราชินีวิกตอเรียในประเทศจีนและที่ต่างๆ แต่เมื่ออยู่ประเทศอังกฤษ เขาจะมอบรายได้ร้อยละ 90 ให้กับการกุศล เมื่อได้ยินข่าวการกันดารอาหารที่แลงคาเชียร์ เขาจึงขูดคำจารึกบนเหรียญทองคำบริสุทธิ์ที่ได้รับจากผู้นำระดับโลกออกแล้วส่งมันไปทางเหนือ บอกให้พวกเขาหลอมมันและนำเงินไปซื้อขนมปังให้คนยากจน ในวันนั้นเขาเขียนบันทึกประจำวันว่า “สิ่งของชิ้นสุดท้ายในโลกที่ผมครอบครองและให้คุณค่า ผมได้ถวายแด่องค์พระเยซูแล้ว”

ระดับความใจกว้างของนายพลกอร์ดอน อาจดูเหมือนอยู่เหนือและเกินกว่าที่เราจะเทียบได้ แต่พระเจ้าทรงเรียกให้คนของพระองค์ดูแลผู้ที่ขัดสนอยู่เสมอ ในพระบัญญัติบางข้อที่ทรงให้ไว้ผ่านโมเสส พระเจ้าบัญชาไม่ให้เกี่ยวเก็บข้าวที่ขอบนาและเก็บเกี่ยวพืชผลทั้งหมด แต่เมื่อเก็บผลองุ่น พระองค์ตรัสว่าให้เหลือองุ่นที่ตกไว้ “ให้คนยากจนและคนต่างด้าว” (ลนต.19:10) พระเจ้าทรงต้องการให้คนของพระองค์ใส่ใจและดูแลผู้อ่อนแอที่อยู่ท่ามกลางพวกเขา

ไม่ว่าเราจะรู้สึกว่าตัวเองใจกว้างแค่ไหนก็ตาม เราก็ยังทูลขอให้พระเจ้าทรงเพิ่มเติมความปรารถนาที่จะให้แก่ผู้อื่นได้ และแสวงหาพระปัญญาของพระองค์เพื่อจะมีวิธีที่สร้างสรรค์ในการให้ด้วย พระองค์ทรงพอพระทัยที่จะช่วยเราสำแดงความรักของพระองค์แก่ผู้อื่น

ในวาระสุดท้าย

ผมมักจะได้รับเกียรติในการนำค่ายฟื้นฟูฝ่ายวิญญาณ การได้ไปนอกสถานที่สองสามวันเพื่ออธิษฐานและใคร่ครวญช่วยฟื้นฟูได้อย่างลึกซึ้ง บางครั้งในระหว่างรายการ ผมจะขอให้ผู้ร่วมค่ายทำแบบฝึกหัด “ลองจินตนาการว่าชีวิตของคุณสิ้นสุดลงและข่าวมรณกรรมของคุณจะอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ คุณอยากให้มันเขียนว่าอะไร” ผลปรากฏว่าผู้ร่วมค่ายบางคนเปลี่ยนการจัดลำดับความสำคัญในชีวิต และตั้งเป้าว่าจะทำให้ชีวิตของตนจบลงอย่างงดงาม

2 ทิโมธี 4 มีข้อเขียนสุดท้ายของอัครทูตเปาโล แม้คาดว่าท่านจะอยู่ในช่วงวัยประมาณหกสิบเท่านั้น และแม้จะเคยเผชิญกับความตายมาก่อน ท่านรู้สึกว่าชีวิตของตนใกล้จะสิ้นสุดแล้ว (2 ทธ.4:6) จะไม่มีการเดินทางไปประกาศข่าวประเสริฐหรือเขียนจดหมายถึงคริสตจักรของท่านอีก ท่านมองย้อนกลับไปในชีวิตและกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุด ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว” (ข้อ 7) ในขณะที่ตัวท่านยังไม่สมบูรณ์แบบ (1 ทธ.1:15-16) เปาโลประเมินชีวิตของตนว่าดำเนินกับพระเจ้าและพระกิตติคุณอย่างเต็มที่แค่ไหน ว่ากันว่าท่านได้พลีชีพเพื่อความเชื่อหลังจากนั้นไม่นาน

การคิดถึงวันสุดท้ายของชีวิตจะช่วยให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่าสิ่งสำคัญในตอนนี้คืออะไร ถ้อยคำของเปาโลสามารถเป็นต้นแบบที่ดีให้เราทำตาม ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง แข่งขันจนถึงที่สุด และรักษาความเชื่อ เพราะในท้ายที่สุดสิ่งสำคัญคือ เราได้ยึดมั่นในพระเจ้าและทางของพระองค์อย่างแท้จริง ขณะที่ทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นเพื่อเราจะใช้ ต่อสู้ในสงครามฝ่ายวิญญาณ และจบชีวิตลงอย่างงดงาม

บางสิ่งที่ลึกซึ้งและผูกพัน

อมินาผู้อพยพชาวอิรัก และโจเซฟชาวอเมริกันแต่กำเนิด ได้เข้าร่วมการประท้วงทางการเมืองโดยอยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน เราถูกสอนให้เชื่อว่า ผู้ที่แตกต่างกันทางเชื้อชาติและการเมืองจะเป็นอริที่เกลียดชังกัน แต่เมื่อผู้ประท้วงกลุ่มเล็กๆเข้ามารุมโจเซฟและพยายามจุดไฟเผาเสื้อของเขา อมินารีบเข้าไปปกป้องเขา “ผมคิดว่าเราแตกต่างกันอย่างสุดขั้วแล้วในความเป็นมนุษย์” โจเซฟบอกนักข่าว “ถึงอย่างนั้น มันก็เหมือนเป็นช่วงเวลาที่เราเห็นว่า ‘มันไม่โอเค’” บางสิ่งที่อยู่ลึกกว่าแนวคิดทางการเมืองได้ถักทออมินาและโจเซฟเข้าด้วยกัน

แม้เรามักจะมีความเห็นที่ต่างกันกับคนอื่นๆ เป็นความแตกต่างในเรื่องสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ แต่ก็ยังมีความเป็นจริงที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าซึ่งผูกพันเราไว้ด้วยกัน นั่นคือเราทุกคนถูกสร้างโดยพระเจ้าและทรงผูกพันเราไว้เป็นครอบครัวเดียวกันที่พระองค์ทรงรัก พระเจ้าทรงสร้างเราแต่ละคน “ตามพระฉายาของพระองค์” (ปฐก.1:27) โดยไม่คำนึงถึงเพศ สถานะทางสังคม ชาติพันธุ์ หรือแนวคิดทางการเมือง และไม่ว่าในเรื่องอื่นใดอีกที่เป็นจริงพระเจ้าก็ทรงเป็นภาพสะท้อนอยู่ทั้งในตัวคุณและผม ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ประทานวัตถุประสงค์ร่วมกันแก่เราเพื่อให้ “ทวีมากขึ้นจนเต็ม” และ “ครอบครอง” โลกของพระเจ้าด้วยสติปัญญาและความเอาใจใส่ (ข้อ 28)

เมื่อใดก็ตามที่เราลืมว่าเราผูกพันร่วมกันในพระเจ้า เราก็ทำความเสียหายให้แก่ตัวเองและผู้อื่น แต่เมื่อเราอยู่ร่วมกันในพระคุณและความจริงของพระองค์ เราก็มีส่วนในพระประสงค์ของพระองค์ที่จะทำให้โลกนี้น่าอยู่และเจริญรุ่งเรือง

ผลไม้ขายต้นไม้

เจ้าของร้านต้นไม้เตรียมจะขายต้นพีช เธอคิดหาวิธีต่างๆเพื่อดึงดูดลูกค้า เธอควรนำต้นกล้าที่มีใบดกมาจัดวางในกระสอบผ้าให้สวยงาม หรือควรทำแผ่นโฆษณาสีที่มีภาพต้นพีชเติบโตตามฤดูกาลต่างๆดี สุดท้ายเธอก็คิดออกว่าอะไรที่จะทำให้ขายต้นพีชได้ ซึ่งก็คือผลผลิตของต้นพีชที่มีกลิ่นหอมหวาน สีส้มเข้ม และมีเปลือกอ่อนนุ่ม วิธีที่ดีที่สุดในการขายต้นพีช คือเด็ดผลพีชสุก ผ่าออกให้น้ำของลูกพีชไหลหยดลงมาตามแขนของคุณ และยื่นพีชหนึ่งชิ้นให้ลูกค้า เมื่อพวกเขาได้ชิมผลไม้แล้ว พวกเขาก็จะอยากได้ต้นไม้

พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์เองในรูปแบบของผลฝ่ายพระวิญญาณที่อยู่ในผู้ติดตามพระองค์ คือในความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ (ความอดทน) ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม และการรู้จักบังคับตน (กท.5:22-23) เมื่อผู้เชื่อในพระเยซูแสดงออกถึงผลเหล่านั้น ผู้อื่นก็จะอยากได้เช่นกัน แล้วพวกเขาก็จะแสวงหาแหล่งกำเนิดของผลที่น่าดึงดูดใจเหล่านั้น

ผลเหล่านี้คือผลลัพธ์ภายนอกที่เกิดจากความสัมพันธ์ภายใน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตของเรา ผลเหล่านี้คือภาพลักษณ์ที่ดึงดูดให้ผู้อื่นมารู้จักพระเจ้าที่เรานำเสนอ เช่นเดียวกับลูกพีชสีสดใสที่โดดเด่นออกมาจากใบสีเขียวของต้นไม้ ผลของพระวิญญาณก็ประกาศแก่โลกที่อดอยากว่า “ที่นี่มีอาหาร! ที่นี่มีชีวิต! จงมาแสวงหาทางที่จะหลุดพ้นจากความเหน็ดเหนื่อยและท้อใจ มาและพบกับพระเจ้า!”

ชื่นชมยินดีที่บ้านของไซม่อน

ผมไม่เคยลืมการเดินทางไปบ้านของไซม่อน ภายใต้ท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยดวงดาวในเมืองยาฮูรูรู ประเทศเคนย่า เราเดินทางไปบ้านหลังน้อยของเขาเพื่อทานอาหารเย็น พื้นดินและแสงตะเกียงสะท้อนถึงการใช้ชีวิตอย่างอัตคัดของเขา ผมจำไม่ได้ว่าอาหารมื้อนั้นคืออะไร แต่สิ่งที่ผมไม่อาจลืมคือความชื่นชมยินดีของไซม่อนที่เราไปเป็นแขกของเขา การต้อนรับด้วยน้ำใจไมตรีของเขานั้นเป็นเหมือนกับพระเยซู คือไม่เห็นแก่ตัว สัมผัสชีวิต และนำความปีติยินดีมาให้

ใน 1 โครินธ์ 16:15-18 เปาโลเอ่ยถึงครอบครัวหนึ่ง คือครอบครัวของสเทฟานัส (ข้อ 15) ซึ่งมีชื่อเสียงในการปรนนิบัติ พวกเขา “ได้ถวายตัวไว้ในการปรนนิบัติธรรมิกชนทั้งปวง” (ข้อ 15) แม้การปรนนิบัติโดยรวมของพวกเขาจะเป็นสิ่งที่จับต้องได้ (ข้อ 17) แต่ผลที่ตามมาเป็นสิ่งที่เปาโลเขียนว่า “เขาทำให้จิตใจของข้าพเจ้า และใจท่านทั้งหลายชื่นชมยินดี” (ข้อ 18)

เมื่อเรามีโอกาสแบ่งปันกับผู้อื่น เรามักจะสนใจให้ความสำคัญกับเรื่องอาหาร สภาพแวดล้อม และสิ่งต่างๆให้เหมาะกับวาระโอกาสนั้นๆ แต่บางครั้งเราก็ลืมไปว่า แม้ “สิ่งใด” และ “ที่ใด” จะสำคัญ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด มื้ออาหารที่น่าจดจำนั้นยอดเยี่ยมและบรรยากาศอันรื่นรมย์ก็มีส่วน แต่อาหารมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถบำรุงเลี้ยงและเสริมสร้างกำลังใจได้อย่างเต็มที่ ความชื่นชมยินดีที่แท้จริงมาจากพระเจ้าและเป็นเรื่องของจิตใจ มันสามารถส่งไปถึงใจของผู้อื่น และยังคงหล่อเลี้ยงจิตใจได้ต่อเนื่องยาวนานแม้มื้ออาหารจะสิ้นสุดลงแล้ว

อาหารจากสวรรค์

เดือนสิงหาคม 2020 ชาวเมืองออลเทน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าหิมะตกเป็นช็อกโกแลต! ความผิดปกติในระบบระบายอากาศของโรงงานช็อกโกแลตท้องถิ่นทำให้อนุภาคช็อกโกแลตฟุ้งกระจายไปในอากาศ ผลที่ตามมาคือ เกล็ดผงช็อกโกแลตที่กินได้ปกคลุมรถยนต์และถนน ทำให้ทั้งเมืองมีกลิ่นเหมือนร้านขายขนม

เมื่อคิดถึงการที่อาหารเลิศรสตกลงมาจากสวรรค์ “ราวกับมีเวทมนตร์” ทำให้ฉันนึกถึงการที่พระเจ้าทรงเลี้ยงดูชาวอิสราเอลในพระธรรมอพยพ ซึ่งเกิดขึ้นหลังการออกมาจากอียิปต์อย่างอัศจรรย์ พวกเขาเผชิญความท้าทายอันหนักหน่วงในถิ่นทุรกันดาร โดยเฉพาะการขาดแคลนอาหารและน้ำ พระเจ้ารู้ถึงความทุกข์ยากของเขาจึงทรงสัญญาว่า “จะให้อาหารตกลงมาจากท้องฟ้าดุจฝน” (อพย.16:4) เช้าวันรุ่งขึ้น มีเกล็ดเล็กๆปรากฏบนพื้นดินในถิ่นทุรกันดาร การทรงเลี้ยงดูในแต่ละวันซึ่งรู้จักกันว่ามานา ได้ตกลงมาในตลอดสี่สิบปีต่อมา

เมื่อพระเยซูเสด็จมาในโลก ผู้คนเริ่มเชื่อว่าพระเจ้าทรงส่งพระองค์มาเมื่อพระองค์จัดเตรียมขนมปังแก่ฝูงชนกลุ่มใหญ่อย่างอัศจรรย์ (ยน.6:5-14) แต่พระเยซูทรงสอนว่าพระองค์เองเป็น “อาหารแห่งชีวิต” (ข้อ 35) ทรงถูกส่งมาไม่เพียงแค่ให้จัดหาอาหารที่บำรุงร่างกายเพียงชั่วคราว แต่ยังเพื่อประทานชีวิตนิรันดร์ (ข้อ 51)

สำหรับพวกเราที่หิวกระหายอาหารฝ่ายวิญญาณ พระเยซูทรงยื่นข้อเสนอแห่งการมีชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้า ขอให้เราเชื่อและวางใจว่า พระองค์เสด็จมาเพื่อเติมเต็มความปรารถนาที่ลึกที่สุดเหล่านั้นให้เป็นจริง

โหยหาพระองค์

ทำไมเมื่อเราพูดว่า “นี่เป็นมันฝรั่งทอดชิ้นสุดท้ายที่ฉันจะกิน” แต่ห้านาทีต่อมาเราก็มองหาเพื่อจะกินอีก ไมเคิล มอสส์ตอบคำถามนี้ในหนังสือชื่อ เกลือ น้ำตาล ไขมัน ของเขา เขาอธิบายว่าผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวรายใหญ่ที่สุดของอเมริการู้วิธี “ช่วย” ให้ผู้คนโหยหาอาหารขยะ อันที่จริงบริษัทมีชื่อแห่งหนึ่งใช้เงินเกือบหนึ่งพันล้านบาทต่อปีในการจ้าง “ที่ปรึกษาด้านความอยากอาหาร” ให้กำหนดสัดส่วนของเครื่องปรุงที่ทำให้ผู้บริโภคติดใจ เพื่อจะใช้ประโยชน์จากความอยากอาหารของเรา

พระเยซูไม่ได้ทำเหมือนบริษัทนี้ แต่ทรงช่วยให้เราโหยหาอาหารแท้คืออาหารฝ่ายวิญญาณ ซึ่งนำความอิ่มเอมมาสู่จิตวิญญาณของเรา พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่วางใจในเรา จะไม่กระหายอีกเลย” (ยน.6:35) พระองค์ทรงสื่อสารสองสิ่งที่สำคัญในคำตรัสนี้ สิ่งแรกคือ อาหารที่พระองค์ตรัสถึงคือบุคคลไม่ใช่ของสำหรับบริโภค (ข้อ 32) อย่างที่สองคือ เมื่อมนุษย์วางใจให้พระเยซูทรงยกโทษความบาป พวกเขาก็ได้เข้าสู่ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระองค์และพบกับสิ่งที่เติมเต็มความโหยหาในจิตวิญญาณทุกอย่าง อาหารนี้คงอยู่เป็นนิตย์ เป็นอาหารฝ่ายวิญญาณที่นำไปสู่ความอิ่มเอมใจและสู่ชีวิต

เมื่อเราไว้วางใจในพระเยซู ผู้ทรงเป็นอาหารแท้จากสวรรค์ เราจะโหยหาพระองค์ และพระองค์จะทรงเสริมกำลังและเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา