ทีมในฝัน
เมลานีและเทรเวอร์ เป็นเพื่อนร่วมเดินเท้าตะลุยเส้นทางบนภูเขาหลายกิโลเมตร ซึ่งคนใดคนหนึ่งจะทำเช่นนั้นไม่ได้เลยถ้าขาดอีกคน เมลานีต้องนั่งรถเข็นเพราะมีความผิดปกติที่กระดูกสันหลังตั้งแต่เกิด เทรเวอร์ตาบอดเนื่องจากต้อหิน ทั้งคู่ตระหนักว่าพวกเขาเป็นส่วนที่เติมเต็มกันและกันอย่างสมบูรณ์ในการเพลิดเพลินกับผืนป่าโคโลราโด ขณะที่เดินไปตามเส้นทาง เทรเวอร์แบกเมลานีไว้บนหลังโดยเธอเป็นคนบอกทางให้เขา พวกเขาเรียกตัวเองว่า “ทีมในฝัน”
เปาโลบรรยายถึงผู้เชื่อในพระเยซูว่าเป็นพระกายของพระคริสต์ ซึ่งคล้ายกับลักษณะของ “ทีมในฝัน” ท่านเตือนชาวโรมให้ตระหนักว่าของประทานส่วนตัวของพวกเขาเป็นประโยชน์แก่กลุ่มคนที่ใหญ่กว่า เช่นเดียวกับที่ร่างกายคนเราแบ่งเป็นหลายส่วนและทำหน้าที่แตกต่างกัน เมื่อรวมกันเราก็ “เป็นกาย[ฝ่ายวิญญาณ]อันเดียว” และของประทานของเรามีไว้รับใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมแก่คริสตจักร (รม.12:5) ไม่ว่าจะเป็นการถวาย การหนุนใจ การสอน หรือของประทานฝ่ายวิญญาณอื่นใดอีกก็ตาม เปาโลกำชับให้เรามองตัวเองและของประทานของเราว่าเป็นของส่วนรวม (ข้อ 5-8)
เมลานีและเทรเวอร์ไม่ได้จดจ่อในสิ่งที่พวกเขาขาด และไม่ได้ภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนมีเมื่อเทียบกับอีกคน แต่พวกเขาใช้ “ของประทาน” ของตนเพื่อช่วยเหลืออีกฝ่ายด้วยความยินดี โดยตระหนักว่าพวกเขาทั้งคู่ทำได้ดีขึ้นมากเพียงใดเมื่อร่วมมือกัน ขอให้เราเต็มใจนำของประทานจากพระเจ้ามารับใช้ร่วมกับของประทานของเพื่อนผู้เชื่อ เพื่อถวายเกียรติแด่พระคริสต์
อาหารที่บอกว่าฉันรักคุณ
ฉันไปร่วมงานรวมญาติฉลองวันเกิดของครอบครัวหนึ่งซึ่งเจ้าภาพใช้หัวข้อ “ของโปรด” ในการตกแต่งสถานที่ เตรียมของขวัญ และที่ยอดเยี่ยมที่สุดคืออาหาร เพราะเด็กหญิงเจ้าของวันเกิดชอบทานสเต๊ก สลัด และบันด์เค้กไวท์ช็อคโกแลตกับราสเบอร์รี่ เจ้าภาพจึงย่างสเต๊ก ทำผักโขมปั่น และสั่งเค้กของโปรด ซึ่งอาหารโปรดเหล่านี้เป็นการบอกว่า “ฉันรักเธอ”
พระคัมภีร์บันทึกถึงงานเลี้ยง งานฉลอง และงานเทศกาลหลายครั้ง มีการเชื่อมโยงการรับประทานอาหารเข้ากับการเฉลิมฉลองความสัตย์ซื่อของพระเจ้า เทศกาลเลี้ยงเป็นส่วนหนึ่งของการนมัสการด้วยเครื่องบูชาที่ชาวอิสราเอลถือปฏิบัติ (ดู กดว.28:11-31) ทั้งในเทศกาลปัสกา เทศกาลสัปดาห์ และเทศกาลขึ้นหนึ่งค่ำซึ่งจัดขึ้นทุกเดือน และในสดุดี 23:5 พระเจ้าทรงเตรียมสำรับอาหารอันอุดมและถ้วยซึ่งเต็มล้นด้วยพระเมตตาและความรัก บางทีการจับคู่อาหารและเหล้าองุ่นที่หรูหราที่สุดที่เคยมี คือตอนที่พระเยซูทรงหักขนมปังและชูถ้วยน้ำองุ่น ซึ่งเล็งถึงของประทานแห่งความรอดจากการสิ้นพระชนม์บนกางเขนของพระองค์ จากนั้นพระองค์ทรงท้าทายเราว่า “จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา” (ลก.22:19)
ในวันนี้เมื่อคุณรับประทานอาหาร ให้ใช้เวลาสักครู่เพื่อคิดถึงพระเจ้าผู้ทรงสร้างทั้งปากและท้องและจัดเตรียมอาหารแก่คุณ ซึ่งเป็นดั่งภาษาแห่งความรักของพระองค์ เพื่อเฉลิมฉลองถึงความสัตย์ซื่อของพระองค์ พระเจ้าของเราทรงเลี้ยงดูเราอย่างสัตย์ซื่อ ทรงตอบสนองความต้องการอันยิ่งใหญ่ของเราด้วยการจัดเตรียมอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ เพื่อบอกว่า “เรารักเจ้า”
เร่งรีบและรอคอย
“เราจะใช้เวลาว่างทั้งหมดของเราทำอะไร” ความคิดนี้คือใจความหลักของบทความที่ตีพิมพ์ในปี 1930 โดยนักเศรษฐศาสตร์ จอห์นเมย์นาร์ด เคนส์ เขาเขียนในบทความว่า ภายในเวลาหนึ่งร้อยปี ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจจะทำให้มนุษย์มาถึงจุดที่เราจะทำงานเพียงสามชั่วโมงต่อวันและ 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
ผ่านไปกว่า 90 ปีแล้วนับจากที่เคนส์เผยแพร่บทความอันโด่งดังของเขา แต่แทนที่เทคโนโลยีจะทำให้เรามีเวลาว่างมากขึ้นกลับทำให้เรายุ่งกว่าเดิม มีสิ่งที่ต้องทำทั้งวัน แม้สิ่งที่ต้องทำทุกวันอย่างการเดินทางและการเตรียมอาหารจะใช้เวลาน้อยลง แต่เราก็ยังคงเร่งรีบ
หนึ่งในเหตุการณ์ประทับใจจากชีวิตของดาวิดแสดงให้เราเห็นถึงวิธีการดำเนินชีวิตอย่างมั่นคงท่ามกลางความเร่งรีบของชีวิต เมื่อดาวิดหลบหนีกษัตริย์ซาอูล [ที่พยายามจะประหารท่าน]ท่านทูลถามพระราชาเมืองโมอับว่า “ขอโปรดให้บิดามารดาของข้าพเจ้ามาอยู่กับพระองค์เถิด จนกว่าข้าพเจ้าจะทราบว่าพระเจ้าจะทรงกระทำประการใดเพื่อข้าพเจ้า” (1 ซมอ.22:3) ดาวิดมีสิ่งที่ต้องทำมากมาย ท่านพยายามหลีกหนีการไล่ล่าเอาชีวิตของซาอูลทั้งยังต้องดูแลครอบครัวด้วย แต่กระนั้นในความเร่งรีบ ท่านยังใช้เวลาเพื่อรอคอยพระเจ้า
เมื่อย่างก้าวอันเร่งรีบของชีวิตท่วมท้นอยู่เหนือเรา เราสามารถวางใจในพระองค์ผู้ทรงรักษาเราไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ (อสย.26:3) ถ้อยคำของดาวิดสรุปเรื่องนี้ได้อย่างดีว่า “จงเข้มแข็ง และให้จิตใจของท่านกล้าหาญเถิด เออ จงรอคอยพระเจ้า” (สดด.27:14)
คุณทำได้!
การให้กำลังใจก็เหมือนกับออกซิเจน ที่หากขาดไปชีวิตเราก็อยู่ไม่ได้ นี่เป็นความจริงสำหรับเจมส์ ซาเวจวัยเก้าขวบ เด็กชายว่ายน้ำเป็นระยะทางมากกว่าสามกิโลเมตรไปและกลับจากชายฝั่งซานฟรานซิสโกกับเกาะอัลคาทราซ โดยทำลายสถิติบุคคลอายุน้อยที่สุดที่ทำสำเร็จ ขณะว่ายไปได้ 30 นาที กระแสคลื่นเย็นยะเยือกทำให้เจมส์อยากจะเลิก แต่เพราะเสียงตะโกนจากกลุ่มนักพายเรือที่ร้องว่า “เธอทำได้!” มอบกำลังใจให้เขาทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ
เมื่อกระแสคลื่นเย็นยะเยือกแห่งความทุกข์ลำบากทำให้ผู้เชื่อในพระเยซูอยากจะยอมแพ้ เปาโลและบารนาบัสหนุนใจให้พวกเขาเดินทางต่อไป หลังจากอัครทูตทั้งสองเทศนาข่าวประเสริฐในเมืองเดอร์บี พวกท่าน “กลับไปยังเมืองลิสตรา เมืองอิโคนียูม และเมืองอันทิโอก กระทำให้ใจของสาวกทั้งหลายถือมั่นขึ้น เตือนเขาให้ดำรงอยู่ในพระศาสนา” (กจ.14:21-22) พวกท่านช่วยให้ผู้เชื่อยึดมั่นความเชื่อในพระเยซู ปัญหาต่างๆทำให้พวกเขาอ่อนกำลัง แต่ถ้อยคำหนุนใจเสริมกำลังแก่ความตั้งใจของพวกเขาที่จะมีชีวิตเพื่อพระคริสต์ โดยกำลังจากพระเจ้า พวกเขาตระหนักว่าตนสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ท้ายที่สุดเปาโลและบารนาบัสช่วยให้พวกเขาเข้าใจว่าพวกเขา “จำต้องทนความยากลำบากมาก จึงจะได้เข้าในแผ่นดินของพระเจ้า” (ข้อ 22)
การดำเนินชีวิตเพื่อพระเยซูอาจยากลำบากและบางครั้งเราอาจถูกทดลองให้ยอมแพ้ กระนั้นพระเยซูและเพื่อนผู้เชื่อในพระองค์สามารถมอบคำหนุนใจที่เราต้องการเพื่อจะก้าวต่อไป ในพระองค์เราทำได้!
ปัญญาและความเข้าใจ
ในปี 1373 ตอนที่จูเลียนแห่งนอริชอายุสามสิบปี เธอล้มป่วยและเกือบเสียชีวิต เมื่อผู้รับใช้พระเจ้าอธิษฐานเผื่อเธอ เธอได้เห็นนิมิตหลายอย่างซึ่งเธอคิดว่าเกี่ยวกับการถูกตรึงกางเขนของพระเยซู หลังจากที่สุขภาพของเธอฟื้นฟูขึ้นอย่างอัศจรรย์ เธอใช้ชีวิตอีกยี่สิบปีต่อมาอย่างสันโดษภายในห้องข้างอาคารโบสถ์ เฝ้าอธิษฐานและครุ่นคิดถึงประสบการณ์ที่ได้รับ เธอสรุปว่า “ความรักคือสิ่งที่พระองค์ต้องการบอก” นั่นก็คือการวายพระชนม์ของพระคริสต์คือการสำแดงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้า
นิมิตของจูเลียนเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย แต่สิ่งที่ผู้คนมักมองข้ามคือเวลาและความพยายามที่เธอใช้อธิษฐานเพื่อแสวงหาสิ่งที่พระเจ้าต้องการเปิดเผยแก่เธอ เธอใช้เวลาสองทศวรรษค้นหาความหมายของประสบการณ์ที่พระเจ้าทรงปรากฏแก่เธอ โดยทูลขอปัญญาและความช่วยเหลือจากพระองค์
เช่นเดียวกับที่ทรงกระทำแก่จูเลียน พระเจ้าก็ได้ทรงสำแดงพระองค์ด้วยพระกรุณาแก่ประชากรของพระองค์ เช่นผ่านถ้อยคำในพระคัมภีร์ ผ่านพระสุรเสียงสงบแผ่วเบาของพระองค์ ผ่านท่วงทำนองเพลงนมัสการ หรือแม้กระทั่งการรับรู้ถึงการทรงสถิตของพระองค์ เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น เราสามารถแสวงหาปัญญาและความช่วยเหลือจากพระองค์ ปัญญานี้คือสิ่งที่กษัตริย์ซาโลมอนกำชับให้บุตรชายของพระองค์แสวงหา โดยบอกว่าเขาควรกระทำหูให้ผึ่งเพื่อรับปัญญาและเอียงใจเข้าหาความเข้าใจ (สภษ.2:2) แล้วเขาจะ “พบความรู้ของพระเจ้า” (ข้อ 5)
พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะประทานความรอบรู้และความเข้าใจแก่เรา เมื่อเราเติบโตขึ้นในความรู้อันลึกซึ้งถึงพระลักษณะและวิถีทางของพระองค์ เราก็จะถวายเกียรติและเข้าใจพระองค์มากยิ่งขึ้น
ไม่มีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้
งานรำลึกครบรอบ 75 ปีวันดีเดย์ในปี 2019 จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารมากกว่า 156,000 นาย ที่เข้าร่วมการบุกยึดทางทะเลครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพื่อปลดปล่อยประเทศในยุโรปตะวันตก ในคำอธิษฐานซึ่งกระจายเสียงทางวิทยุเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 1944 ประธานาธิบดีโรสเวลต์ทูลขอการปกป้องจากพระเจ้าว่า “พวกเขาต่อสู้ไม่ใช่เพื่อความปรารถนาในชัยชนะ แต่พวกเขาต่อสู้เพื่อหยุดยั้งการเอาชนะ พวกเขาต่อสู้เพื่อปลดปล่อย”
การเต็มใจทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายเพื่อจะยับยั้งความชั่วร้ายและปลดปล่อยผู้ที่ถูกข่มเหงนี้ ทำให้ฉันนึกถึงพระดำรัสของพระเยซู “ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” (ยน.15:13) ถ้อยคำเหล่านี้มาถึงในระหว่างที่พระคริสต์กำลังสอนให้สาวกของพระองค์รักกันและกัน แต่พระองค์ต้องการให้พวกเขาเข้าใจถึงราคาที่ต้องจ่ายและความลึกซึ้งของความรักเช่นนี้ด้วย ตัวอย่างของความรักนี้คือเมื่อคนหนึ่งเต็มใจสละชีวิตของตนเพื่อผู้อื่น การทรงเรียกของพระเยซูให้รักผู้อื่นด้วยความเสียสละเป็นรากฐานของพระบัญชาที่ให้ “รักกันและกัน” (ข้อ 17)
บางทีเราอาจสำแดงความรักที่เสียสละด้วยการใช้เวลาเพื่อดูแลความต้องการของผู้สูงอายุในครอบครัว เราอาจให้ความต้องการของพี่น้องมาก่อนด้วยการช่วยพวกเขาทำงานบ้านในระหว่างสัปดาห์ที่ต้องคร่ำเคร่งกับการเรียน เราอาจเพิ่มเวลาดูแลลูกที่ป่วยแทนคู่สมรสเพื่อให้เขาได้นอนหลับ เมื่อเรามีความรักที่เสียสละแก่ผู้อื่น เราก็ได้สำแดงถึงความรักออกมาอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด
พระองค์ทรงทราบสิ่งที่อยู่ในใจของฉัน
หลังจากลูกค้าคนก่อนหน้าผมทำการชำระเงินที่เครื่องรับชำระด้วยตัวเองของร้านค้าเสร็จ ผมจึงเดินเข้าไปเพื่อสแกนสินค้าของผมต่อ จู่ๆก็มีคนที่ดูท่าทางโกรธมากมาดักหน้าผม ซึ่งผมไม่ทันสังเกตจริงๆว่าเธอเป็นคิวถัดไป เมื่อเห็นว่าผมเป็นฝ่ายผิด ผมจึงกล่าวอย่างจริงใจว่า “ขอโทษครับ” เธอตอบกลับว่า (แม้จะไม่ได้มีเพียงคำเหล่านี้เท่านั้น) “ไม่ คุณไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ!”
คุณเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่รู้ตัวว่าทำผิดและพยายามแก้ไขให้ถูกต้องแต่กลับถูกปฏิเสธหรือไม่ เป็นความรู้สึกที่ไม่ดีเลยเมื่อถูกเข้าใจผิดหรือถูกตัดสินแบบผิดๆ และยิ่งคนที่เราทำผิดด้วยหรือทำผิดต่อเราเป็นคนใกล้ชิด มันก็ยิ่งเจ็บปวด เพราะเราคาดหวังว่าพวกเขาจะต้องเข้าใจสิ่งที่อยู่ในใจของเรา!
ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์นำเสนอภาพของผู้ปกครองที่พระเจ้าทรงเจิมตั้งไว้ด้วยพระปัญญาเพื่อการพิพากษาอันสมบูรณ์แบบในอิสยาห์ 11:1-5 “ท่านจะไม่พิพากษาตามซึ่งตาท่านเห็น หรือตัดสินตามซึ่งหูท่านได้ยิน แต่ท่านจะพิพากษาคนจนด้วยความชอบธรรม และตัดสินเผื่อผู้มีใจถ่อมแห่งแผ่นดินโลกด้วยความเที่ยงธรรม” (ข้อ 3-4) สิ่งนี้ได้สำเร็จลงในชีวิตและพระราชกิจของพระเยซู แม้ความบาปและความอ่อนแอจะทำให้เราไม่สามารถทำสิ่งที่ถูกต้องได้เสมอไป แต่เราเชื่อมั่นได้ว่าพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ผู้ทรงเห็นและทรงรู้ทุกสิ่ง ทรงรู้จักเราอย่างดีและทรงตัดสินเราอย่างชอบธรรม
อยู่รอดและรุ่งเรือง
เดอะครู้ดส์เป็นครอบครัวมนุษย์ถ้ำในหนังแอนิเมชั่นเรื่อง มนุษย์ถ้ำผจญภัย ที่เชื่อว่า “ทางเดียวที่จะรอดคือการที่ทุกคน [ในครอบครัวเล็กๆของพวกเขา]อยู่ด้วยกัน” พวกเขาหวาดกลัวโลกและสิ่งต่างๆ ดังนั้นเมื่อต้องหาที่อาศัยที่ปลอดภัย พวกเขากลับตกอยู่ในความกลัวเมื่อพบว่า มีครอบครัวหนึ่งที่ประหลาดตั้งรกราก อยู่ก่อนแล้วในบริเวณที่พวกเขาเลือก แต่ต่อมาพวกเขาก็เรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่างของเพื่อนบ้านใหม่ รับเอาความแข็งแกร่งจากพวกเขา และเอาชีวิตรอดไปด้วยกัน พวกเขาค้นพบความสุขในการอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านและพวกเขาต้องการผู้อื่นเพื่อจะดำเนินชีวิตได้เต็มที่
การเข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์อาจเป็นการเสี่ยง เพราะคนอื่นทำให้เราเจ็บปวดได้ แต่พระเจ้าทรงให้คนของพระองค์อยู่ร่วมกันในพระกายคือคริสตจักรเพื่อให้เกิดผลดี เราจะโตเป็นผู้ใหญ่ในการสามัคคีธรรมกับผู้อื่น (อฟ.4:13) เราเรียนรู้ที่จะพึ่งพาพระองค์ให้ช่วยเรา “มีใจถ่อมลงทุกอย่างและใจอ่อนสุภาพ” และ “อดทนนาน” (ข้อ 2) เราช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยการก่อกันขึ้น “ด้วยความรัก” (ข้อ 16) เมื่อเราอยู่ร่วมกัน เราใช้ของประทานที่มีและเรียนรู้จากการใช้ของประทานของผู้อื่น ซึ่งจะช่วยเกื้อหนุนเราในการดำเนินกับพระเจ้าและรับใช้พระองค์
เมื่อพระองค์ทรงนำ ถ้าคุณยังไม่พบที่ของคุณให้มองหาในท่ามกลางคนของพระเจ้าคุณจะทำได้มากกว่าการอยู่รอด ในการแบ่งปันความรักคุณจะได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าและเติบโตเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น และขอให้เราทุกคนพึ่งพาพระองค์ในขณะที่เราเติบโตขึ้นในความสัมพันธ์กับพระเยซูและผู้อื่น
มหาสนิทในห้วงอวกาศ
เมื่อยานอีเกิลซึ่งเป็นยานสำหรับลงจอดดวงจันทร์ลูกของยานอะพอลโล 11 ได้ลงจอดเทียบที่ทะเลแห่งความเงียบสงบบนดวงจันทร์ในวันที่ 20 กรกฎาคม 1969 นักบินอวกาศต้องใช้เวลาปรับสภาพจากการบินก่อนจะออกไปเหยียบผิวดวงจันทร์ นักบินอวกาศบัซซ์ อัลดริน ได้รับอนุญาตให้นำขนมปังกับน้ำองุ่นไปทำพิธีมหาสนิทด้วย หลังจากอ่านพระคัมภีร์ เขาได้ลิ้มรสอาหารมื้อแรกซึ่งเคยเกิดขึ้นบนดวงจันทร์ ต่อมาเขาเขียนว่า “ผมเทน้ำองุ่นลงในจอกที่โบสถ์ของผมให้มา ด้วยแรงโน้มถ่วงที่น้อยกว่าโลกหกเท่า ทำให้น้ำองุ่นค่อยๆ ม้วนตัวไปตามขอบถ้วยอย่างงดงาม” ขณะที่อัลดรินชื่นชมยินดีกับมหาสนิทในห้วงอวกาศ สิ่งที่เขาทำประกาศถึงความเชื่อในการสละพระชนม์ของพระคริสต์บนกางเขนและยืนยันถึงการเสด็จมาครั้งที่สองของพระองค์
อัครทูตเปาโลหนุนใจเราให้ระลึกถึงครั้งที่พระเยซูทรงร่วมโต๊ะกับเหล่าสาวก “ในคืนที่เขาอายัดพระเยซูเจ้านั้น” (1 คร.11:23) พระคริสต์ทรงเปรียบพระกายซึ่งจะถูกปลงพระชนม์ในไม่ช้ากับขนมปัง (ข้อ 24) พระองค์ตรัสว่าน้ำองุ่นเล็งถึง “พันธสัญญาใหม่” ซึ่งรับรองถึงการอภัยและความรอดโดยพระโลหิตของพระองค์ที่หลั่งออกบนกางเขน (ข้อ 25) ไม่ว่าเราจะรับมหาสนิทที่ใดหรือเวลาใด เราก็กำลังประกาศถึงความเชื่อวางใจในการสละพระชนม์ของพระเยซู และความหวังที่เรามีต่อพระสัญญาในการเสด็จมาครั้งที่สองของพระองค์ (ข้อ 26)
ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใด เราสามารถเฉลิมฉลองความเชื่อในพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้ช่วยให้รอดแต่ผู้เดียวที่ทรงฟื้นคืนพระชนม์และจะเสด็จกลับมา ด้วยความมั่นใจ