แสวงหาพระเมตตา
แฟนคลับรู้จักเธอในชื่อ ไนท์เบิร์ด (นกยามราตรี) เจน คริสเตน มาร์ซูสกี้เป็นนักร้อง นักแต่งเพลงที่ชนะการแข่งขันรายการทีวีชื่อดังในปี 2021 ในปี 2017 เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 3 ในปี 2018 เธอมีอาการดีขึ้น เธอจึงเริ่มเดินสายทัวร์ แต่ไม่กี่เดือนต่อมามะเร็งกลับมาอีก ทำให้เธอมีโอกาสน้อยนิดที่จะรอดชีวิต ต่อมาเธออาการดีขึ้นและประกาศว่าหายจากโรคมะเร็งอย่างอัศจรรย์ แต่เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2022 ไนท์เบิร์ดได้เสียชีวิตลง
ในระหว่างเส้นทางอันยากลำบาก เธอเขียนลงในบล็อกว่า “ฉันย้ำเตือนตัวเองว่าฉันกำลังอธิษฐานต่อพระเจ้าผู้ทรงให้อิสราเอลหลงทางอยู่หลายสิบปี พวกเขาทูลขอให้ไปถึง ...แต่พระองค์ทรงให้พวกเขาเดินร่อนเร่ ทรงตอบคำอธิษฐานที่พวกเขาไม่ได้ขอ...ทุกเช้า พระองค์ประทานขนมปังแห่งพระเมตตาจากสวรรค์...ฉันรอคอยขนมปังแห่งพระเมตตา...ที่คนอิสราเอลเรียกมันว่า มานา ซึ่งแปลว่า ‘นี่คืออะไร’ นี่เป็นคำถามเดียวกับที่ฉันถาม...มีพระเมตตาอยู่ที่นี่สักแห่ง แต่มันคืออะไรล่ะ”
เรื่องราวในพระธรรมอพยพเปิดเผยถึงพระเมตตาของพระเจ้าอย่างมากมาย ประการแรก พระองค์ทรงสัญญาจะประทานพระเมตตาแก่คนอิสราเอล “เจ้าจะได้อาหารกินจนอิ่ม” (อพย.16:12) ประการที่สอง พระเมตตาของพระองค์อาจทำให้เราประหลาดใจ “เขาไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใด” (ข้อ 15) พระเมตตาที่มาถึงเรามักดูไม่เหมือนสิ่งที่เราคิดไว้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็คือพระเมตตา สำหรับคนอิสราเอลแล้ว พระเมตตาดูเหมือนมานาในยามเช้า แต่สำหรับไนท์เบิร์ดนั้น เธอบันทึกไว้ว่าคือผ้าห่มซึ่งเป็นของขวัญจากเพื่อน และมือของแม่เธอ
ปกป้องความคิดไว้ในพระคริสต์
รอบแล้วรอบเล่าที่เคธี่ เลเด็คกี อยู่ในตำแหน่งที่คุ้นเคยในระหว่างการแข่งขันว่ายน้ำฟรีสไตล์ 1500 เมตร ในกีฬาโอลิมปิกปี 2024 ที่ปารีส เป็นเวลา 15 นาทีที่เธอว่ายนำนักว่ายน้ำคนอื่นและอยู่ตัวคนเดียวกับความคิดของเธอ เคธี่กำลังคิดอะไรในระหว่างการแข่งขันอันยาวนาน ในการสัมภาษณ์ที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากเธอได้รางวัลชนะเลิศเหรียญทอง ซึ่งเธอได้สร้างสถิติใหม่ในกีฬาโอลิมปิก เคธี่บอกว่าเธอกำลังคิดถึงเพื่อนที่ฝึกซ้อมมาด้วยกันและเรียกชื่อของพวกเขาในหัวของเธอ
ไม่ใช่แค่นักว่ายน้ำระยะไกลที่ต้องจดจ่อความคิดอยู่กับสิ่งที่ถูกต้อง พวกเราในฐานะผู้เชื่อในพระเยซูก็ต้องปกป้องความคิดของเราในตลอดเส้นทางแห่งความเชื่อเช่นเดียวกัน
อัครทูตเปาโลหนุนใจคริสตจักรในเมืองฟีลิปปีให้ “ชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า” อย่า “ทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า” (ฟป.4:4,6) และผลคือ “สันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ข้อ 7) พระเยซูผู้เป็นราชาแห่งสันติสุข จะทรงช่วยให้เรามองเห็นความกังวลและปัญหาได้อย่างถูกต้อง
เปาโลยังหนุนใจผู้เชื่ออีกว่า “สิ่งที่จริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่ทรงคุณ คือถ้ามีสิ่งใดที่ล้ำเลิศ สิ่งใดที่ควรแก่การสรรเสริญ ก็ขอจงใคร่ครวญดู” (ข้อ 8)
ขณะที่เราใช้ชีวิตประจำวัน ขอให้เราระมัดระวังความคิด เมื่อเราเห็นพระหัตถ์ของพระเจ้าทำกิจในชีวิตเรา ให้เรานับพระพรนั้นและสรรเสริญพระองค์
คร่ำครวญต่อพระเจ้า
ฉันเข้าชมงานแสดงเปิดตัวพิพิธภัณฑ์และอนุสรณ์สถานจากเหตุการณ์ 11 กันยายน ในเมืองนิวยอร์กด้วยความอยากรู้ แต่ก็คอยควบคุมความรู้สึกของตัวเองไว้ด้วย แต่เมื่อเข้าไปในส่วนจัดแสดงด้านในซึ่งผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ได้ปิดกั้นไว้อย่างชาญฉลาดไม่ให้เด็กๆและคนที่ไม่พร้อมจะเห็นภาพที่สะเทือนใจความรู้สึกก็เปลี่ยนไป เมื่อฉันเห็นเรื่องราวแห่งความสูญเสียและโศกเศร้าซ้ำๆ คลื่นแห่งการคร่ำครวญก่อตัวขึ้นในตัวฉัน
เมื่อเราเห็นหรือนึกถึงการทำลายล้างและความเจ็บปวดเช่นนั้น เราก็สามารถคร่ำครวญร่วมกับคนเหล่านั้นที่ระบายความทุกข์ใจต่อพระเจ้า สิ่งนี้รวมถึงถ้อยคำแห่งการทนทุกข์ที่พบในพระธรรมเพลงคร่ำครวญ ซึ่งนักวิชาการหลายคนเชื่อว่าผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์เขียนขึ้นหลังกรุงเยรูซาเล็มล่มสลาย ในบทกวีที่เขียนอย่างกระชับนี้ ท่านได้ระบายความเสียใจและความโศกเศร้าจากความเจ็บปวดของประชากรของพระเจ้า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดทอดพระเนตรเพราะข้าพระองค์มีความทุกข์ จิตใจของข้าพระองค์มีความทุรนทุราย จิตใจของข้าพระองค์ยุ่งเหยิง” (พคค.1:20) แต่ท่านยังมองว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาสูงสุด และรู้ว่าพระองค์เท่านั้นสามารถจัดการกับความบาปและการทำลายล้าง “ขอให้บรรดาการชั่วของเขาทั้งหลาย มาปรากฏต่อพระพักตร์พระองค์” (ข้อ 22)
การร้องต่อพระเจ้าด้วยความจริงใจเช่นนี้ช่วยให้เราต่อสู้กับความเจ็บปวดอันโหดร้าย ดังเช่นสิ่งที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 หรือความชั่วร้ายใดๆในปัจจุบัน เรามุ่งมองไปที่พระเจ้าเพื่อทูลขอความช่วยเหลือ ความหวัง การปลอบประโลม และความยุติธรรม
หมดกำลังแต่ไม่หมดคำอธิษฐาน
อนิต้า เบลเลย์รู้สึกอบอุ่นหัวใจเมื่อเธอได้รับข้อความทางโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับจาเล็นลูกชายของเธอว่า “ฉันเป็นฝ่ายต้อนรับที่โบสถ์วันนี้และชายหนุ่มคนหนึ่งพร้อมเด็กน้อยในอ้อมแขนเดินเข้ามาหาฉันและโอบกอดฉัน... ฉันจ้องมองอยู่ชั่วขณะ แล้วฉันก็จำเขาได้และพูดว่า ‘จาเล็น!’ เราสวมกอดกันและพูดคุยสั้นๆช่างเป็นชายหนุ่มที่ดีจริงๆ!” ฝ่ายต้อนรับคนนี้รู้จักจาเล็นในวัยกบฏเมื่ออนิต้าและเอ๊ดผู้เป็นสามีรู้สึกหมดกำลังที่จะช่วยลูกชายของพวกเขาให้พ้นจากผลของการกระทำที่โง่เขลา ซึ่งนำไปสู่ชีวิตในเรือนจำถึงสิบสองปี
แม้ครอบครัวเบลเลย์จะรู้สึกหมดกำลัง แต่พวกเขาไม่หมดคำอธิษฐาน กษัตริย์เยโฮชาฟัทใน 2 พงศาวดาร 20 ก็เช่นกัน เมื่อพระองค์ถูกตามราวีจากกองทัพศัตรูที่มาข่มขู่ พระองค์ทรงเรียกให้มีการประชุมอธิษฐาน (ข้อ 1-4) “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ พระองค์จะไม่ทรงกระทำการพิพากษาเหนือเขาหรือ” พระองค์อธิษฐาน “เพราะว่าข้าพระองค์ทั้งหลายไม่มีฤทธิ์ที่จะต่อสู้คนหมู่มหึมานี้ ซึ่งกำลังมาต่อสู้กับข้าพระองค์ทั้งหลาย ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ทราบว่าจะกระทำประการใด แต่ดวงตาของข้าพระองค์ทั้งหลายเพ่งที่พระองค์” (ข้อ 12)
คุณเคยรู้สึกหมดกำลังหรือไร้หนทางในสถานการณ์ที่อยู่เหนือการควบคุมของคุณหรือไม่ ทำไมคุณไม่ลองจัดการประชุมอธิษฐาน ไม่ว่าจะด้วยตัวเองหรือกับคนอื่น นี่คือสิ่งที่พระเยซูทำเมื่อทรงเผชิญกับการตรึงกางเขนที่ใกล้เข้ามา (ลก.22:39-44) ที่แห่งการอธิษฐานนั้นเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ผู้ไร้ซึ่งกำลังได้ถวายคำทูลขอต่อพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ในพระนามของพระเยซู
ไม่ละอายเพื่อพระเยซู
ก่อนที่เขาจะพลีชีพเพราะความเชื่ออันแน่วแน่ในพระเยซู ผู้รับใช้นิรนามชาวแอฟริกันได้เขียน “คำอธิษฐานของผู้พลีชีพ” ข้อความอันลึกซึ้งจากในยุคก่อนนั้นได้กลายเป็นที่รู้จักในชื่อ “สาวกผู้ไม่ละอาย”
ถ้อยคำของศิษยาภิบาลคนนี้ท้าทายผู้เชื่อในพระเยซูทุกคน เป็นการท้าทายโดยสะท้อนถ้อยคำของอัครทูตเปาโลผู้เขียนจดหมายถึงทิโมธีเพื่อนรุ่นน้องว่า “อย่าละอายที่จะเป็นพยานฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (2 ทธ.1:8) เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงประทาน “ฤทธิ์ ความรัก และการบังคับตนเอง” ให้แก่เรา (ข้อ 7)
นี่คือส่วนหนึ่งที่ศิษยาภิบาลชาวแอฟริกันผู้สัตย์ซื่อเขียน “ผมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้เชื่อที่ไม่มีความละอาย ผมตัดสินใจแล้ว ผมเป็นสาวกของพระเยซูและผมจะไม่ถอยหลัง ไม่อ่อนระอา ไม่ชักช้า หลีกหนี หรือนิ่งเฉย อดีตของผมได้รับการไถ่แล้ว ปัจจุบันของผมชัดเจน อนาคตของผมมั่นคง...ผมดำเนินชีวิตโดยความเชื่อ พึ่งพาในการสถิตอยู่ของพระองค์ เดินไปด้วยใจอดทน เสริมกำลังด้วยคำอธิษฐาน และทำการงานด้วยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์”
ทั้งทิโมธีและศิษยาภิบาลผู้นี้ล้วนเผชิญความยากลำบากที่เราอาจไม่เคยพบ แต่คำพูดของพวกเขาท้าทายให้เรายืนหยัดมั่นคงเมื่อความเชื่อของเราถูกทดสอบ เราไม่ต้องละอายเพราะพระเจ้า “ทรงสามารถรักษาซึ่ง[เรา]ได้มอบไว้กับพระองค์” (ข้อ 12) ไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรืออนาคตของเรา
ตอบรับความจริงของพระคริสต์
เมื่อคอนเนอร์เพื่อนของฉันถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มอันเก่าของเขา เขาไม่สนใจที่จะหาแสงสวยๆ ลบรอยตำหนิ หรือครอบตัดส่วนที่ดูไม่ดีออกไป ภาพของเขาดูดิบเป็นธรรมชาติจนน่าตกใจ พวกมันโดดเด่นอยู่บนหน้าฟีดในโซเชียลมีเดียของฉันถัดจากรูปคนและสถานที่อันสวยงามที่ผ่านการแต่งภาพมาเต็มที่ แม้จะแตกต่างจากสังคมส่วนใหญ่ แต่ผลงานของเขานั้นงดงามเพราะมันสื่อสารถึงความจริงตามที่เป็น
เราต่างโหยหาสิ่งที่จริงแท้ แต่บางครั้งความจริงไม่น่าดึงดูดใจสำหรับเรา เมื่อใกล้เวลาที่พระเยซูจะสิ้นพระชนม์ พระองค์ตรัสว่า “เราเป็น...ความจริง” (ยน.14:6) สาวกของพระองค์สงสัยว่าพวกเขาจะเข้าในพระนิเวศของพระบิดาที่พระเยซูตรัสถึงอย่างรอคอยได้อย่างไร (ข้อ 2-3) พวกเขามองไม่เห็นว่าพระเยซูที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขานั้นคือคำตอบ พวกเขาไม่เข้าใจว่าพระองค์จะนำชัยชนะมาผ่านการเสียสละพระองค์เองเป็นเครื่องบูชา
อิสยาห์ทำนายว่าพระเมสสิยาห์ที่จะมานั้นไม่มีความงามหรือสง่าราศี “ท่านไม่มีความงามที่เราจะพึงปรารถนาท่าน” (อสย.53:2) สิ่งที่พระเยซูตรัสหลายอย่างนั้นท้าทายและคาดไม่ถึงจนทำให้พวกเคร่งศาสนาต่อต้านพระองค์ (ยน.11:45-48) แต่พระองค์ได้ทรงเชื้อเชิญอย่างเปิดเผยให้คนได้มารู้จักความจริงและแสวงหาชีวิตที่แท้จริง “ถ้าท่านทั้งหลายรู้จักเราแล้ว” พระเยซูตรัส “ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย” (ยน.14:7) ในท่ามกลางโลกที่ถูกแต่งเติมและเต็มไปด้วยภาพลวงตานี้ เราสามารถตอบรับความจริงที่ดูดิบและงดงามได้ในวันนี้!
การพึ่งพาพระเจ้า
“โอ้ หลานดูเคร่งเครียดเชียว!” ผมพูดกับเลย์ลานิหลานสาววัยสิบสัปดาห์ เธอกำลังพิจารณาใบหน้าของผมด้วยคิ้วที่ขมวดขณะผมกำลังพูดกับเธอ “ตาก็คงเครียดเหมือนกันเมื่อมองดูโลกนี้” ผมพูดต่อ “แต่หลานรู้ใช่ไหมว่า แม่รักหนู พ่อก็รักหนู และบาบากับพาพา (ชื่อเล่นของพวกเราในฐานะตายาย) ก็รักหนูด้วยเหมือนกัน แต่ที่ดีที่สุดคือ พระเยซูรักหนู! และนั่นคือทุกสิ่ง!”
แล้วสิ่งนี้ก็เกิดขึ้น เหมือนก้อนเมฆเผยให้เห็นดวงอาทิตย์ที่โผล่ออกมา รอยย่นหายไปจากคิ้วของเธอ และใบหน้าเล็กๆของเธอสดใสขึ้นด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ใจผมละลาย เช่นเดียวกับตายายส่วนใหญ่ ผมอยากจะเชื่อว่าเธอเข้าใจผมแม้อาจดูมากเกินจริงไปสักหน่อย แต่เธออาจจับความยินดีที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของผมได้ ความสุขที่เรียบง่ายและไร้เดียงสาที่ปรากฏบนใบหน้าของเธอทำให้ผมนึกถึงคำตรัสของพระเยซูที่ว่า เราต้อง “รับแผ่นดินของพระเจ้าเหมือนเด็กเล็กๆ” (มก.10:15)
พระเยซูตรัสคำเหล่านั้นเมื่อ “ผู้คนพาเด็กเล็กๆ” มาหาพระองค์ เพื่อจะให้พระองค์ “ทรงถูกต้องตัวเด็กนั้น” และอวยพรพวกเขา แต่ “เหล่าสาวกก็ห้ามปรามไว้” (ข้อ 13,16) ด้วยคิดว่าพระเยซูทรงยุ่งหรือสำคัญเกินไป และนั่นทำให้พระองค์ไม่พอพระทัย (ข้อ 14-15)
เด็กๆมีความถ่อมใจและความไว้วางใจโดยธรรมชาติ ในการที่จะรับพระเมตตาของพระเจ้าผ่านทางพระคริสต์นั้น เราเองต้องหันจากความเย่อหยิ่งและยอมรับว่าเราต้องการพระองค์ในทุกสิ่ง เมื่อเราทำเช่นนั้น พระองค์จะทรงเปลี่ยนความสิ้นหวังของโลกนี้ให้เป็นพระสัญญาแห่งชีวิตที่มีในพระเจ้าไปตลอดนิรันดร์ และนั่นควรจะทำให้เรายิ้มได้
สำนึกเรื่องความยุติธรรมของพระเจ้า
ช่างเป็นข่าวที่น่ากลัว เมื่อแม่บ้านชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่กับครอบครัวของนายจ้างถูกกระทำทารุณจนเธอเสียชีวิต นายจ้างเหล่านั้นต้องเข้าคุกในที่สุด แต่ผมรู้สึกว่านั่นไม่เพียงพอ พวกเขาควรต้องเจ็บปวดจากความทารุณแบบเดียวกับที่พวกเขาทำต่อเธอ และถูกประหารชีวิต ผมคิด จากนั้นผมนึกสงสัยว่าความโกรธของผมข้ามเส้นไปหรือเปล่า ผมผิดไหมที่คิดแบบนั้น
การอ่านสดุดี 109 ช่วยให้ผมเข้าใจถึงสำนึกในเรื่องความยุติธรรมตามธรรมชาติของเรา ดาวิดเป็นคนหนึ่งที่ปล้ำสู้กับความโกรธต่อคนเหล่านั้นที่ทำผิดต่อผู้ยากจนและขัดสน “ขอให้วันเวลาของเขาน้อย...ขอให้ลูกของเขากำพร้าพ่อและภรรยาของเขาเป็นม่าย” (ข้อ 8-9)
แต่กษัตริย์ดาวิดไม่ได้แก้แค้นคนเหล่านี้ แม้ว่าพระองค์มีอำนาจที่จะทำเช่นนั้น แต่ดาวิดหันหาพระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งความยุติธรรมและการปลดปล่อยที่แท้จริง “ทั้งนี้ขอให้เป็นบำเหน็จจากพระเจ้า แก่โจทก์ของข้าพระองค์ แก่ผู้ที่กล่าวร้ายต่อชีวิตของข้าพระองค์” ดาวิดกล่าว “ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอดตามความรักมั่นคงของพระองค์” (ข้อ 20, 26)
ผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างเราให้มีสำนึกในเรื่องความยุติธรรม เพราะนั่นสะท้อนถึงพระลักษณะของพระองค์ และเราสามารถแสดงความรู้สึกของเราได้อย่างซื่อตรง แต่ท้ายที่สุดแล้วเราต้องวางการตัดสินและการลงโทษไว้กับพระองค์ วางใจให้พระองค์ประทานความยุติธรรมในเวลาและด้วยวิธีการของพระองค์ อัครทูตเปาโลพูดถึงเรื่องนี้ชัดเจนว่า “อย่าทำการแก้แค้น แต่จงมอบการนั้นไว้ แล้วแต่พระเจ้าจะทรงลงพระอาชญา” (รม.12:19)
อิสรภาพที่พระเจ้าประทาน
ทีมภูมิสถาปนิกได้ศึกษาผลกระทบของการสร้างรั้วรอบสนามเด็กเล่นในโรงเรียนอนุบาล ในสนามเด็กเล่นที่ไม่มีรั้วกั้น เด็กๆมักจะรวมตัวกันอยู่ใกล้อาคารเรียนและใกล้ครูโดยไม่เดินเล่นไปไกล แต่ในสนามเด็กเล่นที่มีรั้วนั้น พวกเขาสนุกกับพื้นที่ทั้งหมด นักวิจัยสรุปว่าการกำหนดขอบเขตอาจทำให้รู้สึกมีอิสระมากขึ้นได้ นี่อาจฟังดูขัดกับความรู้สึกของเราหลายคนที่คิดว่าการกำหนดขอบเขตจะปิดกั้นความเบิกบานใจ แต่กระนั้นรั้วก็ยังทำให้รู้สึกมีอิสระได้!
พระเจ้าทรงเน้นย้ำถึงอิสรภาพภายใต้การกำหนดขอบเขตของพระองค์ เมื่อประทานบัญญัติ 10 ประการให้แก่อิสราเอล พระองค์ทรงสัญญาว่าชีวิตที่ “เจริญรุ่งเรือง” จะเป็นผลจากการใช้ชีวิตในขอบเขตอันดีของพระองค์ “ท่านจงดำเนินตามวิถีทางทั้งสิ้นซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงบัญชาท่านไว้ เพื่อท่านจะมีชีวิตอยู่และเพื่อท่านจะไปดีมาดี และมีชีวิตยืนนานอยู่ในแผ่นดินซึ่งท่านจะยึดครองนั้น” (ฉธบ.5:33) นี่คือภาพของความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งรวมถึงชีวิตที่เต็มด้วยผลดี เป็นชีวิตที่มีคุณภาพ
พระเยซูผู้ทรงทำให้ธรรมบัญญัติครบสมบรูณ์โดยการสิ้นพระชนม์บนกางเขนตรัสว่า “ถ้าท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในคำของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง และท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะ และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท” (ยน.8:31-32) แน่ทีเดียวที่ขอบเขตของพระเจ้านั้นมีไว้เพื่อผลดีของเรา “รั้ว” จะปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระเพื่อเพลิดเพลินกับชีวิตที่พระเจ้าทรงสร้างให้เรามีประสบการณ์ไปกับพระองค์