เครื่องเตือนใจเพื่อระลึกถึง
หลังจากที่พ่อของแอรอนเสียชีวิตอย่างกะทันหันได้ไม่นาน เขาได้มอบรูปถ่ายขนาดโปสเตอร์ใส่กรอบให้กับแม่ เป็นภาพของสิ่งต่างๆมากมายที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของพ่อ เช่น ของสะสม รูปถ่าย หิน หนังสือ งานศิลปะ และอีกมากมาย แต่ละอย่างล้วนมีความหมายพิเศษ แอรอนใช้เวลาหลายวันรวบรวมและจัดวาง แล้วราเชลน้องสาวของเขาเป็นคนถ่ายภาพของที่จัดวางไว้นั้น ของขวัญนี้เป็นการแสดงความระลึกถึงแด่พ่อของพวกเขา แม้ท่านจะต่อสู้กับความเกลียดชังตัวเองและการเสพติดมานานหลายสิบปี แต่ก็ไม่เคยปล่อยให้เกิดความสงสัยในความรักที่มีต่อพวกเขา และยังเป็นข้อพิสูจน์ถึงความรักและฤทธิ์เดชแห่งการรักษาอันอัศจรรย์ของพระเจ้าที่ทำให้พ่อของเขามีชัยเหนือการเสพติดในช่วงสิบปีสุดท้ายของชีวิต
หลังจากสี่สิบปีอันยาวนาน ประชากรของพระเจ้าได้ข้ามไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา โยชูวาเลือกคนจากสิบสองเผ่าเผ่าละคน ให้รวบรวมศิลาจากก้นแม่น้ำแห้งเพื่อ “เป็นหมายสำคัญในหมู่ [พวกเขา]” (ยชว.4:1-6) โยชูวาใช้ศิลาเหล่านี้ก่อเป็นแท่นบูชาและเพื่อยกย่องถึงฤทธิ์อำนาจและการจัดเตรียมของพระองค์ (ข้อ 19-24) การเดินทางของชนอิสราเอลนั้นไม่ง่ายเลย แต่พระเจ้าทรงสถิตกับพวกเขา ประทานน้ำจากก้อนหิน มานาจากท้องฟ้า นำพวกเขาด้วยเสาเมฆในเวลากลางวัน เสาเพลิงในเวลากลางคืน และเสื้อผ้าที่ไม่เคยขาดวิ่น (ฉธบ.8:4)! อนุสรณ์นี้เล็งถึงพระองค์
พระเจ้าทรงทำสิ่งอัศจรรย์! โดยการทรงจัดเตรียมของพระองค์ ขอให้เราแสดงความระลึกถึงด้วยการยกย่องสรรเสริญในความรักและฤทธิ์อำนาจของพระองค์
รากฐานอันมั่นคงในพระคริสต์
ซี . เจ. สตราวด์ ควอเตอร์แบ็กทีมอเมริกันฟุตบอลเป็นคนหนุ่มที่มีพรสวรรค์ และเป็นผู้เชื่อที่ปราศจากความละอายในพระเยซู ในอาชีพที่มีอายุการทำงานเฉลี่ยเพียง 3.3 ปี สตราวด์เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาไว้วางใจในสิ่งใด “ฟุตบอลมี...จุดเปลี่ยนและพลิกผันมากมาย แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับรากฐานของคุณ และสิ่งที่วางรากฐานให้กับผมก็คือความเชื่อ”
นักฟุตบอลหรืออาชีพใดก็ตาม ไม่ได้เป็นด้านเดียวของชีวิตที่มีทั้งขึ้นและลง มีจุดเปลี่ยนและพลิกผัน เรื่องราวของพระเยซูในมัทธิว 7:24-27 กล่าวถึงบ้านสองหลังที่ถูกพัดกระหน่ำโดยฝน น้ำท่วม และลมพายุ แต่มีเพียงหลังเดียวที่รอดจากพายุ “เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา” (ข้อ 25) พระคริสต์ทรงเปรียบถึงคำสอนของพระองค์ (ข้อ 24, 26)
ใช่แล้ว พายุเกิดขึ้นในชีวิตนี้เช่นกัน ความเจ็บป่วยและความยากลำบากต่างๆ ที่เกินจะนับได้นั้นสามารถทำให้เราสับสนวุ่นวาย ชีวิตไม่ได้ “ทนทานต่อพายุ” แต่การสร้างชีวิตของเราบนพระเยซูและคำสอนของพระองค์ซึ่งเป็น “รากฐาน” อันมั่นคงของเรา (ดู 1คร.3:11) จะทำให้เกิดความแตกต่าง ผู้ที่ไม่ยอมรับพระคริสต์จะยิ่งอ่อนแอเมื่อต้องเผชิญกับพายุแห่งชีวิต แต่ผู้ที่ฟังพระวจนะของพระองค์จะพบความมั่นคง “ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น แต่เรือนมิได้พังลง เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา” (มธ.7:25) แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับรากฐานของเรา
พระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง
ในปี 2021 วิลเลียม แชตเนอร์ นักแสดงจากภาพยนตร์เรื่องสตาร์เทรค รู้สึกยินดีกับโอกาสที่จะได้บินสู่อวกาศด้วยจรวดแคปซูล ต่อมาเมื่อเขาย้อนนึกถึงการเดินทางครั้งนั้น เขาบอกว่าทุกสิ่งที่เขาคาดหวังเกี่ยวกับประสบการณ์นั้นผิดไปเสียหมด เขาคาดหวังว่าความกว้างใหญ่ไพศาลของอวกาศจะทำให้เขารู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตทั้งหมดอย่างลึกซึ้ง แทนที่จะเป็นเช่นนั้นเขากลับรู้สึกเศร้า เขาพบว่าความมืดมิดในอวกาศช่างเย็นชาและว่างเปล่า ซึ่งทำให้เขาเกิดความตระหนักรู้ใหม่ถึงความงดงามและความเปราะบางของโลก
มีคนไม่มากที่กล้าเสี่ยงไปอวกาศเพื่อสัมผัสประสบการณ์เช่นนี้ด้วยตนเอง เรื่องราวการทรงสร้างสรรพสิ่งในจักรวาลของพระเจ้าในพระคัมภีร์ เชิญชวนให้เรามองดูผ่านสายพระเนตรของพระองค์ สิ่งแรกที่มีบันทึกไว้ว่าพระองค์ทรงทำคือทรงเนรมิตสร้าง “ฟ้าสวรรค์และโลก” ทรงนำความเป็นระเบียบมาสู่สิ่งที่ “ไม่มีรูปทรงและว่างเปล่า” และ “ทรงแยกความสว่างออกจากความมืด” (ปฐก.1:1-2, 4 TNCV) เรื่องราวการทรงสร้างที่เหลือจะเปิดเผยสิ่งดีทั้งสิ้นที่พระเจ้าทรงสร้างให้มีชีวิต ทั้งพืช สัตว์ และสิ่งสุดท้ายคือมนุษย์ที่สะท้อนพระฉายาของพระองค์
ขณะที่สิ่งทรงสร้างทั้งหมด รวมถึงอวกาศที่มืดมิดและห่างไกลที่สุด ได้เปิดเผยให้เห็นถึงสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชของพระเจ้า เราก็ได้รับมอบให้มีความเข้าใจพิเศษต่อฝีพระหัตถ์ของพระองค์บนโลกใบนี้ ความงดงามที่อยู่รอบตัวเราเชื้อเชิญให้เรานมัสการพระผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง
งานที่มีความสำคัญ
มีฉากน่าประทับใจใกล้ตอนจบในนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง เบรนแดน (Brendan) ของเฟรเดอริก บีคเนอร์ ตัวละครกิลดาสยืนขึ้นเพื่อเผยให้เห็นขาข้างหนึ่งที่ขาดตั้งแต่หัวเข่าลงไป ขณะเอื้อมไปหยิบไม้เท้าเขาก็เสียหลัก เบรนแดนกระโดดขึ้นไปรับเขาไว้
“ความพิการของข้าเป็นเหมือนโลกที่มืดมน” กิลดาสกล่าว “ถ้าเป็นเช่นนั้น ใครในพวกเราที่ไม่พิการกัน” เบรนแดนตอบ “การช่วยเหลือกันยามที่เราล้มลง บางทีนั่นอาจเป็นงานเดียวที่มีความสำคัญในท้ายที่สุด”
ใน 2 ซามูเอล 9 เราพบว่ากษัตริย์ดาวิดทรงปรารถนาจะสำแดงความเมตตาต่อทุกคนในพงศ์พันธุ์ของซาอูลที่ยังมีชีวิตอยู่ (ข้อ 1) คนเดียวที่เหลืออยู่คือเมฟีโบเชท “โอรสของโยนาธานเหลืออยู่คนหนึ่ง เท้าของเขาเป็นง่อย” (ข้อ 3) เมฟีโบเชทถูกพามาเฝ้ากษัตริย์ และได้ยินคำตรัสว่า “เราจะมอบที่ดินทั้งหมดของซาอูลราชบิดาของท่านคืนแก่ท่าน และท่านจงรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะของเราเสมอไป” (ข้อ 7) และเขาได้ทำเช่นนั้นเสมอ
พระคัมภีร์เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าจดจำเกี่ยวกับดาวิด ยักษ์ กองทัพ กษัตริย์ และอาณาจักรต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่มักปรากฏในภาพยนตร์ แต่พระคัมภีร์ยังบันทึกถึงการแสดงความเมตตาอันน่าประทับใจที่มีต่อผู้ที่ขัดสน นั่นคือเรื่องราวของคนที่ยื่นมือออกไปช่วยเหลือผู้อื่น
หลังจากที่ฉากอลังการและตื่นตาตื่นใจทั้งหมดจางหายไป เป็นไปได้ว่าความเมตตาเช่นที่ดาวิดมอบให้เมฟีโบเชท ก็คืองานที่มีความสำคัญที่สุดในตอนจบการหยิบยื่นความช่วยเหลือเป็นงานในแบบที่คุณและผมสามารถทำได้เป็นประจำทุกวัน
เมื่อพระเจ้าทรงยกโทษ
หลังจากที่เด็กชายวัยสี่ขวบทำโถหายากจากยุคสัมฤทธิ์อายุ 3,500 ปี ที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ในอิสราเอลแตกโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาได้รับการตอบสนองอย่างโอบอ้อมอารีและน่าประหลาดใจ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ให้อภัยและเชิญเขากลับมาอีกครั้ง โรอี ชาฟีร์ โฆษกพิพิธภัณฑ์เฮคท์กล่าวว่า การทำเช่นนี้ทำให้ทั่วโลกสนใจกระบวนการบูรณะมากขึ้น และอาจเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กชายคนนี้เกิดความสนใจในประวัติศาสตร์และโบราณคดี ซึ่งถือว่าเป็นการเยียวยาและส่งผลในทางที่ดี
เรื่องนี้ทำให้คิดถึงคำประกาศการอภัยโทษอันทรงพลังของพระเจ้าหลังจากที่ชนอิสราเอลก่อกบฏ พวกเขากบฏต่อพระองค์โดยขอร้องให้อาโรนพี่ชายของโมเสสสร้างรูปโคหนุ่มทองคำเพื่อกราบไหว้รูปนั้น (อพย.32:1) “พอโมเสสเข้ามาใกล้ค่าย ได้เห็นรูปโคหนุ่ม และคนเต้นรำ โทสะของโมเสสก็เดือดพลุ่งขึ้น ท่านโยนแผ่นศิลา [พระบัญญัติ]ทิ้งตกแตกเสียที่เชิงภูเขานั่นเอง” (ข้อ 19)
“โมเสสจึงสกัดศิลาสองแผ่นเหมือนสองแผ่นแรก แล้วท่านก็ตื่นแต่เช้า ขึ้นไปบนภูเขาซีนาย” (34:4) ตามรับสั่งของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าเสด็จลงมา พระองค์ “เสด็จผ่านไปข้างหน้าท่าน ตรัสว่า ‘พระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ...ผู้ทรงสำแดงความรักมั่นคงต่อมนุษย์กระทั่งพันชั่วอายุ ผู้ทรงโปรดยกโทษการล่วงละเมิด การทรยศ และบาป’” (ข้อ 6-7)
ช่างเป็นการเตือนใจที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง แม้เราจะทำบาปที่เลวร้ายที่สุด พระเจ้าก็ยังทรงให้อภัย พระองค์ทรงปรารถนาที่จะฟื้นฟูเราขึ้นใหม่
เติบโตอย่างเข้มแข็งในพระเจ้า
ตอนยังเด็กผมชอบอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับโจรสลัด การผจญภัยเหล่านั้นกระตุ้นจินตนาการของผมอย่างมาก! ตอนนี้ผมอาศัยอยู่ในบริเวณที่รังโจรของแบล็กเบียร์ด (ชื่อจริงคือ เอ็ดเวิร์ด ทีช) หนึ่งในโจรสลัดที่ฉาวโฉ่คนหนึ่งเคยตั้งอยู่ เรืออับปางของแบล็คเบียร์ดที่ชื่อควีนแอนส์ รีเวนจ์ ก็จอดอยู่ในน่านน้ำนอกชายฝั่งที่นี่
เราสามารถปั้นแต่งประวัติศาสตร์ให้ซากเรือและการผจญภัยกลางทะเลดูเย้ายวนใจได้อย่างง่ายดาย แต่อัครทูตเปาโลเขียนถึงการอับปางอีกประเภทที่ต่างออกไปมาก ซึ่งให้คำชี้แนะและเตือนสติแก่เรา ในจดหมายฉบับแรกที่เปาโลเขียนถึงทิโมธี ท่านเตือนบุตรชายในความเชื่อของท่านให้ “ยึดความเชื่อไว้ และมีจิตสำนึกว่าตนชอบ ซึ่งข้อนี้บางคนได้ละทิ้งเสีย ความเชื่อของเขาจึงอับปางลง” (1 ทธ.1:19) การ “อับปาง” นี้คืออะไร ชายสองคนคือฮีเมเนอัสและอเล็กซานเดอร์ได้หลงผิดไปจากความเชื่อแท้ และอัครทูตได้มอบพวกเขาไว้แก่ซาตาน “เพื่อเขาจะได้เรียนรู้และจะไม่หลู่พระเกียรติพระเจ้า” (ข้อ 20) เปาโลปรารถนาให้พวกเขากลับใจ แต่ผลจากการกระทำของพวกเขานั้นเลวร้ายมาก
ความเชื่อของเราไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งและไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในสภาพสุญญากาศ เราต้องดูแลและฟูมฟักความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าอย่างจริงจัง เพื่อความเชื่อและจิตสำนึกที่ดีของเราจะเติบโตขึ้นอย่างมั่นคงและเข้มแข็ง ขอให้เราร่วมกับผู้เชื่อคนอื่นๆ ยอมจำนนต่อพระวิญญาณของพระเจ้า และยอมให้พระองค์ทรงทำงานในตัวเรา เราจึงจะหลีกเลี่ยงจากการอับปางได้
ลับด้วยเหล็ก
หลุยส์ซึ่งเป็นผู้จัดการโครงการรู้สึกเสียใจที่รับงานฟรีแลนซ์ ทั้งลูกค้าและนักออกแบบต่างก็ทดสอบความอดทนของเธอ ทำไมมันถึงได้ยากขนาดนี้ เธอสงสัย ทำไมคนพวกนี้ถึงไม่สามารถเห็นพ้องต้องกันได้
สัปดาห์ต่อมา ขณะที่เธออ่านสุภาษิต 27 ข้อความในข้อ 17 ก็เด่นชัดขึ้นมา “เหล็กลับเหล็กได้” เธอพูดกับสมาชิกในกลุ่มย่อยของเธอไม่นานหลังจากนั้นว่า “คุณไม่สามารถตะไบขอบหยาบๆด้วยสิ่งที่นุ่มนวลอย่างผ้าไหม คุณต้องใช้ของที่แข็งอย่างเหล็ก”
หลุยส์ตระหนักว่าความท้าทายในโครงการนี้กำลังลบขอบหยาบๆในตัวเธอให้เรียบขึ้น เธอกำลังเรียนรู้ที่จะอดทนและถ่อมตัวมากขึ้น รวมถึงปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการทำงานที่ต่างออกไป เธอสรุปว่า พระเจ้ากำลังใช้โครงการนี้เพื่อเปิดเผยข้อบกพร่องและสอนบทเรียนใหม่ในการทำงานร่วมกับผู้อื่นแก่เธอ
พระธรรมสุภาษิตยกย่องคุณค่าของปัญญาจากพระเจ้าไว้มากมาย ปัญญานี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่จำเป็นจะต้องแสวงหามาด้วยการเชื่อฟังและความเข้าใจ (3:13; 13:20; 19:20) และต้องสกัดด้วยเบ้าและเตาถลุง ครกและสาก (27:21-22) ซึ่งก็คือสถานการณ์ที่อาจเป็นความเจ็บปวดและความทุกข์ยากลำบากชั่วครั้งชั่วคราว
กระนั้นพระคัมภีร์เตือนเราว่าความท้าทายมาพร้อมกับบำเหน็จ เมื่อเรามุ่งมั่นแสวงหาปัญญาจากพระเจ้าและเชื่อฟังพระมรรคาของพระองค์ เราจะพบกับความมั่นคง ความพึงพอใจ และพระพรที่แท้จริง (ข้อ 26-27)
พระเจ้าทรงเข้าใจ
ในหนังสือพจนานุกรมความโศกเศร้าที่คลุมเครือ จอห์น โคนิก นำเสนอชุดคำศัพท์ใหม่ๆ ซึ่งแต่ละคำถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อตั้งชื่อให้กับความรู้สึกซับซ้อนที่เราไม่มีคำเรียกมาก่อน หนังสือของเขามีคำเช่น dés vu (เดวู) “การตระหนักว่าช่วงเวลานี้จะกลายเป็นความทรงจำ” และ onism (ออนิซึม) “ความหงุดหงิดจากการติดอยู่ในร่างเดียวที่ต้องอยู่แค่สถานที่เดียวและเวลาเดียว” โคนิกบอกว่าภารกิจของเขาคือการเปิดเผยประสบการณ์อันแปลกประหลาดและเป็นเอกลักษณ์ทั้งสิ้นของมนุษย์ เพื่อผู้คนจะรู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลงจากประสบการณ์เหล่านั้น
แม้เราจะไม่อาจหาคำมาอธิบายสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ได้เสมอไป แต่ผู้เชื่อในพระเยซูจะรู้สึกสบายใจขึ้นมาก เมื่อรู้ว่าพระเจ้าทรงเห็นคุณค่าและเข้าใจว่าการเป็นมนุษย์เป็นเช่นไร พระองค์ทรงเห็นคุณค่าของมนุษย์มากจนทรงเลือกที่จะมอบความไว้วางใจให้มนุษย์ดูแลสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง (ฮบ.2:7-8) และเพราะพระเยซู พระเจ้าจึงทรงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าการดำรงชีวิตในฐานะมนุษย์เป็นอย่างไร พระคริสต์คือพระเจ้าที่ทรงเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ซึ่งหมายความว่าผู้เชื่อคนอื่นๆนั้นถูกเรียกว่า “พี่น้อง” ของพระเยซู (ข้อ 12)
พระคริสต์ไม่เพียงทรงเข้าใจในประสบการณ์และการทดลองใจทั้งสิ้นของเรา (4:15) แต่ยังทรงทำลาย “อำนาจแห่งความตาย” ที่มีเหนือชีวิตของเราด้วย (2:14) เพราะพระองค์ เราจึงไม่จำเป็นต้องรู้สึกกลัวหรือโดดเดี่ยวเพราะประสบการณ์เหล่านั้น แต่เราสามารถเฉลิมฉลองในของขวัญแห่งการเป็นมนุษย์ได้
ห้ามพายุ
หลานสาววัยสามขวบของฉันเริ่มเข้าใจว่า เธอสามารถวางใจพระเยซูได้ในทุกสถานการณ์ คืนหนึ่งขณะที่เธออธิษฐานก่อนนอนในระหว่างที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง เธอประสานมือ หลับตา และพูดว่า “พระเยซูที่รัก หนูรู้ว่าพระองค์อยู่ที่นี่กับเรา หนูรู้ว่าพระองค์รักเรา และหนูรู้ว่าพายุจะหยุดเมื่อพระองค์สั่งให้มันหยุด”
ฉันคาดว่าเธอคงเพิ่งได้ยินเรื่องราวของพระเยซูและเหล่าสาวกขณะที่พวกเขากำลังข้ามทะเลกาลิลี ตอนที่พระเยซูบรรทมอยู่ที่ท้ายเรือก่อนที่จะเกิดพายุจนเกือบทำให้เรือจม พวกสาวกมาปลุกพระองค์ทูลว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังจะจมอยู่แล้ว ท่านไม่เป็นห่วงบ้างหรือ” พระองค์ไม่ได้ตรัสกับพวกเขาแต่กลับบัญชาต่อโลกธรรมชาติว่า “จงสงบเงียบซิ” (มก.4:38-39)
ทันใดนั้นน้ำก็หยุดซัดเข้าในเรือ ลมก็สงบลง ในความเงียบนั้น พระเยซูทอดพระเนตรดูสาวกของพระองค์และตรัสว่า “ทำไมเจ้ากลัว เจ้าไม่มีความเชื่อหรือ” (ข้อ 40) ฉันจินตนาการถึงดวงตาที่เบิกกว้างของพวกเขาที่จ้องกลับมาที่พระองค์ ขณะที่น้ำไหลลงมาตามใบหน้าและหยดจากเคราของพวกเขา
จะเป็นเช่นไรหากเราสามารถดำเนินชีวิตในวันนี้ด้วยความยำเกรงอย่างที่พวกสาวกรู้สึกในตอนนั้น จะเป็นเช่นไรหากเราสามารถมองทุกความกังวลโดยตระหนักถึงสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชของพระเยซูอยู่เสมอ บางทีความเชื่อแบบเด็กเล็กๆ อาจช่วยขจัดความกลัวไปได้ บางทีเราอาจเชื่อได้ว่าพายุแต่ละลูกที่เราเผชิญนั้น อยู่ภายใต้พระเมตตาของพระองค์