ออกไปประกาศเรื่องพระเยซู
ขณะที่รถบัสของเรากำลังไต่สูงขึ้นไปเรื่อยๆบนถนนแคบๆของเทือกเขาแอนดิส เพื่อนร่วมทีมของฉันกำลังหัวเราะและร้องเพลงอย่างสนุกสนาน ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความหวาดหวั่นเพราะไม่มีราวกั้นถนนระหว่างเรากับหุบเหวทางด้านขวา ฉันเริ่มรู้สึกกลัวและกังวลใจขณะที่เราเคลื่อนตัวสูงขึ้นไป และเริ่มสงสัยว่าเหตุใดทีมประกาศของเราจึงต้องมายังพื้นที่แสนกันดารของประเทศเอกวาดอร์ แล้วทุกอย่างก็กระจ่างชัดในใจฉันว่า พระเจ้าต้องรักผู้คนเหล่านี้มากจึงทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาตายเพื่อพวกเขา ฉันจะผ่านเส้นทางแสนน่ากลัวนี้เพื่อไปบอกข่าวแห่งความรักแก่พวกเขาได้อย่างแน่นอน
ทุกอย่างจบลงด้วยความชื่นชมยินดีในการสอนบทเรียนพระคัมภีร์ แบ่งปันคำพยาน และอธิษฐานร่วมกับผู้คนที่ต้อนรับเราในหลายๆเมืองที่พวกเราไปเยี่ยมเยียนในแต่ละวัน
อัครทูตเปาโลได้รับมอบหมายให้ไปบอกผู้คนถึงเรื่องพระเยซูเพื่อพวกเขาจะไว้วางใจในพระองค์ ในพระธรรมโรม 10:13 ท่านกล่าวว่า ทุกคนที่ร้องเรียกพระนามพระเยซู “ผู้นั้นจะรอด” แต่ “ผู้ที่ยังไม่เชื่อในพระองค์ จะทูลขอต่อพระองค์อย่างไรได้ และผู้ที่ยังไม่ได้ยินถึงพระองค์ จะเชื่อในพระองค์อย่างไรได้ และเมื่อไม่มีผู้ใดประกาศให้เขาฟัง เขาจะได้ยินถึงพระองค์อย่างไรได้ และถ้าไม่มีใครใช้เขาไป เขาจะไปประกาศอย่างไรได้” (รม.10:14-15)
มีผู้คนอีกมากมายรอบตัวเราที่ยังไม่รู้จักพระคริสต์ ให้เราทูลขอความกล้าจากพระเจ้าในการแบ่งปันข่าวดีเรื่องพระเยซู อธิษฐานร่วมกับพวกเขา และเชิญพวกเขามาร่วมนมัสการและร่วมกิจกรรมต่างๆในคริสตจักร
ความเชื่อของเพื่อน
ขณะเข้าร่วมการประชุม ผู้หญิงคนหนึ่งสังเกตเห็นว่าเพื่อนของเธอซึ่งเป็นผู้นำการประชุมในวันนั้นดูไม่ค่อยสบาย เธอจึงเข้าไปถามและได้คำตอบว่า “ฉันจะนำประชุมให้จบ แล้วถ้าตอนเช้าฉันรู้สึกไม่ดีขึ้น ฉันจะไปหาหมอ”ผู้หญิงคนนี้ไม่ลืมคำสัญญาของเพื่อนที่ไม่สบาย เมื่อเธอมีเหตุต้องกลับก่อน เธอจึงขอให้เพื่อนอีกคนไปดูแลแทน
ในตอนเช้ามีคนมาเคาะประตูห้องโรงแรมของผู้นำประชุมคนนี้ เพื่อนคนที่สองมาขับรถพาเธอไปโรงพยาบาล พวกเขาถอยกลับไม่ได้แล้ว และโชคดีที่เธอได้รับการรักษาที่ช่วยชีวิตไว้ได้ทันเวลา เห็นได้ชัดว่าความมุ่งมั่นของเพื่อนๆได้ช่วยชีวิตเธอไว้
เพื่อนที่มุ่งมั่นนั้นเป็นพระพรได้เช่นเดียวกับชายในมาระโกบทที่ 2 พวกเขาน่าจะได้ยินถึงฤทธิ์อำนาจในการรักษาของพระเยซูและที่พระองค์เสด็จมาในเมืองของพวกเขา (ข้อ 1) ผู้คนร้องเรียกหาพระคริสต์ และ “ไม่มีที่” ที่พวกเขาจะพาเพื่อนที่เป็นอัมพาตไปหาพระองค์ (ข้อ 2) พวกเขาไม่ยอมให้ฝูงชนมากมายมาขัดขวางการช่วยเหลือเพื่อนตามที่พวกเขาต้องการ ดังนั้น “เขาจึงรื้อดาดฟ้าหลังคาตรงที่พระองค์ประทับนั้น...แล้วเขาก็หย่อนแคร่ที่คนง่อยนอนอยู่” (ข้อ 4) ไปยังพระคริสต์ผู้ทรงรักษาเขา (ข้อ 11-12)
ให้เรานำความต้องการของผู้อื่นมายังพระเยซูผ่านการอธิษฐานอย่างไม่หยุดยั้ง และในขณะที่พระองค์จัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นแก่เรา ให้เราพยายามที่จะช่วยเหลือและรักพวกเขาอย่างสุดความสามารถ
เดินอธิษฐาน
ฉันไปต่อไม่ได้ ฉันเขียนบทใคร่ครวญพระคำไปได้ครึ่งเดียวแล้วก็คิดอะไรไม่ออก “พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ควรทำอย่างไรดี” ฉันอธิษฐานแล้วก็นึกถึงงานวิจัยที่พบว่า ผลงานสร้างสรรค์ของเราจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 60 เปอร์เซ็นต์เมื่อเราเดิน ฉันจึงออกไปที่เส้นทางเดินหลังบ้านและคุยกับพระเจ้าไปเรื่อยๆ สามสิบนาทีต่อมาฉันรู้สึกสดชื่นขึ้น ฉันกลับมาที่แป้นพิมพ์และเขียนต่อจนเสร็จ
ใน 2 พงศ์กษัตริย์ 4:18-35 เราได้อ่านเรื่องที่เอลีชาและเกหะซีคนรับใช้ของท่าน ตอบรับคำวิงวอนของหญิงชาวชูเนมที่ขอให้ช่วยลูกชายของเธอที่ตายไป เกหะซีทำตามคำสั่งของเอลีชา (ข้อ 29) โดยวางไม้เท้าของเขาบนเด็ก (ข้อ 31) พวกเขาอธิษฐาน จากนั้นเอลีชาก็นอนทับบนตัวเด็ก ในที่สุด “ท่านก็ลุกขึ้นอีกเดินไปเดินมาในเรือนนั้นครั้งหนึ่ง แล้วขึ้นไปเหยียดตัวของท่านบนเขา เด็กนั้น...ก็ลืมตาของตน” (ข้อ 35)
พระคัมภีร์ไม่ได้บอกเราว่าเพราะอะไรเอลีชาจึง “เดินไปเดินมา” และไม่ได้บอกว่าท่านคิดอะไรอยู่ สิ่งที่เรารู้ก็คือ เมื่อคำอธิษฐานของเอลีชาไม่ได้รับคำตอบ ท่านก็ไม่ยอมแพ้ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะจินตนาการว่าท่านกำลังคุยกับพระเจ้าอยู่ในสถานการณ์เร่งด่วนเช่นนี้
คุณทำอย่างไรเมื่อไปต่อไม่ได้และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร บางทีการ “เดินอธิษฐาน” อาจเป็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ว่าเราจะออกไปเดินข้างนอกหรือเดินไปมาในบ้าน การเชื่อมต่อกับพระเจ้าเมื่อเราต้องการความช่วยเหลือ จะนำพาคำตอบที่เป็นทางออกของสถานการณ์นั้นมาถึงเรา
คำตอบจากสายรุ้งของพระเจ้า
โอเวนกำลังไปเที่ยวต่างประเทศในวันหยุดเมื่อเขาได้รับข้อความที่น่ากังวลจากเพื่อนร่วมงานว่า “เจ้านายกำลังมองหาคนมาแทนคุณ” เขาเสียใจมากจึงอธิษฐานตอนรุ่งสางของเช้าวันหนึ่งและถามพระเจ้าว่า “พระองค์อยู่ที่ไหน” จากนั้นเขาไปที่หน้าต่างเพื่อเปิดผ้าม่าน แล้วเขาเห็นรุ้งกินน้ำขนาดใหญ่ที่สวยงามพาดผ่านอยู่เหนือทะเลสาบด้านนอก ทันใดนั้นการปลอบประโลมอันอบอุ่นก็หลั่งไหลเข้ามา เขาเล่าในภายหลังว่า “เหมือนกับพระเจ้ากำลังบอกผมว่า ‘ไม่เป็นไร เราอยู่ที่นี่’”
ในปฐมกาล 9 พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะไม่ทำลายโลกด้วยน้ำท่วมอีก “เมื่อมีรุ้งที่เมฆ เราจะดูรุ้งนั้น และระลึกถึงพันธสัญญาถาวร ระหว่างพระเจ้ากับบรรดาสัตว์โลกที่มีชีวิต ซึ่งอยู่บนแผ่นดินโลก” (ข้อ 16) พันธสัญญานี้คงอยู่ชั่วนิรันดร์และไม่มีเงื่อนไข ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับการปกป้องและการจัดเตรียมของพระเจ้า ไม่ใช่การกระทำของมนุษย์ และนี่เป็นเพียงหนึ่งในพระสัญญาแรกๆจากพระสัญญามากมายที่พระเจ้าทรงมอบให้คนของพระองค์ และพระเยซูตรัสด้วยเช่นกันว่า “เราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป” (มธ.28:20)
พระเจ้าไม่ได้สัญญาว่าเราจะไม่ต้องทนทุกข์ แต่พระองค์สัญญาว่าจะทรงปลอบโยนและสถิตอยู่ด้วยกับเราเสมอ เราอาจไม่เห็น “คำตอบจากสายรุ้ง” แต่พระองค์รับรองว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตของเรา พระองค์จะทรงอยู่เคียงข้างเสมอ และเราสามารถพึ่งพาในพระกำลัง การปลอบประโลม และการทรงสถิตอยู่ของพระองค์ได้
ใช้พระนามพระเจ้าอย่างไม่สมควร
ภาพถ่ายเก่าจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ถ่ายนอกสำนักงานใหญ่ของนาซีในเมืองๆหนึ่ง ส่งคำเตือนถึงเราทุกคน ในภาพนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวสบายๆกำลังข้ามถนน ชายคนหนึ่งสวมสูทเดินไปตามทางเท้า ในขณะที่มีอีกคนหยุดอ่านกระดานข่าวที่มุมอาคาร ทุกคนดูเหมือนจะไม่สนใจกับป้ายขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่เหนือประตูหน้าสำนักงานใหญ่ ป้ายนั้นมีขนาดครึ่งหนึ่งของตัวอาคารเขียนข้อความว่า “ข้าพเจ้าทำงานอย่างหนักเพื่อพระเจ้า ด้วยการต่อต้านยิว”
การอ้างแบบนี้คือสิ่งที่พระเจ้าทรงมีอยู่ในพระทัยเมื่อทรงบัญชาว่า “อย่าออกพระนามพระเจ้าของเจ้าอย่างไม่สมควร เพราะผู้ที่ออกพระนามพระองค์อย่างไม่สมควรนั้น พระเจ้าจะทรงถือว่าไม่มีโทษก็หามิได้” (อพย.20:7) คำสั่งนี้ครอบคลุมถึงการใช้พระนามของพระองค์ในทางที่ผิดเมื่อเราสบถ หรือเผลอร้องพระนามพระเจ้าอย่างไม่ระวังเวลาที่เตะโดนนิ้วเท้า หรือกระแทกไปโดนนิ้วมือ นอกจากนี้ยังรวมถึงการบิดเบือนด้วยการใช้พระนามของพระเจ้าเพื่อปกปิดความชั่วร้าย
เราไม่ควรคิดว่าเรากำลังทำงานของพระเจ้าเพียงเพราะคนอื่นบอกอย่างนั้น เราต้องอธิษฐานอยู่เสมอเพื่อตรวจสอบว่างานของเราสอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผยในพระคัมภีร์ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังรับใช้พระองค์ ในสดุดี 119:9 (TNCV) กล่าวว่า “โดยการดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระองค์” พระเจ้าผู้ทรงสั่งให้เรา “ปฏิบัติงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้บริบูรณ์ทุกเวลา” ได้บอกเราแล้วว่างานนั้นคืออะไรในหนังสือศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ (1 คร.15:58) ขอให้เราฟังพระองค์
มองไม่เห็นพระเจ้า
คนส่วนใหญ่ไม่อยากเข้าใกล้จอร์จ เชส เขาอาศัยอยู่ในกระท่อมขนาดสิบสองตารางฟุตในป่าที่แม่น้ำพอว์คาตักของนิวอิงแลนด์ไหลมาบรรจบที่อ่าวลิตเติ้ลนาร์รากันเซตต์ สำหรับคนในท้องถิ่นแล้ว เห็นได้ชัดว่าจอร์จไม่มีอ่างอาบน้ำ เพราะกลิ่นตัวของเขาบ่งบอกเช่นนั้น
วันหนึ่ง พายุเฮอริเคนจากมหาสมุทรแอตแลนติกได้พัดเข้าท่วมชายฝั่งทะเล โดยพัดพาเอาชายหาดกับบ้านเรือนที่สวยงามไป ผู้รอดชีวิตพากันออกมาจากอ่าวนั้นและเริ่มมองหาที่หลบภัย ทั้งสิบเอ็ดคนเปียกโชกและเนื้อตัวสั่นเทา พวกเขามาหลบภัยในกระท่อมของจอร์จ จอร์จให้ทุกสิ่งที่เขามีไม่ว่าจะเป็นน้ำ นม ชาขิง และที่พักพิง หลังจากพายุเฮอริเคนที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1938 ชาวเมืองมีความคิดเห็นเกี่ยวกับจอร์จ เชสแตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก
เป็นเรื่องน่าเศร้าเมื่อเราตัดสินคนอื่นอย่างผิวเผิน แต่ก็เป็นธรรมชาติของเราที่จะทำแบบนั้น เราทำเช่นนั้นกับพระเยซูด้วยเช่นกัน เราอาจจินตนาการพระองค์ตามที่พระองค์ถูกถ่ายทอดออกมาในภาพวาดเก่าๆที่ดูสง่างาม แต่ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวถึงพระเมสสิยาห์ว่า “ท่านไม่มีรูปร่างหรือความสวยงามซึ่งเราทั้งหลายจะมองท่าน...ดังผู้หนึ่งซึ่งคนทนมองดูไม่ได้ ท่านถูกดูหมิ่น และเราทั้งหลายไม่ได้นับถือท่าน” (อสย.53:2-3) แต่พระองค์ได้ประทานทุกสิ่งที่พระองค์มีให้แก่เรา “ท่านได้แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย และหอบความเจ็บปวดของเราไป” (ข้อ 4) พระองค์ทรงสละชีวิตของพระองค์เพื่อเรา
เป็นเรื่องน่าเศร้าเมื่อเรามองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และจะเป็นเรื่องน่าเศร้ายิ่งกว่าหากเรามองไม่เห็นความเป็นพระเจ้าของพระองค์ผู้ซึ่งเราเคยดูหมิ่นนั้น!
ผู้นำที่ถ่อมตน
เพื่อนของฉัน บุช บริกส์เป็นโค้ชซึ่งเป็นที่รักของทีมว่ายน้ำในโรงเรียนมัธยมท้องถิ่นแห่งหนึ่งมาเป็นเวลาห้าสิบเอ็ดปี ด้วยความอยากรู้ ฉันจึงถามว่าเขาเคยชนะการแข่งขันระดับรัฐมาแล้วกี่ครั้งในช่วงห้าสิบปีมานี้ ด้วยน้ำเสียงสุภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา เขาตอบอย่างติดตลกว่า “ผมไม่เคยชนะการแข่งขันเลยสักครั้ง เพราะผมไม่เคยลงแข่งว่ายน้ำแม้แต่ครั้งเดียว” ฉันพยายามถามเขาอีกครั้งว่า “แล้วนักว่ายน้ำของคุณเคยชนะการแข่งขันมาแล้วกี่ครั้ง” เขาตอบอย่างมีความสุขว่า “สามสิบเก้าครั้ง”
บุชได้สอนบทเรียนอันมีค่าแก่ฉันว่า โค้ชมีบทบาทสำคัญ แต่เขาไม่ต้องการรับคำชมที่มาจากความสำเร็จของนักว่ายน้ำ
ความถ่อมตนของบุชทำให้ฉันนึกถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมาที่รู้บทบาทของตนเอง ยอห์นได้รับมอบหมายให้นำผู้คนมาหาพระเยซูผู้เป็นพระเมสสิยาห์ คือผู้ที่มาทำให้พระสัญญาในเรื่ององค์พระผู้ช่วยให้รอดสำเร็จเป็นจริง แต่ยอห์นเป็นที่สนใจมากจนบรรดาผู้นำทางศาสนาต้องการทราบแน่ชัดว่าท่านเป็นใคร พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า “ได้ยอมรับว่า ‘ข้าพเจ้าไม่ใช่พระคริสต์’” (ยน.1:20) ถึงแม้ว่าพวกเขาจะกดดันยอห์น แต่ยอห์นก็ชัดเจนว่าหน้าที่ของท่านคือประกาศการมาถึงของพระเยซู (ข้อ 21-23) พระเยซูคือผู้นั้นที่พวกเขาเฝ้ารอ (ข้อ 27)
ความถ่อมตนในลักษณะนี้ที่ไม่ยอมรับการยกย่องที่เกินตัว เป็นวิธีที่เราจะรักษาท่าทีให้เหมาะสมต่อความสำเร็จของเรา ในขณะที่เราชื่นชมผู้อื่นสำหรับงานหรือบทบาทที่พวกเขาได้รับ
เรียนรู้ที่จะรัก
วู้ดดี้ คูเปอร์ ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่ส่งเสียงดังในวันที่โดโรธี เคาท์เด็กหญิงผิวสี เข้ามาเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายของเขาที่มีแต่คนผิวขาวในรัฐนอร์ทแคโรไลน่า พวกเขาหัวเราะเยาะ เด็กผู้ชายบางคนตะโกนด่าทอด้วยคำเหยียดเชื้อชาติและขว้างขยะใส่โดโรธี แต่วู้ดดี้ไม่ได้ห้ามพวกเขา และยังนิ่งเงียบเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนว่า “สาวๆถุยน้ำลายใส่มันเลย!” ต่อมาเขาก็ถามตัวเองว่า ทำไมผมไม่พูดอะไรสักคำ เธอไม่ได้ทำอะไรผิด เธอก็แค่นักเรียนคนหนึ่งที่มาโรงเรียน เขาถูกหลอกหลอนด้วยบาปแห่งการละเลยเป็นเวลาหลายสิบปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เห็นตัวเองอยู่ในภาพข่าววันนั้น ในที่สุดสี่สิบเก้าปีต่อมา วู้ดดี้ได้ติดต่อโดโรธีเพื่อขอโทษ
วู้ดดี้ได้เรียนรู้ว่า การแสดงความรักและช่วยเหลือมนุษย์คนหนึ่งไม่ใช่เป็นเพียงความกล้าหาญเท่านั้น แต่ยังเป็นการเลือกที่จะเป็นเหมือนพระเยซูด้วย อัครสาวกยอห์นได้สอนบทเรียนนี้ให้กับคริสตจักรที่แบกภาระจากคำสอนผิดๆเกี่ยวกับพระคริสต์และความรักของพระองค์
ยอห์นเขียนว่า “เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน ถ้าผู้ใดว่า ‘ข้าพเจ้ารักพระเจ้า’ และใจยังเกลียดชังพี่น้องของตน ผู้นั้นก็เป็นคนพูดมุสา” (1ยน.4:19-20) ยอห์นระลึกถึงคำสั่งอันยิ่งใหญ่ข้อนี้ที่ว่า “ให้คนที่รักพระเจ้านั้นรักพี่น้องของตนด้วย” (ข้อ 21)
วู้ดดี้และโดโรธีสะท้อนให้เห็นความรักนั้นเมื่อพวกเขากลายมาเป็นเพื่อนสนิทและไปพูดที่คริสตจักรและโรงเรียนด้วยกัน ในคืนก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เธอมาเยี่ยมเขา “ฉันรักเขา” เธอกล่าว “และฉันรู้ว่าเขารักฉัน” นั่นคือวิธีปฏิบัติของพระเยซู และควรเป็นวิธีปฏิบัติของเราด้วยเช่นกัน เพราะพระเจ้าทรงนำเรามาอยู่ร่วมกันในความรักของพระองค์ซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา
จำไว้ว่าจะต้องลืม
นักเขียนชื่อริชาร์ด มาว ได้เล่าถึงนักศาสนศาสตร์ผิวสีจากแอฟริกาใต้ที่ต่อสู้กับความทรงจำอันมืดมน จากชีวิตภายใต้การปกครองแบบแบ่งแยกสีผิวไว้ว่า “เขาเล่าเรื่องเด็กชาวแอฟริกันคนหนึ่งที่ครูขอให้นิยามคำว่า ‘ความทรงจำ’ หลังจากคิดดูแล้ว เด็กคนนั้นก็พูดว่า ‘ความทรงจำคือสิ่งที่ช่วยบอกหนูว่าจะต้องลืม’” นี่เป็นสิ่งที่ออกมาจากปากของเด็กน้อย! อดีตของเธอมีเรื่องราวมากมายที่เธอไม่อยากจดจำ เธอจึงต้องการจดจำแต่สิ่งดีๆ
หลายคนมีบาดแผลจากสิ่งเลวร้ายที่ดูเหมือนจะลืมไม่ลง แต่แง่คิดของเด็กคนนั้นให้ความหวังแก่เรา หากเราเรียนรู้ที่จะจดจำสิ่งที่ดีกว่า ความทรงจำเหล่านั้นจะเสริมกำลังให้เราก้าวไปข้างหน้าเพื่อออกจากอดีตที่เจ็บปวด ในสดุดี 42 ผู้เขียนรู้สึกเหมือนกวางที่วิ่งเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ท่านยังกล่าวด้วยว่า “เมื่อข้าพระองค์ระบายความในใจออกมา ข้าพระองค์ระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ได้ คือข้าพระองค์ไปกับประชาชน และนำเขาไปเป็นกระบวนแห่ถึงพระนิเวศของพระเจ้าด้วยเสียงโห่ร้องยินดีและเสียงเพลงโมทนา คือมวลชนกำลังมีเทศกาลฉลอง” (ข้อ 4)
ความทรงจำในเรื่องการนมัสการพระเจ้าของผู้ขับขานเพลงสดุดีนี้ หนุนใจท่านให้สรรเสริญแม้ในท่ามกลางความเจ็บปวด “จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่ ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายภายในข้าพเจ้า จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า” (ข้อ 5) การจดจำว่าพระเจ้าคือผู้ใด และการที่เราเป็นของพระองค์นั้น จะช่วยพาเราผ่านพ้นอดีตอันเจ็บปวดที่เราไม่สามารถลืมได้