Category  |  ODB

รู้จักพระเยซู

ริชาร์ด กริฟฟินเป็นราชองครักษ์ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เป็นเวลาสิบสี่ปี วันหนึ่งขณะตามเสด็จพระองค์ไปปิกนิกที่เนินเขาใกล้พระตำหนักบัลมอรัล พวกเขาได้พบกับนักปีนเขาชาวอเมริกันสองคน “คุณเคยพบพระราชินีบ้างไหม” พวกเขาถามโดยไม่รู้จักพระองค์ที่ทรงแต่งกายเรียบๆ “ไม่เคยพบนะ” พระราชินีตรัสตอบอย่างล้อเล่น “แต่ริชาร์ดคนนี้พบพระองค์เป็นประจำ!” ด้วยความตื่นเต้นที่ได้พบคนใกล้ชิดกับราชวงศ์ นักปีนเขาจึงยื่นกล้องให้พระราชินี แล้วโพสต์ท่ากับริชาร์ดและขอให้พระองค์ถ่ายรูปให้!

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนอยู่ต่อหน้าบุคคลสำคัญโดยไม่รู้ตัว “พระเจ้าทรงสถิต ณ ที่นี้แน่ทีเดียว แต่ข้าหารู้ไม่” ยาโคบกล่าวหลังจากพบพระเจ้าในความฝันที่เบธเอล (ปฐก.28:16) เมื่อฟีลิปขอให้พระเยซูสำแดงพระบิดาแก่เหล่าสาวก พระเยซูตรัสตอบว่า “ฟีลิปเอ๋ย เราได้อยู่กับท่านนานถึงเพียงนี้ และท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือ” (ยน.14:9) เช่นเดียวกันกับนักปีนเขา เหล่าสาวกต่างก็พร้อมที่จะยื่นกล้องให้พระเยซู โดยไม่รู้ว่า พระองค์ คือผู้นั้นที่จะต้องให้ความสนใจ (ข้อ 10-11)

เช่นเดียวกับสมเด็จพระราชินีในวันนั้น พระเยซูก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักทุกครั้งว่าทรงเป็นใครจริงๆ และนอกเหนือจากการเป็น “ครูที่มีสติปัญญา” หรือ “ผู้นำทางศีลธรรมที่ยิ่งใหญ่”แล้ว พระองค์ยังทรงเป็นพระเจ้าที่มาบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงเป็นกษัตริย์เหนือโลกนี้ (1:14; 18:36) ช่างเป็นการเปิดเผยสำแดงที่ยิ่งใหญ่เมื่อเราค้นพบความจริงนี้!

สันติสุขในพระเจ้า

เมื่อฉันพาเพื่อนไปร้านเสริมสวยในวันเกิดของเธอ เรารู้สึกพอใจมากที่ได้รับการดูแลอย่างดี เสียงดนตรีที่ผ่อนคลายและพนักงานส่วนตัวคอยต้อนรับเราในสปาที่เงียบสงบ มีแสงสลัวๆ ประสบการณ์ทั้งหมดนั้นให้ความรู้สึกสุขสงบและผ่อนคลาย แต่ฉันต้องกลั้นหัวเราะไว้เมื่อเห็นป้ายบนโต๊ะเขียนว่า “ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมออร์แกนิกนี้ให้คุณมากกว่าผมสวย มันให้สันติสุขในใจคุณ”

เรารู้ว่าผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมไม่ได้นำมาซึ่งสันติสุขที่ยั่งยืน กระนั้นเราก็มักพอใจกับการผ่อนคลายชั่วคราวเมื่อโลกของเราตึงเครียด ในความเป็นจริงสันติสุขแท้ไม่ได้มาจากบางสิ่ง แต่มาจากบางคน ขณะที่เปาโลหนุนใจผู้เชื่อพระเยซูในกรุงโรม ท่านเตือนสติว่า “เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้ว เราจึงมีสันติสุขในพระเจ้าทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา” (รม.5:1) ความบาปแยกเราจากพระเจ้า แต่เครื่องบูชาเพื่อชำระบาปของพระคริสต์ได้เปิดทางให้เรามีความสัมพันธ์กับพระองค์ (5:9-10) พระเยซูทรงเสนอที่จะมอบสันติสุขสำหรับวันนี้และสันติสุขชั่วนิรันดร์ ผ่าน “ความเชื่อ...โดยทางพระองค์เราจึงได้เข้าในร่มพระคุณ” (ข้อ 1, 2) “ได้มีส่วนในพระสิริของพระเจ้า” (ข้อ 2) และมีความหวังแม้ต้องทนทุกข์ยากในโลก (ข้อ 3-4) สันติสุขในพระเจ้าเป็นมากกว่าแค่ความรู้สึก แต่เป็นของประทานที่เราได้รับโดยทางความเชื่อในพระเยซู ไม่ว่าเราจะอยู่ในร้านเสริมสวยหรือโรงพยาบาล อยู่ในช่วงเวลาแห่งความสงบหรือความสับสนวุ่นวาย ไม่ว่าเราจะรู้สึกใกล้ชิดกับพระเจ้าหรือไม่ก็ตาม สันติสุขของพระองค์ยังคงมีให้เราเสมอ

ความหวานชื่นของพระวจนะ

บทเฝ้าเดี่ยวที่ปรากฏใน มานาประจำวัน เมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1959 ซึ่งเขียนโดย ดร. เอ็ม. อาร์. ดีฮาน ได้เล่าถึงความปรารถนาของเขาที่อยากได้ป๊อปคอร์นรสหวานตราแครกเกอร์แจ็คสักหนึ่งกล่อง จุดประสงค์ของเขาคือ จะเชื่อมโยงเรื่องนี้กับความปรารถนาในพระวจนะ แต่เรื่องน่าประหลาดใจคือไม่กี่สัปดาห์ต่อมา มีป๊อปคอร์นแครกเกอร์แจ็คหลายกล่องเริ่มส่งมาที่ทำงานของเขา ความต้องการป๊อปคอร์นของเขาได้รับการตอบสนองจากผู้อ่านบทความเฝ้าเดี่ยวที่สัตย์ซื่อ

เป็นเรื่องง่ายที่จะละเลยการใช้เวลาดื่มด่ำกับพระวจนะอย่างสม่ำเสมอ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องโหยหาพระวจนะที่ “หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง” (สดด.19:10) ดาวิดผู้แต่งเพลงสดุดีหนุนใจเราให้รู้ว่าพระวจนะของพระเจ้านั้น “รอบคอบ และฟื้นฟูจิตวิญญาณ” พระบัญญัตินั้น “แน่นอน” กระทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา (ข้อ 7) ท่านอธิบายว่า “ข้อบังคับของพระเจ้านั้นถูกต้อง กระทำให้จิตใจเปรมปรีดิ์” (ข้อ 8)

ดร. ดีฮานหนุนใจผู้อ่านให้ใช้เวลากับพระคัมภีร์จนเป็นนิสัย โดยให้เป็นสิ่งที่พวกเขาโหยหาในแต่ละวันเหมือนกับป๊อปคอร์นรสหวาน การใช้เวลากับพระวจนะสำคัญยิ่งต่อเราเช่นเดียวกับการพัฒนานิสัยในการอธิษฐานและใคร่ครวญพระคัมภีร์ ตลอดจนตอบสนองต่อความจริงในพระคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอ โดยการช่วยเหลือจากพระเจ้า ขอให้เราเป็นเหมือนดาวิดที่กล่าวว่า “ขอให้ถ้อยคำจากปากของข้าพระองค์ และการรำพึงภาวนาในจิตใจ เป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระองค์เถิด” (ข้อ 14)

การเปลี่ยนแปลงที่พระคริสต์นำมา

เมื่อเกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังบริเวณตาข้างซ้ายของฉัน ฉันจึงใช้เครื่องสำอางปกปิดไว้ ซึ่งเป็นการปกปิดปัญหาไว้ชั่วคราว หลังจากนั้นไม่นาน จุดบวมแดงก็ไม่หายไป ฉันจึงรู้ว่าจำเป็นต้องไปพบหมอ เช้าวันที่หมอนัด ฉันอยากแต่งหน้าตามปกติแต่ก็ไม่ได้ทำ ฉันอยากให้หมอเห็นปัญหาชัดเจนเพื่อจะรักษาให้หาย

คุณเคยพยายามซ่อนบาปที่เป็นปัญหาไหม บางทีคุณอาจรู้ตัวว่ามีการกระทำหรือความคิดบางอย่างกำลังควบคุมคุณ แต่คุณเลี่ยงที่จะอธิษฐานเกี่ยวกับสิ่งนั้นหรือพูดถึงมันกับเพื่อนและครอบครัว บางทีคุณอาจคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะคนอื่นอีกหลายคนก็กำลังเผชิญปัญหาที่คล้ายกัน แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเติบโตฝ่ายวิญญาณเมื่อบาปรบกวนชีวิตเราอย่างลับๆ ดังที่สุภาษิต 28:13 กล่าวว่า “บุคคลที่ซ่อนการละเมิดของตนจะไม่จำเริญ” ฉันรู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ข้อนี้กล่าวต่อไปว่า “แต่บุคคลที่สารภาพและทิ้งความ[บาป]เสียจะได้ความกรุณา” (ข้อ 13)

อาจเป็นเรื่องยากที่เราจะยอมรับมุมมองของพระเจ้าในเรื่องการกระทำของเราและยอมรับว่าความประพฤติบางอย่างของเราไม่ถูกต้อง แต่โดยพระกรุณาของพระองค์จะช่วยให้เราถ่อมตัวลงได้ง่ายขึ้น เมื่อเรายอมให้ฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของพระคริสต์เข้ามาในการต่อสู้ของเรา เราก็จะสามารถปฏิเสธความผิดบาปที่ล่อลวงเราได้ (กท.5:16-17, 22-24) เมื่อพระเจ้าทรงนำเรา การเปลี่ยนแปลงก็เป็นไปได้ และสุขภาพฝ่ายวิญญาณของเราก็คุ้มค่ากับความพยายามนั้น!

เรื่องของเมกาโลดอนและเลวีอาธาน

หลายปีก่อนมีห่อพัสดุส่งมาที่บ้านผม ผมสังเกตเห็นที่อยู่ของเพื่อนสนิทตรงชื่อผู้ส่ง ผมจึงยิ้มออกมา บางครั้งโจก็ส่งสิ่งที่ไม่คาดคิดมาให้และห่อพัสดุนี้ก็เข้าเกณฑ์ ข้างในเป็นฟันฉลามสีน้ำตาลเข้ม ยาวห้านิ้ว

จดหมายของโจอธิบายว่า นี่เป็นฟอสซิลของฟันฉลามในยุคก่อนประวัติ-ศาสตร์ เมกาโลดอนใหญ่กว่าฉลามขาวหลายเท่า ผมพยายามหาว่ากรามของปลาจะต้องใหญ่ขนาดไหนถึงจะรองรับฟันขนาดนี้ที่เรียงเป็นแถวได้ นักวิทยา-ศาสตร์ให้คำตอบแบบคาดคะเนว่าราว 2.75 x 3.35 เมตร ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่โตอะไรเช่นนี้!

พระคัมภีร์ไม่ได้เอ่ยถึงเมกาโลดอน แต่ในพระธรรมโยบ พระเจ้าตรัสถึงสัตว์ทะเลชื่อว่าเลวีอาธาน ในบทที่ 41 พระเจ้าตรัสกับโยบโดยให้รายละเอียดเกี่ยวกับรูปร่างที่น่าเกรงขามไว้ว่า “เราจะไม่งดพูดถึงแข้งขาของมัน หรือกำลังอันแข็งกล้าของมัน หรือโครงร่างอันดีของมัน” (ข้อ 12) “ใครจะเปิดประตูหน้าของมันได้ ฟันของมันนั้นน่าสยดสยองโดยรอบ” (ข้อ 14)

มีเพียงผู้สร้างเลวีอาธานเท่านั้นที่จะตอบคำถามนี้ได้ และ ณ จุดนี้ พระเจ้าทรงเตือนโยบว่า สัตว์นี้จะใหญ่โตเพียงใดก็เทียบไม่ได้กับพระผู้สร้างมัน “สิ่งใดๆที่อยู่ใต้ฟ้าสวรรค์ทั้งสิ้นก็เป็นของเรา” (ข้อ 11)

ฟันซี่ใหญ่นั้นวางอยู่บนโต๊ะทำงานของผม เป็นสัญลักษณ์ถึงความยิ่งใหญ่และสร้างสรรค์ขององค์พระผู้สร้างเรา และเป็นเครื่องเตือนใจผมอย่างไม่น่าเชื่อถึงพระลักษณะของพระเจ้า ซึ่งปลอบประโลมใจผมในยามที่ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกโลกกลืนกินแล้วคายออกมา

พระกำลังของพระเจ้า

การเสียชีวิตของสามีเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านในชีวิตของนอร่า เธอเข้ามาควบคุมธุรกิจฮาร์ดแวร์ของเขาและดูแลลูกสามคนด้วยตนเอง “เข้มแข็งไว้” เพื่อนมักบอกกับเธอ แต่นั่นหมายความว่าอะไร เธอเข้าใจว่า นั่นคือฉันต้องทำหน้าที่ให้สำเร็จโดยไม่ผิดพลาดหรือ

พระเจ้าทรงมอบความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่แก่โอทนีเอลในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของชนชาติอิสราเอล เพื่อเป็นการตีสอนชนชาตินี้ที่บูชารูปเคารพ พระเจ้าจึงทรงมอบพวกเขา “ไว้ในมือคูชันริชาธาอิม...และคนอิสราเอลได้ปฏิบัติคูชันริชาธาอิมแปดปี” (วนฉ.3:8) ภายใต้กษัตริย์เมโสโปเตเมียผู้โหดร้ายนี้ คนอิสราเอล “ร้องทูลพระเจ้า” และ “พระเจ้าทรงให้เกิดผู้ช่วย” (ข้อ 9) ชื่อโอทนีเอล ซึ่งแปลว่า “พระกำลังของพระเจ้า”

ในฐานะผู้วินิจฉัยคนแรกของอิสราเอล โอทนีเอลไม่มีผู้อยู่ในตำแหน่งคนก่อนหน้าที่จะช่วยท่าน ผู้นำไพร่พลคนนี้ต้องนำคนอิสราเอลให้กลับมาดำเนินชีวิตตามพันธสัญญาของพวกเขากับพระเจ้าและปกป้องพวกเขาจากศัตรู แต่เพราะ “พระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตกับโอทนีเอล” (ข้อ 10) ท่านจึงทำสำเร็จ ด้วยพระกำลังของพระเจ้าที่ค้ำจุนความเป็นผู้นำของโอทนีเอล “แผ่นดินจึงได้หยุดพักสงบอยู่สี่สิบปี แล้ว[เขา]ก็สิ้นชีวิต” (ข้อ 11)

เราจะ “เข้มแข็ง” อย่างแท้จริงได้อย่างไร ก็โดยการที่รู้ว่าเราอ่อนกำลังและด้วยการที่เราไว้วางใจพระเจ้าที่จะประทานกำลังของพระองค์แก่เรา “การที่มีคุณของ[พระองค์]ก็พอแก่ [เรา]แล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหนเดชของ[พระองค์]ก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” (2 คร.12:9) พระกำลังของพระเจ้าทรงกระทำกิจผ่านเรา เพื่อช่วยเราให้ทำในสิ่งที่พระองค์เท่านั้นจะทำได้

ชนะความชั่วด้วยความดี

ดร.ดูลิตเติ้ล คือตัวละครที่เป็นแพทย์ซึ่งพูดคุยกับสัตว์ได้ และได้สร้างความสุขให้กับแฟนๆผ่านบรรดาหนังสือ ภาพยนตร์ และละครเวที แต่น้อยคนที่รู้ว่า ฮิวจ์ ลอฟติงผู้เขียนได้แต่งนิทานเรื่องดูลิตเติ้ลนี้ให้กับลูกๆของเขาจากสนามเพลาะอันน่าขนลุกในสงครามโลกครั้งที่ 1 เขากล่าวในจดหมายภายหลังว่า สงครามนั้นเลวร้ายเกินกว่าจะบรรยายในจดหมายได้ เขาจึงแต่งนิทานประกอบภาพแทน เรื่องราวที่แปลกประหลาดและเต็มไปด้วยความสนุกสนานเหล่านี้ เป็นวิธีของลอฟติงในการขจัดความน่าสะพรึงกลัวของสงครามออกไป

เรื่องนี้สร้างแรงบันดาลใจในการได้เห็นคนหนึ่งเคลื่อนไหวต่อกรกับกองกำลังที่คุกคามและน่าเกรงขามซึ่งดูมีพลังเกินกว่าจะขัดขวางได้ เราชื่นชมการยืนหยัดอย่างกล้าหาญนี้ เพราะเรากลัวว่าความอยุติธรรม ความรุนแรง และความโลภจะมีชัย บางครั้งเรากลัวว่าโลกทั้งใบนี้จะถูก “ความชั่วเอาชนะเราได้” (รม.12:21) และความกลัวเหล่านี้จะเกิดขึ้นหากเราถูกทิ้งให้อยู่ลำพัง แต่พระเจ้าไม่ได้ทรงปล่อยเราไว้ตามลำพัง พระองค์ทรงเติมเต็มเราด้วยพระกำลังของพระองค์ ทรงวางเราไว้ให้ลงมือทำ และเรียกเราให้ “เอาชนะความชั่วด้วยความดี” (ข้อ 21)

เราแต่ละคนเอาชนะความชั่วด้วยความดีได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามที่พระเจ้าทรงบรรจุไว้ในใจเรา บางคนเขียนเรื่องราวที่งดงาม บางคนดูแลคนยากจน บางคนเปิดบ้านต้อนรับผู้คน บางคนแบ่งปันเรื่องราวของพระเจ้าผ่านท่วงทำนอง บทกวี หรือการพูดคุย โดยการที่เรานำความประเสริฐและสันติสุขของพระองค์มาสู่โลกด้วยวิธีต่างๆที่หลากหลายนี้ (ข้อ 18) เราก็ได้เอาชนะความชั่วร้ายแล้ว

สร้างสาวกแด่พระคริสต์

ในช่วงต้นฤดูกาลการแข่งบาสเกตบอล ครูฝึกที่โรงเรียนมัธยมต้นใกล้บ้านของเราดูจะต้องทำงานหนักอย่างที่สุดเพื่อโน้มน้าวผู้เล่นให้กล้าเสี่ยงที่จะชู้ตลูกลงห่วง “ชู้ตเลย!” เขาร้องบอกจากข้างสนาม ผู้เล่นของเขาส่งลูกกันอย่างกระตือรือร้น และยังชอบเลี้ยงลูกบาสด้วย ฤดูกาลแข่งขันผ่านไปครึ่งทางแล้วก่อนที่พวกเขาส่วนใหญ่จะเลิกสงสัยและพยายามชู้ตลูกเพื่อทำแต้ม แต่การ “ลงมือทำ” นั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ด้วยการเชื่อฟังครูฝึก พวกเขาละทิ้งความสงสัยและพยายาม แม้ว่าจะพลาดเป้าบ่อยครั้ง พวกเขาก็ได้เรียนรู้ที่จะชนะ

พระเยซูทรงสอนให้เราทิ้งความสงสัยเพื่อเชื่อฟังการทรงเรียกของพระองค์ในการสร้างสาวก พระองค์ทรงอธิบายว่า “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้” (มธ.28:18-20)

ในทางปฏิบัติ นี่หมายถึงการออกจากพื้นที่ปลอดภัยของเราเพื่อไปแบ่งปันเรื่องราวที่พระเจ้าทรงทำเพื่อเรา หรือมีส่วนร่วมในชีวิตของเพื่อนบ้านที่เจ็บปวด สำแดงความรักของพระเยซูแก่พวกเขา วิธีเหล่านี้ได้ผล แต่เราต้องปล่อยวางและลองลงมือทำ

เหนือสิ่งอื่นใด เราไปด้วยสิทธิอำนาจของพระเยซูเพื่อพยายามทำสิ่งที่ดูเหมือนยาก คือการสร้างสาวก แต่เราไม่ต้องกลัว เพราะพระเยซูทรงสัญญาว่า “นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค” (ข้อ 20)

การดูแลอันอ่อนโยนของพระเจ้า

ฉันนั่งอยู่ในห้องอภิบาลทารกแรกเกิดภาวะวิกฤต ขณะเข้าเยี่ยมคุณแม่ที่อุ้มลูกน้อยแรกเกิดของเธอไว้ในอ้อมอก ในแผนกที่มีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยนี้ แพทย์แนะนำ “การรักษา” ในแบบไม่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างสุขภาพของเด็กให้แข็งแรง คือให้แม่มือใหม่กอดลูกสาวของเธอไว้แนบอกให้นานที่สุด

แทบไม่มีสิ่งใดจะเทียบได้กับความรักอันท่วมท้นและความห่วงใยอันอ่อนโยนของพ่อแม่ในการให้ความอบอุ่นใจและการเยียวยาแก่ทารก เราเห็นภาพจินตนาการอันทรงพลังนี้ผ่านคำบรรยายที่ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวถึงพระเจ้าและคนของพระองค์

แม้หลังจากที่อิสยาห์พยากรณ์ถึงการตกเป็นเชลยเพราะอิสราเอลปฏิเสธพระเจ้า (อสย.39:5-7) ท่านก็ยังย้ำว่าพระเจ้ายังทรงรักพวกเขาและจะทรงจัดเตรียมเพื่อพวกเขาเสมอ พระเมตตาอันอ่อนโยนและการดูแลอันมั่นคงของพระเจ้ามีให้เห็นชัดเจนอยู่ในการเปรียบเปรยอันงดงามที่บรรยายว่าพระองค์ทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะ เหมือนพ่อที่เปี่ยมด้วยความรัก ทรงรวบรวมลูกแกะ “ไว้ในพระกรของพระองค์ พระองค์จะทรงอุ้มไว้ที่พระทรวง” (40:11)

การทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าประทานสันติสุขและการปกป้องแก่เรา และย้ำเตือนเราว่าพระองค์ทรงอุ้มเราไว้ที่พระทรวงของพระองค์ เหมือนทารกน้อยกับแม่ เมื่อ “พระองค์ประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย และแก่ผู้ที่ไม่มีกำลัง พระองค์ทรงเพิ่มแรง” (ข้อ 29) ความอบอุ่นใจแห่งการเยียวยาของพระวิญญาณจะช่วยให้เราเผชิญความท้าทายในแต่ละวันได้

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา