Category  |  ODB

หนุนใจแบบอาหารจานด่วน

มาเรียถืออาหารเที่ยงซึ่งเป็นอาหารจานด่วนมายังโต๊ะที่ว่างอยู่ ขณะที่กัดเบอร์เกอร์นั้น ตาของเธอจับจ้องอยู่ที่ชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งห่างออกไปอีกหลายโต๊ะ เสื้อผ้าเขาสกปรก ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง และมือของเขาจับแก้วกระดาษเปล่าไว้แน่น เห็นได้ชัดว่าเขากำลังหิว เธอจะช่วยเขาอย่างไรดี จะให้เงินก็คงไม่เหมาะ ถ้าเธอซื้ออาหารแล้วเอาไปให้เขา เขาจะรู้สึกอายไหมนะ

แล้วมาเรียก็นึกถึงเรื่องราวของนางรูธและโบอาสได้ เจ้าของที่ดินผู้มั่งคั่งที่เชิญหญิงม่ายต่างด้าวผู้ยากจนมาเก็บข้าวที่ตกอยู่ในนาของเขา เขาสั่งคนของเขาว่า “จงยอมให้นางเก็บข้าวตกระหว่างฟ่อนข้าวเถอะ อย่าได้ตำหนินางเลย จงดึงข้าวออกจากฟ่อนทิ้งไว้ให้นางเก็บบ้าง อย่าว่านางเลย” (นรธ.2:15-16) ในวัฒนธรรมที่ผู้หญิงต้องพึ่งพาความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ชายเพื่อการอยู่รอดนั้น โบอาสได้สำแดงการเลี้ยงดูด้วยความรักของพระเจ้า ในที่สุดโบอาสก็ได้แต่งงานกับนางรูธ ซึ่งเป็นการช่วยเธอให้พ้นจากความลำบากยากแค้น (4:9-10)

เมื่อมาเรียลุกออกมานั้น เธอวางห่อมันฝรั่งทอดที่ยังไม่ได้เปิดกินไว้ที่โต๊ะใกล้ๆ ขณะที่สบตากับชายคนนั้น ถ้าเขาหิว เขาจะมาเก็บ “จากทุ่งนาอาหารจานด่วน” ของเธอ พระทัยของพระเจ้าได้ถูกเปิดเผยให้เราเห็นผ่านเรื่องราวต่างๆจากพระคัมภีร์ที่แสดงให้เห็นถึงทางออกอันสร้างสรรค์ในการหนุนใจผู้อื่น

การติดตามอันแน่แท้ของพระเจ้า

หลายปีก่อน มีชายคนหนึ่งเดินอยู่ข้างหน้าผมอยู่หนึ่งช่วงตึก ผมมองเห็นชัดเจนว่าอ้อมแขนของเขาเต็มไปด้วยหีบห่อมากมาย ทันใดนั้นเขาสะดุดและของทุกอย่างหล่นลงพื้น มีสองคนเข้ามาช่วยพยุงเขาให้ลุกขึ้นและช่วยเก็บของ แต่พวกเขาลืมสิ่งหนึ่ง นั่นคือกระเป๋าเงินของชายคนนั้น ผมจึงเก็บขึ้นมาและรีบวิ่งไล่ตามชายแปลกหน้าคนนั้นไป โดยหวังว่าจะเอาของสำคัญคืนให้ ผมตะโกนว่า “คุณครับ คุณครับ!” และในที่สุดเขาก็ได้ยินและหันมาเมื่อผมไปถึงตัวเขา ขณะที่ผมยื่นกระเป๋าเงินให้เขา ผมไม่เคยลืมสีหน้าที่แสดงถึงความโล่งใจและรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการติดตามชายคนนั้น กลายเป็นการไล่ตามซึ่งแตกต่างกันมากทีเดียว พระคัมภีร์ฉบับภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ใช้คำว่า ติดตาม ในพระธรรมข้อสุดท้ายของสดุดี 23 ที่เราคุ้นเคย “แน่ทีเดียวที่ความดีและความรักมั่นคงจะติดตามข้าพเจ้าไป” (ข้อ 6) แม้คำว่า “ติดตาม” จะเข้ากับบริบท แต่คำภาษาฮีบรูจริงๆ ใช้คำที่มุ่งมั่นและห้าวหาญมากกว่านั้น ความหมายตรงตัวของคำนั้นคือ “ไล่ตามหรือไล่ล่า” เหมือนนักล่าที่ไล่ล่าเหยื่อ (หมาป่าไล่ล่าแกะ)

ความดีและความรักของพระเจ้าไม่เพียงแค่คอยติดตามเรามาด้วยฝีเท้าแบบสบายๆ ไม่เร่งรีบ เหมือนสัตว์เลี้ยงที่ค่อยๆเดินตามเรากลับบ้าน แต่ “แน่ทีเดียว” เรากำลังถูกไล่ตาม จนถึงกับไล่ล่าอย่างตั้งใจ เช่นเดียวกับที่ผมไล่ตามชายคนนั้นเพื่อเอากระเป๋าเงินไปคืน เราถูกไล่ตามโดยพระผู้เลี้ยงผู้ประเสริฐ ผู้ทรงรักเราด้วยความรักอันเป็นนิรันดร์ (ข้อ 1,6)

ความหวังอันเปี่ยมล้น

ในวันที่วุ่นวายก่อนถึงคริสต์มาส หญิงชราคนหนึ่งเดินเข้ามาที่เคาน์เตอร์ในที่ทำการไปรษณีย์ใกล้บ้านซึ่งมีผู้มาใช้บริการหนาแน่น เจ้าหน้าที่ผู้อดทนมองเธอเดินเข้ามาอย่างช้าๆ และทักทายว่า “สวัสดีครับ สาวน้อย!” คำทักทายนี้ดูเป็นมิตรดี แต่พวกเขาบางคนอาจคิดว่าถ้า “อายุน้อยกว่านี้” ก็คงจะดีกว่า

พระคัมภีร์หนุนใจให้เรามองว่าอายุที่มากขึ้นทำให้เรากระตือรือร้นในความหวัง เมื่อโยเซฟและมารีย์นำพระกุมารเยซูเข้ามาในพระวิหารเพื่อถวายแด่พระเจ้า (ลก.2:23, ดู อพย.13:2,12) ผู้เชื่อสูงวัยทั้งสองกลายเป็นบุคคลสำคัญทันที

คนแรกคือสิเมโอน ผู้รอคอยที่จะได้เห็นพระเมสสิยาห์มาหลายปี ท่าน “อุ้มพระกุมาร และสรรเสริญพระเจ้าว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า บัดนี้พระองค์ทรงให้ทาสของพระองค์ไปเป็นสุข ตามพระดำรัสของพระองค์ เพราะว่าตาของข้าพระองค์ได้เห็นความรอดของพระองค์แล้ว ซึ่งพระองค์ได้ทรงจัดเตรียมไว้ต่อหน้าบรรดาชนชาติทั้งหลาย’” (ลก.2:28-31)

ถัดมาคือนางอันนา ผู้เผยพระวจนะหญิงที่ “ชรามากแล้ว” (ข้อ 36) ก็เข้ามาขณะที่สิเมโอนกำลังคุยกับมารีย์และโยเซฟ นางเป็นม่ายหลังจากแต่งงานได้เพียง 7 ปี นางอยู่ในพระวิหารมาจนอายุ 84 ปี และไม่เคยจากบริเวณพระวิหารเลย โดย “นมัสการถืออดอาหารและอธิษฐานทั้งกลางวันกลางคืน” เมื่อนางเห็นพระเยซูก็เริ่มสรรเสริญพระเจ้า และบรรยายถึง “พระกุมารให้คนทั้งปวงที่คอยการทรงไถ่กรุงเยรูซาเล็มฟัง” (ข้อ 37-38)

ผู้รับใช้ที่เปี่ยมด้วยความหวังทั้งสองเตือนเราว่า อย่าหยุดที่จะรอคอยพระเจ้าด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม ไม่ว่าเราจะอายุเท่าใดก็ตาม

การพึ่งพาประจำวัน

เช้าวันหนึ่งลูกๆที่ยังเล็กของเราตัดสินใจที่จะตื่นเช้าและเตรียมอาหารเช้ากันเอง ตลอดสัปดาห์อันแสนเหน็ดเหนื่อย ทำให้ผมและภรรยาพยายามจะนอนจนถึงตอน 7 โมงเช้าของวันเสาร์นั้น ทันใดนั้นผมก็ได้ยินอะไรตกแตกเสียงดัง! ผมกระโดดขึ้นจากเตียงและรีบวิ่งลงไปชั้นล่าง ผมเห็นชามแตกกระจาย ข้าวโอ๊ตเกลื่อนอยู่เต็มพื้น และโจนัสลูกชายวัย 5 ขวบของเราพยายามอย่างหนักที่จะกวาด (ดูเหมือนละเลง) อาหารเหนียวๆนั้นขึ้นจากพื้น ลูกๆของเราหิวแต่เลือกที่จะไม่ขอให้เราช่วย พวกเขาเลือกที่จะพึ่งพาตัวเอง และแน่นอนผลที่ได้ก็ไม่ใช่อาหารที่น่ากินเลย

ตามสถานภาพของมนุษย์แล้ว เด็กๆควรต้องเติบโตจากการพึ่งพาคนอื่นไปสู่การพึ่งพาตัวเอง แต่ในความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า ความเป็นผู้ใหญ่หมายถึงการเปลี่ยนจากการพึ่งพาตนเองไปสู่การพึ่งพาในพระองค์ การอธิษฐานคือที่ที่เราฝึกเรียนรู้ในการพึ่งพาพระเจ้า เมื่อพระเยซูทรงสอนเหล่าสาวก รวมถึงเราทุกคนที่มาเชื่อในพระองค์ให้อธิษฐานว่า “ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้” (มธ.6:11) พระองค์กำลังสอนคำอธิษฐานแห่งการพึ่งพา อาหารเป็นสัญลักษณ์ของการบำรุงเลี้ยง การอภัยโทษ และการทรงนำ (ข้อ 11-13) เรากำลังพึ่งพาพระเจ้าสำหรับสิ่งนี้และสิ่งอื่นอีกมากมาย

ไม่มีผู้เชื่อในพระเยซูคนใดที่ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และเราจะไม่มีวันจบจากการเรียนรู้ในพระคุณของพระองค์ ในตลอดชีวิตของเรา ขอให้เราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยท่าทีแห่งการพึ่งพาเสมอในขณะที่เราอธิษฐานต่อ “พระบิดาในสวรรค์” ของเราทั้งหลาย (ข้อ 9)

ทำด้วยใจรัก

ดร.รีเบคก้า ลี ครัมเพลอร์ เป็นหญิงชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคนแรกที่ได้รับปริญญาด้านการแพทย์ ทว่าในช่วงชีวิตของเธอ (ค.ศ. 1831-95) เธอจำได้ว่าเธอนั้น “ถูกมองข้าม ถูกดูหมิ่น และไม่ได้รับความสำคัญ” อย่างไรก็ตาม เธอยังคงทุ่มเทในการรักษาและทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จ เธอยืนยันว่าถึงแม้บางคนอาจเลือกที่จะตัดสินเธอจากเชื้อชาติและความเป็นหญิงของเธอ แต่เธอก็มักจะมี “ความพร้อมที่สดใหม่ และความกล้าหาญที่จะไปทุกที่ และทุกเวลา เมื่อมีงานเข้ามา” และนั่นคือสิ่งที่เธอทำ เธอเชื่อว่าการรักษาผู้หญิงและเด็ก และดูแลสุขภาพให้กับแรงงานทาสที่ถูกปล่อยเป็นอิสระแล้ว คือทางหนึ่งที่จะรับใช้พระเจ้า น่าเศร้าที่เธอไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการสำหรับความสำเร็จของเธอ จนกระทั่งเกือบหนึ่งศตวรรษต่อมา

มีหลายครั้งที่เราถูกมองข้าม ถูกลดความสำคัญ หรือไม่ได้รับคำชื่นชมจากคนรอบข้าง อย่างไรก็ตาม คำสอนจากพระคัมภีร์เตือนเราว่าเมื่อพระเจ้าทรงเรียกเราให้ทำงานใดงานหนึ่ง เราไม่ควรตั้งเป้าว่าจะได้รับการยอมรับและเป็นที่จดจำของโลกนี้ แต่ในทางตรงข้าม เราควร “ทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า” (คส.3:23) เมื่อเราตั้งเป้าว่าจะรับใช้พระเจ้า เราจะทำได้สำเร็จแม้เป็นงานที่ยากที่สุด ด้วยความกระตือรือร้นและยินดีในฤทธิ์อำนาจและการทรงนำของพระองค์ แล้วเราจะกังวลน้อยลงกับการได้รับการยอมรับจากโลกนี้ และมีความต้องการมากขึ้นที่จะได้รับบำเหน็จที่มีเพียงพระองค์ผู้เดียวที่ให้ได้ (ข้อ 24)

แสงสว่างแห่งคริสต์มาส

ในสายตาฉัน ต้นคริสต์มาสนั้นดูเหมือนกำลังมีไฟลุกอยู่! ซึ่งไม่ใช่เพราะสายไฟประดับแต่เป็นไฟจริงๆ ครอบครัวของเราได้รับเชิญจากเพื่อนให้ไปร่วมในงาน “วิถีในอดีตของชาวเยอรมัน” ซึ่งเป็นงานเฉลิมฉลองที่มีขนมหวานโบราณแสนอร่อย รวมถึงต้นไม้ที่มีเทียนไขจุดไฟของจริงอยู่ (เพื่อความปลอดภัย จึงใช้ต้นไม้ที่ตัดมาใหม่จุดไฟเพียงคืนเดียวเท่านั้น)

ขณะที่มองไปยังต้นไม้ที่ดูเหมือนกำลังไหม้ไฟอยู่นั้น ฉันคิดถึงโมเสสที่พบกับพระเจ้าที่พุ่มไม้ไฟ ในขณะที่ดูแลฝูงแกะอยู่ในถิ่นทุรกันดารนั้น โมเสสประหลาดใจกับพุ่มไม้ที่มีไฟลุกอยู่แต่กลับไม่ถูกไฟเผาไหม้ เมื่อท่านเข้าไปใกล้ๆพุ่มไม้นั้นเพื่อสำรวจดู พระเจ้าได้ทรงเรียกท่าน ข้อความจากพุ่มไม้ไฟนั้นไม่ใช่การพิพากษาแต่เป็นการช่วยกู้ชีวิตชาวอิสราเอล พระเจ้าทรงเห็นสภาพและความทุกข์ลำบากของประชากรของพระองค์ในอียิปต์ และทรง “ลงมาเพื่อจะช่วยเขาให้รอด” (อพย.3:8)

ในขณะที่พระเจ้าทรงช่วยชนอิสราเอลให้รอดพ้นจากชาวอียิปต์นั้น มนุษย์ทั้งปวงก็ยังคงต้องการความช่วยเหลือด้วยเช่นกัน ไม่เพียงแค่จากความทุกข์ทรมานทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลที่เกิดจากการที่ความชั่วร้ายและความตายนำเข้ามาสู่โลกของเรา เป็นเวลาหลายร้อยปีต่อมา ที่พระเจ้าทรงตอบสนองโดยการส่งความสว่าง คือพระเยซูพระบุตรของพระองค์ลงมา (ยน.1:9-10) โดยมิใช่เพื่อ “พิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น” (3:17)

คุณเป็นคนอย่างไร

ในปี 2011 หลังจาก 10 ปีที่ยังไม่มีลูก ผมและภรรยาจึงเลือกไปเริ่มต้นใหม่ในต่างประเทศ แม้การย้ายที่อยู่จะน่าตื่นเต้นแต่ผมต้องออกจากงานวิทยุที่ผมรัก ผมรู้สึกสับสนจึงขอคำแนะนำจากเพื่อนที่ชื่อเลียม

“ผมไม่รู้แล้วว่าตอนนี้การทรงเรียกของผมคืออะไร” ผมบอกเลียมอย่างหดหู่
“นายไม่ได้จัดรายการวิทยุที่นี่แล้วหรือ” เขาถามและผมตอบปฏิเสธ
“แล้วชีวิตแต่งงานของนายเป็นอย่างไรบ้าง”

แม้จะแปลกใจที่เขาเปลี่ยนเรื่องแต่ผมบอกไปว่าผมกับเมอรินยังมีชีวิตแต่งงานที่ดี เราผ่านเวลาที่โศกเศร้ามาด้วยกันแต่การทดสอบนั้นทำให้เราใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

“การอุทิศตัวเป็นหัวใจหลักของข่าวประเสริฐ” เขากล่าวยิ้มๆ “ผู้คนต้องการเห็นชีวิตแต่งงานที่อุทิศตัวเหมือนที่นายทำอยู่! นายอาจไม่รู้ตัวว่าได้สร้างผลกระทบในเชิงบวกอยู่ ซึ่งมากกว่าสิ่งที่นายทำ แต่เป็นในแบบที่นายเป็นนี้”

เมื่อสถานการณ์การทำงานที่ยากลำบากทำให้ทิโมธีรู้สึกหดหู่ใจ อัครทูตเปาโลไม่ได้ตั้งเป้าหมายการทำงานให้ท่าน แต่กลับหนุนใจทิโมธีให้มีชีวิตที่ถวายเกียรติพระเจ้า เป็นแบบอย่างแก่คนที่เชื่อทั้งปวง ทั้งในทางวาจาและการประพฤติ ในความรัก ในความเชื่อ และในความบริสุทธิ์ (4:12-13, 15) สิ่งที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในผู้อื่นได้ดีที่สุดคือการที่ท่านดำเนินชีวิตอย่างสัตย์ซื่อ

เรามักจะให้คุณค่ากับชีวิตตามความสำเร็จในอาชีพการงาน ในขณะที่สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณลักษณะที่เราเป็น ผมลืมสิ่งนี้ไป ที่จริงแล้วถ้อยคำแห่งความจริง การกระทำที่เมตตา และแม้แต่การอุทิศตัวในชีวิตคู่ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ได้ เพราะโดยสิ่งเหล่านี้ ความดีที่เป็นพระลักษณะของพระเจ้าก็ได้สร้างผลกระทบต่อโลกนี้แล้ว

หนุนใจซึ่งกันและกัน

หลังจากอีกสัปดาห์หนึ่งที่ฉันรู้สึกถูกคุกคามหนักจากปัญหาสุขภาพที่มีเข้ามาอีก ฉันทรุดตัวลงบนโซฟา ไม่อยากคิดเรื่องอะไรทั้งสิ้น ไม่อยากคุยกับใคร แม้แต่อธิษฐานก็ทำไม่ได้ ขณะที่เปิดทีวีดู ความท้อใจและความสงสัยทำให้ฉันหดหู่มาก ฉันดูโฆษณาหนึ่งที่มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆกำลังคุยกับน้องชายว่า “น้องเก่งที่สุด” ขณะที่เธอยังคงชมน้องชายต่อไปเรื่อยๆเขาก็เริ่มยิ้มออก และฉันก็เช่นเดียวกัน

คนของพระเจ้ามักจะต่อสู้กับความท้อใจและความสงสัยอยู่เสมอ ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูอ้างอิงจากพระธรรมสดุดี 95 ที่ยืนยันว่า เราได้ยินเสียงของพระเจ้าได้ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยผู้เขียนพระธรรมฮีบรูเตือนผู้เชื่อในพระเยซูไม่ให้ทำผิดพลาดเหมือนชาวอิสราเอลขณะเร่ร่อนอยู่ในถิ่นทุรกันดาร (ฮบ.3:7-11) ท่านเขียนว่า “ดูก่อน ท่านพี่น้องทั้งหลาย จงระวังให้ดี เพื่อจะไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดในพวกท่านมีใจชั่วและไม่เชื่อ คือใจซึ่งพาท่านหลงไปจากพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ท่านจงเตือนสติกันและกันทุกวัน” (ข้อ 12-13)

ด้วยความช่วยเหลือแห่งความหวังที่มั่นคงปลอดภัยในพระคริสต์ เราจะได้สัมผัสกับแหล่งพลังงานสำรองที่ให้กำลังเพื่อช่วยเราอดทนฟันฝ่าไปได้ คือการหนุนใจซึ่งกันและกันภายในกลุ่มผู้เชื่อ (ข้อ 13) เมื่อผู้เชื่อคนหนึ่งสงสัย ผู้เชื่ออีกคนสามารถยืนยันถึงความจริงและถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ในขณะที่พระเจ้าทรงเสริมกำลังเราผู้เป็นคนของพระองค์ เราเองก็สามารถมอบกำลังแห่งการหนุนใจให้แก่กันและกันได้

เสียงเตือน

คุณเคยเผชิญหน้ากับงูหางกระดิ่งในระยะประชิดไหม ถ้าเคย คุณอาจจะสังเกตว่าเสียงสั่นที่หางจะถี่ขึ้นเมื่อคุณขยับเข้าใกล้เจ้างูพิษนั้น งานวิจัยในวารสารวิทยาศาสตร์เคอร์เรนท์ไบโอโลยี่ เปิดเผยว่างูจะสั่นหางถี่ขึ้นเมื่อสิ่งคุกคามเข้าใกล้มันมากขึ้น “สัญญาณความถี่สูง” นี้จะทำให้เราคิดว่าพวกมันอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่เป็นจริง เช่นที่นักวิจัยคนหนึ่งอธิบายว่า “เมื่อผู้ที่ได้ยินตีความระยะห่างผิดพลาด....ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มระยะปลอดภัย”

บางครั้งคนเราอาจใช้น้ำเสียงที่ดังขึ้นกับคำพูดแรงๆเพื่อผลักไสผู้อื่นออกไปในขณะที่เกิดความขัดแย้ง เป็นการแสดงความโกรธและเริ่มใช้การตะคอก ผู้เขียนพระธรรมสุภาษิตได้ให้คำแนะนำที่ฉลาดสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ “คำตอบอ่อนหวานช่วยละลายความโกรธเกรี้ยวให้หายไป แต่คำกักขฬะเร้าโทสะ” (สภษ.15:1) ท่านได้พูดต่ออีกว่า “ลิ้นที่สุภาพ” และ “ริมฝีปากของปราชญ์” เป็น “ต้นไม้แห่งชีวิต” และเป็นแหล่งแห่ง “ความรู้” (ข้อ 4,7)

พระเยซูทรงบอกเหตุผลที่สำคัญที่สุดเพื่อที่เราจะขอร้องอย่างอ่อนโยนกับคนที่เราขัดแย้ง เพราะการมอบความรักนั้นสำแดงว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้า (มธ.5:43-45) และการแสวงหาการคืนดีนั้นก็เพื่อที่จะ “ได้พี่น้องคืนมา” (มธ.18:15) แทนที่จะขึ้นเสียงหรือใช้คำพูดหยาบคายเมื่อเกิดความขัดแย้ง ขอให้เราแสดงความสุภาพ สติปัญญา และความรักต่อผู้อื่น โดยการทรงนำของพระเจ้าทางพระวิญญาณของพระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา