Category  |  ODB

เมื่อคุณกลัว

ฉันมีนัดไปตรวจสุขภาพ และถึงแม้จะไม่ได้มีปัญหาสุขภาพในช่วงที่ผ่านมา แต่ฉันก็รู้สึกกลัว ความทรงจำที่เคยตรวจพบโรคที่ไม่คาดฝันเมื่อนานมาแล้วยังคงตามมาหลอกหลอน แม้ฉันจะรู้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วยและฉันควรวางใจในพระองค์ แต่ฉันยังคงรู้สึกกลัว

ฉันผิดหวังที่ตัวเองกลัวและขาดความเชื่อ ถ้าพระเจ้าอยู่กับฉันตลอดเวลา ทำไมฉันจึงรู้สึกกังวลเช่นนี้ แล้วในเช้าวันหนึ่ง ฉันเชื่อว่าพระองค์ทรงนำฉันให้อ่านเรื่องราวของกิเดโอน

ทูตของพระเจ้าเรียกกิเดโอนว่า “เจ้าบุรุษผู้กล้าหาญ” (วนฉ.6:12) แต่ตัวท่านเองกลับกลัวที่ได้รับมอบหมายให้ไปโจมตีชาวมีเดียน แม้พระเจ้าสัญญาว่าจะสถิตอยู่ด้วยและประทานชัยชนะให้ แต่กิเดโอนยังขอการยืนยันจากพระองค์อีกหลายครั้ง(ข้อ16-23,36-40) อย่างไรก็ดีพระเจ้าไม่ได้ตำหนิที่กิเดโอนกลัวพระองค์ทรงเข้าใจ ในคืนที่จะเข้าโจมตีคนมีเดียน พระองค์ทรงให้ความมั่นใจอีกครั้งถึงชัยชนะ และสำแดงให้ท่านเห็นหนทางที่จะช่วยบรรเทาความกลัว (7:10-11)

พระเจ้าทรงเข้าใจความกลัวของฉันเช่นกัน การรับรองของพระองค์ทำให้ฉันกล้าที่จะวางใจในพระองค์ ฉันพบกับสันติสุขของพระองค์และตระหนักว่าทรงอยู่กับฉันไม่ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นเช่นไร สุดท้ายผลการตรวจร่างกายของฉันออกมาปกติทุกอย่าง

เรามีพระเจ้าที่เข้าใจความกลัวของเราและทรงให้ความมั่นใจเราผ่านพระคัมภีร์และพระวิญญาณบริสุทธิ์ (สดด.23:4; ยน.14:16-17) ขอให้เรานมัสการพระองค์ด้วยใจขอบพระคุณ เช่นเดียวกับกิเดโอน (วนฉ.7:15)

การ์ดคริสต์มาสที่สมบูรณ์แบบ

วิดีโอคริสต์มาสของครอบครัวบาร์คเกอร์นั้นสมบูรณ์แบบ คนเลี้ยงแกะที่สวมเสื้อคลุมสามคน (แสดงโดยลูกชายตัวน้อยของครอบครัว) นั่งเบียดกันรอบกองไฟในทุ่งหญ้า ทันใดนั้นทูตสวรรค์องค์หนึ่งซึ่งสวมบทโดยพี่สาวคนโตก็ลงมาจากยอดเขา เธอดูเจิดจรัสถ้าไม่นับรองเท้าผ้าใบส้นหนาสีชมพูนั้น เมื่อเสียงเพลงประกอบดังขึ้น คนเลี้ยงแกะก็มองขึ้นไปบนฟ้าด้วยความประหลาดใจ พวกเขาเดินผ่านทุ่งนาเพื่อไปพบกับทารกตัวจริง ซึ่งได้แก่น้องชายของพวกเขาที่นอนอยู่ในโรงนาสมัยใหม่ ถึงตอนนี้พี่สาวคนโตเปลี่ยนมาเล่นบทของมารีย์แทน

จากนั้นก็มาถึง“บทแถมท้าย” เมื่อพ่อของเด็กๆให้เราดูเบื้องหลังการถ่ายทำ เด็กๆงอแงบ่นว่า “ผมหนาว” “หนูต้องไปห้องน้ำเดี๋ยวนี้!” “เรากลับบ้านได้มั้ย” และแม่ของพวกเขาต้องพูดย้ำหลายครั้งว่า “เด็กๆตั้งใจหน่อย” ชีวิตจริงนั้นห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบที่อยู่ในการ์ดคริสต์มาส

การดูเรื่องราวดั้งเดิมของวันคริสต์มาสที่ถูกตัดต่อมาเป็นอย่างดีแล้วนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่ชีวิตของพระเยซูไม่ได้ราบรื่นเช่นนั้น กษัตริย์เฮโรดมีใจริษยาได้หาทางที่จะฆ่าพระองค์ขณะยังเป็นทารก (มธ.2:13) มารีย์กับโยเซฟเข้าใจพระเยซูผิด (ลก.2:41-50) โลกเกลียดชังพระองค์ (ยน.7:7) ในช่วงหนึ่ง “แม้พวกน้องๆของพระองค์ก็มิได้วางใจในพระองค์” (7:5) ภารกิจของพระองค์นำไปสู่ความตายอันน่าสยดสยอง พระองค์ทรงทำทุกสิ่งเพื่อถวายเกียรติแด่พระบิดาและเพื่อช่วยกู้เราให้รอด

วิดีโอของบาร์คเกอร์จบลงด้วยพระดำรัสของพระเยซูที่บอกว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” (ยน.14:6) นั่นคือความเป็นจริงที่จะคงอยู่กับเราตลอดไป

ฤทธิ์อำนาจแห่งพระวจนะ

ในวันคริสต์มาสอีฟปี 1968 นักบินอวกาศอพอลโล 8 ซึ่งได้แก่ แฟรงค์ บอร์-แมน, จิม โลเวลล์ และบิล แอนเดอส์ ได้กลายเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่เข้าสู่วงโคจรของดวงจันทร์ ขณะที่พวกเขาโคจรรอบดวงจันทร์ 10 รอบนั้น พวกเขาได้ส่งภาพดวงจันทร์และโลกกลับมา พวกเขาได้ผลัดกันอ่านปฐมกาลบทที่ 1 ในระหว่างการถ่ายทอดสด ที่งานฉลองครบรอบ 40 ปีบอร์แมนกล่าวว่า “เราได้รับแจ้งว่าในวันคริสต์มาสอีฟนั้นจะมีผู้ชมที่คอยรับฟังเสียงของมนุษย์จำนวนมากที่สุด และคำแนะนำเดียวที่เราได้รับจากนาซ่าคือ จงทำสิ่งที่เหมาะสม” ข้อพระคัมภีร์ที่นักบินอวกาศอพอลโล 8 อ่าน ยังคงหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความจริงลงไปในใจของผู้ที่เปิดใจรับฟังบันทึกแห่งประวัติศาสตร์นี้

พระเจ้าตรัสผ่านทางผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า “เอียงหูของเจ้า และมาหาเรา จงฟัง เพื่อจิตวิญญาณของเจ้าจะมีชีวิต” (อสย.55:3) พระองค์ทรงเชื้อเชิญให้เราหันกลับจากบาปและรับพระเมตตาและการอภัยจากพระองค์ ผ่านข้อเสนอเรื่องการช่วยให้รอดที่ให้กับเราเปล่าๆ (ข้อ 6-7) พระองค์ทรงประกาศถึงสิทธิอำนาจแห่งพระดำริและพระราชกิจของพระองค์ ซึ่งมโหฬารเกินกว่าเราจะเข้าใจได้อย่างแท้จริง (ข้อ 8-9) กระนั้นพระเจ้ายังคงประทานโอกาสให้เราแบ่งปันพระวจนะของพระองค์ซึ่งมีฤทธิ์อำนาจในการเปลี่ยนแปลงชีวิต โดยชี้ไปที่พระเยซู และยืนยันว่าพระองค์จะรับผิดชอบต่อการเติบโตฝ่ายวิญญาณของประชากรของพระองค์ (ข้อ 10-13)

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงช่วยเราในการแบ่งปันพระกิตติคุณ ในขณะที่พระบิดาทรงทำให้พระสัญญาทั้งสิ้นสำเร็จลงตามแผนการและจังหวะเวลาอันสมบูรณ์ของพระองค์

คุณยายวาฬ

วาฬเพชฌฆาตที่นักวิจัยตั้งชื่อเรียกว่า “แกรนนี่ (คุณยาย)” นั้น ดูเหมือนจะรู้ดีถึงบทบาทสำคัญที่มันมีในชีวิตของ “หลานวาฬ” แม่ของวาฬหนุ่มน้อยเพิ่งตายจากไป และเจ้าวาฬกำพร้ายังไม่โตพอที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยปราศจากการคุ้มครองและการสนับสนุน คุณยายวาฬแม้จะอายุ 80 กว่า (หรือมากกว่านั้น) ยังคงอยู่เคียงข้างหลานเพื่อสอนในสิ่งที่จำเป็นต่อการเอาตัวรอด คุณยายวาฬจับปลาให้เจ้าวาฬตัวน้อยแทนที่จะกินเอง ดังนั้นมันจึงไม่เพียงแต่ได้กินอาหาร แต่ยังได้เรียนรู้อีกว่าจะกินอะไรและจะหาปลาแซลมอนได้ที่ไหนเพื่อจะมีชีวิตรอด

เราเองก็ได้รับเกียรติและความชื่นชมยินดีที่ได้ส่งต่อความรู้ที่เรามี นั่นคือเราสามารถบอกเล่าถึงพระลักษณะและพระราชกิจอันอัศจรรย์ของพระเจ้ากับผู้ที่มาภายหลัง ผู้เขียนสดุดีที่เข้าสู่วัยชราแล้วทูลขอพระเจ้าให้ท่านสามารถ “ประกาศถึงอานุภาพของพระองค์แก่ชาติพันธุ์ถัดไป” (สดด.71:18) ท่านมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะแบ่งปันสิ่งที่ตนรู้เกี่ยวกับพระเจ้าแก่ผู้อื่น คือ “กิจการอันชอบธรรมของพระองค์” และ “ราชกิจที่ช่วยให้รอดของพระองค์” ที่เราจำเป็นต้องโอ้อวด (ข้อ 15)

แม้เราจะยังไม่มีผมหงอกในวัยชรา (ข้อ 18) การประกาศถึงประสบการณ์ที่เรามีในความรักและความสัตย์ซื่อของพระเจ้าอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับบางคนที่กำลังเดินกับพระเจ้า ความยินดีที่จะแบ่งปันสติปัญญาของเราอาจเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนคนนั้น ในการดำเนินชีวิตและการเติบโตในพระคริสต์แม้ในยามยากลำบาก (ข้อ 20)

โน้มลงมา

คุณแม่ยังสาวเดินตามลูกสาวที่กำลังปั่นจักรยานคันเล็กของเธอด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่ขาเล็กๆของเธอจะทำได้ แต่เพราะใช้ความเร็วมากเกินไป เด็กน้อยจึงพลัดตกลงมาและส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดที่ข้อเท้า แม่ของเธอค่อยๆคุกเข่าและโน้มตัวลงจูบที่ข้อเท้าของเด็กน้อยเพื่อ “ให้ความเจ็บปวดนั้นหายไป” และมันได้ผล! เด็กน้อยลุกขึ้นและปีนกลับขึ้นไปบนจักรยานแล้วไปต่อ คุณไม่อยากให้ความเจ็บปวดของเราหายไปง่ายๆอย่างนั้นบ้างหรือ!

อัครทูตเปาโลได้รับการปลอบประโลมจากพระเจ้าท่ามกลางการต่อสู้ที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ในพระธรรม 2 โครินธ์ 11:23-29 ท่านได้พูดถึงบททดสอบมากมายที่ท่านต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการถูกเฆี่ยน ถูกโบยตี ถูกเอาก้อนหินขว้าง ต้องอดหลับอดนอน ต้องทนหิว และความห่วงใยที่มีต่อคริสตจักรทั้งปวง ท่านเรียนรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็น “พระบิดาผู้ทรงความเมตตา พระเจ้าแห่งความชูใจทุกอย่าง” (1:3) หรือที่อีกฉบับหนึ่งแปลว่า “พระองค์ทรงเป็นพระบิดาผู้ประทานความรักอันอ่อนโยน” (ฉบับ NIRV) เช่นเดียวกับแม่ที่ปลอบโยนลูกของเธอ พระเจ้าก็ทรงโน้มพระองค์ลงมาเพื่อดูแลเราด้วยความอ่อนโยนในยามที่เราเจ็บปวด

พระเจ้ามีวิธีการมากมายและหลากหลายในการปลอบโยนเราด้วยความรัก พระองค์อาจประทานข้อพระคัมภีร์หนุนใจเราให้ก้าวเดินต่อไป หรือให้มีคนส่งข้อความพิเศษมาให้ หรือให้เพื่อนโทรมาหาเราและพูดในสิ่งที่แตะต้องใจ แม้ว่าการต่อสู้จะยังคงอยู่ แต่เพราะพระเจ้าทรงโน้มลงมาช่วยเรา เราจึงสามารถลุกขึ้นและไปต่อได้

คำอธิษฐานที่ล้ำค่า

นกคลาร์ก นัทแคร็กเกอร์เป็นนกมหัศจรรย์ ทุกปีมันจะเตรียมการสำหรับฤดูหนาวโดยการซ่อนเมล็ดสนเปลือกขาวขนาดเล็กสี่หรือห้าเมล็ด เป็นจำนวนมากถึงห้าร้อยเมล็ดต่อชั่วโมง หลายเดือนหลังจากนั้นมันจะกลับมาขุดเมล็ดพืชที่ซ่อนไว้ขึ้นมาแม้จะอยู่ใต้ชั้นหิมะลึกลงไป นกคลาร์ก นัทแคร็กเกอร์ อาจจดจำจุดที่มันซ่อนเมล็ดพืชไว้ได้มากถึงหนึ่งหมื่นแห่ง ซึ่งเป็นความสามารถที่น่าทึ่ง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดถึงขีดจำกัดของมนุษย์ในการจดจำตำแหน่งที่เราวางกุญแจรถหรือแว่นตาไว้)

แต่ความสามารถในการจดจำที่เหลือเชื่อนี้ไม่อาจเทียบได้กับพระปรีชาสามารถของพระเจ้าในการจดจำคำอธิษฐานของเรา พระองค์ทรงเก็บรายละเอียดของทุกคำอธิษฐานที่ออกจากใจ ทรงจดจำและตอบคำอธิษฐานเหล่านั้นแม้ในอีกหลายปีต่อมา ในพระธรรมวิวรณ์อัครทูตยอห์นบรรยายถึง “สัตว์ทั้งสี่” และ“ผู้อาวุโสยี่สิบสี่คน” ที่นมัสการพระเจ้าในสวรรค์ แต่ละคน “ถือขันทองคำบรรจุเครื่องหอม ซึ่งเป็นคำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งปวง” (5:8)

เช่นเดียวกับที่เครื่องหอมเป็นสิ่งมีค่าในสมัยโบราณ คำอธิษฐานของเราก็มีค่าสำหรับพระเจ้าจนพระองค์ทรงเก็บมันไว้ในขันทองคำจำเพาะพระพักตร์พระองค์ตลอดเวลา! คำอธิษฐานของเรามีความหมายต่อพระเจ้าเพราะเราสำคัญสำหรับพระองค์ และพระองค์ทรงยอมให้เราเข้ามาใกล้โดยไม่ถูกขัดขวางผ่านพระเมตตาที่เราไม่สมควรได้รับในพระเยซู (ฮบ.4:14-16) ดังนั้นจงอธิษฐานด้วยใจกล้าหาญ! และจงรู้เถิดว่า เพราะความรักอันอัศจรรย์ของพระเจ้า จะไม่มีคำอธิษฐานใดที่ถูกลืมหรืออยู่ผิดที่ผิดเวลา

ไม่มีคำแช่งสาป

วิลเลี่ยม เชคสเปียร์เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการประชดประชัน ซึ่งเป็น “คุณสมบัติ” ที่แบรี่ คราฟท์นักแสดงได้นำมาใช้อย่างช่ำชองในหนังสือชื่อ Shakespeare Insult Generator (เครื่องให้กำเนิดคำพูดประชดประชันของเชคสเปียร์) หนังสือที่ชาญฉลาดเล่มนี้ประกอบด้วยคำพูดที่แฝงไปด้วยการประชดประชันจากบทละครของเชคสเปียร์ ตัวอย่างเช่น คุณอาจจะพูดจาดูถูกใครสักคนโดยพูดว่า “เจ้าคนโอ้อวด เจ้าหัวขี้เลื่อยผู้น่าสงสาร” ซึ่งดูสร้างสรรค์กว่าการพูดว่า “เจ้าโอ้อวดมากไปและเจ้าก็ไม่ได้ฉลาดมากนัก เจ้าคนชั่ว!”

หนังสือเบาสมองของคราฟท์นั้นสนุก แต่มีกษัตริย์เมืองโมอับองค์หนึ่งพยายามว่าจ้างผู้เผยพระวจนะลึกลับ ไม่เพียงให้มาพูดจาดูหมิ่นชาวอิสราเอล แต่ยังให้มาสาปแช่งพวกเขา กษัตริย์บาลาคบอกกับบาลาอัมว่า “ขอเชิญมาเถิด ขอสาปแช่งชนชาตินี้ให้แก่ข้าพเจ้า” (กดว.22:6) แต่บาลาอัมกลับทำให้พระองค์โกรธด้วยการ อวยพร ชาวฮีบรูหลายต่อหลายครั้ง (24:10) พรประการหนึ่งของเขาอยู่ในคำพยากรณ์ต่อไปนี้ “ข้าพเจ้าเห็นเขา แต่ไม่ใช่อย่างเดี๋ยวนี้ ข้าพเจ้าดูเขา แต่ไม่ใช่อย่างใกล้ๆนี้” (24:17) เห็นได้ชัดว่าบุคคลที่บาลาอัมกำลังพูดถึงนั้นยังไม่ปรากฏขึ้น แล้วเขาหมายถึงใครกัน คำใบ้อยู่ในบรรทัดถัดไป “ดาวดวงหนึ่งจะเดินออกมาจากยาโคบ และธารพระกรอันหนึ่งจะขึ้นมาจากอิสราเอล” (ข้อ 17) แล้ววันหนึ่ง “ดวงดาว” จะนำนักปราชญ์ไปหาพระกุมารที่ทรงสัญญาไว้ (มธ.2:1-2)

ผู้เผยพระวจนะชาวเมโสโปเตเมียโบราณผู้หนึ่งซึ่งไม่รู้จักพระเมสสิยาห์ ได้ชี้ให้โลกเห็นถึงหมายสำคัญที่จะบังเกิดขึ้นในอนาคตเกี่ยวกับการเสด็จมาของพระองค์ เป็นคำอวยพรไม่ใช่คำแช่งสาป ซึ่งมาจากแหล่งที่ไม่น่าเป็นไปได้

ยืนหยัดในความเชื่อ

โนเกียกลายเป็นบริษัทมือถือที่มียอดขายสูงที่สุดในโลกในปี 1998 โดยมีผลกำไรพุ่งขึ้นเกือบสี่พันล้านดอลลาร์ในปี 1999 แต่ภายในปี 2011 ยอดขายก็เริ่มลดลง และในไม่ช้าบริษัทไมโครซอฟท์ก็เข้ามาซื้อกิจการ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มือถือโนเกียประสบความล้มเหลวคือ วัฒนธรรมการทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความกลัวซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง พวกผู้บริหารของโนเกียกลัวที่จะพูดความจริงเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการที่ด้อยกว่าและปัญหาด้านการออกแบบอื่นๆของโทรศัพท์ เพราะกลัวว่าจะถูกไล่ออก

กษัตริย์อาหัสแห่งยูดาห์และประชาชนของพระองค์เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและ “สั่นเหมือนต้นไม้ในป่าสั่นอยู่หน้าลม” (อสย.7:2) พวกเขารู้ว่ากษัตริย์แห่งอิสราเอลและอารัม (ซีเรีย) เป็นพันธมิตรกัน และกองทัพของทั้งสองประเทศได้ผนึกกำลังกันเพื่อเดินทัพไปยึดครองยูดาห์ (ข้อ 5-6) แม้ว่าพระเจ้าทรงใช้อิสยาห์ไปหนุนใจอาหัส โดยบอกพระองค์ว่าแผนการของศัตรู “จะไม่เกิดขึ้น” (ข้อ 7) แต่กษัตริย์ผู้โง่เขลากลับเลือกที่จะเป็นพันธมิตรกับอัสซีเรียและยอมจำนนต่อกษัตริย์ที่เป็นมหาอำนาจ (2 พกษ.16:7-8) พระองค์ไม่วางใจในพระเจ้าผู้ทรงประกาศว่า “ถ้าเจ้าไม่มั่นใจ แน่ละ ก็จะตั้งมั่นเจ้าไว้ไม่ได้” (อสย.7:9)

ผู้เขียนฮีบรูช่วยเราในการเข้าใจว่า การยืนหยัดในความเชื่อนั้นเป็นอย่างไรในยุคปัจจุบัน “ขอให้เรายึดมั่นในความหวังที่เราทั้งหลายเชื่อและรับไว้นั้น โดยไม่หวั่นไหว เพราะว่าพระองค์ผู้ทรงประทานพระสัญญานั้นทรงสัตย์ซื่อ” (10:23) ขอให้เรามุ่งมั่นและไม่ “เสื่อมถอย” (ข้อ 39) เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเสริมกำลังเราให้วางใจในองค์พระเยซู

คริสต์มาสอัศจรรย์

ที่ร้านขายของมือสอง ฉันพบแบบจำลองการบังเกิดของพระเยซูในกล่องกระดาษที่เก่าและผุพัง เมื่อฉันหยิบพระกุมารเยซูขึ้นมาดู ฉันสังเกตเห็นรายละเอียดของร่างกายทารกที่ถูกแกะสลักมาอย่างประณีต เด็กแรกเกิดผู้นี้ไม่ได้นอนหลับตาอยู่ในผ้าห่ม แต่เขาตื่นอยู่พร้อมกับยื่นแขนและกางนิ้วมือออกมาราวกับจะบอกว่า “ผมอยู่ที่นี่!”

รูปแกะสลักนี้แสดงให้เห็นถึงความอัศจรรย์ของวันคริสต์มาส ที่พระเจ้าทรงส่งพระบุตรของพระองค์ลงมายังโลกในสภาพมนุษย์ เมื่อพระกุมารเยซูเติบโตขึ้น มือเล็กๆของพระองค์ทรงจับของเล่น ถือคัมภีร์โทราห์ แล้วก็ทำเฟอร์นิเจอร์ ก่อนที่จะเริ่มต้นพันธกิจของพระองค์ พระบาทของพระองค์ที่อวบอิ่มและสมบูรณ์เมื่อแรกเกิด ได้เติบโตขึ้นและนำพระองค์จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเพื่อเทศนาสั่งสอนและรักษาโรค ในช่วงสุดท้ายของชีวิต พระหัตถ์และพระบาทของพระองค์ถูกตอกด้วยตะปูเพื่อตรึงพระกายของพระองค์บนกางเขน

โรม 8:3 (ฉบับ NLT) กล่าวว่า “ในร่างกายนั้น พระเจ้าทรงประกาศจุดจบของความบาปที่ควบคุมเราอยู่ โดยการประทานพระบุตรของพระองค์เป็นเครื่องบูชาไถ่บาป” หากเรายอมรับเครื่องบูชาของพระเยซูเป็นค่าไถ่สำหรับความผิดบาปทั้งสิ้นของเรา และยอมมอบชีวิตของเราให้กับพระองค์ เราจะได้รับการปลดเปลื้องจากพันธนาการของความบาป เพราะพระบุตรของพระเจ้าที่ทรงถือกำเนิดมาเพื่อเรานั้น เป็นทารกที่มีเนื้อหนังและขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้จริง เราจึงมีหนทางที่จะพบกับสันติสุขและความมั่นใจในการมีชีวิตนิรันดร์ร่วมกับพระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา