Category  |  ODB

การอบรมในทางธรรม

ช่วงปลายยุคปี 1800 ผู้คนในที่ต่างๆได้พัฒนาวิธีในการทำพันธกิจที่คล้ายคลึงกันในช่วงเวลาเดียวกัน ครั้งแรกคือในปี 1877 ที่เมืองมอนทรีออล แคนาดา อีกแนวคิดหนึ่งเริ่มขึ้นที่นครนิวยอร์กในปี 1878 โดยภายในปี 1922 มีการดำเนินโครงการไปราวห้าพันโครงการทุกช่วงฤดูร้อนในทวีปอเมริกาเหนือ

ประวัติศาสตร์ยุคแรกของค่ายฝึกอบรมพระคัมภีร์ภาคฤดูร้อน(ฝคร.)จึงเริ่มต้นขึ้น ภาระใจอันแรงกล้าที่กระตุ้นผู้บุกเบิกค่ายฝคร. คือความปรารถนาที่อยากให้คนหนุ่มสาวรู้จักพระคัมภีร์

เปาโลมีภาระใจในทำนองเดียวกันต่อทิโมธีคนหนุ่มซึ่งอยู่ในการดูแลของท่าน โดยกล่าวว่า “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า” และเตรียมเราให้ “พรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง” (2 ทธ.3:16-17) แต่นี่ไม่ใช่แค่คำแนะนำอย่างใจดีว่า “เป็นการดีที่เราจะอ่านพระคัมภีร์” คำแนะนำของเปาโลนี้อยู่ต่อจากคำเตือนที่น่ากลัวว่า “ในสมัยจะสิ้นยุคนั้น จะเกิดเหตุการณ์กลียุค” (ข้อ 1) และมีผู้สอนเท็จที่ทำให้ “ไม่อาจที่จะเข้าถึงหลักความจริงได้เลย” (ข้อ 7) จึงจำเป็นที่เราจะต้องปกป้องตนเองด้วยพระคัมภีร์ เพราะพระคัมภีร์ทำให้เราซึมซับความรู้ในเรื่องพระผู้ช่วยให้รอด ซึ่งทำให้เรา “มีปัญญา ที่จะมาถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” (ข้อ 15 TNCV)

การศึกษาพระคัมภีร์ไม่ได้มีไว้สำหรับเด็กเท่านั้น แต่สำหรับผู้ใหญ่ด้วย และไม่ใช่สำหรับฤดูร้อนเท่านั้น แต่สำหรับทุกวัน เปาโลเขียนถึงทิโมธีว่า “ตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์” (ข้อ 15) และไม่เคยสายเกินไปที่จะเริ่มต้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงใดของชีวิต สติปัญญาในพระคัมภีร์จะเชื่อมโยงเรากับพระเยซู นี่คือบทเรียน ฝคร.ของพระเจ้าสำหรับเราทุกคน

นิ่งสงบต่อพระพักตร์พระเจ้า

ภาพถ่ายภาพแรกที่เป็นรูปบุคคลนั้นถ่ายโดยหลุยส์ ดิแกร์ในปีค.ศ. 1838 ในภาพมีเพียงชายคนเดียวบนถนนที่ว่างเปล่าในกรุงปารีสยามบ่าย แต่ภาพนั้นดูมีความลึกลับที่ซ่อนอยู่ ถนนและทางเท้าควรจะพลุกพล่านไปด้วยการจราจรของรถม้าและผู้คนที่เดินไปมาในช่วงเวลานั้นของวัน แต่กลับไม่สามารถเห็นสิ่งเหล่านั้นได้

ชายคนนั้นไม่ได้อยู่ตามลำพัง มีผู้คนและม้ามากมายอยู่ที่นั่นบนถนนบูเลอวาร์ด ดู เทมเปิลอันยุ่งเหยิง ซึ่งเป็นสถานที่ยอดนิยมที่ใช้ถ่ายภาพนี้ สิ่งเหล่านั้นเพียงแค่ไม่ได้ปรากฏขึ้นบนภาพ เวลาในการเปิดรับแสงของกระบวนการถ่ายภาพ(ที่เรียกว่าดิแกโรไทป์) ต้องใช้เวลาถึงเจ็ดนาทีเพื่อบันทึกภาพ ซึ่งทุกสิ่งจำเป็นต้องหยุดนิ่งในระหว่างนั้น การที่มีเพียงชายบนทางเท้าคนเดียวที่ปรากฏบนภาพนั้น ก็เพราะเขาเป็นสิ่งเดียวที่ยืนนิ่ง เขากำลังยืนให้คนขัดรองเท้าบูทให้

บางครั้งการนิ่งสงบก็ทำให้เกิดความสำเร็จขณะที่การเคลื่อนไหวและความพยายามไม่สามารถทำได้ พระเจ้าทรงบอกประชากรของพระองค์ในพระธรรมสดุดี 46:10 ว่า “จงนิ่งเสียและรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า” แม้เมื่อประชาชาติ “อลหม่าน” (ข้อ 6) และ “แผ่นดินโลก” สั่นไหว (ข้อ 2) ผู้ที่วางใจในพระเจ้าด้วยความนิ่งสงบจะค้นพบพระองค์ ผู้ทรงเป็น “ความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก” (ข้อ 1)

ในภาษาฮีบรูคำว่า “นิ่งสงบ” สามารถแปลอีกแบบหนึ่งว่า “หยุดดิ้นรน” เมื่อเราพักพิงในพระเจ้าแทนที่จะพึ่งพาความพยายามที่มีขีดจำกัดของเรา เราจะพบว่าพระองค์ทรงเป็น “ที่ลี้ภัยและกำลัง” (ข้อ 1) ของเราที่ไม่มีสิ่งใดจะโจมตีได้

เกมแห่งการเปลี่ยนแปลง

การจับมือกันได้ป่าวประกาศถึงความหมายในตัวเอง คืนหนึ่งของเดือนมีนาคม ปีค.ศ. 1963 นักบาสเก็ตบอลระดับวิทยาลัยสองคน คนหนึ่งผิวดำ คนหนึ่งผิวขาว ได้ท้าทายความเกลียดชังของกลุ่มคนที่เหยียดสีผิวด้วยการจับมือกัน นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรัฐมิสซิสซิปปี้ที่ทีมคนผิวขาวแข่งกับทีมที่มีคนผิวดำร่วมด้วย เป็นการแข่งขันใน “เกมแห่งการเปลี่ยนแปลง” กับทีมจากมหาวิทยาลัยโลโยล่าชิคาโกในการแข่งขันระดับประเทศ ทีมของรัฐมิสซิสซิบปี้หลีกเลี่ยงคำสั่งห้ามของศาลที่ต้องการจะหยุดพวกเขา โดยการใช้ผู้เล่นที่เป็นตัวหลอกเพื่อจะสามารถเดินทางออกนอกรัฐได้ ในขณะเดียวกันผู้เล่นผิวดำของทีมโลโยล่าต้องทนกับการเหยียดสีผิวในตลอดฤดูการแข่งขัน ทั้งถูกขว้างปาด้วยข้าวโพดคั่วและน้ำแข็ง และการปิดกั้นตลอดการเดินทาง

แต่คนหนุ่มเหล่านั้นยังคงลงแข่ง ทีมโลโยล่าแรมเลอร์เอาชนะทีมมิสซิสซิบปี้สเตทบูลด๊อก 61 ต่อ 51 และทีมโลโยล่ายังได้เป็นแชมป์ของสมาคมกีฬาระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ แต่ชัยชนะที่แท้ในคืนนั้นคืออะไร คือการเปลี่ยนจากความเกลียดชังมาสู่ความรัก เช่นเดียวกับที่พระเยซูทรงสอน “จงรักศัตรูของท่าน จงทำดีแก่ผู้ที่เกลียดชังท่าน” (ลก.6:27)

คำสอนของพระเจ้าเป็นแนวคิดของการเปลี่ยนแปลงชีวิต ในการรักศัตรูเหมือนกับที่พระคริสต์ทรงสอนนั้น เราต้องเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ดังที่เปาโลเขียนไว้ว่า “ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” (2คร.5:17) แต่วิถีใหม่ของพระองค์ในตัวเราจะเอาชนะตัวเก่าได้อย่างไร ก็ด้วยความรัก และเมื่อนั้นเราจะสามารถเห็นพระองค์ในตัวเราแต่ละคนได้ในที่สุด

วิ่งเพื่อสิ่งที่มีค่า

เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ร้องไห้กับข่าวคราวสถานการณ์ของไอร่าเพื่อนของฉัน ซึ่งเธอโพสต์ไว้ในปี 2022 ไม่กี่วันหลังเธอหนีออกจากกรุงเคียฟ เมืองหลวงที่ถูกปิดล้อมของประเทศยูเครน เธอลงรูปภาพเก่าที่เธอชูธงชาติประเทศของเธอภายหลังเสร็จสิ้นการวิ่งแข่งขัน เธอเขียนว่า “เราทุกคนต่างวิ่งอย่างสุดกำลังในการแข่งมาราธอนที่เรียกว่าชีวิต ในเวลานี้ขอให้เราวิ่งให้ดีกว่าเดิม พร้อมกับสิ่งที่ไม่มีวันตายในหัวใจของเรา” หลายวันต่อมา ฉันเห็นเพื่อนคนนี้ยังคงวิ่งแข่งในหลากหลายรูปแบบ ด้วยการส่งข่าวความคืบหน้าให้เราอธิษฐานและช่วยเหลือผู้ที่กำลังทนทุกข์ในประเทศของเธอ

คำพูดของไอร่าทำให้เกิดการทรงเรียกรูปแบบใหม่ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในพระธรรมฮีบรูบทที่ 12 ที่ให้ผู้เชื่อ “วิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม” (ข้อ 1) การทรงเรียกนั้นสืบเนื่องจากเรื่องราวของวีรบุรุษแห่งความเชื่อในบทที่ 11 ซึ่งเป็น “พยานที่พรั่งพร้อมอยู่รอบข้าง” (12:1) เป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตด้วยความกล้าหาญ และยึดมั่นในความเชื่อแม้ต้องเสี่ยงด้วยชีวิต (11:33-38) แม้ว่าพวกเขาเพียงแค่ “ได้เห็น...และเตรียมรับ [พระสัญญา] ไว้ตั้งแต่ไกล” (ข้อ 13) คนเหล่านั้นมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งที่เป็นนิรันดร์ เพื่อสิ่งที่ไม่มีวันตาย

ผู้เชื่อในพระเยซูทุกคนถูกเรียกให้ดำเนินชีวิตในแบบเดียวกัน เพราะสันติภาพ ซึ่งก็คือความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขแห่งแผ่นดินของพระเจ้านั้นควรค่าแก่การที่เราจะยอมถวายทั้งหมดของชีวิตเรา เพราะนั่นคือแบบอย่างและฤทธานุภาพของพระคริสต์ที่ค้ำจุนเราอยู่ (12:2-3)

มิตรและศัตรู

นักวิชาการเคนเน็ธ อี. เบลีย์ กล่าวถึงผู้นำของชาติแอฟริกาคนหนึ่งที่เรียนรู้การรักษาท่าทีที่ไม่ธรรมดาระหว่างประชาคมโลก เขาได้วางรากฐานความสัมพันธ์อันดีกับอิสราเอลและประเทศโดยรอบ เมื่อมีคนถามว่าเขารักษาสมดุลของความสัมพันธ์ที่เปราะบางนี้ไว้ได้อย่างไร เขาตอบว่า “เราเลือกเพื่อนของเรา เราไม่สนับสนุนให้เพื่อนของเรามากำหนดว่าใครจะเป็นศัตรูของเรา”

นั่นเป็นเรื่องที่ฉลาดและปฏิบัติได้จริง สิ่งที่ชาติในแอฟริกาแห่งนั้นได้วางแบบอย่างในระดับสากล คือสิ่งที่เปาโลหนุนใจให้ผู้อ่านจดหมายของท่านทำในระดับบุคคล ในบรรดาคำอธิบายที่ยืดยาวเกี่ยวกับคุณลักษณะของชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยพระคริสต์ ท่านเขียนว่า “ถ้าเป็นได้ คือเท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน” (รม.12:18) ท่านยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยเตือนเราว่าแม้แต่วิธีที่เราปฏิบัติตัวต่อศัตรู(ข้อ 20-21) ก็สะท้อนถึงความไว้วางใจและการพึ่งพิงในพระเจ้า และการทรงดูแลของพระองค์

การอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคนอาจไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้เสมอไป (จริงๆแล้ว เปาโลได้กล่าวว่า “ถ้า”) แต่ความรับผิดชอบของเราในฐานะผู้เชื่อในพระเยซูคือ การยอมให้พระปัญญาของพระเจ้าทรงนำการดำเนินชีวิตของเรา (ยก.3:17-18) เพื่อให้เราอยู่ร่วมกับคนรอบข้างในฐานะผู้สร้างสันติ (มธ.5:9) จะมีวิธีอื่นใดที่ดีไปกว่านี้ในการถวายเกียรติแด่องค์สันติราช

ดนตรีบำบัด

เมื่อเบลล่าวัยห้าขวบต้องเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลในรัฐนอร์ทดาโกต้า เธอได้รับการบำบัดด้วยดนตรีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา หลายคนเคยได้สัมผัสถึงผลลัพธ์อันทรงพลังของดนตรีที่มีต่ออารมณ์แม้จะไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด แต่เมื่อไม่นานมานี้นักวิจัยหลายคนได้ทำการบันทึกข้อมูลทางคลีนิคถึงผลดีในการรักษา ในขณะนี้ดนตรีได้ถูกกำหนดให้ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเหมือนกับเบลล่า และผู้ป่วยอื่นๆที่กำลังทนทุกข์จากโรคพาร์กินสัน ภาวะสมองเสื่อม และผู้บอบช้ำทางจิตใจ

กษัตริย์ซาอูลทรงเข้าหาดนตรีบำบัดเมื่อพระองค์ทุกข์ทรมาน มหาดเล็กเห็นความทรมานของพระองค์และแนะนำให้หาคนที่สามารถดีดพิณถวาย โดยหวังจะทำให้พระองค์ “หายดี” (1ซมอ.16:16) พวกเขานำเสนอดาวิดบุตรชายของเจสซี และซาอูลทรงพอพระทัยในตัวดาวิดและขอให้ดาวิด “อยู่รับราชการ [กับพระองค์]” (ข้อ 22) ดาวิดดีดพิณถวายซาอูลเมื่อพระองค์ขาดความสงบสุข ทำให้พระองค์ผ่อนคลายจากความปวดร้าว

เราอาจเพิ่งค้นพบทางวิทยาศาสตร์ถึงผลลัพธ์ของดนตรีที่มีต่อเราซึ่งพระเจ้าทรงทราบมาตั้งแต่แรก ในฐานะพระผู้สร้างทั้งร่างกายของเราและดนตรีนั้น พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมยาเพื่อสุขภาพที่พร้อมให้เราทุกคนเข้าถึงได้ไว้แล้วไม่ว่าเราจะอยู่ในยุคสมัยใด หรือการไปพบแพทย์จะเป็นเรื่องยากง่ายเพียงไรแม้กระทั่งในเวลาที่ไม่มีหนทางให้เราได้สดับฟัง เราก็ยังสามารถร้องเพลงถวายพระเจ้าในท่ามกลางความสุขและในยามทุกข์ของเรา (สดด.59:16; กจ.16:25)

น้ำแห่งกำลังใจ

ผมเรียกมันว่าปาฏิหาริย์แห่ง “ทีละน้อยเพื่อความเขียวชอุ่ม” มันเกิดขึ้นทุกฤดูใบไม้ผลิมานานกว่าสิบห้าปีแล้ว หลังจากฤดูหนาวนานหลายเดือน หญ้าในสนามของเราจะแห้งกรอบเป็นสีน้ำตาล ผู้คนที่เดินผ่านไปมาอาจคิดว่ามันตายแล้ว ที่รัฐโคโลราโดนั้นจะมีหิมะบนภูเขา แต่ภูมิอากาศบนที่ราบของ “เทือกเขาฟรอนท์เรนจ์” นั้นจะแห้งและร้อนเป็นเวลาหลายเดือนซึ่งมาพร้อมกับคำเตือนเรื่องความแห้งแล้ง แต่ทุกปีช่วงปลายเดือนพฤษภาคมผมจะเปิดน้ำรดสนามหญ้า โดยให้น้ำทีละน้อยแต่สม่ำเสมอ เพียงประมาณสองสัปดาห์ สนามหญ้าที่แห้งกรอบเป็นสีน้ำตาลก็เปลี่ยนเป็นเขียวชอุ่ม

หญ้าที่เขียวชอุ่มเตือนผมถึงความสำคัญของการให้กำลังใจ หากปราศจากกำลังใจชีวิตและความเชื่อของเราอาจคล้ายกับบางสิ่งที่ใกล้จะตาย แต่ช่างน่าอัศจรรย์ที่การให้กำลังใจอย่างสม่ำเสมอสามารถส่งผลต่อจิตใจ ความคิดและจิตวิญญาณของเรา จดหมายฉบับแรกที่เปาโลเขียนถึงชาวเธสะโลนิกาเน้นย้ำความจริงนี้ ผู้คนกำลังต่อสู้กับความหวาดวิตกและความกลัว เปาโลเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างความเชื่อของพวกเขา ท่านหนุนใจพวกเขาให้รักษาสิ่งดีๆที่พวกเขาทำ ซึ่งก็คือการให้กำลังใจและเสริมสร้างซึ่งกันและกัน (1ธส.5:11) ท่านรู้ว่าหากปราศจากสิ่งที่ทำให้จิตใจชุ่มชื่นเหล่านั้น ความเชื่อของพวกเขาคงถดถอยลง เปาโลได้สัมผัสถึงสิ่งนี้ด้วยตัวท่านเอง เมื่อผู้เชื่อชาวเธสะโลนิกาได้เคยหนุนใจและเสริมกำลังท่าน คุณและผมต่างมีโอกาสที่จะให้กำลังใจผู้อื่นเช่นกัน เพื่อช่วยเราแต่ละคนให้เติบโตและเกิดผล

คำปลอบโยนบนเสาประตู

ขณะที่ฉันกวาดตาดูข่าวในสื่อสังคมออนไลน์หลังเหตุการณ์น้ำท่วมทางตอนใต้ของรัฐหลุยส์เซียน่าในปี 2016 ฉันได้เห็นข้อความที่เพื่อนคนหนึ่งลงเอาไว้ หลังจากรู้ว่าบ้านของเธอต้องถูกรื้อแล้วสร้างใหม่ แม่ของเธอหนุนใจให้เธอแสวงหาพระเจ้าแม้ในยามที่เจ็บปวดใจกับการทำความสะอาด ต่อมาเพื่อนฉันได้ลงรูปภาพข้อพระคัมภีร์ที่เธอพบบนเสาประตูที่ถูกเขียนไว้ตั้งแต่ตอนสร้างบ้าน การได้อ่านข้อพระคัมภีร์บนแผ่นไม้นั้นช่วยปลอบโยนเธอ

ประเพณีในการเขียนข้อพระคัมภีร์บนประตูอาจมาจากคำสั่งของพระเจ้าที่มีต่อชนชาติอิสราเอล พระเจ้าทรงสั่งให้คนอิสราเอลเขียนพระบัญญัติของพระองค์ไว้ที่เสาประตู เพื่อช่วยให้พวกเขาระลึกว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด โดยการเขียนพระบัญญัติของพระองค์ไว้ในใจ (ฉธบ.6:6) สอนพระบัญญัติแก่ลูกหลาน (ข้อ 7) ทำสัญลักษณ์หรือทุกๆวิธีเพื่อระลึกถึงพระบัญญัติของพระเจ้า (ข้อ 8) และเขียนไว้ที่เสาประตูและทางเข้า (ข้อ 9) คนอิสราเอลมีเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงพระคำของพระเจ้าเสมอ พวกเขาได้รับการหนุนใจให้ไม่มีวันลืมสิ่งที่พระเจ้าตรัสและไม่ลืมพันธสัญญาที่พวกเขามีกับพระเจ้า

การติดพระคำของพระเจ้าไว้ในบ้านร่วมกับการปลูกฝังความหมายของพระคำไว้ในใจเรา สามารถช่วยเราสร้างรากฐานของชีวิตซึ่งพึ่งพาในความสัตย์ซื่อของพระเจ้าตามที่เปิดเผยไว้ในพระคัมภีร์ พระองค์ทรงใช้พระคำเหล่านั้นเพื่อปลอบโยนเราแม้ในท่ามกลางความโศกเศร้าหรือเจ็บปวดใจจากความสูญเสียได้

การสถิตที่ทรงพลานุภาพของพระเจ้า

ในปี 2020 การเฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปีของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่สิบเก้าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งให้สิทธิแก่สตรีในการออกเสียงลงคะแนนภาพถ่ายเก่าๆแสดงให้เห็นผู้เดินขบวนพร้อมป้ายที่ประดับด้วยถ้อยคำจากพระธรรมสดุดี 68:11 “องค์พระผู้เป็นเจ้าประทานพระวจนะ พวกผู้หญิงที่นำข่าวดีก็เป็นพวกใหญ่โต”

ในพระธรรมสดุดี 68 กษัตริย์ดาวิดพรรณนาถึงการที่พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่นำผู้ถูกกดขี่ออกจากการเป็นเชลย (ข้อ 6) ทรงช่วยผู้คนของพระองค์ที่อ่อนล้าให้สดชื่นและได้รับการฟื้นฟูจากความมั่งคั่งอันอุดมของพระองค์ (ข้อ 9-10) ในพระธรรมสามสิบห้าข้อของสดุดีบทนี้ กษัตริย์ดาวิดทรงกล่าวถึงพระเจ้าสี่สิบสองครั้ง โดยเปิดเผยให้เห็นว่าพระองค์ทรงอยู่กับพวกเขาตลอดเวลาอย่างไร ทรงกระทำการเพื่อช่วยพวกเขาให้พ้นจากความอยุติธรรมและความทุกข์ยากลำบาก และสตรีจำนวนมากประกาศความจริงนี้ (ข้อ 11)

ไม่ว่าผู้หญิงที่เดินขบวนเพื่อสิทธิในการออกเสียงจะเข้าใจทุกสิ่งที่สดุดีบทที่ 68 ป่าวประกาศหรือไม่ ป้ายของพวกเธอก็ได้ประกาศความจริงที่อยู่เหนือกาลเวลาว่า พระเจ้า “ทรงเป็นพระบิดาของลูกกำพร้า” และ “ทรงเป็นผู้ป้องกันหญิงม่าย” (ข้อ 5) เสด็จนำหน้าประชากรของพระองค์ไปยังแผ่นดินแห่งพระพร ความสดชื่น และความปีติยินดี

ขอให้เราได้รับการหนุนใจ โดยระลึกว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับประชากรของพระองค์เสมอ และทรงสถิตกับคนอ่อนแอและคนที่ทุกข์ยากเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับในอดีต พระเจ้ายังคงสถิตอยู่กับเราอย่างทรงพลานุภาพในวันนี้ผ่านทางพระวิญญาณของพระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา