Category  |  ODB

รอคอยพระเจ้า

โจเซฟค้นหาตำแหน่งงานด้วยความหงุดหงิด งานเก่าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟนั้นทำรายได้ดี แต่การต้องทำงานในวันหยุดสุดสัปดาห์ซึ่งเป็นเรื่องปกติของธุรกิจร้านอาหาร ทำให้เขาซึ่งเป็นผู้เชื่อใหม่ในพระเยซูไม่สามารถไปคริสตจักรได้้อย่างสม่ำเสมอ “ทำไมพระเจ้าไม่ตอบคำอธิษฐานของผม” เขาคร่ำครวญ “พระองค์ไม่อยากให้ผมไปคริสตจักรหรอกหรือ”

โจเซฟใช้เวลากว่าหนึ่งปีจึงรู้ว่าเขาต้องปรับเปลี่ยนความคาดหวังและลองทำงานในสายอาชีพอื่น ซึ่งในที่สุดเขาก็ได้งานที่ทำประจำในวันธรรมดา ขอบคุณพระเจ้า เขาตระหนักว่าการรอคอยอันยาวนานทำให้เขามีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นในการตัดสินใจ กระบวนการเปลี่ยนงานครั้งนี้ยังสอนให้เขารู้ว่า การดำเนินชีวิตด้วยความอดทนบากบั่นและไว้วางใจพระเจ้า ในการเปิดเผยแผนการของพระองค์ในเวลาของพระองค์หมายความว่าอย่างไร

นั่นคือสิ่งที่ยากอบบอกผู้เชื่อชาวยิวที่กำลังเผชิญการทดลอง ท่านกล่าวหนุนใจพวกเขาที่จะไม่ยอมแพ้ “จงอดทนบากบั่นให้ถึงที่สุดเพื่อท่านจะเติบโตเต็มที่และสมบูรณ์เพียบพร้อม” (ยก.1:4 TNCV) ในกระบวนการของการทูลขอสติปัญญาจากพระเจ้า รอคอย และยืนหยัดมั่นคง (ข้อ 5-6) นี้จะไม่เพียงแต่บำรุงเลี้ยงความอดทนและความไว้วางใจในพระเจ้า แต่ยังช่วยให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่เมื่อพวกเขาเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองและพระเจ้ามากขึ้นด้วย

การรอคอยคำตอบจากพระเจ้าอาจเป็นเรื่องยาก แต่จะทำให้เราเติบโตและมั่นคงยิ่งขึ้น เสริมสร้างความเชื่อของเรา และทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าการวางใจในพระเจ้าหมายความเช่นไร

อยู่ร่วมกันเป็นชุมชน

เมื่อฉันและอลันผู้เป็นสามีตัดสินใจย้ายไปยังอีกฝั่งหนึ่งของประเทศที่เมืองฟิลาเดลเฟียเพื่อการศึกษาต่อของเขา ฉันไม่ได้มีงานรออยู่และเราไม่รู้เลยว่าจะหาเงินจ่ายค่าบ้านพักนักศึกษาได้อย่างไร วันอาทิตย์หนึ่งก่อนที่เราจะย้ายไม่นาน มีคนในคริสตจักรแนะนำให้เรารู้จักกับอดีตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยที่อลันจะไปเรียน เขารู้จักอพาร์ตเมนต์ที่ราคาไม่แพง และก่อนที่เราจะไป เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งก็ได้ให้ชื่อคนหนึ่งในงานพันธกิจคริสเตียนที่ฉันจะติดต่อไปได้ พระเจ้าได้ทรงตอบคำอธิษฐานของเราและประทานโอกาสต่างๆ ให้กับเราผ่านผู้คนของพระองค์ รวมทั้งอพาร์ตเมนต์และงาน พวกเพื่อนๆและครอบครัวได้ช่วยให้เราก้าวต่อไปและนำทางเราด้วยคำอธิษฐาน

ผู้เขียนพระธรรมปัญญาจารย์ได้เขียนถึงประโยชน์ของการไม่ดำเนินชีวิตเพียงลำพังว่า “สองคนดีกว่าคนเดียว” (4:9) สองคนทำงานได้มากกว่า ช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยาก เป็นเพื่อนคู่คิดและป้องกันอันตรายได้ (ข้อ 9-11) ท่านยังกล่าวอีกว่า “เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้” (ข้อ 12) การอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนยังมีประโยชน์มากยิ่งไปกว่านั้นอีก เพราะมีทรัพยากรที่มากกว่าและการสนับสนุนที่มากกว่า

อลันและฉันได้รับประโยชน์จากชุมชนที่เราจากมา และพระเจ้าทรงช่วยให้เราสร้างชุมชนใหม่เพื่อให้เรารู้สึกเหมือนอยู่บ้านในเมืองใหญ่ หากคุณรู้สึกโดดเดี่ยว จงทูลขอพระเจ้าที่จะโปรดช่วยให้คุณพบเพื่อน คริสตจักรที่ดีหรือสถานที่ที่คุณจะได้รับใช้ในชุมชน

พระเยซูทรงเป็นอาหารแห่งชีวิต

ในบ้านคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันที่ผมเติบโตมา อาหารมักจะประกอบด้วย อาหารแบบ “โซลฟู้ด(Soul food)” ที่แสนอร่อย คำนี้เริ่มมีขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1960 “โซล(Soul)” เป็นคำทั่วไปที่ใช้เรียกวัฒนธรรมของคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน เมนูอาหารโซลฟู้ด ได้แก่ ไก่ทอด มักกะโรนีและชีส ผักใบเขียว มันเทศ ขนมปังข้าวโพดและอื่นๆอีกมาก มีของหวานเป็นเหมือนรางวัลพิเศษ คือพายลูกพีชที่ “อร่อยจนต้องลิ้มลอง” เป็นเมนูที่ทำให้ผมอิ่มเอมใจที่สุด นี่เป็นเหมือนงานเลี้ยงจริงๆ!

งานเลี้ยงในวัฒนธรรมที่ต่างกันก็จะแตกต่างออกไป แต่เนื่องจากอาหารเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิต พระดำรัสของพระเยซูในยอห์น 6:35 จึงมีความสำคัญสำหรับทุกคน “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่วางใจในเราจะไม่กระหายอีกเลย”

การประกาศเช่นนี้อาจดูรุนแรงเกินจริงหากเป็นคำพูดของมนุษย์ธรรมดาๆ แต่พระเยซูผู้เป็นพระคริสต์ทรงกล่าวอ้างเช่นนี้ได้ เพราะทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า พระองค์ตรัสกับ “ผู้ที่แสวงหาหมายสำคัญ” คือคนที่แสวงหาผลประโยชน์ที่ได้รับทันทีในช่วงเวลาสั้นๆ (ดูข้อ 2, 14, 26, 30) ว่าการเติมเต็มความหิวกระหายฝ่ายร่างกายนั้นไม่เพียงพอ ในฐานะพระบุตรของพระเจ้า พระเยซูทรงเป็นแหล่งแห่งชีวิตที่แท้ (14:6) และเป็นผู้ค้ำจุนชีวิต ทุกคนที่เชื่อวางใจในพระองค์เพื่อจะได้รับการยกโทษบาปโดยการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระองค์ (11:25-26) จะมีชีวิตร่วมกับพระองค์ พระเยซูทรงเป็นอาหารที่จำเป็นสำหรับชีวิต เราจะพบชีวิต การบำรุงเลี้ยงและความอิ่มเอมใจที่แท้จริงได้ในพระองค์ผู้เดียว

ชีวิตที่ถวายแด่พระเจ้า

“ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าในความประเสริฐของพระองค์ ที่ทรงอนุญาตให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนร่วมในการสร้างทางหลวงที่กว้างใหญ่นี้เพื่อเป็นกรอบให้กับทัศนียภาพอันงดงามที่พระองค์ทรงสร้าง” คำจารึกนี้คาดว่าเป็นของวิศวกรทางหลวง ซามูเอล คริสโตเฟอร์ แลงคาสเตอร์ในปี ค.ศ. 1915 โดยแผ่นจารึกนี้ตั้งอยู่บนจุดชมวิวที่สวยงามของทางหลวงที่เขาออกแบบ ซึ่งเป็นถนนที่พาผู้สัญจรไปตามหุบเขาแม่น้ำโคลัมเบียอันน่าทึ่ง ที่มีทั้งป่าไม้ น้ำตกและผาหิน

เรามักถูกล่อลวงให้คิดว่าเป็นผลงานและความสำเร็จของเราหรือใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อยกย่องตัวเอง แต่จะเป็นอย่างไรเล่าถ้าเราคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียง “กรอบ” เล็กๆที่ล้อมรอบผลงานชิ้นเอกของพระเจ้า ตัวอย่างหนึ่งคือเมื่อโมเสสเชิญชวนคนอิสราเอลให้นำของที่มีอยู่มาถวายเพื่อสร้างพระวิหาร (อพย.35:5) “ทุกคนที่ใจศรัทธาและมีใจสมัคร” ต่างก็นำสิ่งของที่พวกเขามี ได้แก่ โลหะผสมและเพชรนิลจินดาที่มีค่า ผ้าป่านเนื้อดี หนัง ไม้ เครื่องเทศและน้ำมัน (ข้อ 21-28) สิ่งของราคาแพงเหล่านี้ถูกนำมาถวายด้วยความเต็มใจเพื่อทำตามพระบัญชาของพระเจ้า (ข้อ 29) แม้ช่างฝีมือบางคนเป็นผู้มีความสามารถพิเศษ แต่ทุกคนสามารถมีส่วนสนับสนุนได้ เช่น บรรดาผู้หญิงที่ปั่นขนแพะด้วยความชำนาญ (ข้อ 26)

สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานั้นและในปัจจุบันนี้คือ ท่าทีในจิตใจของผู้ให้ที่ “นำของจากสิ่งของที่มีอยู่มาถวายพระเจ้า” (ข้อ 5) นั่นคือเวลาที่ทรัพยากรของเราจะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ส่องสว่างเพื่อพระคริสต์

เมื่อโรงเรียนทั่วโลกต้องส่งนักเรียนกลับบ้านเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยในช่วงการระบาดของไวรัสโคโรน่า อาคารเรียนและสนามกีฬาล้วนว่างเปล่า ขณะที่รู้ว่าคนจำนวนมากกำลังเผชิญกับความยากลำบากเพราะไวรัส คุณครูหลายคนหาวิธีที่จะส่งความคิดถึงไปยังนักเรียน และส่งกำลังใจให้พวกเขาอดทนฝ่าฟันผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก หลายโรงเรียนได้ริเริ่มกิจกรรมท้าชวนที่พวกเขาเรียกว่า “จงเป็นแสงสว่าง” โดยการเปิดไฟในสนามกีฬาที่ว่างเปล่าให้ส่องสว่างในยามค่ำคืน

ในระหว่างที่ทรงดำเนินชีวิตอยู่บนโลก พระเยซูทรงท้าชวนเราให้ “เป็นแสงสว่าง” ด้วยวิธีของพระองค์ โดยตรัสกับพวกเราที่ติดตามพระองค์ว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง” (มธ.5:16) คำสั่งของพระองค์มีเป้าหมายที่สูงส่งกว่าการให้กำลังใจ หรือการช่วยเหลือทางศีลธรรม แต่การที่เราเต็มใจจะส่องความสว่างของพระองค์ที่อยู่ภายในเรานี้ คือแสดงให้โลกที่เฝ้าดูเราได้เห็นว่าพระเจ้าเป็นเช่นไร การดำเนินชีวิตของเราไม่ว่าในคำพูดหรือการกระทำ จะสำแดงถึงความหวังที่พระเยซูทรงประทานแก่เรา เรากำลังทำให้ความหวังนั้นเป็นที่ประจักษ์แก่คนที่อยู่รอบตัวเรา เช่นเดียวกับตะเกียงที่ตั้งไว้บนเชิงตะเกียง

พระเยซูทรงเรียกเราให้เป็น “ความสว่างของโลก” และท้าชวนเราให้ส่องทางสว่างแก่ผู้อื่นด้วยแสงของพระเจ้าที่ส่องผ่านชีวิตของเราในยามที่พวกเขาเดินอยู่ในหนทางที่มืดมน สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้จักกับความหวังที่พระเยซูทรงมอบให้ การแบ่งปันแสงสว่างของพระองค์ผ่านการดำเนินชีวิตของเรานั้นสามารถชี้ทางให้พวกเขามาสู่พระเจ้าผู้เป็นแหล่งแห่งความหวังทั้งมวล

เวลาของพระเจ้า

ก่อนปี ค.ศ. 1967 การคำนวณหน่วยของเวลาในทางวิทยาศาสตร์มักอิงรูปแบบทางดาราศาสตร์ เช่น การหมุนรอบตัวเองของโลกและการโคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่เมื่อผ่านไปหลายศตวรรษก็พบกับปัญหา ที่จริงโลกกำลังเคลื่อนช้าลงในวงโคจร นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าหน่วยของวินาทียาวขึ้นกว่าที่เคยเป็น แม้จะเป็นไปอย่างช้าๆ แต่นับตั้งแต่สมัยคริสตกาล โลกได้ “สูญเสีย” เวลาไปแล้วสามชั่วโมงเต็ม

แน่นอนว่า พระเจ้าคือผู้ทรงสร้างวิธีที่จะให้เราคำนวณเวลา ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนที่ของหมู่ดาวและวงโคจรทางดาราศาสตร์ การคำนวณของนักวิทยาศาสตร์อาจไม่น่าเชื่อถืออย่างที่เราคิด แต่เรามั่นใจในสิ่งที่เปโตรบอกกับเราได้ว่า “วันเดียวของพระเจ้าเป็นเหมือนกับพันปี” (2ปต.3:8) ท่านกำลังโต้แย้งกับพวกที่สงสัย ที่บ่นว่าพระเยซูยังไม่เสด็จมา “องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเฉื่อยช้าในเรื่องพระสัญญาของพระองค์ ตามที่บางคนคิดนั้น” (ข้อ 9) พระเจ้าทรงทำพระราชกิจตามเวลาและตามพระประสงค์ของพระองค์

ยิ่งไปกว่านั้น “กำหนดเวลา” ของพระเจ้านั้นเกิดจากความรักของพระองค์ “พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัยไว้ เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลายมาช้านาน พระองค์ไม่ทรงประสงค์ที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศเลย” (ข้อ 9) พระเยซูจะเสด็จกลับมา และพระเจ้าทรงประสงค์ให้ทุกคนมีโอกาสที่จะกลับมาหาพระองค์ นี่คือการสำแดงความรักของพระองค์ ขณะเดียวกันเราทุกคนต้อง “อุตส่าห์ให้พระองค์ทรงพบท่านทั้งหลายมีใจสงบ ปราศจากมลทินและข้อตำหนิ” (ข้อ 14)

ทั้งกำหนดเวลา พระเจ้า และความรักของพระองค์ล้วนสอดคล้องกัน ในยุคสุดท้ายนี้ความรักของพระเจ้าไม่เคยสั่นคลอนและเชื่อถือได้มากที่สุด

เคียงข้างผู้ทุกข์ยาก

“พ่อคะหนูปวดหัวมาก” “พ่อคะ หนูหนาวจังเลย” “พ่อคะ นวดเท้าให้หนูหน่อยได้ไหมคะ”

เมื่อไม่นานมานี้ ลูกสาววัยรุ่นของผมมีไข้สูง หนาวสั่นและปวดเมื่อยตามร่างกาย เธออยากให้ผมช่วยทำให้เธอดีขึ้น แต่จริงๆแล้วเธอแค่อยากให้ผมอยู่ใกล้ๆ ในที่สุดเราต้องพาเธอไปแผนกฉุกเฉิน “ติดเชื้อไวรัส” หมอบอกกับพวกเรา เราทำอะไรไม่ได้นอกจากรอให้อาการดีขึ้นเอง

วันนั้นผมนั่งเคียงข้างลูกสาวที่ป่วยนานหลายชั่วโมง นวดเท้าให้เธอ หยิบยาให้ ผมอยากให้เธอรู้สึกดีขึ้นเร็วๆ บางครั้งความเห็นแก่ตัวทำให้ผมบ่นว่า ทำไมมันยากแบบนี้ เป็นเรื่องยากจริงๆที่ต้องอยู่เคียงข้างคนที่กำลังมีความทุกข์ และรับรู้ความเจ็บปวดของพวกเขาอย่างใกล้ชิด

เพื่อนของโยบเห็นความทุกข์ยากของโยบอย่างใกล้ชิดเช่นกัน เพื่อนสามคนนี้มักถูกวิจารณ์ว่าปฏิบัติต่อโยบไม่ดีในช่วงหลัง แต่เป็นเรื่องง่ายที่จะลืมว่าในตอนต้นมีแต่พวกเขาที่นั่งเคียงข้างโยบ “และนั่งกับท่านบนดินเจ็ดวันเจ็ดคืน ไม่มีสักคนหนึ่งพูดกับท่านสักคำ ด้วยเขาเห็นว่าความทุกข์ระทมของท่านนั้นใหญ่ยิ่งนัก” (โยบ 2:13)

เพื่อนของโยบเตือนพวกเราว่าเมื่อคนที่เรารักกำลังเจ็บปวด การอยู่เคียงข้างของเราคือสิ่งที่มีความหมายมากที่สุดไม่ว่าเราจะพูดอะไรหรือไม่ก็ตาม แบบอย่างของพวกเขาทำให้เราตระหนักได้ว่า แม้เราไม่รู้ว่าจะพูดปลอบใจเช่นไร เพียงแค่การอยู่เคียงข้างคนที่กำลังทนทุกข์ทรมานอาจเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่เราจะมอบให้ได้

ราคาของความเชื่ออันมั่นคง

กลุ่มผู้นำคริสเตียนยี่สิบสองคนเดินทางครึ่งวันเพื่อไปพบและเรียนรู้จากศิษยาภิบาลที่มาจากอีกประเทศอย่างลับๆ หากถูกจับได้ ศิษยาภิบาลจะถูกขับออกนอกประเทศ และคนอื่นๆจะต้องโทษจำคุกสามปี มีคนถูกคุมขังแล้วสิบแปดคนจากยี่สิบสองคนเพราะความเชื่อในพระเยซู

หลังจากศิษยาภิบาลแจกจ่ายพระคัมภีร์สิบห้าเล่มที่นำติดตัวมาด้วย ผู้หญิงคนหนึ่งมอบเล่มที่เธอได้รับแก่ผู้อื่น เช่นเดียวกับอีกหลายๆคน เธอท่องจำข้อพระคัมภีร์มากมายเพื่อจะมีสติปัญญาของพระเจ้าอยู่ในใจหากวันหนึ่งเธอจะต้องถูกจำคุก ต่อมาเธอขอให้ศิษยาภิบาลอธิษฐานเพื่อคริสตจักรของเธอจะมีอิสระในการอยู่ร่วมกันเช่นเดียวกับของเขา ด้วยความอัศจรรย์ใจในการเสียสละ ทนทุกข์กับการถูกข่มเหง และเสี่ยงกับการต้องโทษของพวกเขา ศิษยาภิบาลกลับอธิษฐานขอให้คริสตจักรของท่านเป็นเหมือนคริสตจักรของพวกเขา

มีผู้เชื่อมากมายทั่วโลกที่ถูกข่มเหงเพราะความเชื่อในพระคริสต์ บางแห่งอาจจะรุนแรงกว่าที่อื่นๆ และผู้เชื่อทุกคนอาจถูกล่อลวงให้หวาดกลัว เมื่อการมีชีวิตเพื่อพระคริสต์ของเขาอยู่ในความเสี่ยง แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงช่วยเราให้ใช้ของประทานที่มาจากพระเจ้าพร้อมด้วย “ฤทธิ์เดช ความรัก และการบังคับตนเอง” ( 2 ทธ.1:7) พระเจ้าจะทรงช่วยเราให้ประกาศข่าวประเสริฐด้วยความกล้าหาญและเปี่ยมด้วยความรักในทุกแห่งที่ทรงนำเราไป เพราะทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำเพื่อเรา (ข้อ 9-10) เราจึงสามารถยอมรับราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความเชื่ออันมั่นคงในพระคริสต์ และอดทนรักษา “แบบแห่งคำสอนอันมีหลัก...ด้วยความเชื่อและความรักซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์” (ข้อ 13) ได้

กบฏและกลับใจ

ภาพยนตร์เรื่อง “คนป่า” ในปี ค.ศ. 1953 ที่มีมาร์ลอน แบรนโดรับบทเป็นจอห์นนี่ สแตร็บเลอร์หัวหน้าแก๊งมอเตอร์ไซค์เจ้าปัญหาและเคร่งขรึมในฉากหนึ่ง หญิงสาวคนหนึ่งสังเกตเห็นอักษรย่อ B.R.M.C. บนเสื้อแจ็คเก็ตของสมาชิกแก๊ง เมื่อเธอรู้ว่าตัว R มาจากคำว่า “กบฏ” เธอหัวเราะและแตะแขนของแบรนโดที่กำลังตีกลองเล่น และถามว่า “จอห์นนี่ คุณกำลังต่อต้านอะไรอยู่เหรอ” เขาตอบเธอว่า “แล้วคุณคิดว่าอะไรล่ะ”

“กบฏ” เป็นคำที่ตรงกับปัญหาของเราจริงๆ! เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับแรงผลักดันที่จะแสดงตัวตนของเรา เราต้องการเป็นผู้ควบคุมให้เป็นไปตามวิธีของเรา หากไม่เป็นเช่นนั้นเราก็จะต่อต้าน กบฏคือหัวใจของปัญหา

เหตุใดชนชาติอิสราเอลจึงโง่เขลาไปกราบไหว้รูปเคารพที่ทำจาก “ศิลากับต้นไม้” (ยรม.3:9) และเหตุใด “ยูดาห์น้องสาวที่ทรยศ” ของอิสราเอลจึงแกล้งทำเป็นกลับมาหาพระเจ้า (ข้อ 10) เพราะนั่นคือวิธีที่พวกเขาแสดงถึงตัวตนของพวกเขา “ผู้มีใจอันชั่วและดื้อกระด้าง” (ข้อ 17) กบฏคือหัวใจของปัญหา

แต่ความรักของพระเจ้าทรงเข้มแข็งกว่า พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อผู้ที่กบฏ และทรงเปิดประตูรอให้พวกเขาหันกลับมา “อิสราเอลผู้กลับสัตย์เอ๋ย กลับมาเถิด” พระเจ้าตรัส “เราจะไม่มองดูเจ้าด้วยความกริ้ว เพราะเราประกอบด้วยพระกรุณาคุณ... เพียงแต่ยอมรับความผิดของเจ้าว่าเจ้าได้กบฏต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า” (ข้อ 12-13)

เราอาจเกิดมาพร้อมกับใจที่กบฏ แต่เรากลับใจได้ ให้เราวิ่งกลับบ้านไปหาพระบิดา เพื่อเราจะพบการอภัย ความรักและการช่วยเหลือจากพระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา