คำอธิษฐานของผู้สิ้นหวัง
ชาร์ลส์จมอยู่กับภาวะซึมเศร้า แม้ครอบครัวจะรักเขาแต่เขากลับรู้สึกโดดเดี่ยว “แรงกดดันมหาศาลที่ต้องเลี้ยงดูพวกเขายังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” เขากล่าว “และผมรู้สึกอยากฆ่าตัวตาย” ที่น่าประหลาดใจ (หรืออาจจะไม่)คือชาร์ลส์ มอร์ริสเป็นผู้นำพันธกิจคริสเตียนด้วย
เพื่อนที่มีสติปัญญาคนหนึ่งบอกเขาว่าเมื่อเผชิญกับภาวะซึมเศร้า “เราควรใช้เวลาใคร่ครวญพระธรรมสดุดี” ชาร์ลส์ผ่านพ้นความสิ้นหวังที่จมดิ่งได้ด้วยการอ่านข้อพระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้อง ยอมรับการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม และเทใจของเขาออกต่อพระเจ้า
พระธรรมสดุดีมักมีลักษณะตรงไปตรงมาไม่รักษาน้ำใจ เฮมานจากตระกูลเอศราคเขียนสดุดีที่ขมขื่นที่สุดบทหนึ่ง มีการพูดถึงความหวังเฉพาะในบรรทัดแรกเท่านั้น คือ “ข้าแต่พระเจ้า พระเจ้าแห่งความรอดของข้าพระองค์” (88:1) เฮมานดูเหมือนจะกล่าวโทษพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงใส่ข้าพระองค์ไว้ในส่วนลึกของปากแดนผู้ตาย” (ข้อ 6) “พระองค์ทรงทับถมข้าพระองค์” (ข้อ 7) และเขามีคำถามว่า “ข้าแต่พระเจ้า ไฉนพระองค์ทรงเหวี่ยงข้าพระองค์ออกไปเสีย ไฉนพระองค์ทรงซ่อนพระพักตร์เสียจากข้าพระองค์” (ข้อ 14) พระธรรมสดุดีส่วนใหญ่มักจบลงด้วยถ้อยคำแห่งความหวังแต่ไม่ใช่ในบทนี้ เฮมานสรุปว่า “พวกเพื่อนของข้าพระองค์อยู่ในความมืด” (ข้อ 18) นี่คือคำอธิษฐานของชายผู้สิ้นหวังอย่างแท้จริง แต่เฮมานได้ระบายความเจ็บปวดทั้งหมดของเขาไปที่พระเจ้า
เมื่อเราอ่านพระธรรมสดุดีเช่นบทนี้ เราจะรู้ว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว มีคนอื่นที่เคยประสบกับความรู้สึกสิ้นหวังและกล้าที่จะพูดมันออกมา พระเจ้าทรงรับฟังความจริงใจที่ตรงไปตรงมาจากเฮมานได้ พระองค์ก็รับฟังจากคุณได้เช่นกัน พระองค์ทรงอยู่ที่นั่นและทรงกำลังฟังอยู่
เรื่องสอนใจ
ในภาพยนตร์อมตะเรื่อง ซิติเซนเคน (Citizen Kane) ชาร์ลส์ ฟอสเตอร์ เคน สะสมความมั่งคั่งและอำนาจด้วยการสร้างธุรกิจหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ในเรื่องราวที่ชวนให้นึกถึงปัญญาจารย์ 2:4-11 นั้น เคนหาความสุขใส่ตัวในทุกทาง และสร้างปราสาทที่มีสวนขนาดใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยงานศิลปะล้ำค่า
เช่นเดียวกับนักธรุกิจใหญ่คนอื่นๆ สิ่งที่เคนต้องการแท้จริงแล้วคือการยกย่องสรรเสริญ เขาลงเงินทุนกับอาชีพนักการเมืองของตัวเอง และเมื่อมันล้มเหลว เขารักษาหน้าของตนเองโดยโทษว่าความพ่ายแพ้นั้นเป็นเพราะ “การโกง” ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เขาสร้างโรงละครโอเปร่าให้ภรรยาและบังคับให้เธอทำอาชีพนักร้องที่เธอไม่ถนัดเพื่อให้เขาดูดี ในตอนนี้เรื่องราวของเคนสะท้อนถึงปัญญาจารย์อีกเช่นกันว่า สมบัติจะทำร้ายผู้ที่ไล่ตามและเก็บสะสมไว้ 5:10-15 ทำให้พวกเขาต้องกิน “ในความมืดมน เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย” (5:17 TNCV) ตอนสิ้นใจ ชาร์ลี เคนอาศัยอยู่ในปราสาทนั้นเพียงลำพัง โดดเดี่ยว และโกรธแค้น
ซิติเซนเคน จบลงด้วยการเปิดเผยว่าการแสวงหาของชาร์ลีเกิดจากความปรารถนาที่จะเติมเต็มความว่างเปล่าในใจของเขา คือความรักของพ่อแม่ที่เขาสูญเสียไปเมื่อตอนเป็นเด็ก ผู้เขียนปัญญาจารย์คงจะเห็นด้วยในเรื่องนี้ พระเจ้าพระบิดาของเราได้ “ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจของมนุษย์” (3:11) และชีวิตจะมีความชื่นบานได้ก็ต่อเมื่ออยู่กับพระองค์เท่านั้น (2:25) เรื่องสอนใจของชาร์ลี เคน บอกกับเราทุกคนว่า อย่าแสวงหาการเติมเต็มฝ่ายวิญญาณผ่านทางความมั่งคั่งและอำนาจ แต่ผ่านพระองค์ผู้ทรงเทความรักเข้ามาในจิตใจของเรา(รม.5:5)
พันธกิจของพระเยซู
ในปีค.ศ. 1997 มหาวิทยาลัยไอโอวาได้ตั้งชื่อสนามอเมริกันฟุตบอลตามชื่อของนักกีฬาผิวสีคนแรกของมหาวิทยาลัย นั่นคือแจ็ค ไทรซ์ น่าเศร้าใจที่ไทรซ์ไม่เคยเล่นฟุตบอลในเมืองเอเมส รัฐไอโอวาด้วยซ้ำ เพราะเขาเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บภายในที่เกิดขึ้นระหว่างการแข่งขันระดับวิทยาลัยนัดที่สองในเมืองมินนิอาโปลิส รัฐมินนิโซตา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 1923
คืนก่อนการแข่งขันไทรซ์ได้เขียนบันทึกถึงตัวเองเพื่อเป็นพยานถึงความมุ่งมั่นของเขาว่า “เกียรติยศของเชื้อชาติ ครอบครัว และตัวของผมเองเป็นเดิมพัน ทุกคนคาดหวังให้ผมทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ผมจะทำ! ร่างกายและจิตวิญญาณทั้งหมดของผมจะทุ่มเทลงไปในสนามในวันพรุ่งนี้อย่างไม่คิดชีวิต ทุกครั้งที่บอลถูกส่งออกไป ผมจะพยายามทำให้มากกว่าหน้าที่ของตัวเอง” ไทรซ์เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าสิ่งที่เขาทำเกิดจากเกียรติยศและศักดิ์ศรีในตัวตนของเขา ซึ่งหล่อหลอมให้เขามีความกล้าหาญ
เปาโลกล่าวสิ่งที่คล้ายกันนี้ในจดหมายถึงชาวเมืองเอเฟซัส ท่านท้าทายผู้เชื่อที่จะให้ตัวตนในพระคริสต์ของพวกเขามีส่วนสำคัญในการตัดสินใจทุกอย่าง “เหตุฉะนั้นข้าพเจ้า ผู้ถูกจำจองเพราะเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอวิงวอนท่านให้ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น” (อฟ.4:1) เปาโลท้าทายเราให้ยอมรับวิถีชีวิตที่ถูกหล่อหลอมโดยพระราชกิจที่พระเยซูทรงกระทำเพื่อเรา ในเรา และผ่านเรา ซึ่งจะก่อให้เกิดเป็นความถ่อมใจ ความอ่อนสุภาพ ความอดทนนาน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ความรัก และสันติภาพ (ข้อ 2-3) ในขณะที่เราใช้ของประทานจากพระเจ้าเพื่อรับใช้ซึ่งกันและกัน (ข้อ 15-16)
สิ่งที่พระเจ้าจะทรงกระทำ
ในระหว่างการโจมตีทางอากาศเหนือกรุงลอนดอนเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ค.ศ. 1940 ระเบิดได้ทำลายคลังสินค้าแห่งหนึ่งใกล้กับมหาวิหารเซนต์ปอล เมื่อบิดดี้ แชมเบอรส์ได้รับข่าวว่าหนังสือของออสวอลด์ แชมเบอรส์จำนวน 40,000 เล่มที่เก็บไว้ที่นั่นเสียหายหมด โดยที่เธอเป็นผู้รวบรวมและแก้ไขแต่ไม่ได้ทำประกันเอาไว้ เธอวางถ้วยชาลงและพูดกับลูกสาวว่า “พระเจ้าทรงใช้หนังสือเหล่านั้นเพื่อพระเกียรติของพระองค์ แต่ตอนนี้มันจบแล้ว เราจะรอดูว่าพระเจ้าจะทรงทำอะไรต่อไป”
บางทีบิดดี้อาจกำลังคิดถึงสิ่งที่ออสวอลด์สามีผู้ล่วงลับของเธอได้เขียนไว้เมื่อตอนต้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาเขียนไว้ว่าพระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกถึง “วิบัติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” เพื่อว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้น พวกเขาจะได้ “ไม่หวาดกลัว” เพราะพระองค์ทรงอยู่กับพวกเขา
พระเยซูตรัสกับบรรดาสหายของพระองค์ว่า “ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว” (ยน.16:33) พระองค์ทรงต้องการให้พวกเขามีความเชื่อที่เข้มแข็งในพระบิดาของพระองค์ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถทนต่อการทดลองและความท้าทายที่พวกเขาจะต้องเผชิญได้
ความมั่นใจอย่างเงียบๆในพระเจ้าของบิดดี้ทำให้เธอผ่านมันมาได้ และในที่สุดหนังสือเหล่านั้นก็ถูกพิมพ์ซ้ำและกลายเป็นหนังสืออมตะสำหรับหลายชั่วอายุคน เราเองก็สามารถมีกำลังใจและความหวังได้ จากพระสัญญาของพระเยซูที่ว่าพระองค์ได้ชนะโลกแล้ว เรารู้ว่าพระองค์จะไม่ละทิ้งเรา (14:18) และจะประทานสันติสุขแก่เรา (ข้อ 27) ไม่ว่าเราจะเผชิญกับอะไรก็ตาม
การคิดถึงประโยชน์ของคนอื่น
ที่สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั่วสหรัฐอเมริกา ผู้ขับขี่บางคนใช้เวลานานเกินไปที่ “เครื่องชาร์จด่วน” ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ชาร์จรถยนต์ของตนได้อย่างรวดเร็วและกลับลงสู่ถนนได้อีกครั้ง เพื่อแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีนี้ เครือข่ายสถานีชาร์จที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งได้กำหนดระยะเวลาอย่างเข้มงวดในสถานีที่มีผู้ใช้บริการพลุกพล่านที่สุดบางแห่ง เมื่อแบตเตอรี่ของรถยนต์ชาร์จได้ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ผู้ขับขี่จะต้องขยับให้รถคันต่อไปเข้ามาชาร์จแทน
อัครทูตเปาโลกระตุ้นเตือนผู้เชื่อในพระเยซูให้มีใจถ่อม “ถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว” (ฟป.2:3) ท่านกล่าวถึงปัญหาที่รบกวนคริสตจักรในเมืองฟีลิปปี นั่นคือการคิดถึงแต่ตัวเอง ผู้คนต้องการเป็นที่นับถือและเป็นคนสำคัญ ไม่ใช่ด้วยแรงจูงใจที่บริสุทธิ์ แต่เป็น “ความมักใหญ่ใฝ่สูงอย่างเห็นแก่ตัว” (ข้อ 3 TNCV) เปาโลกระตุ้นเตือนผู้เชื่อให้มีจิตใจเหมือนอย่างพระคริสต์และเห็นแก่ “ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย” (ข้อ 4) นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาควรลืมความต้องการของตัวเองจนส่งผลเสีย แต่ให้พวกเขาใส่ใจในความต้องการของผู้อื่นอย่างผู้ที่ “มีท่าทีแบบเดียวกับพระเยซูคริสต์” (ข้อ 5 TNCV) อัครทูตเปาโลหนุนใจชาวฟีลิปปีให้ละทิ้งความถือดีและถ่อมใจยอมเปิดพื้นที่ให้แก่ผู้อื่น แรงจูงใจสูงสุดในการคิดถึงประโยชน์ของผู้อื่นนั่นก็คือความรัก
ขณะที่เราพยายามทำตามแบบอย่างของพระคริสต์ในแต่ละวัน (ข้อ 6-11) พระองค์ทรงช่วยเราได้ที่จะเปิดพื้นที่ให้ผู้อื่น โดยการมองคนเหล่านั้นด้วยสายพระเนตรที่เปี่ยมด้วยความรักของพระองค์
การเจ็บปวดร่วม
ตอนที่นิ้วนางของฉันได้รับบาดเจ็บ ฉันคาดว่าจะต้องทนเจ็บไปอีกหลายเดือนกว่าจะกลับคืนสู่สภาพปกติได้ ขณะที่ฉันทำท่าบริหารตามที่แพทย์แนะนำ นิ้วที่อยู่ด้านข้างก็เริ่มปวดตุบๆ ฉันจึงปรึกษาแพทย์ “การเจ็บปวดร่วม” เขากล่าว เส้นประสาทที่เชื่อมต่อระหว่างนิ้วนางและนิ้วก้อยทำให้เกิดการพึ่งพาซึ่งกันและกัน หากนิ้วหนึ่งเจ็บ อีกนิ้วก็จะเจ็บไปด้วย
อัครทูตเปาโลใช้ร่างกายมนุษย์เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพิเศษและความเป็นหนึ่งเดียวกันของประชากรของพระเจ้า ใน 1 โครินธ์ 12:21-26 ท่านย้ำว่าอวัยวะแต่ละส่วนมีความสำคัญอย่างมากต่อการทำงานที่สมบูรณ์ของทั้งร่างกาย จากนั้นท่านจึงให้ความสนใจกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวที่เกิดขึ้นเมื่อเราเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน “ถ้าอวัยวะอันหนึ่งเจ็บ อวัยวะทั้งหมดก็พลอยเจ็บด้วย” (ข้อ 26) คำอธิบายเรื่องความเชื่อมโยงถึงกันของคริสตจักรสะท้อนอยู่ในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ เพราะเราควร “ร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้” และ “ช่วยรับภาระของกันและกัน” (รม.12:15; กท.6:2)
วันนี้ เวลาที่ฉันยื่นมือออกไปทักทายใครสักคนหรือหยิบจับช้อนเพื่อเตรียมอาหารสำหรับแขก ฉันสังเกตว่านิ้วนางและนิ้วก้อยของฉันรู้สึกตึงๆ ส่วนต่างๆ ในร่างกายของเราทำงานร่วมกันเพื่อสื่อสารความเจ็บปวดและเสริมสร้างซึ่งกันและกันเพื่อสุขภาพที่ดี ฉันขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงเปิดเผยว่า เราจำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงซึ่งกันและกันในคริสตจักรซึ่งเป็นพระกายฝ่ายวิญญาณของพระองค์ โดยผ่านการเจ็บปวดร่วมนี้
ผู้อพยพที่ช่วยให้รอด
ในปี ค.ศ. 1947 เมื่อจักรวรรดิบริติชอินเดียล่มสลาย ผู้คนกว่าสิบห้าล้านคนอพยพด้วยเหตุผลทางศาสนา ความโกลาหลนี้เลวร้ายลงเนื่องจากน้ำท่วมในช่วงมรสุมและการแพร่ระบาดของโรค มีผู้ลี้ภัยเสียชีวิตมากกว่าหนึ่งล้านคน
ตลอดประวัติศาสตร์ ผู้คนมีการอพยพเพื่อแสวงหาอิสรภาพ ความปลอดภัย หรือชีวิตที่ดีกว่า แรงกระตุ้นในการย้ายถิ่นฝังรากลึกอยู่ในประสบการณ์ของมนุษย์ ตัวอย่างที่มีคนรู้จักมากที่สุดในพระคัมภีร์คือเรื่องราวการอพยพของชาวฮีบรูไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา การอพยพไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับพระเยซูเช่นกัน เมื่อพระองค์ยังทรงเป็นทารก พ่อแม่ของพระองค์หนีไปอียิปต์เพื่อปกป้องชีวิตของพระองค์จากเฮโรดผู้โหดเหี้ยม เป็นเรื่องตลกร้ายที่ชาวอิสราเอลหนีไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา (อพย.3:17) เพื่อหนีจากกษัตริย์ที่สั่งฆ่าเด็กผู้ชาย (1:16) ส่วนโยเซฟก็ถูกบอกให้พาพระเยซู “กับมารดาหนีไปประเทศอียิปต์” เพื่อหนีจากผู้นำเผด็จการที่ทำสิ่งเดียวกัน (มธ.2:13; ดูข้อ 16-18)
มัทธิวบอกเราว่าการเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามคำพยากรณ์ในโฮเชยา 11:1 ที่ว่า “เราได้เรียกบุตรของเราให้ออกมาจากอียิปต์ ” (มธ.2:15) แต่นี่ยังเป็นการเตือนใจเราด้วยว่าพระเยซูคริสต์ทรงเข้าใจสิ่งที่มนุษย์เผชิญ (ฮบ.4:15) เรามีองค์พระผู้ช่วยให้รอดที่รู้จักเราและเคยเผชิญการทดลองและความทุกข์ยากแบบเดียวกับเรา เราสามารถแสวงหาพระองค์ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากได้ พระองค์ทรงฟังและทรงวิงวอนเพื่อเรา (ฮบ.4:14-16)
เป็นตัวแทนของพระเยซู
วันแรกในค่ายที่อลันสอนนักเรียนวัยรุ่นเกี่ยวกับทักษะการเป็นผู้ประกอบการ นักเรียนคนหนึ่งพูดว่า “คุณเป็นคริสเตียนใช่ไหม ผมดูออก” ก่อนที่อลันจะบอกว่าเขาเป็นคริสเตียนหรือสวมถุงเท้าและเน็คไทที่เขาชอบซึ่งประดับด้วยสัญลักษณ์ของคริสเตียน วัยรุ่นคนนั้นบอกว่าเขาเห็นพระเยซูผ่านคำพูด การกระทำ และทัศนคติของอลัน พวกเขาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่าจะสามารถเป็นตัวแทนของพระเยซูให้ดีขึ้นได้อย่างไรในทุกที่ที่พวกเขาไป
การบอกว่าเราเป็นคริสเตียนและการสวมเสื้อผ้าที่มีข้อความแบบคริสเตียนเป็นสิ่งที่ดี แต่พระคัมภีร์สอนว่าการที่เราดำเนินชีวิตและแสดงความรักในขณะที่เราประกาศพระกิตติคุณจะเป็นข้อบ่งชี้ที่แท้จริงของผู้ที่ติดตามพระเยซู อัครทูตเปาโลและผู้เชื่อคนอื่นๆในเมืองโครินธ์ตั้งเป้าหรือได้รับแรงกระตุ้นที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย โดยการดำเนินชีวิตด้วยมุมมองอันเป็นนิรันดร์ขณะประกาศเรื่องของพระเจ้าแก่ผู้อื่น (2 คร.5:9-14)
เมื่อเราอุทิศทุ่มเทในการใช้ชีวิตเพื่อพระคริสต์แทนการอยู่เพื่อตนเอง พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเปลี่ยนมุมมอง ลักษณะนิสัย และลำดับความสำคัญของเรา รวมถึงวิธีการที่เราโต้ตอบกับผู้อื่น (ข้อ 15-17) ชีวิตใหม่ของเราในพระเยซูมีเป้าหมายที่จะเป็นตัวแทนของพระองค์ในขณะที่เราทำให้ผู้อื่นเห็นพระองค์ “โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา” (ข้อ 20)
เมื่อเราทั้งหลายได้รับกำลังจากพระวิญญาณ เราก็ได้รับความชื่นชมยินดีและมีหน้าที่เป็นตัวแทนของพระคริสต์ไม่ว่าเราจะไปที่ใด
คนที่พระเจ้าสอนได้
หลังจากที่แคทรู้ว่าตนเองตั้งครรภ์ เธอจึงออกจากโรงเรียนมัธยมเพื่อมาดูแลลูกสาว สิบห้าปีต่อมาแคทเป็นแม่ลูกสามที่ทำงานและใฝ่ฝันอยากเป็นช่างเสริมสวยที่มีใบอนุญาต ด้วยความถ่อมตนและมุ่งมั่นเธอกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้งในโครงการสนับสนุนการเทียบวุฒิการศึกษามัธยมปลายโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เธอยอมถ่อมใจกลับไปเรียนอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านมานาน “โครงการนี้เปลี่ยนชีวิตของฉัน” แคทกล่าว “ครูของฉันยอดเยี่ยมและให้กำลังใจฉันอย่างมาก”
การเป็นคนที่คนอื่นสอนได้อาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเรา พระคัมภีร์กล่าวถึงการมีใจพร้อมเรียนรู้ที่เปิดรับพระปัญญาของพระเจ้า บทกวีในพระธรรมสุภาษิตพูดถึงผู้หญิงสองคน คือ ปัญญาและความโง่ ที่ส่งเสียงร้องเรียกคนที่เดินผ่านไปมา (สภษ.9:1-6,13-18) ผู้ที่ฟังปัญญาจะได้รับการสอนอย่างเมตตา พวกเขา “เพิ่มการเรียนรู้มากขึ้น” และจะฉลาดยิ่งขึ้น (ข้อ 9) พวกเขาจะ “ดำเนินในทางของความรอบรู้” อยู่เสมอ (ข้อ 6) และนั่งที่โต๊ะของปัญญาเพื่อฟังคำสอน การเชื่อฟังของพวกเขานำไปสู่ชีวิตที่สมบูรณ์ (ข้อ 11) ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ฟังความโง่จะเกลียดการถูกตักเตือนหรือวิพากษ์วิจารณ์ พวกเขาดูหมิ่นทุกคนที่พยายามสอนพวกเขา (ข้อ 7-8) ความถ่อมตนมาจากการยำเกรงพระเจ้า คือการยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็น “องค์บริสุทธิ์” และเราไม่ใช่ (ข้อ 10) การเป็นคนที่คนอื่นสอนได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันจะทำให้เรามีเสรีภาพที่จะยอมรับว่าเราไม่ได้รู้ทุกอย่าง และเรายังคงต้องการความช่วยเหลือ ปัญญาร้องเรียกหาเราอยู่ แล้วเราล่ะจะตอบสนองอย่างไร