Category  |  ODB

พระเยซูเป็นคำตอบ

มีเรื่องเล่าว่าในระหว่างที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เดินสายเพื่อบรรยายทางวิชาการนั้น หลังจากเสร็จสิ้นการบรรยายในอีกที่หนึ่งคนขับรถพูดขึ้นว่า เขาฟังการบรรยายมามากพอจนเขาบรรยายเองได้แล้ว ไอน์สไตน์เสนอว่าพวกเขาจะสลับตำแหน่งกันที่วิทยาลัยถัดไป เนื่องจากไม่มีใครเคยเห็นรูปของท่าน คนขับรถตกลงและบรรยายได้อย่างดี แล้วก็มาถึงช่วงตอบคำถาม คนขับรถตอบผู้ถามที่อวดดีคนหนึ่งว่า “ผมเห็นว่าคุณเป็นศาสตราจารย์ที่หลักแหลมมาก แต่ผมแปลกใจที่คุณถามคำถามง่ายๆที่แม้แต่คนขับรถของผมก็ตอบได้” แล้ว “คนขับรถ” คืออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เองได้เป็นผู้ตอบคำถามนั้น! เรื่องราวที่ถูกจัดฉากขึ้นอย่างสนุกสนานนี้จึงจบลง

สหายผู้กล้าสามคนของดาเนียลอยู่ในตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ขู่ว่าจะโยนพวกเขาเข้าไปในเตาไฟที่ลุกอยู่ หากพวกเขาไม่กราบลงนมัสการปฏิมากรของพระองค์ โดยตรัสว่า “ผู้ใดเล่าจะเป็นพระที่จะช่วยกู้ให้เจ้าพ้นจากมือของเราได้” (ดนล.3:15) สหายนั้นยังคงปฏิเสธที่จะกราบนมัสการ ดังนั้นกษัตริย์จึงรับสั่งให้เร่งเตาไฟให้ร้อนขึ้นอีกเจ็ดเท่า แล้วโยนพวกเขาเข้าไป

พวกเขาไม่ได้เข้าไปลำพัง มี “ทูตสวรรค์” องค์หนึ่ง (ข้อ 28) ซึ่งอาจเป็นพระเยซูเองอยู่กับพวกเขาในนั้น ทรงปกป้องพวกเขาจากอันตรายและประทานคำตอบที่ปฏิเสธไม่ได้ต่อคำถามของกษัตริย์ (ข้อ 24-25) เนบูคัดเนสซาร์จึงถวายสาธุการแด่ “พระเจ้าของชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโก” และยอมรับว่า “ไม่มีพระองค์อื่นอีกที่จะสามารถช่วยกู้ในทางนี้ได้” (ข้อ 28-29)

บางครั้งเราอาจรู้สึกท่วมท้นจากสิ่งต่างๆจนเกินจะรับไหว แต่พระเยซูประทับอยู่เคียงข้างผู้ที่ปรนนิบัติพระองค์ พระองค์จะทรงอุ้มชูเราไว้

ทุกสิ่งแด่พระเยซู

ตอนที่เจฟฟ์อายุสิบสี่ปี แม่พาเขาไปฟังนักร้องชื่อดังบี.เจ.โธมัส ซึ่งขณะออกทัวร์แสดงดนตรี เขาใช้ชีวิตแบบทำลายตัวเองเหมือนนักดนตรีหลายคนในยุคของเขา แต่นั่นก็ก่อนที่เขาและภรรยาจะได้รับการแนะนำให้รู้จักพระเยซู เมื่อพวกเขาเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์ ชีวิตของพวกเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ในคืนที่แสดงคอนเสิร์ต นักร้องผู้นี้เริ่มสร้างความบันเทิงให้กับฝูงชนที่กระตือรือร้น แต่หลังจากที่ร้องเพลงได้ไม่กี่เพลง ซึ่งเป็นเพลงของเขาที่รู้จักกันดีมีชายคนหนึ่งตะโกนจากกลุ่มคนดูว่า “เฮ้ ร้องเพลงหนึ่งแด่พระเยซูสิ!” บี.เจ.ตอบโดยไม่ลังเลว่า “ผมเพิ่งร้องไปสี่เพลงแด่พระเยซู”

เวลาผ่านไปสองสามทศวรรษ แต่เจฟฟ์ยังจำช่วงเวลานั้นได้ เมื่อเขาตระหนักว่าทุกสิ่งที่เราทำควรทำเพื่อพระเยซู แม้ในเรื่องที่บางคนอาจถือว่า “ไม่เกี่ยวกับศาสนา”

บางครั้งเราถูกทดลองให้แบ่งแยกสิ่งที่เราทำในชีวิต เช่น อ่านพระคัมภีร์ แบ่งปันเรื่องราวการมาเชื่อของเรา ร้องเพลงนมัสการ เหล่านี้คือ เรื่องทางศาสนา ตัดหญ้าในสนาม ออกไปวิ่ง ร้องเพลงคันทรี่สักเพลง เหล่านี้คือ เรื่องทางโลก

โคโลสี 3:16 ทำให้เราระลึกว่าข่าวสารของพระคริสต์นั้นอยู่ในตัวเรา ในกิจกรรมต่างๆ เช่น การสอน การร้องเพลงและการขอบคุณ แต่ข้อ 17 ให้ความชัดเจนยิ่งไปกว่านั้นอีก โดนย้ำว่าในฐานะบุตรของพระเจ้า “เมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยกายก็ตาม จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า”เรากระทำทุกสิ่งถวายแด่พระองค์

กิจวัตรประจำอันเป็นพระพร

เมื่อมองดูฝูงชนในยามเช้าหลั่งไหลเข้ามาในรถไฟ ผมรู้สึกได้ถึงความเคร่งเครียดของวันจันทร์ที่จู่โจมเข้ามา จากใบหน้าที่ง่วงเหงาและไม่พอใจของผู้คนในตู้โดยสารที่แออัด ผมบอกได้เลยว่าไม่มีใครตั้งตารอคอยที่จะได้ไปทำงาน สีหน้าบึ้งตึงขึ้นเมื่อคนแย่งพื้นที่และพยายามเบียดเสียดเข้ามา วันปกติธรรมดาอีกวันที่เรากลับสู่การทำงานกันอีกครั้ง

แล้วผมก็นึกได้ว่าเมื่อปีก่อน รถไฟคงจะว่างเปล่าเพราะการล็อกดาวน์จากโควิด 19 การล็อกดาวน์ทำให้กิจวัตรประจำของเรายุ่งเหยิง แม้แต่จะออกไปทานอาหารก็ไม่อาจทำได้ และบางคนก็คิดถึงการไปทำงานที่ออฟฟิศจริงๆ แต่ตอนนี้เราเกือบจะกลับมาเป็นปกติแล้ว และหลายคนก็กลับไปทำงานตามปกติ ผมจึงตระหนักว่า “กิจวัตรประจำ” นั้นเป็นข่าวดี และเรื่อง “น่าเบื่อ” ก็เป็นพระพร!

กษัตริย์ซาโลมอนได้ข้อสรุปที่คล้ายคลึงกัน หลังจากทรงไตร่ตรองถึงความไร้จุดหมายในการตรากตรำทุกวัน (ปญจ.2:17-23) บางครั้งมันดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด “อนิจจัง” และไร้ซึ่งรางวัลตอบแทน (ข้อ 21) แต่แล้วพระองค์ก็ตระหนักว่าการได้กิน ดื่ม และทำงานในแต่ละวันก็เป็นพระพรจากพระเจ้า (ข้อ 24)

เมื่อเราต้องสูญเสียกิจวัตรประจำไป เราจึงเห็นได้ว่ากิจกรรมง่ายๆเหล่านี้คือความเพลิดเพลิน ให้เราขอบคุณพระเจ้าว่านี่เป็นของประทานจากพระเจ้าแก่มนุษย์ ที่จะให้มนุษย์ได้กินดื่มและเพลิดเพลินในบรรดาการงานของเขา (3:13)

ไม่ใช่ความฝัน

มันเหมือนอยู่ในความฝันที่คุณไม่อาจตื่นขึ้นมาได้ คนที่ต้องต่อสู้กับสิ่งที่บางครั้งเรียกว่า “ภาวะขาดความเชื่อมต่อกับความเป็นจริง” หรือ “ภาวะที่รู้สึกตัดขาดจากตัวตนของตนเอง” นั้นมักจะรู้สึกเหมือนสิ่งที่อยู่รอบตัวไม่มีอยู่จริง แม้ว่าผู้ที่มีความรู้สึกเช่นนี้แบบเรื้อรังอาจวินิจฉัยได้ว่ามีความผิดปกติ แต่เชื่อกันว่าเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบได้บ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่เครียด แต่บางครั้งแม้เวลาที่ชีวิตดูเหมือนดี ความรู้สึกนี้ก็ยังคงอยู่ ราวกับว่าจิตใจของเราไม่อาจวางใจได้ว่าสิ่งดีๆกำลังเกิดขึ้นจริงๆ

พระคัมภีร์อธิบายถึงการต่อสู้ทำนองนี้ในคนของพระเจ้า ที่ได้สัมผัสอำนาจและการปลดปล่อยของพระองค์ที่เป็นจริงไม่ใช่แค่ความฝัน ในกิจการบทที่ 12 เมื่อทูตสวรรค์นำเปโตรออกจากคุก และท่านอาจถูกประหารชีวิต (ข้อ 2, 4) มีการบรรยายถึงอัครทูตว่าท่านตกอยู่ในความงุนงง ไม่แน่ใจว่านี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ (ข้อ 9-10) เมื่อทูตองค์นั้นละท่านไว้นอกคุกเปโตรก็ “รู้สึกตัว” ในที่สุดและตระหนักว่าทุกอย่างนั้นเป็นความจริง (ข้อ 11)

ทั้งในยามดีและยามร้าย บางครั้งอาจเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อหรือมีประสบการณ์ว่าพระเจ้ากำลังทำงานในชีวิตของเราจริงๆ แต่เราวางใจได้ว่าเมื่อเรารอคอยพระองค์ วันหนึ่งฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์จะกลายเป็นความจริงอันอัศจรรย์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ความสว่างของพระเจ้าจะปลุกเราจากการหลับไหล ให้ตื่นขึ้นสู่ความเป็นจริงแห่งชีวิตกับพระองค์ (อฟ.5:14)

บอกเล่าเรื่องราว

โรเบิร์ต ท็อดด์ ลินคอล์น บุตรชายของอับราฮัม ลินคอล์นประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ปรากฏตัวในเหตุการณ์สำคัญสามครั้ง ได้แก่ มรณกรรมของบิดาตนเอง ตลอดจนการลอบสังหารประธานาธิบดีเจมส์ การ์ฟิลด์และวิลเลี่ยม แมคคินลีย์

แต่ให้เราพิจารณาถึงการที่อัครทูตยอห์นได้อยู่ในสี่เหตุการณ์สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ ได้แก่ อาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซู การทนทุกข์ของพระคริสต์ในสวนเกทเสมนี การตรึงกางเขนและการเป็นขึ้นของพระองค์ ยอห์นรู้ดีว่าทำไม ท่านจึงร่วมอยู่ในช่วงเวลาเหล่านี้ เหตุผลเบื้องหลังที่สำคัญที่สุด คือเพื่อเป็นพยานถึงเหตุการณ์นี้ ในยอห์น 21:24 ท่านบันทึกว่า “สาวกคนนี้แหละที่เป็นพยานถึงเหตุการณ์เหล่านี้และเป็นผู้ที่บันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้ และเราทราบว่าคำพยานของเขาเป็นความจริง”

ยอห์นยืนยันเรื่องนี้อีกครั้งในจดหมาย 1 ยอห์น “ซึ่งมีตั้งแต่ปฐมกาล ซึ่งเราได้ยิน ซึ่งเราได้เห็นกับตา ซึ่งเราได้พินิจดู และจับต้องด้วยมือของเรานั้นเกี่ยวกับพระวาทะแห่งชีวิต” (1:1) ทำไมยอห์นจึงรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของท่านที่ต้องบอกเล่าเรื่องราวของพระเยซูที่ท่านได้เป็นประจักษ์พยาน “ซึ่งเราได้เห็นและได้ยินนั้น เราก็ได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายรู้ด้วย” ท่านกล่าวว่า “เพื่อท่านจะได้ร่วมสามัคคีธรรมกับเรา” (ข้อ 3)

เหตุการณ์ในชีวิตเราอาจเป็นเรื่องไม่คาดคิดหรือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่ว่ากรณีใด พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมเหตุการณ์เหล่านั้นเพื่อให้เราเป็นพยานถึงพระองค์ เมื่อเราพักสงบในพระคุณและพระปัญญาของพระคริสต์ ขอให้เราพูดแทนพระองค์แม้ในช่วงเวลาแห่งชีวิตที่ไม่คาดคิด

สิ่งที่เราเลือกนั้นสำคัญ

ครูสอนว่ายน้ำในนิวเจอร์ซีย์เห็นรถกำลังจมลงในอ่าวนิวอาร์ค และได้ยินคนขับข้างในร้องตะโกนว่า “ผมว่ายน้ำไม่เป็น” ขณะที่รถเอสยูวีของเขาจมลงไปในน่านน้ำที่ขุ่นดำอย่างรวดเร็ว เมื่อฝูงชนมุงดูอยู่ริ่มฝั่ง แอนโธนี่วิ่งไปบนโขดหินตามแนวผา ถอดขาเทียมของเขาออก และกระโดดลงไปช่วยชีวิตชายอาวุโสวัย 68 ปีขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย ต้องขอบคุณการกระทำที่เด็ดเดี่ยวของแอนโธนี ชายอีกคนหนึ่งจึงรอดชีวิต

สิ่งที่เราเลือกนั้นสำคัญ ให้เราพิจารณายาโคบผู้เป็นบิดาของบุตรชายหลายคน ท่านแสดงความโปรดปรานอย่างเปิดเผยต่อโยเซฟบุตรชายวัยสิบเจ็ดปี ท่านทำ “เสื้อคลุมที่ตกแต่งอย่างงดงาม” ให้กับโยเซฟโดยไม่มีเหตุผล (ปฐก.37:3 TNCV) ผลลัพธ์คือพวกพี่ชายชังโยเซฟ (ข้อ 4) และเมื่อมีโอกาสก็ขายเขาไปเป็นทาส (ข้อ 28) แต่เพราะเหตุว่าโยเซฟไปลงเอยที่อียิปต์ พระเจ้าได้ทรงใช้เขาเพื่อสงวนครอบครัวของยาโคบและคนอื่นๆอีกหลายคนในช่วงเจ็ดปีแห่งการกันดารอาหาร ทั้งๆที่พี่ชายคิดร้ายต่อโยเซฟ (ดู 50:20) แต่การเลือกที่ทำให้ทุกอย่างเคลื่อนไปสู่ผลดี คือการตัดสินใจของโยเซฟที่จะรักษาเกียรติไว้และวิ่งหนีจากภรรยาของโปทิฟาร์ (39:1-12) ผลที่ได้คือเขาถูกจำคุก (39:20) และในที่สุดก็ได้พบกับฟาโรห์ (บทที่ 41)

แอนโธนี่อาจมีข้อได้เปรียบเพราะผ่านการฝึกฝนมา แต่เขาก็ยังต้องตัดสินใจเลือก เมื่อเรารักพระเจ้าและแสวงหาที่จะรับใช้พระองค์นั้น พระองค์ทรงช่วยเราที่จะเลือกหนทางที่นำไปสู่ชีวิตและถวายเกียรติแด่พระเจ้า ถ้าหากเรายังไม่ได้ตัดสินใจเลือก เราสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการเชื่อวางใจในพระเยซู

ติดต่ออยู่เสมอ

แมเดลีน แอลอิงเกิลสร้างนิสัยในการโทรหาแม่สัปดาห์ละครั้ง เมื่อแม่ย้ายเข้ามาอยู่กับเธอหลายปีมานี้ นักเขียนผู้มีความเชื่อฝ่ายวิญญาณที่น่ารักคนนี้ก็โทรหาแม่บ่อยขึ้น “เพียงเพื่อจะติดต่ออย่างสม่ำเสมอ” ในทำนองเดียวกัน แมเดลีนก็ชอบให้ลูกๆโทรหาเธอและรักษาการติดต่อนั้นไว้ บางครั้งเป็นการสนทนายาวนานซึ่งเต็มไปด้วยคำถามและคำตอบที่สำคัญ บางครั้งเป็นการโทรเพื่อจะให้แน่ใจว่าเลขหมายนั้นยังคงเปิดใช้อยู่ ตามที่เขียนไว้ในหนังสือของเธอเรื่องเดินบนน้ำ Walking on Water ว่า “เป็นการดีที่ลูกๆจะติดต่ออยู่เสมอ และเป็นการดีที่เราทุกคนผู้เป็นบุตรจะติดต่อกับพระบิดาของเรา”

พวกเราส่วนใหญ่คุ้นเคยกับคำอธิษฐานขององค์พระผู้เป็นเจ้าในมัทธิว 6:9-13 แต่ข้อพระคัมภีร์ก่อนหน้านั้นมีความสำคัญพอๆกัน เพราะได้กำหนดความสำคัญของสิ่งที่ตามมา การอธิษฐานของเราต้องไม่โอ้อวด “ให้คนทั้งปวงได้เห็น” (ข้อ 5) และขณะเดียวกันก็ไม่มีการกำหนดไว้ว่าคำอธิษฐานของเราต้องยาวขนาดไหน และคำอธิษฐาน “มากมายหลายคำ” (ข้อ 7) ก็ไม่ได้แปลว่าคำอธิษฐานนั้นมีคุณภาพโดยอัตโนมัติ จุดสำคัญดูเหมือนจะเน้นที่การติดต่อเป็นประจำกับพระบิดาผู้ทรงทราบความต้องการของเรา “ก่อนที่ท่านทูลขอแล้ว” (ข้อ 8) พระเยซูทรงเน้นว่า เป็นการดีสักเพียงใดที่เราจะติดต่อกับพระบิดาของเรา จากนั้นก็ทรงสอนเราว่า “ท่านทั้งหลายจงอธิษฐานตามอย่างนี้ว่า” (ข้อ 9)

การอธิษฐานเป็นทางเลือกที่ถูกต้องและสำคัญยิ่งยวด เพราะช่วยให้เราติดต่อกับพระเจ้าและพระบิดาของเราทั้งหลายอยู่เสมอ

พระองค์ทรงได้ยินคุณ

ตำราฟิสิกส์ซึ่งเขียนโดยชาร์ล ริบอร์ก มานน์และจอร์ช แรนซัม ทวิสส์ตั้งคำถามว่า “เมื่อต้นไม้ต้นหนึ่งโค่นล้มในป่าที่ห่างไกลผู้คน และไม่มีสัตว์อยู่ใกล้ที่จะได้ยิน มันส่งเสียงหรือไม่” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คำถามนี้ทำให้เกิดการอภิปรายทางปรัชญาและวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเสียง การรับรู้ และการดำรงอยู่ ทว่ายังไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์ที่สุด

คืนหนึ่งในขณะที่ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวและเศร้าใจกับปัญหาที่ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง ฉันก็นึกถึงคำถามนี้ เมื่อไม่มีใครได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ พระเจ้าทรงได้ยินไหมขณะเผชิญความตายที่คุกคามและรู้สึกอ่อนกำลังเพราะความทุกข์ใจ ผู้เขียนสดุดี 116 อาจรู้สึกถูกทอดทิ้ง ท่านจึงร้องทูลพระเจ้าโดยรู้ว่าพระองค์ทรงสดับฟังและจะทรงช่วยท่าน ผู้ประพันธ์เพลงสดุดีบันทึกว่า “พระองค์ทรงฟังเสียงและคำวิงวอนของข้าพเจ้า...พระองค์ทรงเงี่ยพระกรรณฟังข้าพเจ้า” (ข้อ 1-2) ในยามที่ไม่มีใครรู้ถึงความเจ็บปวดของเรานั้น พระเจ้าทรงรู้ เมื่อไม่มีใครได้ยินเสียงร้องของเรา พระเจ้าทรงได้ยิน

การรู้ว่าพระเจ้าจะทรงสำแดงความรักของพระองค์และปกป้องเรา (ข้อ5-6) เราจึงพักสงบได้ในยามยากลำบาก (ข้อ 7) คำภาษาฮีบรูที่แปลว่า “ที่พัก” (manoakh) บรรยายถึงสถานที่ที่เงียบสงบและปลอดภัย เราจึงปราศจากความกังวลและเข้มแข็งขึ้นได้ โดยมั่นใจในการทรงสถิตและความช่วยเหลือจากพระเจ้า

คำถามที่ตั้งโดยมานน์และทวิสส์นำไปสู่คำตอบมากมาย แต่คำถามที่ว่า พระเจ้าทรงได้ยินไหม นั้นตอบได้ง่ายดายว่า แน่นอนพระองค์ทรงได้ยิน

งานวิจัยเกี่ยวกับคุณย่า/ยาย

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอมอรีใช้การสแกนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อศึกษาสมองของพวกคุณย่า/ยาย พวกเขาวัดการตอบสนองความรู้สึกร่วมที่คุณย่า/ยายมีต่อรูปภาพที่มีหลานๆของตนเอง ลูกๆที่โตแล้ว และเด็กคนหนึ่งที่ไม่รู้จัก ผลการศึกษาพบว่าพวกคุณย่า/ยายมีความรู้สึกร่วมต่อหลานของตัวเองมากกว่าลูกที่โตแล้ว นี่เป็นผลมาจากสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ตัวแปรที่น่ารัก” หลานๆของพวกเขา “เป็นที่หลงรัก” มากกว่าผู้ใหญ่

ก่อนที่เราจะพูดว่า “แหม!” เราอาจต้องพิจารณาคำพูดของเจมส์ ริลลิ่งผู้ทำการศึกษานี้ว่า “ถ้าหลานของพวกเขากำลังยิ้ม (คุณย่า/ยาย) ก็รู้สึกได้ถึงความสุขของเด็ก และถ้าหลานร้องไห้ พวกเขาก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดและความทุกข์ของเด็ก”

ผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งบรรยาย “ภาพสแกน (MRI)” ถึงความรู้สึกของพระเจ้าขณะมองดูประชากรของพระองค์ว่า “พระองค์ทรงเปรมปรีดิ์เพราะเจ้าด้วยความยินดี…ด้วยความรักของพระองค์ พระองค์จะทรงเริงโลดเพราะเจ้าด้วยร้องเพลงเสียงดัง” (ศฟย.3:17) พระคัมภีร์บางฉบับแปลความตอนนี้ว่า “เจ้าจะทำให้พระทัยของพระองค์เปี่ยมด้วยความยินดี และจะทรงร้องเพลงด้วยเสียงดัง” เช่นเดียวกับคุณย่า/ยายที่เห็นอกเห็นใจ พระเจ้าก็ทรงรู้สึกถึงความเจ็บปวดของเรา “พระองค์ทรงทุกข์พระทัยในความทุกข์ใจทั้งสิ้นของเขา” (อสย.63:9) และพระองค์รู้สึกถึงความยินดีของเรา “เพราะพระเจ้าทรงปรีดีในประชากรของพระองค์” (สดด. 149:4)

เมื่อเราท้อแท้ ก็เป็นการดีที่จะระลึกว่าพระเจ้าทรงมีความรู้สึกต่อเราจริงๆ ทรงไม่ใช่พระเจ้าที่เย็นชาและห่างไกล แต่เป็นผู้ที่รักและเปรมปรีดิ์ในตัวเรา นี่คือเวลาที่จะเข้าใกล้พระองค์ สัมผัสถึงรอยยิ้มและฟังพระองค์ร้องเพลง

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา