จากความมืดสู่ความสว่าง
ไม่มีอะไรฉุดอาคัชออกจากภาวะซึมเศร้าอันมืดมิดของเขาได้ เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุรถบรรทุก เขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลมิชชันนารีแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ การผ่าตัดแปดครั้งได้รักษากระดูกที่หักของเขา แต่เขากินไม่ได้ ภาวะซึมเศร้าเริ่มขึ้น ครอบครัวต้องพึ่งพาเขาในการหาเลี้ยงชีพ ซึ่งเขาไม่สามารถทำได้ โลกของเขาจึงมืดมนยิ่งขึ้น
วันหนึ่งมีคนมาเยี่ยมอาคัช และอ่านพระกิตติคุณยอห์นในภาษาของเขาและอธิษฐานเผื่อเขา ความหวังในเรื่องการยกโทษบาปและความรอดที่พระเจ้าทรงประทานให้โดยไม่คิดมูลค่าผ่านทางพระเยซูได้สัมผัสใจของเขา เขาจึงเชื่อวางใจในพระองค์ และไม่นานนักเขาก็หายจากภาวะซึมเศร้า เมื่อเขากลับบ้าน ตอนแรกเขากลัวที่จะพูดถึงความเชื่อใหม่ของตน แต่ในที่สุดเขาบอกกับครอบครัวเรื่องพระเยซู และหกคนในครอบครัวได้เชื่อวางใจในพระองค์เช่นกัน!
พระกิตติคุณยอห์นเป็นดวงประทีปแห่งความสว่างในโลกที่มืดมิด ในพระธรรมนั้นกล่าวว่า “เพื่อทุกคนที่วางใจใน [พระเยซู]นั้น จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (3:16) เราพบว่า “ถ้าผู้ใดฟังคำของ [พระเยซู] และวางใจใน [พระเจ้า] ....ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์” (5:24) และเราได้ยินพระดำรัสของพระเยซูว่า “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิวเลย” (6:35) แท้จริงแล้ว “ผู้ที่ประพฤติชอบก็มาสู่ความสว่าง” (3:21)
ปัญหาที่เราเผชิญอาจใหญ่หลวงนัก แต่พระเยซูทรงยิ่งใหญ่กว่า พระองค์เสด็จมาเพื่อประทาน “ชีวิต...อย่างครบบริบูรณ์” (10:10) และเช่นเดียวกับอาคัช ขอให้คุณเชื่อวางใจในพระเยซู ผู้ทรงเป็นความหวังของโลกและความสว่างแก่มนุษยชาติทั้งปวง
ร้องขอความช่วยเหลือ
เดวิด วิลลิสอยู่ที่ชั้นบนของร้านหนังสือวอเตอร์สโตนส์ เมื่อเขาลงมาชั้นล่างจึงพบว่าไฟปิดแล้วและประตูก็ล็อค เขาถูกขังอยู่ในร้าน! เขาไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงเปิดทวิตเตอร์และส่งข้อความว่า “สวัสดี @วอเตอร์สโตนส์ ผมติดอยู่ในร้านหนังสือของคุณที่จัตุรัสทราฟัลการ์มา 2 ชั่วโมงแล้ว ได้โปรดช่วยผมออกไปด้วย” ไม่นานหลังจากส่งข้อความ เขาก็ได้รับการช่วยเหลือ
เป็นเรื่องดีที่มีวิธีขอความช่วยเหลือเมื่อเรามีปัญหา อิสยาห์กล่าวว่ามีท่านผู้หนึ่งที่จะตอบเสียงร้องทูลของเราในยามที่เราติดกับดักอยู่ในปัญหาที่เราเองสร้างขึ้น ผู้เผยพระวจนะบันทึกว่าพระเจ้ากล่าวโทษประชากรของพระองค์เรื่องการปฏิบัติศาสนกิจอย่างขาดความรับผิดชอบ พวกเขากำลังดำเนินตามวิถีแห่งศาสนา โดยปกปิดการซึ่งพวกเขากดขี่คนยากจนด้วยพิธีกรรมที่ว่างเปล่าและรับใช้ตนเอง (อสย.58:1-7) สิ่งนี้ไม่ได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้าพระเจ้าทรงซ่อนพระพักตร์จากเขาและไม่ทรงตอบคำอธิษฐานของพวกเขา (1:15) พระองค์บอกพวกเขาให้กลับใจและแสดงออกด้วยการประพฤติด้วยการปรนนิบัติดูแลผู้อื่น (58:6-7) หากพวกเขาทำดังนั้น พระองค์ตรัสว่า “เจ้าจะทูล และพระเจ้าจะทรงตอบ เจ้าจะร้องทูล และพระองค์จะตรัสว่า เราอยู่นี่ ถ้าเจ้าจะเอาออกไปจากท่ามกลางเจ้าเสีย ซึ่งแอก ซึ่งการชี้หน้า และซึ่งการพูดอธรรม” (ข้อ 9)
ให้เราเข้าไปใกล้คนยากจนแล้วพูดกับพวกเขาว่า “ฉันอยู่นี่” เพราะพระเจ้าทรงสดับเสียงร้องขอความช่วยเหลือของพวกเราและตรัสว่า “เราอยู่นี่”
เสรีภาพในพระวิญญาณ
ทั้งวิลเบอร์และออวิลล์ ไรท์ไม่มีใบอนุญาตนักบิน และไม่เคยเรียนวิทยาลัย พวกเขาเป็นช่างจักรยานที่มีความฝันและกล้าที่จะบิน ในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1903 พวกเขาผลัดกันขับเครื่องบินไรท์ฟลายเออร์ของตนเองสี่ครั้ง ครั้งที่บินได้นานที่สุดคือเพียงนาทีเดียว แต่มันเปลี่ยนโลกของเราไปตลอดกาล
ทั้งเปโตรและยอห์นต่างก็ไม่มีใบอนุญาตในการเทศนา และไม่เคยเข้าเรียนวิทยาลัยพระคริสตธรรม พวกท่านเป็นชาวประมงซึ่งเปี่ยมด้วยพระวิญญาณของพระเยซู โดยประกาศข่าวประเสริฐอย่างกล้าหาญว่า “ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” (กจ.4:12)
เพื่อนบ้านของพี่น้องตระกูลไรท์ไม่ได้ชื่นชมความสำเร็จของพวกเขาในทันที หนังสือพิมพ์ในบ้านเกิดไม่เชื่อเรื่องราวของพวกเขา และกล่าวว่าแม้จะเป็นความจริง แต่เที่ยวบินนั้นสั้นเกินกว่าจะมีนัยสำคัญ ต้องใช้เวลาอีกหลายปีจึงจะบินได้และปรับปรุงเครื่องบินให้ดีขึ้น ก่อนที่สาธารณชนจะรู้ว่าพวกเขาได้ทำอะไรจริงๆ
พวกผู้นำศาสนาไม่ชอบเปโตรและยอห์น พวกเขาสั่งให้ท่านหยุดเล่าเรื่องพระเยซูให้คนอื่นฟัง เปโตรบอกว่า ไม่ได้อย่างแน่นอน “ซึ่งข้าพเจ้าจะไม่พูดตามที่เห็นและได้ยินนั้นก็ไม่ได้” (ข้อ 20)
คุณอาจไม่อยู่ในรายชื่อที่ได้รับการอนุญาต บางทีคุณอาจถูกดูหมิ่นโดยคนเหล่านั้น ไม่เป็นไร หากคุณมีพระวิญญาณของพระเยซู คุณก็มีเสรีภาพที่จะดำเนินชีวิตอย่างกล้าหาญเพื่อพระองค์!
ช็อกโกแลตเกล็ดหิมะ
ชาวเมืองออลเทน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่างตะลึงกับเศษช็อกโกแลตที่โปรยปรายลงมาทั่วเมือง ระบบระบายอากาศของโรงงานช็อกโกแลตในบริเวณใกล้เคียงทำงานผิดปกติ โดยปล่อยผงโกโก้ออกไปในอากาศและทำให้บริเวณนั้นถูกปกคลุมด้วยละอองผงของขนมหวาน การเคลือบด้วยช็อกโกแลตฟังดูเหมือนฝันที่เป็นจริงสำหรับคนที่คลั่งไคล้ช็อกโกแลต!
แม้ว่าช็อกโกแลตจะไม่ได้ให้คุณค่าทางโภชนาการที่เพียงพอต่อความต้องการของคนๆหนึ่ง แต่พระเจ้าประทานอาหารดุจฝนจากท้องฟ้าให้กับคนอิสราเอลที่เพียงพอ เมื่อพวกเขาเดินทางผ่านถิ่นทุรกันดาร พวกเขาเริ่มคร่ำครวญถึงอาหารนานาชนิดที่ตนทิ้งไว้เมื่อออกจากอียิปต์ พระเจ้าจึงตรัสว่าจะประทาน “อาหารตกลงมาจากท้องฟ้าดุจฝน” เพื่อค้ำจุนพวกเขา (อพย.16:4) ทุกวันเมื่อน้ำค้างยามเช้าเหือดแห้ง จะยังคงมีอาหารเกล็ดเล็กๆเหลืออยู่ ชนชาติอิสราเอลประมาณสองล้านคนได้รับคำสั่งให้เก็บรวบรวมเท่าที่พวกเขาพอรับประทานอิ่มในวันนั้น เป็นเวลาสี่สิบปีที่พวกเขาวนเวียนในถิ่นทุรกันดาร พวกเขาได้รับการบำรุงเลี้ยงด้วยมานาซึ่งเป็นการจัดเตรียมของพระเจ้าที่เหนือธรรมชาติ
เรารู้เรื่องมานาเพียงเล็กน้อยว่า “เป็นเม็ดขาวเหมือนเมล็ดผักชี มีรสเหมือนขนมแผ่นประสมน้ำผึ้ง” (ข้อ 31) แม้ว่ามานาอาจฟังดูไม่น่าดึงดูดเท่าการกินช็อกโกแลต แต่ความหวานชื่นในการจัดเตรียมของพระเจ้าเพื่อประชากรของพระองค์นั้นชัดเจน มานานำเราไปยังพระเยซูผู้ทรงเรียกพระองค์เองว่า “อาหารแห่งชีวิต” (ยน.6:48) ซึ่งค้ำจุนเราทุกวันและให้ความมั่นใจเรื่องชีวิตนิรันดร์แก่เรา (ข้อ 51)
ความหวังที่เหนือกว่าผลที่ตามมา
คุณเคยทำอะไรด้วยความโกรธที่คุณรู้สึกเสียใจในภายหลังไหม ตอนที่ลูกชายผมกำลังต่อสู้กับการติดยา ผมตอบโต้การเลือกของเขาด้วยคำพูดที่เกรี้ยวกราด ความโกรธของผมมีแต่จะทำให้เขาท้อใจมากขึ้น แต่ในที่สุดเขาก็ได้พบกับเหล่าผู้เชื่อที่พูดถ้อยคำที่ให้ชีวิตและความหวังแก่เขา และในไม่ช้าเขาก็เป็นอิสระ
แม้แต่คนที่เป็นแบบอย่างในความเชื่ออย่างโมเสส ก็ได้ทำสิ่งที่ท่านเสียใจในภายหลัง เมื่อคนอิสราเอลอยู่ในถิ่นทุรกันดารและขาดแคลนน้ำ พวกเขาบ่นอย่างขมขื่น พระเจ้าจึงให้คำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงกับโมเสสและอาโรนว่า “บอกต่อหินหน้าประชาชนให้หินหลั่งน้ำ” (กดว.20:8) แต่โมเสสตอบโต้ด้วยความโกรธ โดยยกตนเองและอาโรนในเรื่องการอัศจรรย์นี้แทนที่จะยกย่องพระเจ้าว่า “เจ้าผู้กบฏจงฟัง ณ บัดนี้จะให้เราเอาน้ำออกจากหินนี้ให้พวกเจ้าดื่มหรือ” (ข้อ 10) และในทันทีนั้นท่านก็ไม่เชื่อฟังพระเจ้าโดยตรง แล้ว “โมเสสก็ยกมือขึ้นตีหินนั้นสองครั้งด้วยไม้เท้า” (ข้อ 11)
แม้ว่าน้ำจะไหลออกมา แต่ก็มีผลที่ตามมาซึ่งน่าเศร้า ทั้งโมเสสและอาโรนไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในดินแดนที่พระเจ้าทรงสัญญากับประชากรของพระองค์ แต่พระองค์ยังทรงพระเมตตา โดยทรงให้โมเสสมองเห็นแต่ไกล (27:12-13)
เช่นเดียวกับโมเสส พระเจ้ายังทรงพระเมตตาต่อเราในถิ่นทุรกันดารแห่งการที่เราไม่เชื่อฟังพระองค์ พระองค์ทรงพระกรุณาประทานการอภัยและความหวังแก่เรา ผ่านการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซู ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรลงไป หากเราหันไปหาพระองค์ พระองค์จะทรงนำเราไปสู่ชีวิต
เลียนแบบพระเยซู
“เจ้าแห่งการปลอมแปลง” อาศัยอยู่ในน่านน้ำของอินโดนีเซียและในแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ หมึกสายเลียนแบบนั้นเป็นเหมือนปลาหมึกอื่นๆ ที่สามารถเปลี่ยนสีของมันให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมได้ สิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาดนี้ยังเปลี่ยนแปลงรูปร่าง รูปแบบการเคลื่อนไหว และพฤติกรรมของมันเมื่อถูกคุกคาม โดยจะเลียนแบบสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น ปลาสิงโตมีพิษ และแม้แต่งูทะเลที่อันตรายถึงชีวิต
แต่ผู้เชื่อในพระเยซูนั้นไม่เหมือนกับหมึกสายเลียนแบบ เราต้องโดดเด่นในโลกที่รายล้อมเรา เราอาจรู้สึกถูกคุกคามจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับเราและถูกทดลองให้ทำตัวกลมกลืน เพื่อเราจะไม่ถูกจดจำได้ว่าเป็นสาวกของพระคริสต์ แต่อัครทูตเปาโลหนุนใจให้ถวายตัวของเราเป็น “เครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า” (รม.12:1) เพื่อเป็นตัวแทนของพระเยซูในทุกแง่มุมของชีวิตเรา
เพื่อนๆหรือคนในครอบครัวอาจพยายามกดดันให้เราประพฤติ “ตามอย่างคนในยุคนี้” (ข้อ 2) แต่เราแสดงให้เห็นได้ว่าเรารับใช้ใคร โดยปรับชีวิตเราให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราบอกว่าเราเชื่อในฐานะบุตรของพระเจ้า เมื่อเราเชื่อฟังพระคัมภีร์และสะท้อนถึงพระลักษณะแห่งความรักของพระองค์ ชีวิตของเราจะแสดงให้เห็นได้ว่า รางวัลของการเชื่อฟังนั้นยิ่งใหญ่กว่าการสูญเสียใดๆเสมอ วันนี้คุณจะเลียนแบบพระเยซูอย่างไร
พระเจ้าผู้ไม่เปลี่ยนแปลง
รูปภาพหนึ่งที่โด่งดัง เป็นภาพของรอยรองเท้าบูทที่เหยียบลงบนพื้นสีเทา รอยเท้านั้นเป็นของ บัซซ์ อัลดริน นักบินอวกาศที่ทิ้งไว้บนดวงจันทร์ในค.ศ. 1969 นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่ารอยเท้านั้นน่าจะยังอยู่ที่นั่นอย่างไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากหลายปีที่ผ่านไป หากไม่มีลมหรือน้ำก็จะไม่มีสิ่งใดบนดวงจันทร์ที่สึกกร่อน ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นบนภูมิประเทศของดวงจันทร์จะยังคงอยู่ที่นั่น
แต่การตรึกตรองถึงการทรงสถิตอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลงของพระเจ้านั้นยอดเยี่ยมยิ่งกว่า ยากอบบันทึกว่า “ของประทานอันดีทุกอย่าง และของประทานอันเลิศทุกอย่างย่อมมาจากเบื้องบน และส่งลงมาจากพระบิดาแห่งบรรดาดวงสว่าง ในพระบิดาไม่มีการแปรปรวน หรือไม่มีเงาอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง” (ยก.1:17) อัครทูตกล่าวถึงเรื่องนี้ในบริบทของการต่อสู้ของตัวเรา “เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี” (ข้อ 2) ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะเราเป็นที่รักของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และไม่เปลี่ยนแปลง!
ในยามยากลำบาก เราจะต้องระลึกถึงการจัดเตรียมอย่างไม่เปลี่ยนแปลงของพระเจ้า บางทีเราอาจจำเนื้อร้องของบทเพลงนมัสการที่ยิ่งใหญ่ “พระองค์ผู้ทรงสัตย์ซื่อ” ได้ว่า “ไม่ทรงเปลี่ยนแปลงเหมือนเงา...ความรักเมตตาของพระองค์ไม่ทรงแปรปรวน ถ้วนทุกสมัยสืบไปเป็นนิจนิรันดร์” ใช่แล้ว พระเจ้าของเราได้ทิ้งรอยพระบาทถาวรของพระองค์ไว้บนโลกของเรา พระองค์จะอยู่ที่นั่นเพื่อเราเสมอ ความสัตย์ซื่อของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก
จงรักเพื่อนบ้านของท่าน
มันเป็นเพียงเกมสนุกๆในกลุ่มอนุชน แต่ก็เป็นบทเรียนสำหรับเราว่าจงเรียนรู้ที่จะรักเพื่อนบ้านที่คุณมี แทนที่จะเปลี่ยนเพื่อนบ้านใหม่ ทุกคนนั่งเป็นวงกลมขนาดใหญ่ ยกเว้นคนเดียวที่ยืนอยู่กลางวง คนที่ยืนถามคนที่นั่งว่า “คุณรักเพื่อนบ้านไหม” คนที่นั่งจะตอบได้สองแบบ คือ รักหรือไม่รัก และเขาต้องตัดสินใจว่า เขาต้องการแลกเพื่อนบ้านของตนกับคนอื่นไหม
ในชีวิตจริงเราก็หวังว่าจะสามารถเลือก “เพื่อนบ้าน” ได้เช่นกันใช่ไหม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามีเพื่อนร่วมงานที่เข้ากันไม่ได้ หรือเพื่อนบ้านติดกันที่ชอบตัดหญ้าในเวลาที่คาดไม่ถึง แต่บ่อยครั้งเหลือเกินที่เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับเพื่อนบ้านที่มีปัญหา
เมื่อชนอิสราเอลย้ายเข้ามาอาศัยในดินแดนซึ่งทรงสัญญาไว้ พระเจ้าทรงมอบคำสอนสำคัญเกี่ยวกับวิธีการดำเนินชีวิตในฐานะประชากรของพระองค์พวกเขาได้รับคำสั่งให้ “รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (ลนต.19:18) ซึ่งรวมถึงการไม่แพร่ข่าวซุบซิบนินทาหรือข่าวลือ ไม่เอาเปรียบเพื่อนบ้าน และเผชิญหน้าผู้คนโดยตรงหากเรามีอะไรขัดแย้งกับพวกเขา (ข้อ 9-18)
ในขณะที่การรักทุกคนเป็นเรื่องยาก แต่ก็เป็นไปได้ที่จะปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความรักเมื่อพระเยซูทรงกระทำกิจในเราและผ่านเรา พระเจ้าจะประทานสติปัญญาและความสามารถในการทำเช่นนั้น เมื่อเราพยายามดำเนินชีวิตตามอัตลักษณ์ของเราในฐานะประชากรของพระองค์
ที่ลี้ภัยของเรา
ในตอนแรกเริ่มสถานที่แห่งนี้คือพื้นที่ที่ควายไบซันเดินสัญจรไปมาในอเมริกาเหนือ ชนพื้นเมืองอินเดียนแดงไล่ตามควายไบซันไปที่นั่น จนกระทั่งมีผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ได้ย้ายเข้ามาอยู่พร้อมด้วยฝูงสัตว์และทำการเพาะปลูก หลังเหตุการณ์เพิร์ลฮาร์เบอร์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ดินแดนแห่งนี้ถูกใช้เป็นแหล่งผลิตอาวุธเคมี และต่อมากลายเป็นสถานที่รื้อทำลายอาวุธในสงครามเย็น แต่แล้ววันหนึ่งได้มีการค้นพบฝูงนกอินทรีหัวขาวที่นั่น และไม่นานนักเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งชาติร็อคกี้เมาท์เท่นอาร์เซนอลก็ถือกำเนิดขึ้น ด้วยพื้นที่ราวหกสิบตารางกิโลเมตรที่เต็มไปด้วย ทุ่งหญ้า หนองน้ำ และป่าไม้ซึ่งอยู่ชานเมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด ปัจจุบันที่นี่เป็นสถานที่ลี้ภัยหรือเขตพื้นที่อนุรักษ์ในเมืองที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เป็นบ้านที่ปลอดภัยและคุ้มครองสัตว์กว่าสามร้อยสายพันธุ์ ตั้งแต่พังพอนตีนดำ นกฮูกสายพันธุ์เล็กที่สุดไปจนถึงนกอินทรีหัวขาว และที่คุณคงเดาได้ ควายไบซันที่สัญจรไปมา
ผู้เขียนสดุดีบอกเราว่า “พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยของเรา” (62:8) ซึ่งยิ่งใหญ่กว่าที่ลี้ภัยใดๆในโลก พระเจ้าทรงเป็นที่หลบภัยที่แท้จริงของเรา เป็นที่คุ้มครองความปลอดภัยซึ่งในพระองค์ “เรามีชีวิต และไหวตัว และเป็นอยู่” (กจ.17:28) พระองค์ทรงเป็นที่ลี้ภัยซึ่งเราสามารถไว้วางใจได้ “ตลอดเวลา” (สดด.62:8) และทรงเป็นที่หลบภัยของเราที่เราจะกล้ากล่าวคำอธิษฐานและระบายความในใจทั้งหมดออกมาได้
พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยของเรา นั่นคือผู้ซึ่งพระองค์ทรงเป็นในปฐมกาล ผู้ซึ่งทรงเป็นในเวลานี้ และผู้ซึ่งจะทรงเป็นตลอดไป