Category  |  ODB

เชื่อมากกว่าที่ตาเห็น

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มีคนไม่กี่คนที่ได้เข้าไปในป่าสนยักษ์เซคัวญ่าในสหรัฐอเมริกา และคนจำนวนมากก็ไม่เชื่อรายงานเกี่ยวกับต้นไม้ขนาดใหญ่เหล่านี้ แต่ในค.ศ. 1892 ช่างตัดไม้สี่คนลองเสี่ยงเข้าไปในป่าบิ๊กสตัมพ์ในแคลิฟอร์เนีย และใช้เวลาสิบสามวันในการตัดต้นไม้ขนาดมหึมาที่ชื่อว่า มาร์ก ทเวน ทเวนมีอายุ 1,341 ปี สูงราวเก้าสิบเมตรและมีเส้นรอบวงยาวสิบห้าเมตร ผู้สังเกตการณ์คนหนึ่งบรรยายว่าทเวนเป็นต้นไม้ “ที่มีสัดส่วนงดงาม เป็นหนึ่งในต้นไม้ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในป่านี้” พวกเขาส่งท่อนหนึ่งของต้นไม้ที่สวยงามน่าทึ่งซึ่งถูกตัดลงแล้วไปที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน ที่ซึ่งทุกคนจะสามารถเห็นต้นเซคัวญ่าได้

แต่ในความเป็นจริงเราไม่สามารถพิสูจน์ความจริงทุกอย่างได้ด้วยตาเท่านั้น พระธรรมฮีบรูอธิบายว่าความเชื่อคือ “ความ​แน่ใจ​ใน​สิ่ง​ที่​เรา​หวัง​ไว้ เป็น​ความ​รู้สึก​มั่นใจ​ว่าสิ่ง​ที่​ยัง​ไม่ได้​เห็น​นั้น​มี​จริง” (ฮบ.11:1) ความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่ไร้เหตุผลหรือเพ้อฝัน เพราะเรื่องราวทั้งหมดมีรากฐานมาจากบุคคลหนึ่ง คือพระเยซู ผู้ที่ทรงมีชีวิตอยู่จริงในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ความเชื่อนี้ประกอบไปด้วยประสาทสัมผัสและเหตุผลของมนุษย์ แต่ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สองสิ่งนี้ ความเชื่อจำเป็นต้องมีมากกว่านั้น ฮีบรูบันทึกไว้ว่า “โดย​ความ​เชื่อ​นี้​เอง เรา​จึง​เข้าใจ​ว่า ​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​สร้าง​กัลป​จักรวาลด้วย​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​องค์ ดังนั้น​สิ่ง​ที่​มอง​เห็น​จึง​เป็น​สิ่ง​ที่​เกิด​จาก​สิ่ง​ที่​ไม่​ปรากฏ​ให้​เห็น” (ข้อ 3)

หลายครั้งจึงเป็นเรื่องยากที่เราจะเชื่อในสิ่งที่เราไม่อาจสัมผัส มองเห็น หรือเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่ความเชื่อของเราในพระคริสต์อันเกิดได้โดยพระวิญญาณนั้น จะช่วยให้เราเชื่อได้มากยิ่งกว่าสิ่งที่ตาของเรามองเห็น

เติบโตผ่านความเจ็บปวด

สมองนั้นมีขนาดเล็กมาก แต่ความเครียดทำให้มันเล็กลงได้อีก งานวิจัยล่าสุดเผยให้เห็นว่า ความเครียดสะสมทำให้สมองส่วนหน้าที่คอยจัดการกับอารมณ์ แรงกระตุ้น และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมนั้นหดตัวลง การหดตัวนี้เชื่อมโยงกับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ทำให้เห็นชัดเจนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นได้จากความเครียดที่สะสมมาทั้งชีวิต แต่ข่าวดีคือสมองสามารถยืดหยุ่นได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งทำให้สมองเยียวยาตัวเองได้ผ่านการฝึกปฏิบัติอย่างตั้งใจ เช่น การออกกำลังกาย การภาวนา และความสัมพันธ์ที่มีคุณค่า

ผู้เขียนสดุดี 119 เข้าใจแนวคิดเรื่องการเติบโตและการเยียวยาหลังจากท่านเผชิญความกดดันและความยากลำบาก “ดี​แล้ว​ที่​ข้า​พระ​องค์​ทุกข์​ยาก เพื่อ​ข้า​พระ​องค์​จะ​เรียนรู้​ถึง​กฎเกณฑ์​ของ​พระ​องค์” (ข้อ 71) ความทุกข์ยากแม้จะเจ็บปวดแต่ก็ได้กลายเป็นครูของผู้เขียนสดุดี และนำพาเราจากการ “หลงเจิ่น” จากพระเจ้าไปสู่การเลือก “ปฏิบัติ​ตาม​พระ​วจนะ​ของ​พระ​องค์” (ข้อ 67) ผู้เขียนยังแสดงความรู้สึกขอบคุณสำหรับยาขมของท่านและความดีของพระเจ้า (ข้อ 68) แม้รู้ว่าความทุกข์ยากและทรมานอาจทำให้ท่านอ่อนกำลัง แต่ท่านไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงใช้ประสบการณ์เหล่านั้นเพื่อหล่อหลอมและฟื้นฟูท่าน (ข้อ 66)

จิตวิญญาณของเราก็เหมือนกับสมองคือสามารถยืดขยายออกได้ พระเจ้าใช้การยืดขยายนี้เพื่อทำให้เกิดการเติบโตและการสร้างใหม่ พระเจ้าทรงใช้พระวจนะ การอธิษฐาน และมุมมองที่ได้รับการดลใจจากพระวิญญาณเพื่อเปลี่ยนผลกระทบของความยากลำบากที่เราเผชิญได้ พระองค์ทรงสามารถใช้ความทุกข์ยากของเราเพื่อการเติบโตฝ่ายวิญญาณ โดยทรงเปลี่ยนความเจ็บปวดให้เป็นจุดมุ่งหมาย

ภาพบนกำแพง

นักข่าวเซบาสเตียน ยังเกอร์ สมัยที่ยังหนุ่มเขาได้เดินทางท่องไปทั่วสหรัฐอเมริกาและเขียนถึงเรื่องนี้ไว้ วันหนึ่งในช่วงทศวรรษ 1980 เขาเข้าไปในห้องน้ำที่หมู่เกาะฟลอริดาคีย์และพบข้อความที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังขีดเขียนไว้บนผนัง ซึ่งส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่ผู้อพยพชาวคิวบา แต่มีข้อความหนึ่งที่โดดเด่นซึ่งดูเหมือนจะเขียนโดยชาวคิวบา ข้อความนั้นบอกว่า “ขอบคุณพระเจ้าที่คนอื่นๆที่เหลือในประเทศนี้อบอุ่นและเอาใจใส่ และต้อนรับฉันในปี 1962” ยังเกอร์ตั้งข้อสังเกตว่า “สิ่งที่เลวร้ายที่สุดเกี่ยวกับอเมริการวมถึงสิ่งที่ดีที่สุดต่างก็อยู่บนผนังห้องน้ำชาย”

เราจะตอบสนองต่อถ้อยคำที่เป็นพิษทำร้ายจิตใจซึ่งมักพบเจอบ่อยๆได้อย่างไร พระธรรมสุภาษิตให้คำแนะนำที่ดีเอาไว้ ซาโลมอนซึ่งเป็นผู้รวบรวมพระธรรมนี้ได้ใช้ภาพเปรียบเทียบที่คล้ายกันนี้ในการอธิบายบทที่ 15 ว่า “ปาก​ของ​คน​โง่​เท​ความ​โง่​ออกมา” (ข้อ 2) และ “ปาก​ของ​คน​ชั่ว​ร้าย​เท​สิ่ง​ชั่ว​ร้าย​ออก” (ข้อ 28) อย่างไรก็ตามพระธรรมบทนี้ได้เริ่มต้นด้วยยาถอนพิษนี้ว่า “คำตอบ​อ่อนหวาน​ช่วย​ละลาย​ความ​โกรธ​เกรี้ยว​ให้​หายไป” (ข้อ 1) และซาโลมอนกล่าวอีกว่า “ลิ้น​ที่​สุภาพ​เป็น​ต้นไม้​แห่ง​ชีวิต” (ข้อ 4) สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญเสมอคือการตอบสนองอย่างอดทน “ใจ​ของ​คน​ชอบธรรม​รำพึง​ว่า​จะ​ตอบ​อย่างไร” (ข้อ 28)

พระเจ้าจะทรงใช้คำพูดของเราอย่างไรเมื่อเราขอให้พระองค์ช่วยชั่งน้ำหนักคำพูดเหล่านั้นก่อนที่ปากกา แป้นพิมพ์หรือปากของเราจะพ่นพิษและคำหยาบคายใส่เพื่อนมนุษย์ ดังที่สุภาษิตกล่าวว่า “คำ​เดียว​ที่​ถูก​กา​ละ​ก็​ดี​จริงๆ” (ข้อ 23)

อย่าทำสิ่งนี้คนเดียว

เมื่อฉันเปิดคู่มือการประกอบชั้นวางหนังสือโดยมีแผ่นไม้และเครื่องมือวางกองเกลื่อนอยู่บนพื้นตรงหน้า ฉันเห็นแผนภาพประกอบที่แนะนำว่าควรทำและไม่ควรทำอะไรบ้าง แผนภาพหนึ่งที่มีเครื่องหมายกากบาทขนาดใหญ่อยู่ด้านบนสุดแสดงภาพของคนคนหนึ่งกำลังทำหน้านิ่วคิ้วขมวด จ้องมองกองแผ่นไม้และเครื่องมืออย่างงุนงงไม่ต่างกับฉันเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ส่วนทางขวามือเป็นภาพวิธีประกอบที่ “ถูกต้อง” สิ่งเดียวที่แตกต่างกันคือมีอีกคนอยู่ในภาพด้วย ทั้งสองคนมีรอยยิ้มบนใบหน้าขณะที่พวกเขาร่วมกันทำงาน

ฉันจึงไปหาสามีและบอกว่า “ในคู่มือบอกว่าฉันต้องการความช่วยเหลือจากคุณ” พร้อมเอาภาพนั้นให้เขาดู เขาหัวเราะและเราก็ประกอบชั้นหนังสือด้วยกัน ฉันจะดันทุรังพยายามหาทางประกอบชั้นนั้นเองก็ได้ แต่คู่มือนั้นพูดถูกที่ว่า ขั้นตอนทั้งหมดนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับทำคนเดียว

ในโรมบทที่ 12 เปาโลกระตุ้นเตือนผู้เชื่อใหม่ที่จะไม่พยายามดำเนินชีวิตในพระเยซูตามลำพัง คือแทนที่จะมองว่าพวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้และถือตัว “​เกิน​ที่​ตน​ควร​จะ​คิด” (ข้อ 3) แต่พวกเขาจำเป็นต้องมองว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่พึ่งพาอาศัยกัน โดยที่แต่ละอวัยวะต่างต้องการความช่วยเหลือจากกันและกัน (ข้อ 4-8)

ในขณะที่พระเยซูทรงช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะ “​รัก​กัน​ฉัน​พี่​น้อง” (ข้อ 10) เราก็จะได้สัมผัสกับชีวิตที่ “เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” กับผู้อื่น โดยไม่มีใครเลยที่ต้องเผชิญกับความขัดสน ความทุกข์โศก และความชื่นชมยินดี (ข้อ 13, 15) แต่เพียงลำพัง

ใช้ชีวิตให้ดีได้อย่างไร

เปโดรเป็นสาวกของพระเยซูเมื่ออายุห้าสิบปี เขาเคยเป็นคนโมโหร้าย ผูกพยาบาทและทำร้ายคนรอบข้าง เมื่อคริสตจักรให้คำปรึกษาแก่เขา เขารู้สึกเสียใจอย่างมากกับสิ่งที่ทำไปในอดีต “เวลาที่เหลืออยู่ของผมตอนนี้ มีน้อยกว่าเวลาที่ผมใช้ชีวิตมา” เขากล่าว “ผมอยากใช้มันให้ดี แต่จะทำอย่างไร”

เปโดรพบคำตอบจากแหล่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ นั่นคือลำดับวงศ์ตระกูล เมื่อเขาอ่านเรื่องราวของโมเสสที่สืบเชื้อสายจากพงศ์พันธุ์ของอาดัม เขาสังเกตเห็นว่ามีประโยคหนึ่งกล่าวซ้ำเพื่อบรรยายถึงลูกหลานของอาดัม “รวมอายุของ [ชื่อ]ได้ [จำนวน]ปี จึงสิ้นชีวิต” (ดู ปฐก.5:8, 11, 14, 17, 20, 27, 31) แต่ชายคนหนึ่งได้รับการบรรยายต่างออกไป

เอโนคได้รับการบรรยายว่าเป็นคนที่ “ดำเนินกับพระเจ้า” (ข้อ 22, 24) ท่านใกล้ชิดกับพระเจ้าและนั่นคือวิธีที่ท่านใช้ชีวิตในโลกนี้ เพราะความเชื่อของเอโนค “มีผู้เป็นพยานว่าท่านเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า” (ฮบ.11:5) เอโนคมีความไว้วางใจอย่างแน่วแน่ว่าพระเจ้าทรงเป็นใคร และในสิ่งที่พระองค์จะทรงกระทำเพื่อทุกคนที่แสวงหาพระองค์ (ข้อ 6) ท่านแสดงความวางใจในองค์ผู้ทรงฤทธิ์สูงสุดโดยการดำเนินตามและเชื่อฟังพระองค์ และเพราะท่านมีความเชื่อ พระเจ้าจึงไม่ได้ให้ท่านประสบกับความตายฝ่ายร่างกาย (ข้อ 5)

“ผมจะใช้ชีวิตให้ดีได้อย่างไร” เป็นคำถามของเปโดร “โดยการดำเนินกับพระเจ้า”

ชีวิตของเราในโลกนี้ไม่จำเป็นต้องสรุปสาระสำคัญด้วยตัวเลขเท่านั้น แต่สรุปได้โดยความเชื่อของเรา ด้วยการยอมให้พระเจ้าทรงกระทำกิจในหลากหลายวิธีซึ่งเกินกว่าที่เราจะนับได้

พระคุณพระเจ้าที่มีเพียงพอ

แมรี่ แฟลนเนอรี โอคอนเนอร์คือชื่อโดยกำเนิด แต่เธอเป็นที่รู้จักดีในชื่อแฟลนเนอรี โอคอนเนอร์ หนึ่งในนักเขียนที่มีชื่อเสียงทางตอนใต้ของอเมริกา เรื่องราวของเธอเต็มไปด้วยการทนทุกข์และพระคุณ เมื่ออายุสิบห้าพ่อที่เธอรักก็เสียชีวิตด้วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง โอคอนเนอร์ที่ใจสลายจึงทุ่มเทให้กับการเขียนนวนิยายเรื่องแรก ต่อมาไม่นานเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองที่ไม่มีทางรักษา ซึ่งคร่าชีวิตเธอไปเมื่ออายุสามสิบเก้าปี งานเขียนของเธอสะท้อนถึงความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจ อลิซ แมคเดอร์มอตต์นักเขียนนวนิยายกล่าวว่า “ฉันคิดว่าความเจ็บป่วยทำให้เธอเป็นนักเขียนอย่างที่เธอเป็น”

เราไม่รู้ว่า “หนามใหญ่” ของอัครทูตเปาโลคืออะไร (2 คร.12:7) แม้หลายคนเสนอข้อสรุปจากการคาดคะเน แต่เรารู้จากเปาโลว่า “ข้าพเจ้าวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าถึงสามครั้ง เพื่อขอให้มันหลุดไปจากข้าพเจ้า” (ข้อ 8) เรายังรู้อีกว่าพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต (ข้อ 9) เรื่องนี้ทำให้เปาโลถ่อมใจและเห็นว่าสิ่งนี้ทำให้ท่าน “ไม่ยกตัวเกินไป” (ข้อ 7) หนามใหญ่ของเปาโลก่อตัวขึ้นและทำให้ท่านเป็นอัครทูตอย่างที่ท่านเป็น แต่หนามนั้นก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะว่ามันมาพร้อมกับพระคุณที่เพียงพอและฤทธิ์เดชอันเต็มขนาดของพระเจ้า เพื่ออัครทูตที่ทุกข์ทรมานคนนี้จะประกาศว่า “ข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น” (ข้อ 10)

หนามใหญ่ในชีวิตของเราไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ล้วนช่วยสร้างเราขึ้น มันทำให้เราเป็นเรา แต่หนามนั้นก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็น ดังที่เปาโล แฟลนเนอรีและคนอื่นๆอีกนับไม่ถ้วนได้เป็นพยานมาในตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติว่า พระคุณของพระเจ้านั้นมีเพียงพอสำหรับเรา

นครที่ควรค่าแก่การแสวงหา

ในวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1925 เพอร์ซี่ ฟอว์เซ็ตต์ส่งจดหมายฉบับสุดท้ายถึงภรรยา ก่อนที่เขาจะเดินทางลึกเข้าไปในป่าที่ยังไม่มีในแผนที่ในบราซิล เขากำลังตามหานครที่ยิ่งใหญ่ตระการตาซึ่งสาบสูญไปตามตำนาน เขาตั้งใจว่าจะเป็นนักสำรวจคนแรกที่บอกตำแหน่งของนครนี้แก่โลกหลังจากมีการค้นหาอยู่หลายปี แต่ทีมนักสำรวจของเขาได้หายสาบสูญไป นครแห่งนี้ไม่เคยถูกค้นพบ และการสำรวจจำนวนมากก็ล้มเหลวเช่นกัน

ความกล้าหาญและความหลงใหลของเพอร์ซี่แม้จะน่าชื่นชม แต่กลับสูญเปล่าไปกับนครที่สาบสูญซึ่งไม่อาจเข้าถึงได้ หากพูดกันตรงๆแล้ว ในชีวิตเราก็มีเป้าหมายจำนวนมากที่ไม่อาจไปถึงได้ซึ่งมีอิทธิพลเหนือเราด้วยเช่นกัน แต่มีทรัพย์สมบัติที่แท้สำหรับเราทุกคนซึ่งควรค่าแก่การแสวงหาอย่างสุดใจ สุดกำลังและสุดความคิด

ในจดหมายฝากจากเปาโลถึงผู้เชื่อในเมืองฟีลิปปี ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า” (ฟป.3:8) ต่างจากนครในตำนานที่มีความมั่งคั่ง ชื่อเสียงหรืออำนาจ แต่การรู้จักพระเยซูและเชื่อในพระองค์เป็นทรัพย์สมบัติที่ไม่มีอะไรจะเทียบได้ เป้าหมายของโลกนี้ในเรื่องอำนาจหรือตำแหน่ง หรือแม้แต่การแสดงตนว่าเป็นผู้ชอบธรรมโดยการรักษาธรรมบัญญัติ ก็เทียบไม่ได้กับการรู้จักพระเยซู (ข้อ 6-7) เรากำลังใช้เวลาและพลังงานไปกับบางอย่างที่ไม่อาจเติมเต็มเราได้หรือไม่ ขอพระคริสต์ทรงช่วยเราที่จะสำรวจว่า “นคร” ใดที่เรากำลังตามหา

ขอบพระคุณด้วยใจถ่อม

ในวันขอบคุณพระเจ้าฉันโทรกลับบ้านเพื่อทักทายพ่อแม่ ขณะคุยกันฉันถามว่าแม่รู้สึกขอบคุณในเรื่องใดมากที่สุด ท่านพูดเสียงดังทันทีว่าที่รู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่สุดคือ “ลูกๆทั้งสามของแม่รู้จักร้องออกพระนามของพระเจ้า” สำหรับแม่ของฉันซึ่งเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษามาโดยตลอด แต่ก็ยังมีบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่าการที่ลูกๆเรียนหนังสือเก่งและดูแลตัวเองได้

ความรู้สึกของท่านทำให้ฉันนึกถึงสุภาษิต 22:6 “จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดินไป และเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่แล้วเขาจะไม่พรากจากทางนั้น” แม้ข้อนี้ไม่ใช่พระสัญญาแต่เป็นหลักการที่กอปรด้วยปัญญา และมีเด็กจำนวนมากที่หลงหายไปจากพระเจ้าอย่างน้อยก็ในช่วงหนึ่งของชีวิต แม่กับพ่อของฉันพยายามอย่างมากที่จะเลี้ยงดูพวกเราให้รักพระเจ้าด้วยความถ่อมใจและความยำเกรง (ข้อ 4) หลักๆแล้วก็ด้วยการดำเนินชีวิตที่เป็นแบบอย่าง เวลานี้โดยพระคุณของพระองค์ พวกท่านได้เห็นเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่และได้รับประโยชน์จากการมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระองค์ ตามที่กล่าวในข้อ 2 ว่า “พระเจ้าทรงสร้างเขาทั้งสิ้น” และแม้ว่าเด็กบางคนจะตอบสนองโดยการรักในคำสอนของพระคริสต์ แต่บางคนอาจใช้เวลานานกว่านั้นในการได้ยินเสียงของพระองค์ สำหรับเด็กๆที่มีคุณค่าเหล่านั้นอันเป็นที่รัก เรายังคงอธิษฐานเผื่อพวกเขาและวางใจในเวลาของพระองค์

การขอบคุณพระเจ้าด้วยความถ่อมใจของแม่ชี้ให้เห็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรักผู้ทรงเป็นที่ยำเกรงจะทรงประทานความมั่งคั่งฝ่ายวิญญาณในชีวิตนี้และหลังจากนั้น (ข้อ 4) และแม้ว่าเราไม่อาจควบคุมสิ่งที่เด็กจะเลือกทำได้ แต่เราวางใจในความหวังว่าพระเจ้าจะยังทรงทำงานในหัวใจของพวกเขาด้วยความรักต่อไป

จงนับพระพร

เมื่ื่อตอนที่ฉันยังเด็ก ฉันชอบเพลง “นับพระพร” ซึ่งเป็นบทเพลงนมัสการเก่าแก่ที่หนุนใจผู้คนที่ “มีภาระหนักมาก” และ “คิดว่าแบกไม่ไหว” ให้หันมา “นับพระพรย้อนนับดูทีละอัน” หลายปีต่อมาเมื่ออลันสามีของฉันท้อใจ เขามักจะขอให้ฉันร้องเพลงที่เรียบง่ายนี้ให้เขาฟัง จากนั้นฉันก็จะช่วยเขาแจกแจงพระพรของเขา การทำเช่นนี้ทำให้อลันหันเหความสนใจจากปัญหาและความสงสัยในตนเอง แล้วมุ่งความคิดไปที่พระเจ้าและเหตุผลของเขาที่จะขอบพระคุณ

พระธรรมเอสราบรรยายถึงประชากรของพระเจ้าที่เผชิญกับอุปสรรคอันท่วมท้นโดยการจดจ่อที่ฤทธิ์อำนาจและการจัดเตรียมของพระเจ้า หลังจากที่ทนทุกข์จากการตกเป็นเชลยในบาบิโลนเป็นเวลาหลายสิบปี กษัตริย์ไซรัสก็อนุญาตให้คนยิวที่ถูกกวาดต้อนมากลับไปยังอิสราเอลเพื่อสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ (อสร.1-2) คนส่วนน้อยเท่านั้นที่กลับมา (2:64) แม้พวกเขาจะ “กลัว...เหตุด้วยชนชาติทั้งหลาย” ที่อยู่ล้อมรอบ อีกทั้งมีภารกิจใหญ่อยู่ตรงหน้า พวกเขาก็ได้วางรากฐานของพระวิหารและก่อแท่นบูชาขึ้นใหม่ (3:3, 10) จากนั้น “เขาร้องเพลงตอบกัน สรรเสริญและโมทนาแด่พระเจ้าว่า ‘เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์ต่ออิสราเอล’ และประชาชนทั้งปวงก็โห่ร้องด้วยเสียงดังเมื่อเขาสรรเสริญพระเจ้า” (3:11)

หากคุณท้อใจหรือกำลังเผชิญกับอุปสรรคที่ดูเหมือนผ่านไปไม่ได้ ขอให้คุณหันความคิดของคุณมาหาพระเจ้า “หันมานับพระพร...ทีละอัน แปลกแต่จริงแน่แล้ว พระเจ้าทรงโปรดช่วยท่าน” แล้วคุณจะประหลาดใจที่พระองค์ยังทรงทำเช่นนั้นอยู่เพื่อผู้ที่รักพระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา