ละความกังวล
ฉันเดินไปที่ตู้ออกบัตรโดยสารของสายการบินเพื่อเช็คอินโดยใช้หมายเลขยืนยันซึ่งบันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือ แต่โทรศัพท์ฉันหาย! ฉันลืมทิ้งไว้ในรถที่มาส่ง แล้วฉันจะติดต่อคนขับรถรับจ้างที่มาส่งฉันได้อย่างไรกัน
ขณะที่ฉันกำลังพยายามเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปกับสัญญาณวายฟายของสนามบิน ฉันกังวลว่าจะสายเกินไป สามีของฉันสังเกตว่าโทรศัพท์ไม่ได้อยู่กับตัวฉันที่สนามบินผ่านทางแอพ และได้ส่งอีเมลให้ฉันแล้ว อีเมลนั้นรอฉันอยู่ทันทีที่เชื่อมต่อวายฟายได้ อีเมลของเขาบอกว่า “ส่งหมายเลขบริการสำหรับรถมา เดี๋ยวผมจัดการให้เอง” สามีของฉันเข้ามาจัดการเรื่องต่างๆให้ ทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงสันติสุขในทันที
นี่เป็นส่วนหนึ่งของสันติสุขที่ฉันเชื่อว่าพระเจ้าทรงต้องการให้เราได้สัมผัสในความสัมพันธ์ที่เรามีกับพระองค์ผ่านทางพระคริสต์ 1 เปโตร 5:7 เตือนเราว่า “จงละความกระวนกระวายของ [เรา] ไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใย [เรา]” พระคัมภีร์ข้อนี้บอกว่าพระเจ้าทรงต้องการรับเอาความวิตกกังวลของเราไป เพราะเหตุใด ก็เพราะพระองค์ทรงห่วงใยเราอย่างยิ่ง เราสามารถมอบความกังวลที่มีไว้กับพระเจ้า แทนที่จะปล่อยให้มันวนเวียนอยู่ในหัวเมื่อเราพยายามหาทางออก
การละความกระวนกระวายไว้กับพระเจ้าเป็นรูปแบบหนึ่งของความถ่อมใจที่ยอมรับว่า พระองค์ทรงจัดการกับความกังวลของเราได้ดีกว่าตัวเรา (ข้อ 6) แม้บางสิ่งอาจเกิดขึ้นและทำให้เราต้องทนทุกข์ (ข้อ 10) แต่เราสามารถพักสงบในการดูแลและการจัดเตรียมของพระองค์ได้
ท่าทางในการอธิษฐาน
การต่อสู้กับโรคเรื้อรังเป็นเวลานานทำให้จิมมี่ต้องเจ็บปวดอย่างมาก แม้เขาปรารถนาจะใช้เวลากับพระเจ้าทุกเช้า อธิษฐานต่อพระองค์ และใคร่ครวญพระวจนะ แต่เขาไม่พบวิธีที่จะจัดวางร่างกายบนเก้าอี้โดยไม่เจ็บปวด เขาขยับไปมาแต่ก็ยังเจ็บอยู่ ในที่สุดเขาก็คุกเข่าลงด้วยความสิ้นหวัง ขณะที่ทำเช่นนั้น ท่าอธิษฐานนี้กลับทำให้ความเจ็บปวดทรมานนั้นลดลง เช้าวันต่อๆมา จิมมี่ใช้เวลากับพระเจ้าโดยการคุกเข่าลง เขารู้สึกสบายแม้ขณะที่อธิษฐานต่อพระองค์
เยโฮชาฟัทพระราชาแห่งยูดาห์เผชิญกับการต่อสู้เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ความเจ็บปวดแต่เป็นศัตรูที่มาคุกคาม (2 พศด.20:1-2) พระองค์ “กลัว และมุ่งแสวงหาพระเจ้า” (ข้อ 3) ประชากรทั้งสิ้นในยูดาห์ก็แสวงหา “ความช่วยเหลือจากพระเจ้า” เช่นกัน (ข้อ 4) พระเจ้าทรงได้ยินคำอธิษฐานของพวกเขา และพระวิญญาณของพระองค์เสด็จมาสถิตกับคนเลวีคนหนึ่งชื่อยาฮาซีเอล ผู้ถ่ายทอดข้อความปลอบประโลมใจนี้แก่กษัตริย์ “อย่ากลัวเลย และอย่าท้อถอย...พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน” (ข้อ 15, 17) เยโฮชาฟัท “โน้มพระเศียรก้มพระพักตร์ของพระองค์ลงถึงดิน” และคนทั้งปวง “ได้กราบลงต่อพระเจ้า นมัสการพระเจ้า” (ข้อ 18)
ในช่วงเวลาที่เจ็บปวดและยากลำบาก เรามักสัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ใกล้ด้วยวิธีการอันน่าครั่นคร้าม เมื่อพระองค์ทรงช่วยให้เรายอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระองค์ และดำเนินชีวิตตามท่าทีในการอธิษฐานในใจของเรา เราจะพบความสบายใจและความสงบสุขในพระองค์
ทางของพระเจ้าคือความรัก
เพราะมีเวลาว่างเหลือเฟือ แผนในเดือนถัดไปของฉันจึงเน้นที่การรับใช้ผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในขณะที่ช่วยเพื่อนใหม่ ฉันสะดุดล้มจนแขนหักสามส่วน ทันใดนั้นฉันก็กลายเป็นผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือแทน คนของพระเจ้าดูแลฉันด้วยการเยี่ยมเยียน การ์ดของขวัญ ดอกไม้ โทรศัพท์ ข้อความ คำอธิษฐาน อาหาร (รวมทั้งช็อคโกแลตหนึ่งกล่อง) และไปทำธุระแทน ไม่น่าเชื่อว่าครอบครัว เพื่อน และสมาชิกคริสตจักรจะใจดีขนาดนี้! ราวกับพระเจ้ากำลังตรัสว่า “นั่งลงเถิด เจ้าต้องการความช่วยเหลือ เจ้าจะเห็นว่าการดูแลเอาใจใส่เป็นเช่นไร” เพราะพวกเขาฉันจึงรู้จักการรับใช้ด้วยหัวใจ และรู้สึกขอบคุณพระเจ้าสำหรับผู้อื่นมากขึ้น
เพื่อนผู้เชื่อช่วยเหลือฉันอย่างเต็มใจตามอย่างที่เปาโลสอนสมาชิกคริสตจักรในกรุงโรมให้ปฏิบัติตาม (รม.12) เปาโลหนุนใจพวกเขาหลายอย่าง ทั้งการรักด้วยใจจริง อุทิศตนต่อกันด้วยความรัก ให้เกียรติกันและกัน และแบ่งปันแก่ผู้ที่ขัดสน (ข้อ 9-13) เปาโลสอนหลักความเชื่อแก่พวกเขาในจดหมายทั้งฉบับ ท่านยังแบ่งปันด้วยว่าชีวิตในพระคริสต์ไม่ใช่ศาสนศาสตร์ที่จับต้องไม่ได้ แต่ปรากฏให้เห็นในชีวิตประจำวันของเรา (บทที่ 12-16) ทางของพระเจ้าคือความรัก การรับและส่งต่อความรักของพระองค์แก่ผู้อื่นเป็นหนึ่งในหลายวิธีที่สำแดงถึงความรักที่พระองค์ทรงมีต่อเรา
ขณะที่เรามองหาและค้นพบวิธีการรับใช้ผู้คนในคริสตจักรหรือชุมชนในแต่ละวันนั้น พวกเขาจะได้รับการหนุนน้ำใจ เราจะได้รับพร และพระเจ้าจะได้รับการสรรเสริญ
เสาะหาโดยพระเจ้า
เดวิด อัทตอลเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านการรับรู้และความเข้าใจที่ศึกษาเรื่องระบบนำทางแต่กลับมีปัญหาเรื่องการหาเส้นทางไปสถานที่ต่างๆ นี่ไม่ใช่ปัญหาใหม่สำหรับเขา ย้อนกลับไปเมื่อเขาอายุสิบสามปี ครั้งหนึ่งเขาหลงทางเป็นเวลาสองวันครึ่งขณะเดินป่า อัทตอลยอมรับว่าเขายังมีปัญหากับทิศทางง่ายๆในชีวิต บางคนเป็นนักนำทางโดยธรรมชาติ พวกเขารู้แน่ชัดว่าตนอยู่ที่ไหนและจะไปยังที่ที่ต้องการได้อย่างไร แต่คนที่เป็นเหมือนอัทตอลกลับพบกับความยากลำบากแม้จะมีเส้นทางบอกไว้อย่างชัดเจน และมักจะหลงทางบ่อยๆ
ผู้เขียนสดุดีก็รู้สึกสับสนและหลงทางเช่นกัน “ข้าพระองค์หลงเจิ่นดังแกะที่หายไป ขอทรงเสาะผู้รับใช้ของพระองค์ เพราะข้าพระองค์ไม่ลืมพระบัญญัติของพระองค์” (สดด.119:176) ท่านเปรียบตัวเองเป็นแกะที่หลงหายไป แม้ว่าแกะจะเป็นสัตว์ที่มีคุณค่า แต่ก็ขึ้นชื่อว่าดื้อรั้นและบางครั้งก็พลัดหลงกับคนเลี้ยงทำให้มันต้องพึ่งพาความช่วยเหลือ ทักษะการนำทางฝ่ายวิญญาณของผู้เขียนสดุดีเสื่อมถอยลง และประสาทสัมผัสฝ่ายวิญญาณในการบอกทิศทางก็เลือนหายไป ดังนั้นท่านจึงต้องการให้พระเจ้าทรงเสาะหาตัวท่านและประทาน “ความเข้าใจ” (ข้อ 169) ให้แก่ท่าน
เมื่อเราหลงเจิ่นจากการดูแลของพระเจ้า พระองค์ทรงรักเรามากพอที่จะแสวงหาและนำเรากลับมาหาพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงช่วยให้เราเข้าใจพระวจนะและดำเนินตาม “พระบัญญัติของพระองค์” (ข้อ 172) เราก็จะหลีกเลี่ยงการหลงทางฝ่ายวิญญาณได้
ดำเนินในความสว่างของพระคริสต์
เมื่อตอนที่หลานสาวสองคนของฉันยังเด็ก พวกเขาจะคะยั้นคะยอชวนฉันเล่นเกมหลังอาหารเย็น พวกเขาจะปิดไฟทั้งหมดในบ้าน แล้วเราจะเดินสวนกันไปมาในความมืด คว้าตัวกันไว้แล้วก็หัวเราะ พวกเขาสนุกกับการทำให้ตัวเองกลัวด้วยการเลือกที่จะเดินในความมืด โดยที่รู้ว่าพวกเขาสามารถเปิดไฟได้ทุกเมื่อ
ในจดหมายถึงผู้เชื่อพระเยซูในยุคแรก อัครสาวกยอห์นพูดถึงการเลือกเดินในความมืดอีกแบบหนึ่ง 1 ยอห์น 1:6 เอ่ยถึงบาปว่าเป็น “ความมืด” การดำเนินในความมืดไม่ใช่การพลั้งเผลอชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการเลือกที่จะอยู่ในความผิดต่อไปเรื่อยๆ ยอห์นเตือนเราว่าพระเจ้าองค์บริสุทธิ์ของเรา “ทรงเป็นความสว่าง” และ “ความมืดในพระองค์ไม่มีเลย” (ข้อ 5) ดังนั้นเมื่อเราอ้างว่ามีความสัมพันธ์กับพระองค์แต่ยังคงตั้งใจทำบาปต่อไป “เราก็พูดมุสา และไม่ได้ดำเนินชีวิตตามความจริง” (ข้อ 6) พระเยซูผู้ทรงเป็นความสว่างของโลกเสด็จมาเพื่อที่ “ผู้ที่ตาม[พระองค์]มาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต” (ยน.8:12)
โดยพระคุณของพระเจ้า หลังจากที่เราหลงไปในความมืดฝ่ายวิญญาณและกลับใจมาหาพระองค์แล้ว เราจะสามารถดำเนินในความสว่างของพระองค์ได้อีกครั้ง คือในเส้นทางและน้ำพระทัยของพระองค์ พระองค์จะ “ทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (1 ยน.1:9) เมื่อเราดำเนินชีวิตในการเชื่อฟังพระเจ้าเท่านั้น เราจึงได้ชื่นชมในพระพรแห่งการร่วมสามัคคีธรรมกับพระองค์และผู้เชื่อคนอื่นๆอย่างเต็มเปี่ยม (ข้อ 7)
สองคนดีกว่า
การปีนน้ำตกดันส์ริเวอร์ในจาไมก้าเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น น้ำตกไหลลงมาบนโขดหินเรียบขณะมุ่งหน้าออกสู่ทะเลแคริบเบียน เป็นความท้าทายที่นักปีนเขาต้องฝ่ากระแสน้ำเพื่อขึ้นไปให้ถึงยอด สำหรับวัยรุ่นชื่อเจดับเบิ้ลยู สิ่งนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเขามีความบกพร่องทางสายตาโดยสามารถมองเห็นได้เพียงเท่ารูเข็ม
แต่เจดับเบิ้ลยูตั้งใจที่จะปีนขึ้นไป และโจไซยาห์เพื่อนของเขาก็เต็มใจที่จะร่วมทีมกับเขา โจไซยาห์เป็นดวงตาให้เจดับเบิ้ลยู โดยคอยบอกเขาว่าหินลื่นก้อนไหนที่ควรหลีกเลี่ยง และควรวางมือกับเท้าไว้ตรงไหน และเจดับเบิ้ลยูเป็นหัวใจของโจไซยาห์ โดยแสดงให้เขาเห็นว่าความกล้าหาญเป็นอย่างไร
ชีวิตส่วนใหญ่ก็เหมือนกับการปีนผาที่น่ากลัวนั้น เราไม่ควรเดินไปตามลำพัง กษัตริย์ซาโลมอนชี้ให้เราเห็นความจริงข้อนี้ว่า “สองคนดีกว่าคนเดียว เพราะว่าเขาทั้งสองได้รับผลของงานดี” (ปญจ.4:9) ทั้งโจไซยาห์และเจดับเบิ้ลยูพยายามทำสิ่งที่พิเศษ และที่พวกเขาทำได้ก็เพราะว่าเขาร่วมมือกัน พระธรรมตอนนี้ยังกล่าวต่อไปว่า “ถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น” (ข้อ 10) แต่ไม่มีใครล้มและไม่มีใครที่ล้มเหลว พวกเขาบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
แผนการของพระเจ้าสำหรับมนุษย์ซึ่งซาโลมอนได้นำเสนอไว้อย่างชัดเจนและแสดงให้เห็นเป็นจริงแล้วโดยวัยรุ่นสองคนนี้ คือให้เราทำงานร่วมกัน งานที่พระเจ้าทรงเรียกให้เราทำนั้นควรทำร่วมกับผู้อื่น โดยให้แต่ละคนใช้ทักษะและความรู้สึกที่พระเจ้าประทานให้เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ทำให้คนอื่นมองเห็นพระองค์
โมทนาขอบพระคุณพระเจ้า
ประเทศแคนาดาและเกาะเซนต์ลูเซียฉลองวันขอบคุณพระเจ้าซึ่งเป็นวันหยุดในเดือนตุลาคม ประเทศไลบีเรียกำหนดวันขอบคุณพระเจ้าไว้ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียกำหนดเป็นวันหยุดประจำปีในช่วงปลายเดือน ประเทศอื่นๆรวมถึงสหราชอาณาจักร บราซิล รวันดา และฟิลิปปินส์ มีวันหยุดอย่างไม่เป็นทางการเพื่อแสดงถึงการขอบพระคุณพระเจ้า
มีบางอย่างที่ทรงพลังเกิดขึ้นเมื่อชนชาติหนึ่งร่วมกันแสดงการขอบพระคุณอย่างพร้อมเพรียง นี่คือภาพที่เราเห็นเมื่อกษัตริย์ดาวิดรวบรวมชนชาติอิสราเอลมาเพื่อแสดงการขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับการประทับอยู่ การปกป้องคุ้มครอง และพระสัญญาของพระองค์ เป็นการเฉลิมฉลองการกลับคืนมาของ “หีบของพระเจ้า”(1พศด.16:1) ประชาชนชื่นชมยินดีที่หีบซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการประทับอยู่ของพระเจ้าท่ามกลางพวกเขาอยู่ที่เยรูซาเล็ม ขณะที่ดาวิดนำอิสราเอลในการสรรเสริญ พระองค์ย้ำเตือนพวกเขาถึงการปกป้องคุ้มครองของพระเจ้าในขณะที่ชนชาติอิสราเอลพิชิตดินแดนคานาอัน (ข้อ 18-22) รวมถึงเฉลิมฉลองความสัตย์ซื่อของพระองค์ในการทำให้พระสัญญานั้นสำเร็จด้วย (ข้อ 15)
หากคุณฉลองวันขอบคุณพระเจ้ากับเพื่อนและครอบครัว ลองพิจารณาที่จะให้งานนี้เป็นการรวมตัวกันเพื่อแสดงความกตัญญู และใคร่ครวญประสบการณ์ของคุณเรื่องการประทับอยู่ การปกป้องคุ้มครอง และพระสัญญาของพระเจ้าในปีที่ผ่านไป ไม่ว่าคุณจะอาศัยอยู่ในประเทศที่เฉลิมฉลองวันขอบคุณพระเจ้าอย่างเป็นทางการหรือไม่ เราแต่ละคนสามารถจัดเวลาเพื่อ“โมทนาขอบพระคุณพระเจ้าเพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์” (ข้อ 34)
ความสนิทสนมกับพระเจ้า
ในหนังสือ บุรุษผู้ทรงเกียรติ (Man of Honor) เรย์ พริตชาร์ดเล่าเรื่องที่เขาเดินเที่ยวในสุสาน และพบป้ายหลุมศพของชายคนหนึ่งพร้อมคำไว้อาลัยที่ยาวเหยียด จากนั้นเขาก็ได้บรรยายถึงคำจารึกบนหลุมศพลูกชายของชายคนดังกล่าวที่สะดุดตามากกว่าว่า “ชายผู้ซื่อตรงอย่างไร้ข้อกังขา” พริตชาร์ดเขียนไว้ว่า “คำห้าคำที่สรุปทั้งชีวิต เวลากว่าหกสิบปีถูกกลั่นออกมาเป็นคำห้าคำ แต่บอกเล่าความจริงได้อย่างน่าทึ่ง”
ในสดุดี 15:1 เราพบคำถามที่ถามถึงบุคคลประเภทหนึ่งว่า “ผู้ใดจะอาศัยอยู่ในพลับพลาของพระองค์ ผู้ใดจะอยู่บนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์” (ข้อ 1) คำตอบนั้นเกี่ยวข้องกับความซื่อตรง โดยตีความจากคำว่า “หาที่ติมิได้” ในข้อ 2 ที่บอกว่า “ผู้ที่ดำเนินชีวิตอย่างหาที่ติมิได้และปฏิบัติให้ถูกต้องตามธรรม และพูดความจริงจากจิตใจของตน” (ข้อ 2) คำถาม (ข้อ 1) และคำตอบ (ข้อ 2) เมื่อรวมกันแล้วหมายถึงการสนิทสนมกับพระเจ้า ส่วนที่เหลือของสดุดีบทนี้เป็นการสรุปทั้งในแง่ที่ดีและไม่ดี ว่าชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้ามีลักษณะอย่างไร
เมื่อเรามีความสนิทสนมใกล้ชิดกับพระเจ้า เราจะสำแดงชีวิตที่มีความซื่อตรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิธีการที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่นตามที่พระวิญญาณทรงช่วยเรา (ดู มธ.22:34-40; 1ยน.3:16-18) นี่เป็นลักษณะของชีวิตที่เราถือปฏิบัติเมื่อเราเชื่อและติดตามพระเยซู ผู้ทรงดำเนินชีวิตในความสนิทสนมอย่างสมบูรณ์กับพระบิดาของพระองค์
เข้าถึงได้ทางพระคริสต์
ตอนเป็นนักข่าวใหม่ๆ ฉันเรียนรู้อย่างรวดเร็วถึงพลังของ “บัตรผ่านสื่อมวลชน” บัตรใบนี้ซึ่งแสดงชื่อ รูปถ่าย และสังกัดสื่อมวลชนของฉัน ทำให้ฉันได้เข้าถึงเพื่อพบและสัมภาษณ์นักกีฬาและคนดังก่อนหรือหลังงานสำคัญๆ
แต่หลังจากที่ฉันต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ฉันก็ตระหนักว่ากีฬาและอาชีพการงานได้กลายเป็นรูปเคารพของฉันไปเสียแล้ว หลังจากเดินตามการทรงเรียกของพระเจ้าให้ทำอย่างอื่น ฉันทำบัตรผ่านสื่อมวลชนหายไป แต่ได้รับสิทธิ์เข้าถึงพระบัลลังก์แห่งฟ้าสวรรค์ของพระเจ้าโดยการอธิษฐาน เนื่องด้วยการสิ้นพระชนม์เป็นเครื่องบูชาและการทรงเป็นขึ้นของพระเยซู
ผู้เขียนหนังสือฮีบรูชี้ให้เห็นว่ามีการเลือกมหาปุโรหิตจากบรรดาคนอิสราเอล โดยเจาะจงเฉพาะเชื้อสายของอาโรน และแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของมนุษย์ต่อหน้าพระเจ้า มีเพียงท่านนี้เท่านั้นที่สามารถเข้าไปในอภิสุทธิสถานในพระวิหารได้ปีละหนึ่งครั้งเพื่อ “นำเครื่องบรรณาการและเครื่องบูชามาถวาย” เพื่อลบล้างบาปของท่านและของประชาชน (5:1) เพราะท่านเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง
จากนั้นพระคริสต์ได้เสด็จมา ทรงเป็นมหาปุโรหิตผู้ยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบของเรา เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ ม่านในพระวิหารขาดออก และสิ่งที่กั้นระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ก็ถูกกำจัดออกไป (มธ.27:51)
เนื่องจากองค์พระผู้ไถ่ผู้เปี่ยมด้วยความรักได้ทำให้เราคืนดีกับพระบิดาของพระองค์ เราจึงมีอิสระที่จะอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลาย จงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะได้รับพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ” (ฮบ.4:16)
ช่างเป็นสิทธิพิเศษอย่างยิ่งที่เราสามารถเข้าไปถึงห้องแห่งพระบัลลังก์ของพระเจ้าขณะที่เราสนทนากับพระองค์ในการอธิษฐาน