Category  |  ODB

พระเยซู พี่น้องของเรา

บริดเจอร์ วอล์คเกอร์ อายุเพียงหกขวบเท่านั้นตอนที่สุนัขอันตรายตัวนั้น วิ่งตรงเข้ามาหาน้องสาวของเขา โดยสัญชาตญาณบริดเจอร์ได้กระโดดเข้าขวางหน้าเพื่อปกป้องเธอจากการจู่โจมอันดุดันของหมาตัวนั้น หลังได้รับการรักษาฉุกเฉินและเย็บแผลบนใบหน้า 90 เข็ม บริดเจอร์พูดถึงสิ่งที่เขาทำว่า “ถ้ามีใครจะต้องตาย ผมคิดว่าคนนั้นควรเป็นผม” น่าดีใจที่ศัลยแพทย์ช่วยรักษาแผลบนใบหน้าของเขาจนหาย แต่ความรักของพี่ชายคนนี้ยังปรากฏอยู่ในภาพถ่ายล่าสุดที่เขากำลังกอดน้องสาวอยู่ ความรักนั้นยังคงแข็งแกร่งเหมือนเช่นที่ผ่านมา

ในอุดมคตินั้นสมาชิกในครอบครัวคือผู้ที่ดูแลห่วงใยเรา พี่น้องที่แท้จริงจะเข้ามาช่วยเมื่อเราตกอยู่ในปัญหาและอยู่เคียงข้างเมื่อเรากลัวและโดดเดี่ยว แต่ในความเป็นจริงแม้แต่พี่น้องที่ดีที่สุดก็ไม่สมบูรณ์แบบ และบางคนยังถึงกับทำร้ายเรา แต่เรามีพี่น้องคนหนึ่งคือพระเยซูผู้คอยอยู่เคียงข้างเราเสมอ พระธรรมฮีบรูบอกเราว่าพระคริสต์ ผู้สำแดงความรักอันถ่อมใจ เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวโดยทรงร่วม “สายโลหิต” และเป็นเหมือนเรา คือ “เป็นเหมือนกับพี่น้องทุกอย่าง” (2:14, 17) สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พระเยซูทรงเป็นพี่น้องที่แท้จริงที่สุดของเรา และพระองค์ทรงยินดีที่จะเรียกเราว่าเป็น “พี่น้องกัน” กับพระองค์ (ข้อ11)

เราพูดถึงพระเยซูว่าทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นมิตรสหาย และเป็นกษัตริย์ของเรา พระองค์ทรงเป็นทุกอย่างนั้นจริงๆ แต่พระเยซูทรงเป็นพี่น้องของเราด้วย ทรงมีประสบการณ์ในความกลัวและการทดลอง ความผิดหวังหรือความเสียใจเหมือนกับมนุษย์ทุกอย่าง พระองค์ผู้เป็นพี่น้องของเราทรงอยู่เคียงข้างเราเสมอ

เดียวดายแต่ไม่ถูกลืม

เมื่อคุณฟังเรื่องราวของพวกเขา เป็นที่ชัดเจนว่าสิ่งที่ยากที่สุดของการเป็นนักโทษคือความโดดเดี่ยวและความเหงา อันที่จริงแล้ว มีการศึกษาหนึ่งแสดงให้เห็นว่านักโทษส่วนใหญ่ไม่ว่าจะถูกจองจำนานแค่ไหน จะมีเพื่อนหรือผู้ที่รักมาเยี่ยมเพียง 2 ครั้งในตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในห้องขัง ความเหงาจึงเป็นความจริงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

ผมคิดภาพว่าโยเซฟคงรู้สึกเจ็บปวดขณะที่อยู่ในเรือนจำ ท่านถูกกล่าวโทษความผิดอย่างไม่เป็นธรรม ท่านมีความหวังอันริบหรี่จากการที่พระเจ้าทรงช่วยให้ท่านแก้ความฝันได้อย่างถูกต้องให้กับเพื่อนผู้ต้องขังที่บังเอิญเป็นคนที่กษัตริย์ไว้วางใจ โยเซฟบอกกับเขาว่า เขาจะได้กลับไปรับตำแหน่งเดิมและขอให้คนนั้นบอกกับฟาโรห์เรื่องของโยเซฟเพื่อโยเซฟจะได้รับอิสรภาพ (ปฐก.40:14) แต่ชายคนนั้น “มิได้ระลึกถึงโยเซฟ กลับลืมเขาเสีย” (ข้อ 23) โยเซฟต้องรออีกสองปี ในช่วงสองปีแห่งการรอคอยโดยไม่มีสัญญาณใดว่าสถานการณ์ของท่านจะเปลี่ยนแปลง โยเซฟไม่เคยอยู่ตัวคนเดียว เพราะพระเจ้าทรงอยู่กับท่าน ในที่สุด คนรับใช้ของฟาโรห์ก็จำได้ถึงคำสัญญาของเขาและโยเซฟก็ได้ถูกปล่อยตัวหลังจากแก้ความฝันได้ถูกต้องอีกครั้ง (41:9-14)

ไม่ว่าสถานการณ์อะไรที่ทำให้รู้สึกว่าเราถูกลืม และความรู้สึกเหงาหรือเดียวดายใดๆที่คืบคลานเข้ามา เราสามารถยึดพระสัญญาที่พระเจ้าทรงยืนยันกับลูกๆของพระองค์ไว้ได้ว่า “เราจะไม่ลืมเจ้า” (อสย.49:15)

วิธีที่แตกต่าง

เมื่อแมรี่ สเลสเซอร์ล่องเรือไปยังประเทศคาลาบาร์ในแอฟริกา (ปัจจุบันคือไนจีเรีย) ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1800 เธอกระตือรือร้นที่จะสานต่องานเผยแพร่ศาสนาของเดวิด ลิฟวิ่งสโตน งานที่ได้รับมอบหมายชิ้นแรกของเธอคือการสอนในโรงเรียนขณะที่อยู่ร่วมกับเพื่อนมิชชันนารีด้วยกัน สิ่งนี้ทำให้เธอมีภาระใจในการรับใช้ที่แตกต่างออกไป ดังนั้นแมรี่จึงทำในสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักในพื้นที่นั้น คือเธอได้ย้ายเข้าไปอยู่กับคนที่เธอทำงานด้วย เธอเรียนภาษาของพวกเขา ใช้ชีวิตแบบพวกเขา และกินอาหารของพวกเขา และเธอยังรับดูแลเด็กหลายสิบคนที่ถูกทอดทิ้ง เป็นเวลาเกือบสี่สิบปีที่เธอได้นำทั้งความหวังและพระกิตติคุณไปยังผู้ที่ต้องการ

อัครทูตเปาโลทราบถึงความสำคัญในการตอบสนองความขัดสนของผู้ที่อยู่รอบข้างเรา ท่านกล่าวในพระธรรม 1 โครินธ์ 12:4-5 ว่า “ของประทานนั้นมีต่างๆกัน แต่มีพระวิญญาณองค์เดียวกัน” และ “งานรับใช้มีต่างๆกัน แต่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกัน” ดังนั้นท่านจึงได้รับใช้ผู้คนในด้านที่คนเหล่านั้นต้องการ ตัวอย่างเช่น “ต่อคนอ่อนแอข้าพเจ้าก็เป็นคนอ่อนแอ” (9:22)

คริสตจักรแห่งหนึ่งที่ผมรู้จักเมื่อเร็วๆนี้ได้ประกาศเปิดตัวการทำพันธกิจชื่อว่า “ทุกความสามารถ” โดยจัดให้สถานที่นั้นไม่มีอุปสรรคขัดขวางใดๆ ทำให้คนไร้ความสามารถหรือผู้พิการก็สามารถเข้าถึงการนมัสการได้ นี่เป็นความคิดแบบเปาโลที่เอาชนะใจผู้คนและทำให้พระกิตติคุณเบ่งบานในชุมชน

ขณะที่เราดำเนินชีวิตโดยความเชื่อต่อหน้าคนรอบข้าง ขอพระเจ้าทรงนำ ให้เราใช้วิธีที่ใหม่และแตกต่างเพื่อแนะนำพระเยซูให้พวกเขาได้รู้จัก

พระเจ้าผู้สัตย์ซื่อเป็นนิตย์

เมื่อซาเวียร์ยังเป็นเด็กประถมฉันขับรถไปรับส่งเขาที่โรงเรียน วันหนึ่งมีเรื่องที่ไม่เป็นตามแผนเกิดขึ้น ฉันไปรับเขาสาย เมื่อจอดรถฉันก็อธิษฐานอย่างลนลานขณะวิ่งไปที่ห้องเรียนของเขา ฉันพบเขากอดเป้และนั่งอยู่บนม้านั่งข้างๆครู “แม่ขอโทษนะมิโจ ลูกไม่เป็นอะไรนะ” ลูกชายถอนหายใจ “ผมไม่เป็นไรครับ แต่ผมโกรธที่แม่มาสาย” ฉันจะว่าเขาได้อย่างไรในเมื่อฉันก็โกรธตัวเองเหมือนกัน ฉันรักลูกแต่ฉันรู้ว่ามีหลายครั้งทีเดียวที่ฉันทำให้เขาผิดหวัง และฉันรู้ด้วยว่าวันหนึ่งเขาอาจรู้สึกผิดหวังในพระเจ้าด้วย ดังนั้นฉันจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะสอนเขาว่า พระเจ้าไม่เคยผิดสัญญาและพระองค์จะไม่มีวันผิดสัญญา

สดุดี 33 หนุนใจเราให้เฉลิมฉลองความสัตย์ซื่อของพระเจ้าด้วยการสรรเสริญเปรมปรีดิ์ (ข้อ 1-3) เพราะ “พระวจนะของพระเจ้าเที่ยงธรรม และพระราชกิจของพระองค์ก็สำเร็จด้วยความซื่อสัตย์” (ข้อ 4) ผู้เขียนใช้โลกนี้ที่พระเจ้าทรงสร้างเป็นหลักฐานอันชัดเจนถึงฤทธิ์อำนาจและความน่าเชื่อถือของพระองค์ (ข้อ 5-7) และเรียกร้องให้เราผู้เป็น “บรรดาชาวพิภพทั้งปวง” นมัสการพระเจ้า (ข้อ 8)

เมื่อแผนการเกิดผิดพลาดหรือมีคนทำให้เราผิดหวัง เราอาจถูกล่อลวงให้รู้สึกผิดหวังในพระเจ้า อย่างไรก็ตาม เราสามารถวางใจในความน่าไว้วางใจของพระเจ้าเพราะแผนการพระองค์ “ตั้งมั่นคงเป็นนิตย์” (ข้อ 11) เราสรรเสริญพระเจ้าได้แม้ในเวลาที่มีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้น เพราะพระผู้สร้างผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยความรักนั้นทรงค้ำชูทุกๆอย่างและทุกๆคน พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อเป็นนิตย์

ฉันคือใคร

โรเบิร์ต ทอดด์ ลินคอล์นมีชีวิตอยู่ภายใต้เงาของพ่อ คืออับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีผู้เป็นที่รักของชาวอเมริกัน หลังจากที่ท่านเสียชีวิตไป เป็นเวลานานทีเดียวที่ความเป็นตัวตนของโรเบิร์ตได้ถูกกลืนหายไปด้วยชื่อเสียงอันท่วมท้นของพ่อ เพื่อนสนิทของลินคอล์นชื่อนิโคลัส เมอร์เรย์ บัตเลอร์ ได้เขียนไว้ว่าโรเบิร์ตมักจะพูดว่า “ไม่มีใครอยากได้ผมเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการสงคราม พวกเขาต้องการลูกของอับราฮัม ลินคอล์น ไม่มีใครอยากได้ผมเป็นอัครราชทูตไปอังกฤษ พวกเขาอยากได้ลูกชายของอับราฮัม ลินคอล์น ไม่มีใครอยากได้ผมเป็นประธานบริษัทพูลแมน พวกเขาอยากได้ลูกของอับราฮัม ลินคอล์น

ความอึดอัดใจเช่นนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่กับแค่บรรดาลูกๆของบุคคลผู้มีชื่อเสียง เราทุกคนล้วนคุ้นเคยกับความรู้สึกที่ว่าเราไม่มีค่าในตัวตนที่เราเป็น แต่ไม่มีที่ใดที่คุณค่าอันลึกซึ้งที่เรามีจะชัดเจนไปกว่าการที่พระเจ้าทรงรักเรา

อัครทูตเปาโลรู้ว่าเราเป็นใครในบาปของเรา และเรากลายเป็นใครในพระคริสต์ ท่านเขียนไว้ว่า “ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม” (รม.5:6) พระเจ้าทรงรักเราเพราะสิ่งที่เราเป็น แม้ในเวลาที่เราแย่ที่สุด! เปาโลได้เขียนว่า “แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (ข้อ 8) พระเจ้าทรงให้คุณค่าแก่เรามากเหลือเกิน จนยอมให้พระบุตรของพระองค์เสด็จไปที่กางเขนแทนเรา

เราคือใคร เราคือบุตรที่รักของพระเจ้า แล้วเราจะต้องการอะไรอีกเล่า

พระเจ้าในทุกๆวันของเรา

หลังจากการผ่าตัดที่ไม่ประสบผลสำเร็จ คุณหมอบอกโจแอนว่าอีก 5 สัปดาห์เธอจะต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้ง ขณะที่เวลาผ่านไปความกังวลก็ก่อตัวขึ้น โจแอนและสามีเป็นผู้สูงอายุและครอบครัวก็อยู่ไกล พวกเขาต้องขับรถมายังเมืองที่ไม่คุ้นเคยและต้องผ่านระบบที่ซับซ้อนของโรงพยาบาล อีกทั้งยังต้องอยู่ภายใต้การดูแลของคุณหมอผู้เชี่ยวชาญคนใหม่

แม้สถานการณ์จะดูหนักหนาสาหัส แต่พระเจ้าทรงดูแลพวกเขา ระหว่างการเดินทางระบบนำทางในรถของพวกเขาเกิดขัดข้อง แต่พวกเขาก็ยังมาถึงทันเวลาเพราะมีแผนที่กระดาษอยู่ พระเจ้าทรงประทานสติปัญญาให้แก่พวกเขา ที่โรงพยาบาลมีศิษยาภิบาลคนหนึ่งอธิษฐานกับพวกเขาและเสนอที่จะช่วยเหลือพวกเขาในวันนั้น พระเจ้าทรงประทานการช่วยเหลือให้แก่พวกเขา หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้ว โจแอนได้รับข่าวดีคือการผ่าตัดประสบผลสำเร็จ

แม้เราอาจไม่ได้รับการเยียวยาหรือช่วยกู้ทุกๆครั้ง แต่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและอยู่ใกล้ผู้ที่อ่อนแอเสมอ ไม่ว่าคนหนุ่มสาว คนชรา หรือผู้ด้อยโอกาส หลายร้อยปีที่แล้วเมื่อการถูกจับไปเป็นเชลยในบาบิโลนทำให้คนอิสราเอลอ่อนแอลง อิสยาห์ได้เตือนพวกเขาว่าพระเจ้าเป็นผู้ที่อุ้มชูพวกเขามาตั้งแต่เกิดและจะทรงดูแลพวกเขาต่อไป พระเจ้าทรงตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะว่า “จนกระทั่งเจ้าแก่ เราก็คือ พระองค์นั้น เราจะอุ้มเจ้าจนเจ้าถึงผมหงอก” (อสย.46:4)

พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งเราในเวลาที่เราต้องการพระองค์มากที่สุด พระองค์สามารถจัดหาสิ่งที่เราต้องการและทรงเตือนเราว่า พระองค์ทรงอยู่กับเราในทุกๆช่วงของชีวิต พระองค์คือพระเจ้าในทุกๆวันของเรา

ความเดือดร้อนที่ดีเพื่อพระเจ้า

วันหนึ่งนักเรียนชั้นป.6 คนหนึ่งสังเกตเห็นเพื่อนกำลังใช้มีดโกนเล็กๆกรีดแขนตัวเอง เธอพยายามจะทำในสิ่งที่ถูกต้องจึงได้แย่งเอามีดโกนมาแล้วโยนทิ้งไป น่าประหลาดที่เธอไม่ได้รับคำชมแต่กลับถูกพักการเรียนเป็นเวลา 10 วัน เหตุผลก็คือเธอมีมีดโกนไว้ในครอบครองแม้ในเวลาสั้นๆ ซึ่งเป็นข้อห้ามของโรงเรียน เมื่อมีคนถามว่าเธอจะทำแบบนั้นอีกไหม เธอตอบว่า “แม้ว่าหนูจะถูกลงโทษ... แต่หนูก็จะทำแบบนั้นอีก” เช่นเดียวกันกับการกระทำของเด็กหญิงคนนี้ที่พยายามทำดีจนเกิดปัญหาขึ้นกับตัวเอง (ต่อมามีการยกเลิกคำสั่งพักการเรียน) การกระทำของพระเยซูที่ทรงนำแผ่นดินของพระเจ้าเข้ามาแทรกแซง ทำให้พระองค์เกิดความเดือดร้อนในทางที่ดีกับพวกผู้นำศาสนา

ฟาริสีตีความว่าการที่พระเยซูรักษาชายคนหนึ่งที่มือลีบเป็นการฝ่าฝืนกฎของพวกเขา พระคริสต์บอกพวกเขาว่าถ้าคนของพระเจ้าได้รับอนุญาตให้ช่วยสัตว์ที่ตกอยู่ในอันตรายในวันสะบาโต “มนุษย์คนหนึ่งย่อมประเสริฐยิ่งกว่าแกะมากทีเดียว” (มธ.12:12) เพราะว่าพระเยซูคือพระผู้เป็นเจ้าแห่งวันสะบาโต พระองค์จึงสามารถกำหนดได้ว่าสิ่งใดทรงอนุญาตและสิ่งใดไม่ทรงอนุญาต (ข้อ 6-8) แม้ทรงรู้ว่าจะทำให้ผู้นำศาสนาไม่พอใจ พระองค์ก็ยังรักษามือของชายผู้นั้นให้หายเป็นปกติ (ข้อ 13-14)

บางครั้งผู้เชื่อในพระคริสต์อาจต้องพบกับ “ความเดือดร้อนที่ดี” คือการทำสิ่งที่ถวายเกียรติพระองค์โดยการช่วยผู้ที่อยู่ในความเดือนร้อน แต่อาจทำให้ บางคนไม่พอใจ เมื่อเราทำโดยที่พระเจ้าทรงนำเรา นั่นคือเรากำลังเลียนแบบพระเยซูและแสดงให้เห็นว่าผู้คนนั้นสำคัญกว่ากฎเกณฑ์และพิธีกรรม

แตกต่างกันได้ในพระเยซู

นักวิเคราะห์ธุรกิจชื่อฟรานซิส อีแวนส์เคยทำการศึกษาพนักงานขายประกัน 125 คนเพื่อค้นหาสิ่งที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ น่าประหลาดใจที่ความสามารถไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ แต่อีแวนส์พบว่าลูกค้ามีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าจากพนักงานขายที่มีความคิดเห็นทางการเมือง มีการศึกษา และแม้แต่ความสูงที่เหมือนกัน นักวิชาการเรียกสิ่งนี้ว่า โฮโมฟิลี (homophily) คือแนวโน้มของการชอบคนที่มีความคล้ายคลึงกับเรา

แนวโน้มที่ชอบคนที่คล้ายกับเรานี้เกิดขึ้นในด้านอื่นๆของชีวิตด้วย คือการที่เรามักจะแต่งงานและคบเพื่อนที่คล้ายกับเรา โดยธรรมชาตินั้นแนวโน้มเช่นนี้อาจเป็นอันตรายได้หากไม่มีการควบคุม เพราะเมื่อเราเลือกเฉพาะคนที่ “เป็นเหมือนเรา” สังคมอาจเกิดการแตกแยกในความคิดเห็นด้านเชื้อชาติ การเมือง และเศรษฐกิจ

ในช่วงศตวรรษแรก ชาวยิวอยู่เฉพาะกับชาวยิว ชาวกรีกอยู่เฉพาะกับชาวกรีก คนรวยและคนจนจะไม่ปะปนกัน แต่ในพระธรรมโรม 16:1-16 เปาโลพูดถึงคริสตจักรในกรุงโรมโดยรวมเอาปริสคาและอาควิลลา (ชาวยิว) เอเปเนทัส (กรีก) เฟบี (ผู้ “สงเคราะห์คนหลายคน” จึงน่าจะเป็นผู้มีฐานะ) และฟีโลโลกัส (ชื่อที่ใช้ทั่วไปสำหรับทาส) ผู้คนที่แตกต่างกันเหล่านี้มารวมตัวกันเพราะใคร เพราะพระเยซู ซึ่งในพระองค์นั้น “จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท” (กท.3:28)

เป็นเรื่องธรรมชาติที่เราต้องการใช้ชีวิต ทำงาน และไปคริสตจักรกับคนที่เหมือนเรา แต่พระเยซูทรงผลักดันให้เราทำมากกว่านั้น ในโลกที่ผู้คนแตกแยกกันไปตามเส้นแบ่งหลายๆอย่าง พระองค์ทรงทำให้เราเป็นคนที่แตกต่างแต่ไม่แตกแยก โดยรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะครอบครัวของพระองค์

แสงสว่างเล็กๆนับพัน

วนอุทยานดิสมอลส์แคนยอนทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐอลาบาม่า เป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี นักท่องเที่ยวจะมากันเยอะในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ซึ่งเป็นเวลาที่ตัวอ่อนของริ้นฟักตัวออกมากลายเป็นหนอนเรืองแสง ในเวลากลางคืนหนอนเรืองแสงเหล่านี้จะเปล่งแสงสีฟ้าแพรวพราย และการอยู่รวมตัวกันของหนอนนับพันตัวเหล่านี้ก่อให้เกิดแสงสว่างอันน่าทึ่ง

อัครทูตเปาโลได้เขียนถึงผู้เชื่อในพระคริสต์ว่าเป็นเหมือนหนอนเรืองแสงนี้เช่นกัน ท่านอธิบายว่า “เพราะว่าเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า” (อฟ.5:8) แต่บางครั้งเราสงสัยว่า “แสงสว่างเล็กๆของฉัน” จะมีความหมายอะไร เปาโลไม่ได้แนะนำให้เราทำคนเดียว ท่านเรียกให้เราเป็น “ลูกของความสว่าง” (ข้อ 8) และอธิบายว่าเรา “เข้าส่วนได้รับมรดกด้วยกันกับธรรมิกชนในความสว่าง” (คส.1:12) การเป็นความสว่างในโลกนั้นเป็นการกระทำที่ร่วมมือกัน เป็นการทำงานของพระกายพระคริสต์ เป็นการทำงานของคริสตจักร เปาโลตอกย้ำเรื่องนี้ด้วยภาพของเราที่เป็น “หนอนเรืองแสง” ที่นมัสการร่วมกัน “ปราศรัยกันด้วยเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงสรรเสริญ” (อฟ.5:19)

เมื่อเราเกิดท้อใจและคิดว่าคำพยานชีวิตของเราเป็นเพียงจุดเล็กๆท่ามกลางความมืดมิดของผู้ที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า เวลานั้นให้เรามีความมั่นใจจากพระคัมภีร์ เราไม่ได้อยู่ตามลำพัง เมื่อเราร่วมมือกันตามการทรงนำของพระเจ้า เราจะสร้างความแตกต่างและเปล่งแสงอันงดงาม เหมือนกับที่ชุมนุมของหนอนเรืองแสงที่ดึงดูดความสนใจของคนได้อย่างมากมาย

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา