สติปัญญาที่เราต้องมี
ในหนังสืออันน่าจดจำชื่อว่า มหาภัยไวรัสล้างโลก จอห์น เอ็ม. แบร์รี่ผู้เขียนเล่าเรื่องการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในค.ศ. 1918 แบร์รี่เปิดเผยว่าแทนที่จะตั้งตัวไม่ทัน แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้คาดการณ์และเตรียมป้องกันล่วงหน้ากับการระบาดครั้งใหญ่ได้อย่างไร พวกเขากลัวว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มีกองทหารหลายแสนนายอัดแน่นอยู่ในสนามเพลาะและกำลังเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนจะแพร่กระจายเชื้อไวรัสชนิดใหม่นี้ออกไป แต่ความรู้นี้ก็ไม่ได้ช่วยหยุดหายนะครั้งนั้นได้ ผู้นำที่มีอำนาจต่างลั่นกลองรบมุ่งเข้าหาความรุนแรง นักระบาดวิทยาได้ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตในการระบาดนั้นห้าสิบล้านคน เพิ่มเข้าไปกับอีกประมาณยี่สิบล้านคนที่ถูกสังหารอย่างโหดร้ายในสงคราม
เราได้เห็นกันแล้วหลายต่อหลายครั้งว่าความรู้ของมนุษย์นั้นไม่มีทางเพียงพอที่จะช่วยเราให้รอดพ้นจากความชั่วร้าย (สภษ.4:14-16) แม้เราจะสะสมความรู้ไว้มากมายและนำเสนอความคิดเห็นที่ยอดเยี่ยม เรายังคงไม่สามารถหยุดความเจ็บปวดที่เราทำร้ายกันและกัน เราไม่สามารถหยุด “ทางของคนชั่วร้าย” วิถีทางอันโง่เขลาที่เกิดขึ้นซ้ำซากนี้นำไปสู่ “ความมืดทึบ” แม้เราจะมีความรู้ที่ดีที่สุด แต่เราก็ยังไม่รู้ว่า “[เรา]สะดุดอะไร” (ข้อ 19)
นี่เป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใดเราจึงต้อง “เอาปัญญา และเอาความรอบรู้” (ข้อ 5) ปัญญาสอนเราว่าต้องทำอย่างไรกับความรู้ และปัญญาที่แท้จริงซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมีนี้มาจากพระเจ้า ความรู้ของเราไม่เคยเพียงพอ แต่พระปัญญาของพระเจ้าให้สิ่งที่เราจำเป็นต้องมีเสมอ
ทางเลือก
ไม่กี่สัปดาห์หลังจากการเสียชีวิตของเพื่อนรักคนหนึ่ง ฉันได้พูดคุยกับแม่ของเธอ ฉันลังเลที่จะถามว่าท่านเป็นอย่างไรบ้างเพราะฉันคิดว่าอาจเป็นคำถามที่ไม่ค่อยเหมาะ เนื่องจากท่านกำลังเศร้าเสียใจ แต่ฉันขจัดความลังเลนั้นออกไปและถามคำถามง่ายๆว่าท่านไหวไหม ท่านตอบฉันว่า “แม่อยากจะบอกว่า แม่เลือกความชื่นชมยินดี”
คำพูดของท่านช่วยฉันไว้ในวันนั้นขณะที่ฉันพยายามต่อสู้ให้หลุดพ้นจากสถานการณ์ที่ไม่น่าพึงใจนักในชีวิตของตัวเอง และถ้อยคำนั้นก็ยังทำให้ฉันนึกถึงคำสั่งของโมเสสต่อคนอิสราเอลในช่วงท้ายของเฉลยธรรมบัญญัติ ก่อนที่โมเสสจะเสียชีวิตและก่อนที่คนอิสราเอลจะเข้าไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา พระเจ้าต้องการให้พวกเขารู้ว่าพวกเขามีทางเลือก โมเสสบอกว่า “ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย...ไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิต” (ฉธบ.30:19) พวกเขาสามารถเลือกที่จะทำตามพระบัญญัติของพระเจ้าและมีชีวิตที่ดี หรือเลือกที่จะหันเหไปจากพระองค์และมีชีวิตอยู่กับผลแห่ง “ความตายและสิ่งร้าย” (ข้อ 15)
เราเองต้องเลือกว่าจะมีชีวิตอย่างไรด้วยเช่นกัน เราอาจเลือกความชื่นชมยินดีโดยการเชื่อและวางใจในพระสัญญาของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรา หรืออาจเลือกที่จะจดจ่อกับส่วนที่เป็นด้านลบและยากลำบากของเส้นทางที่เราเดินอยู่ แล้วปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นขโมยเอาความชื่นชมยินดีไปจากเรา เราจะต้องฝึกฝนและพึ่งพาให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยเรา แต่เราสามารถเลือกความยินดี โดยรู้ว่า “พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง” (รม.8:28)
จะมีอะไรที่ดีไปกว่านี้
เอริคได้ยินเรื่องความรักของพระเยซูที่มีต่อเขาเมื่อตอนอายุยี่สิบต้นๆ เขาเริ่มไปคริสตจักรซึ่งที่นั่นเขาได้พบคนที่ช่วยให้เขารู้จักพระคริสต์ดียิ่งขึ้น ไม่นานหลังจากนั้นพี่เลี้ยงของเอริคจึงมอบหมายให้เขาสอนเด็กชายกลุ่มเล็กๆที่คริสตจักร ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาพระเจ้าทรงนำให้เอริคมีใจที่จะช่วยคนหนุ่มสาวที่มีความเสี่ยงในเมืองของเขา ไปเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ และมีน้ำใจไมตรีต่อเพื่อนบ้าน โดยทุกอย่างนี้เพื่อพระเกียรติแด่พระเจ้า ตอนนี้เอริคในวัยห้าสิบปลายๆ ได้เล่าว่าเขารู้สึกขอบพระคุณที่ได้เรียนรู้ถึงการรับใช้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ “ใจของผมท่วมท้นไปด้วยความต้องการที่จะแบ่งปันความหวังที่ผมพบในพระเยซู จะมีอะไรดีไปกว่าการได้รับใช้พระองค์เล่า”
ทิโมธียังเป็นเด็กตอนที่แม่และยายมีอิทธิพลต่อความเชื่อของเขา (2 ทธ.1:5) และเขาน่าจะเพิ่งเริ่มเป็นหนุ่มตอนที่พบกับอัครทูตเปาโล ผู้เห็นศักยภาพในการรับใช้พระเจ้าของทิโมธีและได้เชิญให้เขามาร่วมการเดินทางเพื่อทำพันธกิจ (กจ.16:1-3) เปาโลกลายเป็นพี่เลี้ยงของเขาในงานรับใช้และในการดำเนินชีวิต ท่านหนุนใจทิโมธีให้ศึกษา ให้มีความกล้าเมื่อเผชิญกับคำสอนเท็จ และให้ใช้ความสามารถของเขาเพื่อรับใช้พระเจ้า (1ทธ.4:6-16)
เพราะอะไรเปาโลจึงต้องการให้ทิโมธีสัตย์ซื่อในการรับใช้พระเจ้า ท่านเขียนไว้ว่า “เพราะว่าเรามีความหวังใจในพระเจ้าผู้ดำรงพระชนม์ พระผู้ช่วยให้รอดของคนทั้งปวง” (ข้อ 10) พระเยซูทรงเป็นความหวังของเราและเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของโลกนี้ แล้วจะมีอะไรดีไปกว่าการรับใช้พระองค์
พร้อมที่จะไป
ในช่วงการระบาดของโคโรนาไวรัส หลายคนต้องทนทุกข์กับการสูญเสียผู้เป็นที่รักไป ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2020 ครอบครัวผมก็ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งเมื่อบี คราวเดอร์คุณแม่วัยเก้าสิบห้าปีของผมได้เสียชีวิตลงแม้ไม่ใช่จากโรคโควิด 19 ก็ตาม และเช่นเดียวกับหลายๆครอบครัวที่เราไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อแสดงความเสียใจ เพื่อยกย่องชีวิตของท่าน หรือเพื่อหนุนใจกันและกัน เราใช้รูปแบบอื่นแทนในการยกย่องอิทธิพลแห่งความรักของท่าน และเราได้รับการปลอบประโลมอย่างมากมายจากการที่ท่านยืนยันว่า ถ้าพระเจ้าเรียกท่านกลับบ้าน ท่านก็พร้อมและไม่รอช้าที่จะไป ความหวังอันมุ่งมั่นนี้ปรากฏให้เห็นอย่างมากเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ และในขณะที่ท่านกำลังเผชิญหน้ากับความตาย
ขณะเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังจะมาถึง เปาโลเขียนไว้ว่า “เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กำไร...ข้าพเจ้าลังเลใจอยู่ในระหว่างสองฝ่ายนี้ คือว่า ข้าพเจ้ามีความปรารถนาที่จะจากไปเพื่ออยู่กับพระคริสต์ ซึ่งประเสริฐกว่ามากนัก แต่การที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ในร่างกายนี้ก็จำเป็นมากสำหรับพวกท่าน” (ฟป.1:21, 23-24) แม้มีความปรารถนาที่ถูกต้องที่จะอยู่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น แต่เปาโลก็พร้อมสำหรับบ้านในสวรรค์ของท่านกับพระคริสต์
ความมั่นใจเช่นนี้เปลี่ยนมุมมองของเราในการก้าวจากชีวิตนี้ไปสู่ชีวิตหน้า ความหวังที่เรามีช่วยปลอบประโลมใจผู้อื่นได้เป็นอย่างดีในช่วงเวลาแห่งการสูญเสียของพวกเขา แม้เราจะเศร้าเสียใจเมื่อสูญเสียผู้เป็นที่รัก แต่ผู้เชื่อในพระเยซูไม่เสียใจเหมือนอย่างคนอื่นๆ “ที่ไม่มีความหวัง” (1ธส.4:13) ความหวังอันแท้จริงเป็นของคนเหล่านั้นที่รู้จักพระองค์
พบชีวิต
สำหรับเบร็ทแล้วการก้าวเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยคริสเตียนและศึกษาด้านพระคัมภีร์เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะตลอดทั้งชีวิตเขาได้คลุกคลีอยู่กับคนที่รู้จักพระเยซู ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่คริสตจักร และเขาเองได้เตรียมตัวกระทั่งว่าจะเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อมุ่งประกอบอาชีพที่เป็น “งานคริสเตียน”
แต่เมื่ออายุได้ยี่สิบเอ็ดปี ขณะที่เขานั่งอยู่ในที่ประชุมเล็กๆในคริสตจักรชนบทเก่าแก่แห่งหนึ่งและฟังศิษยาภิบาลเทศนาจากพระธรรม 1 ยอห์น เขาได้พบสิ่งหนึ่งที่น่าตกใจว่า ที่ผ่านมาเขาพึ่งพาความรู้และองค์ประกอบภายนอกของศาสนาแต่เขาไม่เคยได้รับความรอดในพระเยซูอย่างแท้จริง เขารู้สึกว่าวันนั้นพระคริสต์ทรงเร้าใจเขาด้วยข้อความที่จริงจังว่า “เจ้าไม่รู้จักเรา!”
ข้อความของยอห์นนั้นชัดเจนว่า “ผู้ใดเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ ผู้นั้นก็เกิดจากพระเจ้า” (1ยน.5:1) เรา “มีชัยเหนือโลกนี้” ได้ (ข้อ 4) ด้วยความเชื่อในพระเยซูเท่านั้น ไม่ใช่เพราะความรู้เกี่ยวกับพระองค์ แต่เป็นความเชื่อวางใจอันลึกซึ้งด้วยใจจริงซึ่งแสดงออกเป็นความเชื่อในสิ่งที่พระองค์กระทำเพื่อเราบนไม้กางเขน วันนั้นเบร็ทได้มอบความเชื่อวางใจไว้ในพระคริสต์ผู้เดียว
วันนี้ ความรักอันลึกซึ้งของเบร็ทที่มีต่อพระเยซูและความรอดในพระองค์ไม่ใช่สิ่งที่เป็นความลับ แต่ส่งเสียงดังและชัดเจนทุกครั้งที่เขาก้าวไปที่ธรรมมาสน์และเทศนาในฐานะศิษยาภิบาลคนหนึ่ง เขาคือศิษยาภิบาลของผม
“พระเจ้าประทานชีวิตนิรันดร์แก่เรา และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์ ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต” (ข้อ 11-12) สำหรับทุกคนที่พบชีวิตในพระเยซู นี่เป็นคำย้ำเตือนที่ทำให้อบอุ่นใจเหลือเกิน!
ผมเห็นพ่อแล้ว!
นักทัศนมาตรได้ช่วยหนูน้อยแอนเดรียสวัยสามขวบปรับแว่นตาคู่แรกของเขา เธอบอกแอนเดรียสว่า “ส่องกระจกสิคะ” แอนเดรียสมองไปที่เงาสะท้อนของตนในกระจก จากนั้นเขาหันไปหาพ่อด้วยรอยยิ้มแห่งความรักและความดีใจ แล้วพ่อของแอนเดรียสก็ค่อยๆเช็ดน้ำตาที่แก้มของลูกชายและถามว่า “ร้องไห้ทำไมลูก” แอนเดรียสโอบแขนรอบคอของพ่อ “ผมเห็นพ่อแล้ว” เขาถอยออกมา เอียงคอและจ้องไปที่ตาพ่อ “ผมเห็นพ่อแล้ว!”
ขณะที่เราศึกษาพระคัมภีร์ด้วยใจอธิษฐาน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานดวงตาที่เราจะมองเห็นพระเยซูผู้ “ทรงเป็นพระฉายของพระเจ้า” (คส.1:15) อย่างไรก็ตาม แม้การมองเห็นของเราจะชัดเจนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ขณะที่เราเติบโตในความรู้ผ่านทางพระคัมภีร์ เรายังคงเห็นได้เพียงชั่วขณะเดียวของความยิ่งใหญ่อันไร้ขีดจำกัดของพระเจ้าก่อนที่จะถึงนิรันดร์กาล เมื่อเวลาในโลกนี้ของเราสิ้นสุดลงหรือเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาตามพระสัญญา เราจะเห็นพระองค์อย่างชัดเจน (1 คร.13:12)
เราจะไม่ต้องใช้แว่นตาพิเศษในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีนั้น เมื่อเราเห็นพระคริสต์หน้าต่อหน้าและรู้จักพระองค์เหมือนที่ทรงรู้จักเราแต่ละคน ผู้เป็นสมาชิกในพระกายของพระคริสต์ที่พระองค์ทรงรัก คือคริสตจักร พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงเติมเราด้วยความเชื่อ ความหวัง และความรักที่เราจำเป็นต้องมี เพื่อที่จะยืนหยัดอย่างมั่นคงจนกว่าเราจะได้จ้องมองไปที่องค์พระผู้ช่วยให้รอดที่รักและทรงพระชนม์อยู่ และกล่าวว่า “ข้าพระองค์เห็นพระองค์แล้ว พระเยซูเจ้าข้า ข้าพระองค์เห็นแล้ว!”
ผลงานชิ้นเอกที่ถูกบดบัง
ในหนังสือ ดิ แอตแลนติก อาเธอร์ ซี. บรูคส์ ผู้เขียนได้เล่าถึงการไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกู้กงในประเทศไต้หวัน ที่มีการรวบรวมศิลปะจีนไว้มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก มัคคุเทศก์ประจำพิพิธภัณฑ์ได้ถามว่า “คุณคิดถึงอะไรเมื่อผมขอให้คุณลองจินตนาการถึงงานศิลปะขึ้นมาอย่างหนึ่งที่ยังไม่ได้เริ่ม” บรูคส์ตอบว่า “น่าจะเป็นผืนผ้าใบที่ว่างเปล่า” มัคคุเทศก์คนนั้นตอบว่า “มีวิธีมองอีกแบบหนึ่ง คืองานศิลปะนั้นมีอยู่แล้ว และหน้าที่ของศิลปินคือเพียงแค่เปิดเผยมันออกมา”
ในเอเฟซัส 2:10 คำว่าฝีพระหัตถ์ บางครั้งแปลว่า “ฝีมือช่างผู้ชำนาญ” หรือ “ผลงานชิ้นเอก” มาจากคำภาษากรีกคือ โพเอมา ซึ่งกลายมาเป็นคำว่าโพเอทรี ในภาษาอังกฤษที่แปลว่าบทกลอน พระเจ้าทรงสร้างเราให้เป็นงานศิลปะคือบทกวีที่มีชีวิต ถึงกระนั้นศิลปะของเราได้ถูกบดบังเอาไว้ ตามที่กล่าวไว้ว่า “ท่านตายแล้วโดยการละเมิด และการบาป” (ข้อ 1) คำพูดของมัคคุเทศก์คนนั้นแปลความได้ว่า “ศิลปะ (แห่งชีวิตเรา)นั้นมีอยู่แล้ว และเป็นหน้าที่ของพระเจ้าองค์อัครศิลปินที่จะเปิดเผยมันออกมา” แท้จริงแล้ว พระเจ้าทรงกำลังรื้อฟื้นให้เราคืนสู่สภาพเดิมที่เป็นผลงานชิ้นเอกของพระองค์ “พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วย
พระกรุณา...ทรงกระทำให้เรามีชีวิต” (ข้อ 4-5)
เมื่อเราเผชิญปัญหาและความยากลำบาก เรายังคงอุ่นใจได้ที่รู้ว่าพระเจ้าผู้เป็นองค์อัครศิลปินกำลังทำหน้าที่อยู่ “เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำกิจอยู่ภายในท่าน ให้ท่านมีใจปรารถนา ทั้งให้ประพฤติตามชอบพระทัยของพระองค์” (ฟป.2:13) ขอให้รู้ว่าพระเจ้ากำลังกระทำกิจอยู่ภายในเราเพื่อจะเปิดเผยผลงานชิ้นเอกของพระองค์
การออกแบบอันงดงาม
ทีมนักวิจัยนานาชาติได้สร้างโดรนปีกกระพือที่เลียนแบบการเคลื่อนไหวของนกชนิดหนึ่ง นั่นคือนกแอ่น ซึ่งเป็นนกที่สามารถบินได้เร็วถึง 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถบินโฉบเฉี่ยว พุ่งตัวลง หักเลี้ยว และหยุดอย่างกะทันหันได้ แต่โดรนติดปีกออร์นิทอปเตอร์นี้ยังทำได้ไม่เท่ากับนก นักวิจัยท่านหนึ่งกล่าวว่า นก “มีกล้ามเนื้อหลายชุดที่ทำให้พวกมันบินได้เร็วอย่างเหลือเชื่อ ทั้งการพับปีก การบิดปีก การเปิดช่องปีกและการลดพลังงาน เขายอมรับว่าความพยายามของทีมยังคงเลียนแบบได้เพียงแค่ “10 เปอร์เซ็นต์ของการบินแบบธรรมชาติ”
พระเจ้าทรงประทานความสามารถอันน่าทึ่งให้สัตว์ทั้งหลายในโลกของเรา การสังเกตและใคร่ครวญความเชี่ยวชาญในสัตว์เหล่านั้นอาจเป็นที่มาของสติปัญญาให้กับเราได้ พวกมดสอนเราเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมอาหาร ตัวกระจงผาทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของที่กำบังที่มั่นคง และตั๊กแตนสอนเราถึงพลังของการรวมตัวกัน (สภษ.30:25-27)
พระคัมภีร์บอกเราว่า “[พระเจ้า]ทรงสถาปนาพิภพไว้ด้วยสติปัญญาของพระองค์” (ยรม.10:12) และตอนท้ายของทุกขั้นตอนในกระบวนการทรงสร้างนั้น พระองค์ทรงรับรองว่าสิ่งที่ทรงทำเสร็จแล้วนั้น “ดี” (ปฐก.1:4, 10, 12, 18, 21, 25, 31) พระเจ้าองค์เดียวกันนี้ผู้ทรงสร้างนกที่ “บินไปมาข้ามฟ้าเหนือแผ่นดิน” (ข้อ 20) เป็นผู้ประทานความสามารถให้เรานำสติปัญญาของพระองค์มาประกอบกับการใช้เหตุผลของเราเอง วันนี้ให้คุณใคร่ครวญว่าคุณจะได้เรียนรู้อะไรบ้าง จากการออกแบบอันงดงามของพระองค์ในโลกแห่งธรรมชาตินี้
มีโอกาสน้อยที่สุด
ฮอลลีวูดได้มอบสายลับที่ดึงดูดความสนใจเป็นพิเศษให้กับเรา เขาขับรถแอสตันมาร์ตินส์ที่เฉิดฉายและรถสปอร์ตสุดหรูอื่นๆ แต่อดีตหัวหน้าซีไอเอ จอนนา เมนเดซ ให้ภาพความจริงที่ตรงกันข้าม เธอกล่าวว่า สายลับต้องเป็น “ชายร่างเล็กผมสีดอกเลา” เป็นคนธรรมดาๆไม่เฉิดฉาย “คุณต้องการให้พวกเขาเป็นคนที่ถูกลืมอย่างง่ายดาย” สายลับที่ดีที่สุดคือคนที่ดูเหมือนสายลับน้อยที่สุด
เมื่อผู้สอดแนมสองคนของอิสราเอลเข้าไปในเมืองเยรีโค ราหับเป็นผู้ซ่อนพวกเขาจากทหารของกษัตริย์ (ยชว.2:4) เธอดูเหมือนเป็นคนที่มีโอกาสน้อยที่สุดที่พระเจ้าจะว่าจ้างให้เป็นตัวแทนหน่วยสืบราชการลับ เพราะมีสามข้อที่คัดค้านเธอ ได้แก่ เธอเป็นชาวคานาอัน เป็นผู้หญิงและเป็นโสเภณี แต่ราหับเริ่มเชื่อในพระเจ้าของคนอิสราเอล “พระเจ้าของท่านเป็นพระเจ้าของสวรรค์เบื้องบน” (ข้อ 11) เธอซ่อนผู้สอดแนมของพระเจ้าไว้ใต้ป่านบนหลังคา ช่วยเหลือในการหลบหนีของพวกเขาอย่างกล้าหาญ พระเจ้าประทานบำเหน็จเพื่อตอบแทนความเชื่อของเธอ “ส่วนราหับหญิงโสเภณี และครอบครัวบิดาของนาง และสารพัดที่เป็นของนาง โยชูวาได้ไว้ชีวิต” (6:25)
บางครั้งเราอาจรู้สึกว่าเรามีโอกาสน้อยที่สุดที่พระเจ้าจะทรงใช้ บางทีเราอาจมีข้อจำกัดทางร่างกาย ไม่รู้สึก “เฉิดฉาย” พอที่จะเป็นผู้นำ หรือมีอดีตที่มัวหมอง แต่ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยผู้เชื่อ “ธรรมดาๆ” ที่พระเจ้าทรงไถ่ คนเช่นราหับที่ได้รับภารกิจพิเศษเพื่ออาณาจักรของพระองค์ ขอให้มั่นใจเถิดว่า พระองค์ทรงมีพระประสงค์จากเบื้องบนแม้กับคนที่ดูไม่น่าเป็นไปได้ที่สุดในพวกเรา