สมอแห่งความหวังของเรา
ฉันชูภาพคนนอนใต้เศษลังกระดาษในตรอกสลัวๆขึ้น แล้วถามนักเรียนป. 6 ในชั้นเรียนรวีวันอาทิตย์ว่า “พวกเขาต้องการอะไร” คนหนึ่งตอบว่า “อาหาร” อีกคนตอบว่า “เงิน” เด็กชายคนหนึ่งตอบอย่างครุ่นคิดว่า “ที่ๆปลอดภัย” แล้วเด็กหญิงคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า “ความหวัง”
เธออธิบายว่า “ความหวังคือการคาดหวังว่าสิ่งดีๆจะเกิดขึ้น” ฉันพบว่าน่าสนใจที่เธอพูดถึงเรื่อง “การคาดหวัง” สิ่งดีๆเมื่อมีปัญหามากมาย ซึ่งการไม่คาดหวังสิ่งดีใดๆดูจะง่ายกว่า แต่ทว่าพระคัมภีร์พูดถึงความหวังในแบบเดียวกับนักเรียนของฉัน หาก “ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้” (ฮบ.11:1) เราผู้ที่มีความเชื่อในพระเยซู สามารถ คาดหวังสิ่งดีที่จะเกิดขึ้นได้
อะไรคือสิ่งดีที่สุดที่ผู้เชื่อในพระคริสต์จะหวังได้ด้วยความมั่นใจ นั่นก็คือ “พระสัญญา…ว่าจะให้เราเข้าสู่การหยุดพักของพระองค์” (4:1 THSV 11) สำหรับผู้เชื่อการหยุดพักที่มาจากพระเจ้านั้นรวมไปถึงสันติสุขจากพระองค์ ความมั่นใจในความรอด การไว้วางใจในกำลังของพระองค์และการรับรองถึงบ้านในอนาคตบนสวรรค์ การรับประกันของพระเจ้าและความรอดที่พระเยซูประทานคือสาเหตุที่ทำให้ความหวังนั้นเป็นเหมือนสมอที่เรายึดมั่นไว้ได้ในเวลาที่จำเป็น (6:18-20) โลกนี้ต้องการความหวัง ซึ่งก็คือความจริงและการรับรองอย่างหนักแน่นของพระเจ้าว่า ทั้งในยามดีหรือยามร้ายพระองค์จะเป็นผู้ตัดสินในท้ายที่สุดและจะไม่ทำให้เราผิดหวัง เมื่อเราวางใจในพระองค์ เรารู้ว่าพระองค์จะทรงทำให้ทุกสิ่งถูกต้องในเวลาของพระองค์
ฉันเป็นใครเล่า
กิซอมโบนั่งดูแคมป์ไฟ เขาคิดถึงคำถามสำคัญในชีวิตของตน ผมทำอะไรสำเร็จบ้าง และได้รับคำตอบอย่างทันควันว่า ที่จริงแล้วไม่มากเลย เขากลับมายังแผ่นดินเกิด รับใช้ในโรงเรียนที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าทึบซึ่งพ่อของเขาเริ่มต้นไว้ เขายังพยายามเขียนถึงเรื่องราวอันทรงพลังของพ่อที่รอดชีวิตจากสงครามกลางเมืองสองครั้ง ผมเป็นใครเล่าที่พยายามทำทั้งหมดนี้
ความหวาดหวั่นของกิซอมโบฟังดูคล้ายกับของโมเสส พระเจ้าเพิ่งมอบภารกิจให้โมเสส “เราจะใช้เจ้าไปเฝ้าฟาโรห์เพื่อจะได้พาประชากรของเรา คือชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์” (อพย.3:10) โมเสสทูลว่า “ข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่า” (ข้อ 11)
หลังคำแก้ตัวที่ไร้น้ำหนักของโมเสส พระเจ้าตรัสกับท่านว่า “อะไรอยู่ในมือของเจ้า” มันคือไม้เท้า (4:2) โมเสสโยนไม้เท้าลงที่พื้นตามคำสั่งของพระเจ้า ไม้เท้านั้นก็กลายเป็นงู และโมเสสหยิบมันขึ้นซึ่งขัดกับสัญชาตญาณของท่าน มันก็กลายเป็นไม้เท้าอีกครั้ง (ข้อ 4) โมเสสเผชิญหน้ากับฟาโรห์ได้ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า อันที่จริงท่านมี “พระ” องค์หนึ่งของอียิปต์คืองูอยู่ในมือของท่าน และพระทั้งหลายของอียิปต์ก็ไม่อาจทำอันตรายต่อพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวได้
กิซอมโบพิจารณาเรื่องโมเสสและสัมผัสได้ถึงคำตอบจากพระเจ้าว่า เจ้ามีเราและถ้อยคำของเรา เขาคิดถึงเพื่อนๆที่หนุนใจให้เขาเขียนเรื่องราวของพ่อ เพื่อคนอื่นจะเรียนรู้ถึงฤทธานุภาพของพระเจ้าในชีวิตของพ่อ เขาไม่ได้อยู่ลำพังคนเดียว ด้วยตัวเราเองนั้นความพยายามอย่างเต็มที่ของเราไม่เพียงพอ แต่เรารับใช้พระเจ้าผู้ตรัสว่า “เราจะอยู่กับเจ้า” (3:12)
วิธีที่ไม่คาดคิดของพระเจ้า
ศิษยาภิบาลคนหนึ่งหรี่ตาเพ่งดูคำเทศนาที่ยกขึ้นมาจนชิดใบหน้าเพื่อจะมองเห็นคำบนหน้ากระดาษ เขาเป็นคนสายตาสั้นมากและอ่านทุกประโยคอย่างตั้งใจด้วยระดับเสียงเดียวกันที่ไม่ค่อยน่าสนใจนัก แต่พระวิญญาณของพระเจ้าทรงเคลื่อนไหวผ่านคำเทศนาของโจนาธาน เอ็ดเวิร์ดเพื่อจุดประกายไฟแห่งการฟื้นฟูของการตื่นตัวครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรก ที่นำคนนับพันมาเชื่อในพระคริสต์
พระเจ้ามักทรงใช้สิ่งที่ไม่คาดคิดเพื่อทำให้พระประสงค์อันสมบูรณ์ของพระองค์สำเร็จ การเขียนถึงแผนการที่พระองค์จะนำมนุษย์ที่ดื้อดึงเข้ามาผ่านการสิ้นพระชนม์ด้วยความรักของพระเยซูบนไม้กางเขนแทนเรานั้น เปาโลได้สรุปว่า “แต่พระเจ้าได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าโง่เขลา เพื่อทำให้คนมีปัญญาอับอาย และได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าอ่อนแอ เพื่อทำให้คนที่แข็งแรงอับอาย” (1 คร.1:27) โลกนี้คาดหวังว่าพระปัญญาของพระเจ้าจะมีลักษณะเหมือนกับของเราและจะมาพร้อมกับกำลังที่ไม่มีใครต้านทานได้ แต่พระเยซูเสด็จมาด้วยความถ่อมและอ่อนสุภาพเพื่อช่วยเราให้รอดจากบาป พระองค์จึงเป็น “ปัญญาและความชอบธรรมของเรา และเป็นผู้ทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ และทรงเป็นผู้ไถ่เราไว้ให้พ้นบาป” (ข้อ 30)
พระเจ้าผู้เป็นนิรันดร์และกอปรด้วยพระปัญญารอบรู้ทั้งสิ้นได้ทรงกลายมาเป็นเด็กทารกที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และทนทุกข์และสิ้นชีวิต และฟื้นคืนชีวิตเพื่อจะสำแดงด้วยความรักให้เราเห็นถึงหนทางกลับบ้านไปหาพระองค์ พระองค์ชอบที่จะใช้วิธีและคนที่ต่ำต้อยเพื่อให้สิ่งที่ยิ่งใหญ่สำเร็จ ซึ่งเราทำให้สำเร็จไม่ได้ด้วยกำลังของตัวเอง ถ้าเราเองเต็มใจ พระองค์ก็อาจจะทรงใช้เรา
ของขวัญที่เป็นไปไม่ได้
ฉันดีใจมากที่หาของขวัญที่สมบูรณ์แบบสำหรับวันเกิดของแม่สามีได้ เป็นสร้อยข้อมือที่มีอัญมณีประจำเดือนเกิดของท่านด้วย! การหาของขวัญที่สมบูรณ์แบบให้กับใครสักคนได้นั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีเสมอ แต่ถ้าหากของขวัญที่ใครคนหนึ่งต้องการนั้นเกินกำลังของเราที่จะให้ได้ล่ะ มีหลายคนหวังว่าเราจะมอบความสบายใจ การหยุดพัก หรือแม้แต่ความอดทนให้กับคนอื่นได้ ถ้าสิ่งเหล่านั้นสามารถหาซื้อและนำมาห่อผูกโบว์ให้ได้ก็คงจะดี!
ของขวัญเช่นนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่คนๆหนึ่งจะมอบให้ใคร แต่พระเยซูผู้ทรงเป็นพระเจ้าที่มีเลือดเนื้อของมนุษย์ได้ทรงมอบของขวัญที่ “เป็นไปไม่ได้” นี้ให้กับผู้ที่เชื่อในพระองค์ คือของขวัญแห่งสันติสุข ก่อนที่จะทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์และจากเหล่าสาวกไป พระเยซูได้ปลอบใจพวกเขาโดยสัญญาว่าจะประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ที่จะ “ทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว” (ยน.14:26) พระองค์ทรงเสนอว่าจะมอบสันติสุขของพระองค์ให้เป็นของขวัญที่ยั่งยืนนานและไม่เสื่อมคลาย ในเวลาที่จิตใจของพวกเขาเป็นทุกข์หรือเมื่อพบเจอกับความกลัว พระองค์เองคือสันติสุขของเรากับพระเจ้า กับผู้อื่น และเป็นสันติสุขภายในเรา
เราอาจไม่มีความสามารถที่จะมอบความอดทนที่มากขึ้นเป็นพิเศษให้กับคนที่เรารัก หรือมอบสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นได้ตามที่เขาต้องการ เราไม่มีฤทธิ์อำนาจที่จะมอบสันติสุขที่เราทุกคนต้องการอย่างที่สุดเพื่อจะแบกรับความทุกข์ยากของชีวิตได้ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถนำเราให้พูดกับพวกเขาถึงเรื่องของพระเยซู ผู้ประทานให้และผู้เป็นตัวแทนแห่งสันติสุขอันแท้จริงและยั่งยืนนาน
ยอมที่จะไว้วางใจ
เมื่อเปิดม่านออกในเช้าวันหนึ่งของฤดูหนาว ฉันพบกับภาพอันน่าตกตะลึงของกำแพงหมอก หรือ “หมอกน้ำแข็ง” ตามที่ผู้พยากรณ์อากาศเรียก และหมอกนี้ยังมาพร้อมกับความประหลาดใจยิ่งกว่าซึ่งพบไม่บ่อยนักในพื้นที่ที่เราอยู่ คือการคาดการณ์ว่าจะมีท้องฟ้าสดใสและแสงแดด “ภายในอีกหนึ่งชั่วโมง” ฉันบอกกับสามีว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก เราแทบจะมองไม่เห็นอะไรในระยะหนึ่งฟุตข้างหน้าเลย” แต่แน่นอนภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง หมอกนั้นจางหายไปและเกิดเป็นท้องฟ้าสีฟ้าที่สดใสด้วยแสงแดด
ขณะยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ฉันคิดถึงระดับของความไว้วางใจที่มีในยามที่ฉันเห็นแต่หมอกในชีวิต ฉันถามสามีว่า “ฉันไว้วางใจพระเจ้าเฉพาะในสิ่งที่ฉันมองเห็นเท่านั้นหรือ”
เมื่อกษัตริย์อุสซียาห์สิ้นพระชนม์และมีผู้นำที่ชั่วร้ายบางคนขึ้นมามีอำนาจในแผ่นดินยูดาห์ อิสยาห์ได้ถามคำถามที่คล้ายกันนี้คือ เราจะไว้วางใจใครได้ แล้วพระเจ้าทรงตอบด้วยการให้นิมิตพิเศษที่ทำให้ผู้เผยพระวจนะท่านนี้มั่นใจว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่ไว้วางใจได้ในวันนี้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าที่รออยู่ข้างหน้า ขณะที่อิสยาห์สรรเสริญพระเจ้าว่า “ใจแน่วแน่นั้นพระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” (อสย.26:3) ท่านได้กล่าวอีกว่า “จงวางใจในพระเจ้าเป็นนิตย์เพราะพระเจ้าทรงเป็นศิลานิรันดร์” (ข้อ 4)
เมื่อความคิดของเราจดจ่ออยู่ที่พระเจ้า เราจะสามารถไว้วางใจพระองค์ได้แม้ในเวลาที่มืดมัวและสับสน เราอาจเห็นได้ไม่ชัดเจนในตอนนี้ แต่ถ้าเราวางใจในพระเจ้า เราก็แน่ใจได้ว่าความช่วยเหลือของพระองค์กำลังจะมาถึงเรา
ได้รู้จักและได้รัก
ในบทความอันทรงพลังที่ชื่อว่า “ลูกของผมรู้จักคุณไหม” ของนักเขียนข่าวกีฬาโจนาธาน จาร์คส์ที่ได้เขียนถึงการต่อสู้กับมะเร็งระยะสุดท้ายและความปรารถนาของเขาที่จะมีคนมาดูแลภรรยาและลูกชายที่ยังเล็ก ตัวเขาในวัยสามสิบสี่ปีได้เขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นเพียงหกเดือนก่อนที่เขาจะเสียชีวิต จาร์คส์เป็นผู้เชื่อในพระเยซูและพ่อของเขาก็เสียชีวิตเมื่อเขายังเป็นหนุ่ม เขาได้แบ่งปันข้อพระคัมภีร์ที่พูดถึงการดูแลหญิงม่ายและลูกกำพร้า (อพย.22:22; อสย.1:17; ยก.1:27) และเขาเขียนคำพูดไปถึงเพื่อนๆว่า “เมื่อฉันเจอพวกนายบนสวรรค์ มีเพียงอย่างเดียวที่ฉันจะถามคือ นายดีต่อลูกชายและภรรยาของฉันไหม ลูกชายของฉันรู้จักพวกนายไหม
กษัตริย์ดาวิดถามว่า “พงศ์พันธุ์ของซาอูลนั้นมีเหลืออยู่บ้างหรือ เพื่อเราจะสำแดงสัจกรุณาแก่ผู้นั้นโดยเห็นแก่โยนาธาน” (2 ซมอ.9:1) บุตรชายคนหนึ่งของโยนาธานคือเมฟีโบเชทผู้ที่ “เท้าของเขาเป็นง่อย” (ข้อ 3) จากอุบัติเหตุ (ดู 4:4) ได้ถูกพามาหากษัตริย์ ดาวิดบอกกับเขาว่า “เราจะสำแดงสัจกรุณาต่อท่าน เพื่อเห็นแก่โยนาธานบิดาของท่าน และเราจะมอบที่ดินทั้งหมดของซาอูลราชบิดาของท่านคืนแก่ท่าน และท่านจงรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะของเราเสมอไป” (9:7) ดาวิดแสดงความรักห่วงใยต่อเมฟีโบเชท และดูเหมือนว่าในที่สุดเขาก็ได้รู้จักดาวิดอย่างแท้จริง (ดู 19:24-30)
พระเยซูทรงเรียกร้องให้เรารักผู้อื่นเหมือนที่พระองค์ทรงรักเรา (ยน.13:34) ขณะที่พระองค์ทำงานภายในเราและผ่านเรา ขอให้เราได้รู้จักพวกเขาเป็นอย่างดีและรักพวกเขาอย่างแท้จริง
โปรดเปิดดวงตาในหัวใจ
ในปี 2001 มีเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดชื่อคริสโตเฟอร์ ดัฟลีย์ ได้ทำให้ทีมแพทย์ประหลาดใจเพราะเขารอดชีวิต เมื่ออายุได้ห้าเดือน เขาได้เข้าสู่ระบบครอบครัวอุปถัมภ์ จนกระทั่งครอบครัวของป้ารับเลี้ยงเขา ครูคนหนึ่งพบว่าคริสโตเฟอร์วัยสี่ขวบ ที่แม้จะตาบอดและมีภาวะของออทิสติก แต่กลับสามารถระบุเสียงโน้ตดนตรีได้อย่างสมบูรณ์แบบ หกปีต่อมาที่คริสตจักร คริสโตเฟอร์อยู่บนเวทีและร้องเพลง “โปรดเปิดดวงตาในหัวใจ” วิดีโอนี้เข้าถึงคนนับล้านทางออนไลน์ ในปี 2020 คริสโตเฟอร์ได้แบ่งปันถึงเป้าหมายของเขาในการทำงานเป็นผู้พิทักษ์สิทธิ์ผู้พิการ เขายังคงพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัดเมื่อดวงตาในหัวใจเขาเปิดออกต่อแผนการของพระเจ้า
เปาโลชมเชยคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสในความเชื่ออันกล้าหาญของพวกเขา (อฟ.1:15-16) ท่านขอพระเจ้าให้ประทาน “จิตใจอันประกอบด้วยสติปัญญา และความประจักษ์แจ้ง” เพื่อให้พวกเขา “รู้ถึงพระองค์” (ข้อ 17) ท่านอธิษฐานให้ตาใจของพวกเขา “สว่างขึ้น” หรือเปิดออก เพื่อพวกเขาจะเข้าใจถึงความหวังและมรดกที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้กับคนของพระองค์ (ข้อ 18)
เมื่อเราขอให้พระเจ้าเปิดเผยพระองค์เองกับเรา เราจะรู้จักพระองค์มากยิ่งขึ้นและสามารถประกาศพระนาม ฤทธานุภาพและอำนาจของพระองค์ด้วยความมั่นใจ (ข้อ 19-23) ด้วยความเชื่อในพระเยซูและความรักต่อคนของพระเจ้า เราสามารถดำเนินชีวิตในแบบที่พิสูจน์ถึงความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดของพระองค์เมื่อเราขอให้พระองค์ทำให้ดวงตาในหัวใจของเราเปิดอยู่เสมอ
ความหวังสำหรับผู้ที่เจ็บปวด
“คนส่วนใหญ่มีรอยแผลเป็นที่ผู้อื่นไม่สามารถมองเห็นหรือเข้าใจ” คำพูดที่ออกมาจากใจส่วนลึกนี้มาจากผู้เล่นเบสบอลเมเจอร์ลีกชื่อแอนเดรลตัน ซิมมอนส์ ผู้เลือกที่จะไม่ลงแข่งในฤดูกาลปกติเมื่อปลายปี 2020 เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพจิต เมื่อซิมมอนส์ทบทวนถึงการตัดสินใจนั้น เขารู้สึกว่าจะต้องแบ่งปันเรื่องราวของเขาเพื่อหนุนใจผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาที่คล้ายกันนี้และเพื่อเตือนคนอื่นๆให้แสดงความเห็นใจ
แผลเป็นที่ซ่อนอยู่นั้นคือความเจ็บปวดและบาดแผลในส่วนลึก ที่แม้มองไม่เห็นแต่ก็ยังเป็นสาเหตุของความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมาน ในสดุดี 6 ดาวิดเขียนถึงความทุกข์ลำบากยิ่งของตน ด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและตรงไปตรงมา ท่านอยู่ใน “ความปวดร้าวแสนสาหัส” (ข้อ 2 TNCV) และ “ทุกข์ยากลำบากอย่างยิ่ง” (ข้อ 3) ท่าน “อ่อนเปลี้ย” จากการคร่ำครวญและที่เอนกายก็ชุ่มไปด้วยน้ำตา (ข้อ 6) แม้ดาวิดไม่ได้พูดถึงสาเหตุของความทุกข์ทนนี้ แต่เราหลายคนก็เข้าใจได้ถึงความเจ็บปวดของท่าน
เราเองก็อาจได้รับการหนุนใจจากท่าทีที่ดาวิดตอบสนองต่อความเจ็บปวดท่ามกลางความทุกข์ทรมานอย่างเหลือล้นนี้ ดาวิดได้ร้องทูลต่อพระเจ้า ท่านเทใจอธิษฐานขอการรักษา (ข้อ 2) การช่วยให้รอด (ข้อ 4) และความเมตตา (ข้อ 9 TNCV) แม้ยังมีคำถามที่ว่า “อีกนานสักเท่าใด” (ข้อ 3) กับเวลาที่ต้องอยู่ในสถานการณ์นั้น แต่ดาวิดยังคงมั่นใจว่าพระเจ้า “ทรงได้ยินเสียงร้องทูลขอความเมตตาของข้าพเจ้า” (ข้อ 9 TNCV) และพระองค์จะตอบในเวลาของพระองค์ (ข้อ 10) เพราะพระเจ้าของเราทรงเป็นเช่นนี้ เราจึงมีความหวังอยู่เสมอ
พระคุณแบบค่อยเป็นค่อยไป
คุณเคยได้ยินคำว่า #แฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไปบ้างไหม คำนี้เป็นแฮชแท็กที่จับกระแสการเคลื่อนไหวของแนวคิดที่ตรงข้ามกับ “แฟชั่นแบบรวดเร็ว” ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมการตีตลาดด้วยเสื้อผ้าที่ผลิตด้วยต้นทุนต่ำและมาเร็วไปเร็ว โดยแฟชั่นที่รวดเร็วนี้ เสื้อผ้าจะล้าสมัยไปทั้งที่ยังวางขายอยู่ในร้านเสื้อผ้าบางแบรนด์ต้องทิ้งผลิตภัณฑ์ของตนไปเป็นจำนวนมากในทุกๆปี
ส่วนกลุ่มการเคลื่อนไหวของแฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไปนั้นส่งเสริมให้ผู้คนลดความรวดเร็วลงและใช้อีกแนวทางหนึ่ง แทนที่จะขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่อยากจะดูทันสมัยอยู่ตลอดเวลา แต่แฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไปส่งเสริมให้เราเลือกซื้อเสื้อผ้าน้อยลงและเลือกเสื้อผ้าที่มีแหล่งผลิตแบบพิถีพิถันและมีจริยธรรม ซึ่งจะอยู่ได้นาน
ขณะที่ฉันใคร่ครวญคำเชื้อเชิญของ#แฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไป นี้ ฉันสงสัยว่าตัวเองตกอยู่ในวิธีคิดแบบ “แฟชั่นที่รวดเร็ว” ในแบบอื่นหรือไม่คือ คอยมองหาความพึงพอใจในความนิยมแบบใหม่ล่าสุดอยู่เสมอ แต่ในโคโลสีบทที่ 3 เปาโลบอกว่าการมองหาความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในพระเยซูนั้นไม่ได้เกิดขึ้นได้แบบรวดเร็วหรือชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในพระคริสต์ที่สุขสงบ และค่อยเป็นค่อยไปตลอดทั้งชีวิต
แทนที่จะต้องการสวมใส่ตัวเราด้วยสัญลักษณ์ทางสถานะที่ใหม่ล่าสุดของโลกนี้ เราสามารถเปลี่ยนความต้องการนั้นเป็นการสวมใส่เสื้อผ้าฝ่ายวิญญาณแห่ง “ใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (ข้อ 12) เราเรียนรู้ที่จะอดทนต่อกันและกันได้ในการเดินทางแบบค่อยเป็นค่อยไปที่พระคริสต์จะเปลี่ยนแปลงจิตใจเรา เป็นการเดินทางที่นำไปสู่สันติสุขอันยั่งยืน (ข้อ 15)