Category  |  ODB

ความงามแทนขี้เถ้า

ภายหลังเหตุไฟป่าที่ทำลายล้างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐโคโลราโด หน่วยงานแห่งหนึ่งได้เสนอการให้ความช่วยเหลือแก่บรรดาครอบครัวในการค้นหาสิ่งของมีค่าจากเถ้าถ่าน สมาชิกครอบครัวได้พูดถึงสิ่งของมีค่าที่พวกเขาหวังว่าจะยังคงปลอดภัย แต่น้อยมากที่ยังคงอยู่ ชายคนหนึ่งพูดถึงแหวนแต่งงานของเขาอย่างทะนุถนอม เขาวางไว้บนตู้เสื้อผ้าในห้องนอนชั้นบน เวลานี้ตัวบ้านไม่เหลือแล้ว สิ่งที่อยู่ในนั้นไหม้เกรียมเป็นเศษซากหรือละลายทับถมกันเป็นชิ้นเดียวอยู่ที่ชั้นใต้ดิน ผู้ทำการค้นหามองหาแหวนในมุมเดิมที่เคยเป็นห้องนอน แต่ไม่พบ

ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์เขียนถึงการทำลายกรุงเยรูซาเล็มที่กำลังจะมาถึงอย่างโศกสลด ที่ซึ่งจะถูกทำให้ราบเป็นหน้ากลอง ในทำนองเดียวกันมีหลายครั้งที่เรารู้สึกว่าชีวิตที่เราสร้างมานั้นถูกทำให้เหลือแต่เถ้าถ่าน เรารู้สึกว่าไม่เหลืออะไรแล้ว ทั้งในด้านความรู้สึกและในฝ่ายวิญญาณ แต่อิสยาห์ให้ความหวังว่า “พระองค์ [พระเจ้า] ทรงใช้ข้าพเจ้ามาให้เล้าโลมคนที่ชอกช้ำระกำใจ...เพื่อเล้าโลมบรรดาคนที่ไว้ทุกข์” (อสย.61:1-2) พระเจ้าทรงเปลี่ยนโศกนาฏกรรมของเราให้เป็นสง่าราศี “[พระองค์จะ]ประทานมาลัยแทนขี้เถ้าให้เขา” (ข้อ 3) พระองค์ทรงสัญญาว่า “เขาทั้งหลายจะสร้างสิ่งปรักหักพังโบราณขึ้นใหม่ เขาจะเสริมที่ทิ้งร้างแต่เก่าก่อนขึ้น” (ข้อ 4)

บริเวณสถานที่ประสบเหตุไฟไหม้นั้น สตรีคนหนึ่งค้นหาเถ้าถ่านที่ฝั่งตรงข้าม ที่นั่นเธอพบแหวนแต่งงานของสามีซึ่งยังคงอยู่ในกล่องเล็กๆ ในความสิ้นหวังของคุณนั้น พระเจ้าทรงเข้าถึงกองขี้เถ้าของคุณและดึงสิ่งหนึ่งที่มีค่าอย่างแท้จริงออกมา นั่นก็คือตัวคุณ

ประตูเดียวสำหรับทุกคน

ระเบียบปฏิบัติของร้านอาหารในละแวกบ้านของผมในวัยเด็กนั้น เป็นไปตามแบบแผนทางสังคมและเชื้อชาติของช่วงปลายทศวรรษ 1950 และต้นทศวรรษ 1960 พวกผู้ช่วยในครัว ได้แก่ แมรี่แม่ครัวและเด็กล้างจานอย่างตัวผมต่างก็เป็นคนผิวดำ แต่ลูกค้าในร้านอาหารเป็นคนผิวขาว ลูกค้าผิวดำสั่งอาหารได้แต่ต้องไปรับที่ประตูหลัง นโยบายดังกล่าวตอกย้ำการปฏิบัติต่อคนผิวดำอย่างไม่เท่าเทียมในยุคนั้น แม้ว่านับจากนั้นเราจะมาไกลแล้ว แต่เรายังมีช่องว่างเรื่องการเติบโตในความสัมพันธ์ต่อกันและกันในฐานะมนุษย์ที่ได้รับการสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า

ข้อความตอนต่างๆในพระคัมภีร์ เช่น โรม 10:8-13 ช่วยให้เราเห็นว่าทุกคนได้รับการต้อนรับสู่ครอบครัวของพระเจ้า ไม่มีประตูหลัง ทุกคนเข้าทางเดียวกัน คือโดยทางความเชื่อในการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเพื่อการชำระและการอภัย คำศัพท์ของพระคัมภีร์สำหรับประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงนี้คือคำว่า ช่วยให้รอด (ข้อ 9, 13) สภาพการณ์ทางสังคมหรือสถานะทางเชื้อชาติของคุณหรือของผู้อื่นไม่ได้รวมอยู่ในสมการนี้ “เพราะมีข้อพระคัมภีร์ว่า ผู้หนึ่งผู้ใดที่เชื่อในพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย เพราะว่าพวกยิวและพวกต่างชาตินั้นไม่ทรงถือว่าต่างกัน ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งปวง และทรงโปรดอย่างบริบูรณ์แก่คนทั้งปวงที่ทูลขอต่อพระองค์” (ข้อ 11-12) ใจของคุณเชื่อข้อความในพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงพระเยซูไหม ยินดีต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวของพระองค์!

ไม่ย่อท้อ

ฉันจำช่วงเวลาที่โดโรธีแม่ของฉันมีสุขภาพแข็งแรงไม่ได้เลย ตลอดหลายปีในฐานะผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมได้ยาก ระดับน้ำตาลในเลือดของแม่ไม่คงที่อย่างรุนแรง เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นและไตที่เสียหายของแม่จำเป็นต้องได้รับการฟอกไตอย่างถาวร โรคระบบประสาทและกระดูกที่หักทำให้ต้องใช้รถเข็น สายตาของแม่เริ่มเสื่อมลงจนบอดสนิท

แต่ขณะที่ร่างกายของแม่ล้มเหลว ชีวิตการอธิษฐานของท่านก็เข้มแข็งขึ้นอย่างมาก แม่ใช้เวลาหลายชั่วโมงในการอธิษฐานเผื่อผู้อื่นที่จะได้รู้จักและสัมผัสถึงความรักของพระเจ้า ถ้อยคำแสนประเสริฐในพระคัมภีร์ยิ่งหวานชื่นขึ้นสำหรับท่าน ก่อนที่การมองเห็นจะเลือนหายไป แม่เขียนจดหมายถึงมาร์จอรีน้องสาวของแม่ พร้อมกับข้อพระคำจาก 2 โครินธ์ 4 ว่า “เราจึงไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน” (ข้อ 16)

อัครทูตเปาโลรู้ว่าการ “ย่อท้อ” นั้นง่ายเพียงใด ใน 2 โครินธ์ 11 ท่านบรรยายชีวิตตนเองว่า เป็นชีวิตที่มีอันตราย มีความทุกข์ทรมานและการสูญเสีย (ข้อ 23-29) แต่ท่านมองว่า “ปัญหาต่างๆ” เหล่านั้นเป็นเพียงชั่วคราว และท่านหนุนใจให้เราคิดไม่เพียงแค่ในสิ่งที่เราเห็น แต่ในสิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วย นั่นคือสิ่งซึ่ง ถาวรนิรันดร์ (4:17-18)

ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเรา พระบิดาที่รักของเรายังคงให้จิตใจภายในเราจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน พระองค์สถิตกับเราแน่นอน พระองค์ทรงอยู่ใกล้แค่เพียงลมหายใจโดยผ่านของประทานแห่งการอธิษฐาน และพระสัญญาของพระองค์ที่จะประทานกำลัง ความหวังและความชื่นชมยินดีแก่เรานั้นยังคงเป็นจริงเสมอ

ยอมจำนนต่อพระเจ้า

พระเจ้าไม่ช่วยคนที่ช่วยตัวเอง แต่พระองค์ช่วยผู้ที่วางใจและพึ่งพาพระองค์ ในเดือนพฤษภาคมปี 2018 โจนาธาน รูมี่รู้ดีในเรื่องนี้ เขาเป็นนักแสดงที่รับบทเป็นพระเยซูในซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่ประสบความสำเร็จเรื่อง ผู้ถูกเลือกสรร (The Chosen) ซึ่งสร้างจากหนังสือพระกิตติคุณ รูมี่ซึ่งอาศัยอยู่ในลอสแองเจลิสมาแปดปีเกือบจะหมดตัว มีอาหารแค่พอในแต่ละวันและไม่มีงานทำ เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร นักแสดงผู้นี้เทใจและมอบงานอาชีพของเขาไว้กับพระเจ้า “ผมพูด(อธิษฐาน)ว่า ‘ผมยอมจำนน ผมยอมจำนน’” หลังจากวันนั้นเขาได้รับเช็คสี่ฉบับทางไปรษณีย์ และสามเดือนต่อมา เขาได้รับเลือกให้รับแสดงบทพระเยซูในหนังเรื่องนี้ รูมี่พบว่าพระเจ้าจะทรงช่วยผู้ที่วางใจในพระองค์

แทนที่จะอิจฉาและเดือดร้อนใจเพราะเหตุ “คนที่กระทำชั่ว” (สดด.37:1) ผู้ประพันธ์สดุดีเชื้อเชิญให้เรายอมจำนนทุกสิ่งแด่พระเจ้า เมื่อเราให้พระองค์เป็นศูนย์กลางในชีวิตโดย “วางใจใน [พระองค์]และกระทำความดี...ปีติยินดีใน [พระองค์]” (ข้อ 3-4) และมอบความปรารถนา ปัญหา ความวิตกกังวลทั้งสิ้นและเหตุการณ์แต่ละวันในชีวิตของเราไว้กับพระองค์ พระเจ้าจะทรงนำชีวิตของเราและประทานสันติสุขแก่เรา (ข้อ 5-6) เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดที่เราในฐานะผู้เชื่อในพระเยซูจะให้พระองค์กำหนดว่าชีวิตของเราควรจะเป็นอย่างไร

ให้เรายอมจำนนและวางใจในพระเจ้า เมื่อเราทำเช่นนั้นพระองค์จะทรงกระทำกิจและทำสิ่งที่จำเป็นและดีที่สุด

มุ่งหน้าสู่อันตราย

ในปีค.ศ.1892 ผู้ป่วยอหิวาตกโรคได้แพร่เชื้อโดยไม่ได้ตั้งใจผ่านแม่น้ำเอลเบอไปยังเมืองฮัมบูร์กซึ่งเป็นแหล่งน้ำประปาทั้งหมดของเยอรมัน ภายในไม่กี่สัปดาห์พลเมืองหนึ่งหมื่นคนเสียชีวิต แปดปีก่อนหน้านั้นนักจุลชีววิทยาชาวเยอรมัน โรแบร์ท ค็อคได้ค้นพบว่าเชื้ออหิวาห์นั้นมากับน้ำ การเปิดเผยของค็อคกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ประจำเมืองใหญ่ในยุโรปใช้งบประมาณกับระบบกรองน้ำเพื่อป้องกันแหล่งน้ำของพวกเขา แต่ผู้มีอำนาจในฮัมบูร์กไม่ได้ทำอะไรเลย โดยอ้างค่าใช้จ่ายและหลักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่น่าสงสัย พวกเขาเพิกเฉยต่อคำเตือนอย่างชัดเจนนี้ ในขณะที่เมืองของเขาเคลื่อนไปสู่หายนะอย่างควบคุมไม่ได้

พระธรรมสุภาษิตมีหลายเรื่องเกี่ยวกับพวกเราที่เห็นปัญหาแต่ไม่ยอมลงมือทำ “คนหยั่งรู้ เห็นอันตรายและซ่อนตัวของเขาเสีย” (27:12) เมื่อพระเจ้าทรงช่วยให้เรามองเห็นอันตรายที่อยู่ข้างหน้า เป็นเรื่องปกติที่จะดำเนินการเพื่อจัดการกับอันตราย เราเปลี่ยนเส้นทางอย่างมีปัญญา หรือเราเตรียมพร้อมโดยระมัดระวังตามความเหมาะสมตามที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้ ซึ่งก็คือเราทำบางอย่าง การไม่ทำอะไรเลยถือเป็นความผิดปกติอย่างที่สุด แต่ทว่าเราทุกคนก็อาจพลาดสัญญาณเตือนภัยและเดินโซเซไปสู่หายนะได้ “คนเขลาเดินเรื่อยไป และรับอันตรายนั้น” (ข้อ 12)

ในพระคัมภีร์และในชีวิตของพระเยซูนั้น พระเจ้าได้เปิดเผยให้เห็นหนทางที่เราจะดำเนินตามและทรงเตือนถึงอุปสรรคที่เราจะต้องเผชิญอย่างแน่นอน หากเราโง่เขลา เราจะเดินอย่างรวดเร็วและมุ่งหน้าสู่อันตราย แทนที่จะเป็นเช่นนั้นขอให้เราเอาใจใส่พระปัญญาของพระองค์และเปลี่ยนเส้นทาง เมื่อพระองค์ทรงนำเราด้วยพระคุณของพระองค์

พระคริสต์ผู้เป็นความสว่างแท้ของเรา

“ไปที่ๆมีแสงสว่าง!” นั่นคือสิ่งที่สามีฉันแนะนำขณะที่เราพยายามหาทางออกจากโรงพยาบาลใหญ่ประจำเมืองในบ่ายวันอาทิตย์ไม่นานมานี้ เราไปเยี่ยมเพื่อนคนหนึ่งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และเมื่อเราออกจากลิฟต์ เราไม่พบใครเลยที่จะบอกทางไปยังประตูหน้าซึ่งจะได้พบแสงแดดจ้าของรัฐโคโลราโด เราตระเวนไปตามโถงทางเดินที่เปิดไฟหรี่ ในที่สุดเราก็พบชายคนหนึ่งที่เห็นความสับสนของเรา “โถงทางเดินเหล่านี้ดูเหมือนกันหมด” เขาบอก “แต่ทางออกอยู่ทางนี้” จากคำแนะนำของเขา เราก็พบประตูทางออกซึ่งนำไปสู่แสงแดดจ้าจริงๆ

พระเยซูทรงเชื้อเชิญผู้ไม่เชื่อที่สับสนและหลงทางให้ติดตามพระองค์ออกจากความมืดฝ่ายวิญญาณ “เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต” (ยน.8:12) ในความสว่างของพระองค์นั้น เราสามารถเห็นสิ่งกีดขวาง บาปและจุดบอดต่างๆ โดยยอมให้พระองค์ขจัดความมืดนั้นออกจากชีวิตเราขณะเมื่อพระองค์ประทานความสว่างของพระองค์เข้าสู่จิตใจและวิถีของชีวิตเรา เช่นเดียวกับเสาเพลิงที่นำคนอิสราเอลผ่านถิ่นทุรกันดาร ความสว่างของพระคริสต์ก็นำการทรงสถิต การปกป้องและการทรงนำของพระเจ้ามาสู่เรา

ตามซึ่งยอห์นได้อธิบายไว้ พระเยซูทรงเป็น “ความสว่างแท้” (ยน.1:9) และ “ความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่” (ข้อ 5) แทนที่จะเดินสะเปะสะปะอย่างไร้จุดหมายไปตลอดชีวิต เราสามารถแสวงหาการนำทางจากพระองค์ได้ เพราะพระองค์ทรงส่องสว่างในเส้นทางที่จะไปนั้น

ในสวน

พ่อของฉันรักการใช้ชีวิตกลางแจ้งในท่ามกลางสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า ทั้งการตั้งแคมป์ ตกปลาและสะสมหินมีค่า ท่านยังชอบทำงานในสนามและสวนของท่าน แต่มันเป็นงานที่หนักมาก! ท่านใช้เวลาหลายชั่วโมงในการตัดแต่งกิ่ง พรวนดิน เพาะเมล็ดพันธุ์พืชและดอกไม้ ถอนวัชพืช ตัดหญ้า รดน้ำสนามและสวน ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่า คือสนามที่มีภูมิทัศน์สวยงาม มะเขือเทศรสอร่อยและพุ่มกุหลาบพีซโรสที่สวยงาม ทุกๆปีท่านตัดกิ่งกุหลาบจนสั้นติดดิน และทุกๆปีพวกมันก็งอกขึ้นใหม่ เติมเต็มประสาทสัมผัสด้วยกลิ่นหอมและความงามของพวกมัน

ในพระธรรมปฐมกาล เราได้อ่านเรื่องสวนเอเดนที่อาดัมและเอวาอาศัย เจริญรุ่งเรืองและดำเนินกับพระเจ้า ที่นั่นพระเจ้า “ทรงให้ต้นไม้ทุกชนิดที่งามน่าดูและที่น่ากิน เป็นอาหารงอกขึ้นจากดิน” (ปฐก.2:9) ฉันจินตนาการว่าสวนที่สมบูรณ์แบบนั้นคงมีทั้งดอกไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอม บางทีแม้แต่กุหลาบก็คงจะไม่มีหนาม!

หลังจากอาดัมและเอวากบฏต่อพระเจ้า พวกเขาถูกขับไล่ออกจากสวนและจำเป็นต้องเพาะปลูกและดูแลสวนของตนเอง ซึ่งหมายถึงการทุบทำลายดินแข็ง ต่อสู้กับหนามและอุปสรรคอื่นๆ(3:17-19,23-24) กระนั้นพระเจ้ายังทรงจัดเตรียมให้พวกเขาอย่างต่อเนื่อง (ข้อ 21) และพระองค์ไม่ได้ละมนุษย์ไว้โดยปราศจากความงดงามแห่งการทรงสร้างที่จะดึงเราให้มาหาพระองค์ (รม.1:20) ดอกไม้ในสวนเตือนเราถึงความรักอย่างไม่ยั้งหยุดของพระเจ้าและพระสัญญาเรื่องการทรงสร้างใหม่ ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความหวังและการปลอบโยน!

อับดับแรกในรายการ

เช้านี้เริ่มต้นเหมือนออกสตาร์ท ผมแทบกระโจนลงจากเตียงเพื่อพุ่งชนกับเส้นตายของวัน ผมระเบิดความเร็วเต็มที่ในการเขียนรายการ “สิ่งที่ต้องทำ” ส่งเด็กๆไปโรงเรียน เสร็จ ไปทำงาน เสร็จ ทั้งหน้าที่ส่วนตัวและอาชีพการงานที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

“…13.แก้ไขบทความ 14.เก็บกวาดสำนักงาน 15.วางกลยุทธ์ของทีม 16.เขียนบล็อกเรื่องเทคโนโลยี 17.เก็บกวาดห้องใต้ดิน 18.อธิษฐาน”

เมื่อมาถึงรายการที่ 18 ผมระลึกขึ้นได้ว่าต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า แต่ผมก็มาไกลแล้วก่อนที่จะฉุกคิดด้วยซ้ำว่าผมกำลังทำคนเดียวโดยพยายามผลักดันด้วยตัวเอง

พระเยซูทรงรู้ พระองค์ทรงรู้ว่าการงานในวันต่างๆของเราจะปะทะเข้ามา คลื่นลมในทะเลแห่งความเร่งรีบที่ไม่หยุดหย่อน พระองค์จึงตรัสสั่งว่า “แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” (มธ.6:33)

เป็นเรื่องปกติที่จะได้ยินคำตรัสต่างๆของพระเยซูเป็นเสมือน คำบัญชา และก็เป็นเช่นนั้น แต่มีอีกหลายตอนที่เป็น คำเชิญชวน ในพระธรรมมัทธิวบทที่ 6 พระเยซูทรงเชิญชวนให้เราแลกความวิตกกังวลอันบ้าคลั่งของโลก (ข้อ 25-32) กับชีวิตแห่งการไว้วางใจในแต่ละวัน แม้ว่าเรามาถึงรายการที่ 18 ก่อนที่จะระลึกได้ว่าควรมองดูชีวิตจากมุมมองของพระองค์ แต่โดยพระคุณของพระเจ้านั้นพระองค์จะทรงช่วยเราในตลอดวันคืนแห่งการงานของเรา

ใช้สิ่งที่คุณมีเพื่อพระคริสต์

คุณเคยได้ยินชื่อหอเกียรติยศแห่งการตัดเย็บหรือไม่ โครงการนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2001 เพื่อเชิดชูบุคคลที่สร้าง “ผลกระทบที่ยั่งยืนต่ออุตสาหกรรมเย็บผ้าที่บ้าน ด้วยผลงานที่แปลกใหม่และสร้างสรรค์ผ่านการศึกษาด้านการตัดเย็บและการพัฒนาผลิตภัณฑ์” หอนี้ประกอบด้วยบุคคลต่างๆ เช่น มาร์ธา พูลเลน ซึ่งได้รับการประกาศชื่อที่หอนี้ในปี 2005 เธอได้รับคำกล่าวว่าเป็น “สตรีแห่งพระธรรมสุภาษิต 31…ผู้ไม่เคยพลาดที่จะทำให้สาธารณชนรับรู้ถึงแหล่งที่มาของกำลัง การดลใจและพระพรของเธอ”

หอเกียรติยศแห่งการตัดเย็บถูกกำหนดขึ้นในศตวรรษที่ 21 แต่ถ้ามีในศตวรรษที่ 1 ในอิสราเอลสตรีคนหนึ่งชื่อทาบิธาอาจเป็นผู้ที่มีชื่อประดับไว้ในหอนี้อย่างแน่นอน ทาบิธาเป็นผู้เชื่อในพระเยซูและเป็นช่างตัดเย็บที่ใช้เวลาเย็บเสื้อผ้าให้หญิงม่ายยากจนในชุมชนของเธอ (กจ.9:36, 39) หลังจากที่เธอป่วยและเสียชีวิต พวกสาวกจึงส่งคนไปหาเปโตรเพื่อดูว่าพระเจ้าจะทรงกระทำการอัศจรรย์ผ่านท่านหรือไม่ เมื่อท่านมาถึง พวกหญิงม่ายที่กำลังร้องไห้ก็ชี้ให้ดูเสื้อคลุมยาวและเสื้อผ้าอื่นๆที่ทาบิธาทำไว้ให้พวกเธอ(ข้อ 39) เสื้อผ้าเหล่านี้เป็นหลักฐานว่าเธอ “ทำการอันเป็นคุณประโยชน์เสมอ” เพื่อคนยากจนในเมืองของเธอ (ข้อ 36) และด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ทาบิธาจึงฟื้นคืนชีวิต

พระเจ้าทรงเรียกและจัดเตรียมเราให้ใช้ทักษะที่เรามีเพื่อตอบสนองความต้องการในปัจจุบันที่มีอยู่ในชุมชนและในโลก ให้เราใช้ทักษะของเราในการรับใช้พระเยซู และดูว่าพระองค์จะใช้การกระทำแห่งความรักของเราเพื่อถักทอหัวใจและชีวิตเข้าด้วยกันอย่างไร (อฟ.4:16)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา