Category  |  ODB

การช่วยกู้ของพระเจ้า

อาสาสมัครผู้มีใจเมตตาได้รับฉายา “ทูตสวรรค์ผู้พิทักษ์” จากความพยายามอันกล้าหาญของเขา เจค มานนากำลังติดตั้งแผงโซล่าอยู่ในพื้นที่งาน เมื่อเขาเข้าร่วมการค้นหาเร่งด่วนเพื่อตามหาเด็กหญิงวัยห้าขวบที่หายตัวไป ขณะที่เพื่อนบ้านค้นหาตามโรงรถและสนามหญ้า มานนาใช้เส้นทางที่นำไปสู่ป่าในบริเวณใกล้เคียงที่ซึ่งเขาเห็นเด็กหญิงอยู่ในเลนตมลึกประมาณสะโพก เขาลุยไปในโคลนเหนียวอย่างระมัดระวังเพื่อจะดึงเธอออกจากที่นั่น และพาเธอที่แม้จะเปียกโชกแต่ก็ไม่ได้รับอันตรายใดๆกลับบ้านไปหาแม่ผู้เปี่ยมไปด้วยความขอบคุณ

เช่นเดียวกับเด็กหญิงคนนั้น ดาวิดก็มีประสบการณ์ในการช่วยกู้เช่นกัน ท่าน “เพียรรอคอย” ให้พระเจ้าตอบสนองต่อการร้องขอความเมตตาด้วยสุดใจของท่าน (สดด.40:1) และพระองค์ทรงตอบ พระเจ้าทรงโน้มพระองค์ลงมาสดับฟังเสียงร้องของท่านและตอบสนองด้วยการช่วยกู้ท่านจากสภาวะ “เลนตม” (ข้อ 2) โดยกระทำให้ย่างเท้าแห่งชีวิตของดาวิดมั่นคง การช่วยกู้จากเลนตมแห่งชีวิตในอดีตยิ่งผลักดันให้ท่านต้องการที่จะร้องเพลงสรรเสริญ เพื่อให้พระเจ้าเป็นความไว้วางใจในเหตุการณ์ในอนาคตของท่าน และเพื่อแบ่งปันเรื่องราวของท่านต่อคนอื่น (ข้อ 3-4)

เมื่อเราเจออุปสรรคในชีวิต เช่น ความลำบากด้านการเงิน ปัญหาในชีวิตแต่งงาน และความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ให้เราร้องทูลต่อพระเจ้าและเพียรรอคอยให้พระองค์ทรงตอบ (ข้อ 1) พระองค์ทรงอยู่ที่นั่น ทรงพร้อมจะช่วยเราในเวลาที่เราต้องการและประทานที่อันมั่นคงซึ่งเราจะยืนหยัดอยู่ได้

สะท้อนแสงแห่งพระบุตร

หลังจากที่ฉันมีปัญหาขัดแย้งกับแม่ ในที่สุดเธอก็ยอมมาพบฉันในที่ซึ่งห่างจากบ้านฉันไปกว่าหนึ่งชั่วโมง แต่เมื่อไปถึง ฉันก็พบว่าเธอกลับไปก่อน แล้ว ด้วยความโกรธฉันจึงได้เขียนข้อความถึงเธอ แต่ฉันแก้ไขข้อความนั้นเมื่อรู้สึกว่าพระเจ้าทรงเตือนให้ฉันตอบสนองด้วยความรัก หลังจากที่แม่อ่านข้อความที่ฉันแก้ไขแล้ว เธอโทรมาและพูดว่า “ลูกเปลี่ยนไปนะ” พระเจ้าทรงใช้ข้อความของฉันนำให้แม่ถามเกี่ยวกับพระเยซู และในที่สุดเธอได้ต้อนรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

ในมัทธิวบทที่ 5 พระเยซูยืนยันว่าสาวกของพระองค์เป็นความสว่างของโลก (ข้อ 14) พระองค์ตรัสว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (ข้อ 16) เมื่อเราต้อนรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา เราก็ได้รับฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงเราเพื่อที่เราจะเป็นพยานที่ส่องสว่างถึงความจริงและความรักของพระเจ้าในทุกที่ที่เราไป

ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราสามารถเป็นแสงสว่างแห่งความหวังและสันติสุขที่เปี่ยมด้วยความยินดีและเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้นทุกวันได้ สิ่งดีทุกอย่างที่เราทำจะกลายเป็นการนมัสการด้วยใจขอบพระคุณ ซึ่งจะดึงดูดผู้อื่นและเป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นความเชื่อที่เปี่ยมด้วยพลัง เมื่อเรายอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะถวายเกียรติแด่พระบิดาได้โดยการสะท้อนแสงแห่งพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซู

ทุกคนล้วนนมัสการ

ผมไปเที่ยวที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซมาเมื่อเร็วๆนี้ ขณะที่เดินไปรอบๆอะโกร่าซึ่งเป็นตลาดในยุคโบราณที่นักปรัชญาใช้ในการสั่งสอน และชาวเอเธนส์ใช้บูชาเทพเจ้านั้น ผมเห็นแท่นบูชาของเทพเจ้าอะพอลโลและซุส ตั้งอยู่ภายใต้ร่มเงาของป้อมปราการอะโครโพลิสที่ซึ่งรูปปั้นของเทพีอะธีน่าเคยตั้งอยู่

แม้ผู้คนจะไม่ได้บูชาเทพอะพอลโลหรือซุสแล้วในปัจจุบัน แต่สังคมเราไม่ได้เคร่งศาสนาน้อยลงเลย นักเขียนนิยาย เดวิด ฟอสเตอร์ วอลเลสกล่าวว่า “ทุกคนล้วนนมัสการ” และเขายังเตือนอีกว่า “ถ้าคุณนมัสการเงินและสิ่งของ... คุณจะไม่มีวันมีมากพอ ถ้าคุณนมัสการร่างกายและความสวยงาม... คุณจะรู้สึกอัปลักษณ์อยู่เสมอ ถ้าคุณนมัสการความฉลาดของตนเอง... ท้ายที่สุดแล้วคุณจะรู้สึกโง่เขลา” คนในยุคเรามีรูปเคารพของตนเอง และนั่นเป็นสิ่งอันตราย

“ท่านชาวกรุงเอเธนส์!” เปาโลกล่าวขณะท่านไปเยือนที่อะโกร่า “โดยประการต่างๆข้าพเจ้าเห็นได้ว่า ท่านทั้งหลายเป็นนักศาสนา” (กจ.17:22) และท่านได้บรรยายถึงพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงองค์เดียวว่าทรงเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง (ข้อ 24-26) ผู้ทรงต้องการให้เรารู้จักพระองค์ (ข้อ 27) และผู้ทรงสำแดงพระองค์เองผ่านการคืนพระชนม์ของพระเยซู (ข้อ 31) โดยต่างจากเทพอะพอลโลและซุส พระเจ้าองค์นี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์ และพระองค์ไม่เหมือนกับเงินทอง รูปร่างหน้าตา หรือความเฉลียวฉลาด การนมัสการพระองค์จะไม่ทำให้เราพินาศ

“พระเจ้า” ของเรานั้นคือสิ่งใดก็ตามที่เราพึ่งพาเพื่อทำให้เรามีเป้าหมายและความปลอดภัย ขอบคุณพระเจ้าที่เมื่อเทพเจ้าทุกองค์ในโลกนี้ทำให้เราผิดหวัง แต่พระเจ้าผู้เที่ยงแท้องค์เดียวนั้นทรงรอคอยที่เราจะได้พบกับพระองค์ (ข้อ 27)

คุ้มค่าที่จะติดตามพระเยซู

โรนิทมาจากครอบครัวเคร่งศาสนาที่ไม่ใช่คริสเตียน บทสนทนาเรื่องจิตวิญญาณของพวกเขาเป็นเชิงวิชาการและไร้ชีวิตชีวา เธอพูดว่า “ฉันเพียรพยายามอธิษฐานทุกอย่าง แต่ฉันไม่ได้ยินเสียง (จากพระเจ้า)”

เธอเริ่มศึกษาพระคัมภีร์ และค่อยๆเริ่มเชื่ออย่างแน่วแน่ว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ โรนิทบรรยายถึงช่วงเวลานั้นว่า “ฉันได้ยินเสียงที่ชัดเจนในใจพูดว่า ‘เจ้าได้ยินพอแล้ว และได้เห็นมามากพอ ถึงเวลาที่จะเชื่อได้แล้ว’” แต่โรนิทพบกับปัญหา นั่นคือพ่อของเธอเอง “พ่อฉันตอบสนองราวกับภูเขาไฟวิสุเวียสระเบิด”

ขณะที่พระเยซูทรงดำเนินอยู่ในโลกนี้ ฝูงชนติดตามพระองค์ (ลก.14:25) เราไม่รู้แน่ว่าฝูงชนต้องการอะไร แต่พระองค์ทรงมองหาสาวก และสิ่งนั้นมีราคาต้องจ่าย พระเยซูตรัสว่า “ถ้าผู้ใดมาหาเราและไม่ชังบิดามารดา บุตรภรรยา และพี่น้องชายหญิง แม้ทั้งชีวิตของตนเองด้วย ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้” (ข้อ 26) พระองค์ทรงเล่าถึงการสร้างตึกและตรัสถามว่า “จะไม่นั่งลงคิดราคาดูเสียก่อนหรือ...” (ข้อ 28) พระเยซูไม่ได้ทรงหมายความว่าเราเกลียดชังครอบครัวจริงๆ แต่คือเราต้องเลือกพระองค์ก่อนสิ่งอื่นใด พระองค์ตรัสว่า “ทุกคนในพวกท่านที่มิได้สละสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่ จะเป็นสาวกของเราไม่ได้” (ข้อ 33)

โรนิทรักครอบครัวของเธอมาก แต่เธอก็ยังตัดสินใจว่า “ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ฉันรู้แล้วว่ามันคุ้มค่า” คุณต้องเสียสละสิ่งใดเพื่อจะติดตามพระเยซู เมื่อพระองค์ทรงนำคุณ

ใต้ปีกของพระเจ้า

มีฝูงห่านแคนาดาหลายครอบครัวพร้อมลูกห่านที่สระน้ำใกล้อพาร์ตเมนต์ของเรา ลูกห่านตัวน้อยขนปุยและน่ารักมาก เป็นเรื่องยากที่จะไม่มองดูพวกมันเมื่อออกไปเดินหรือวิ่งรอบๆสระ แต่ฉันเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงการสบตาและให้พื้นที่กับมัน ไม่เช่นนั้นฉันต้องเสี่ยงทำให้พ่อแม่ที่ปกป้องลูกสงสัยว่าจะมีภัย แล้วส่งเสียงขู่และไล่ตามฉัน!

ภาพนกที่ปกป้องลูกน้อยเป็นสิ่งที่พระคัมภีร์ใช้เพื่อบรรยายถึงความอ่อนโยนของพระเจ้า และความรักซึ่งปกป้องลูกๆของพระองค์ (สดด.91:4) ในสดุดีบทที่ 61 ดูเหมือนการดูแลของพระเจ้าในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดาวิดเข้าใจได้โดยง่าย ท่านเคยมีประสบการณ์กับพระเจ้าในฐานะ “ที่ลี้ภัย เป็นหอคอยเข้มแข็ง” (ข้อ 3) แต่ตอนนี้ท่านร้องอย่างสิ้นหวัง “มาแต่ที่สุดปลายแผ่นดินโลก” วิงวอนว่า “ขอทรงนำข้าพระองค์มาถึงศิลาที่สูงกว่าข้าพระองค์” (ข้อ 2) ท่านปรารถนาอีกครั้งที่จะ “ปลอดภัยอยู่ที่กำบังปีกของ[พระเจ้า]” (ข้อ 4)

และการซึ่งท่านนำความเจ็บปวดและความต้องการการรักษามาทูลต่อพระเจ้า ดาวิดได้รับการปลอบประโลมที่รู้ว่าพระองค์ทรงฟังท่าน (ข้อ 5) เพราะเหตุความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ท่านรู้ว่าท่านจะ “ร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์เสมอ” (ข้อ 8)

เช่นเดียวกับผู้เขียนพระธรรมสดุดี เมื่อเรารู้สึกห่างเหินจากความรักของพระเจ้า เราวิ่งกลับไปสู่อ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ได้เพื่อที่จะมั่นใจว่า แม้ในยามเจ็บปวดพระองค์ทรงอยู่กับเรา ทรงปกป้องและดูแลเราอย่างดุดันแข็งขันประหนึ่งแม่นกปกป้องลูกของมัน

ความเห็นอกเห็นใจจากสมาร์ทโฟน

คนขับรถส่งอาหารของคุณมาช้าไปไหม คุณสามารถใช้โทรศัพท์เพื่อให้คะแนนหนึ่งดาวกับเขาได้ เจ้าของร้านปฏิบัติต่อคุณอย่างหยาบคายไหม คุณเขียนรีวิววิจารณ์เธอได้ ในขณะที่สมาร์ทโฟนช่วยให้เราซื้อของ ติดต่อกับเพื่อน และอื่นๆอีกมาก สมาร์ทโฟนยังให้อำนาจแก่เราในการให้คะแนนกันและกันแบบสาธารณะ และนี่อาจเป็นปัญหาได้

การให้คะแนนกันและกันด้วยวิธีนี้เป็นปัญหาเนื่องจากการตัดสินอาจทำได้โดยไม่มีบริบท คนขับได้รับคะแนนไม่ดีในการจัดส่งที่ล่าช้าเนื่องจากสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเขา เจ้าของร้านได้รับคำวิจารณ์ในแง่ลบขณะที่เธอตื่นอยู่ตลอดคืนเพราะลูกที่ป่วย เราจะหลีกเลี่ยงการให้คะแนนผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้ได้อย่างไร

โดยการเลียนแบบพระลักษณะของพระเจ้า ในอพยพ 34:6-7 พระเจ้าอธิบายพระองค์เองว่า “ทรงพระกรุณา และทรงกอปรด้วยพระคุณ” หมายความว่าพระองค์จะไม่ตัดสินความล้มเหลวของเราโดยไม่มีบริบท “ทรงกริ้วช้า” หมายความว่าพระองค์จะไม่โพสต์คำวิจารณ์แง่ลบหลังจากประสบการณ์แย่ๆเพียงครั้งเดียว “บริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง” หมายความว่า การที่พระองค์ทรงแก้ไขเราก็เพื่อประโยชน์ของเรา ไม่ใช่เพื่อแก้แค้น และ “โปรดยกโทษ[จาก]การล่วงละเมิด” หมายความว่าชีวิตของเราไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดจากวันที่เราได้ดาวเดียว เนื่องจากพระลักษณะของพระเจ้าต้องเป็นรากฐานของเรา (มธ.6:33) เราจึงหลีกเลี่ยงความเลวร้ายจากสมาร์ทโฟนได้โดยใช้มันตามที่พระองค์จะทรงใช้ในยุคออนไลน์นี้ เราทุกคนสามารถให้คะแนนผู้อื่นแบบเลวร้ายได้ ขอพระวิญญาณเสริมกำลังเราที่จะแสดงความเห็นอกเห็นใจเล็กๆน้อยๆในวันนี้

คุณวางใจในพระเจ้าได้

เมื่อมิกกี้แมวของฉันติดเชื้อที่ตา ฉันหยอดตาให้มันทุกวัน ทันทีที่วางมันที่บนเคาน์เตอร์ในห้องน้ำ มันนั่งลง มองฉันด้วยสายตาตื่นกลัว และเตรียมพร้อมสำหรับของเหลวที่จะพุ่งเข้ามา “เด็กดี” ฉันพึมพำ แม้ว่ามันจะไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันทำ แต่ก็ไม่เคยกระโดดหนี ขู่ฟ่อหรือข่วนฉัน แต่จะเบียดตัวเข้ามาใกล้ฉันที่ทำให้มันเจอกับประสบการณ์ยากลำบาก มันรู้ว่าไว้ใจฉันได้

เมื่อดาวิดเขียนพระธรรมสดุดีบทที่ 9 ท่านคงมีประสบการณ์กับความรักและความสัตย์ซื่อของพระเจ้ามามากแล้ว ท่านหันไปหาพระองค์เพื่อขอการปกป้องให้พ้นจากศัตรู และพระเจ้าทรงกระทำกิจแทนท่าน (ข้อ 3-6) ในช่วงเวลาที่ดาวิดต้องการ พระเจ้าไม่ทรงทำให้ท่านผิดหวัง ด้วยเหตุนี้ดาวิดจึงรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นอย่างไร พระเจ้าทรงฤทธิ์อำนาจและทรงชอบธรรม ทรงรักและทรงสัตย์ซื่อ และด้วยเหตุนี้ดาวิดจึงไว้วางใจพระองค์ ท่านรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นที่ไว้วางใจได้

ฉันดูแลมิกกี้ผ่านความเจ็บป่วยมาหลายครั้งตั้งแต่คืนที่ฉันพบมันตอนเป็นลูกแมวตัวเล็กๆที่หิวโหยอยู่ข้างถนน มันรู้ว่ามันจะไว้ใจฉันได้ แม้ว่าฉันจะทำบางอย่างกับมันโดยที่มันไม่เข้าใจก็ตาม ในทำนองเดียวกันการระลึกถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเราและพระลักษณะของพระองค์ ช่วยให้เราวางใจพระองค์เมื่อเราไม่เข้าใจสิ่งที่พระองค์กำลังทำ ขอให้เรายังคงวางใจในพระเจ้าต่อไปผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิต

มีค่ายิ่งกว่าทองคำ

คุณเคยดูสินค้าราคาถูกที่นำมาเปิดท้ายขายของแล้วฝันว่าคุณจะพบของมีค่าอย่างเหลือเชื่อไหม มันเกิดขึ้นที่รัฐคอนเนคทิคัต เมื่อชามโบราณลายดอกไม้จีนที่ซื้อในราคาพันกว่าบาท ได้ถูกขายในงานประมูลในปี 2021
ด้วยราคากว่ายี่สิบสามล้านบาท ของชิ้นนี้กลายเป็นศิลปวัตถุชิ้นสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่หายากจากศตวรรษที่ 15 เป็นเครื่องเตือนใจที่น่าทึ่งว่าสิ่งที่บางคนมองว่ามีค่าเพียงเล็กน้อยกลับมีคุณค่าที่ยิ่งใหญ่

เปโตรเขียนถึงผู้เชื่อที่กระจัดกระจายไปทั่วโลกเวลานั้น ท่านอธิบายว่าความเชื่อของพวกเขาในพระเยซูคือความเชื่อในพระองค์ผู้ซึ่งถูกปฏิเสธโดยสังคมส่วนใหญ่ ถูกดูหมิ่นโดยผู้นำทางศาสนาชาวยิวและถูกตรึงกางเขนโดยรัฐบาลโรม พระคริสต์ถูกคนจำนวนมากมองว่าไร้ค่าเพราะไม่ทรงตอบสนองความคาดหวังและความปรารถนาของพวกเขา แต่ถึงแม้คนอื่นจะเมินเฉยต่อคุณค่าของพระเยซู แต่พระองค์เป็นผู้ที่พระเจ้า “ทรงเลือกไว้และทรงค่าอันประเสริฐ” (1ปต.2:4) คุณค่าของพระองค์ที่มีต่อเรามีค่ายิ่งกว่าเงินหรือทอง (1:18-19) และเราได้รับการรับรองว่า ผู้ใดที่เลือกเชื่อวางใจในพระเยซูจะไม่ได้รับความอับอายในสิ่งที่ตนเลือก (2:6)

เมื่อคนอื่นมองว่าพระเยซูไร้ค่า ขอให้เราลองมองอีกครั้ง พระวิญญาณของพระเจ้าทรงช่วยให้เราเห็นของประทานอันประเมินค่ามิได้จากพระคริสต์ ผู้ประทานคำเชื้อเชิญอันมีค่าแก่ทุกคนให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า (ข้อ 10)

กษัตริย์สามพระองค์

ในละครเพลงยอดนิยมเรื่อง แฮมิลตัน พระเจ้าจอร์จที่ 3 กษัตริย์แห่งอังกฤษถูกนำเสนอในแนวขบขันว่าเป็นวายร้ายที่ฟั่นเฟือน อย่างไรก็ตามชีวประวัติใหม่ของพระเจ้าจอร์จบอกว่าพระองค์ไม่ใช่ทรราชย์ที่บรรยายไว้ใน คำประกาศอิสรภาพของแฮมิลตันหรือของอเมริกา หากพระเจ้าจอร์จเป็นเผด็จการที่โหดร้ายอย่างที่ชาวอเมริกันกล่าวว่าพระองค์เป็น พระองค์คงหยุดการเรียกร้องเอกราชของพวกเขาด้วยมาตรการทางทหารที่หนักหน่วงเพื่อหวังทำลายทุกสิ่ง แต่ก็ทรงยับยั้งไว้ด้วยภาวะจิตใจอย่างผู้ที่ “มีอารยธรรม นิสัยดี”

ไม่มีใครรู้ว่าพระเจ้าจอร์จทรงสิ้นพระชนม์ไปด้วยความเสียใจไหม รัชกาลของพระองค์อาจประสบความสำเร็จมากกว่านี้หรือไม่หากทรงแข็งกร้าวต่อประชาชนของพระองค์

นั่นไม่จำเป็นเลย ในพระคัมภีร์เราอ่านเรื่องกษัตริย์เยโฮรัมผู้ซึ่งสถาปนาบัลลังก์ของพระองค์ให้มั่นคงโดย “ประหารพระอนุชาของพระองค์เสียหมดด้วยดาบ ทั้งเจ้านายบางคนของยูดาห์ด้วย” (2พศด.21:4) กษัตริย์เยโฮรัม “กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระเจ้า” (ข้อ 6) การปกครองที่โหดเหี้ยมทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน ผู้ซึ่งมิได้ร่ำไห้ต่อการสิ้นพระชนม์อันน่าสยดสยองของพระองค์ และมิได้ “ก่อเพลิงถวายเกียรติแก่พระองค์” (ข้อ 19)

นักประวัติศาสตร์อาจถกเถียงกันว่าพระเจ้าจอร์จผ่อนปรนเกินไปหรือไม่ แต่กษัตริย์เยโฮรัมรุนแรงเกินไปอย่างแน่นอน วิธีที่ดีกว่าคือวิธีของพระเยซูองค์กษัตริย์ผู้ “บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง” (ยน.1:14) ความคาดหวังของพระคริสต์นั้นเด็ดขาด (ทรงเรียกร้องความจริง) ทว่าพระองค์ทรงโอบกอดผู้ที่ล้มเหลว (ประทานพระคุณ) พระเยซูทรงเรียกเราที่เชื่อในพระองค์ให้ทำตามการทรงนำจากนั้นพระองค์ประทานกำลังให้เราทำได้โดยการนำขององค์พระวิญญาณ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา