Category  |  ODB

พระเจ้าที่ทางแยก

สามีของฉันป่วยมาหลายวันจนเมื่ออุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงขึ้น เขาจึงต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉิน โรงพยาบาลรับตัวเขาไว้ทันที แต่ละวันผ่านไปอาการของเขาดีขึ้น แต่ยังไม่ดีพอที่จะออกจากโรงพยาบาลได้ ฉันต้องเผชิญกับทางเลือกที่น่าลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง ระหว่างการอยู่กับสามีหรือการเดินทางไปทำงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผู้คนและโครงการต่างๆมากมาย สามียืนยันกับฉันว่าเขาไม่เป็นไร แต่ฉันรู้สึกว่ายากเหลือเกินที่จะต้องเลือกระหว่างสามีและงาน 

คนของพระเจ้าก็ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์เมื่อมาถึงทางแยกแห่งการตัดสินใจของชีวิต บ่อยครั้งเหลือเกินที่พวกเขาไม่ได้ยึดมั่นในคำแนะนำที่พระองค์ทรงบอกไว้ ดังนั้นโมเสสจึงเรียกร้องให้พวกเขา “เลือกเอาข้างชีวิต” ด้วยการทำตามพระบัญชาของพระองค์ (ฉธบ.30:19) ต่อมาผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ได้มอบคำแนะนำให้กับบรรดาผู้ที่ดื้อดึงต่อพระเจ้า โดยขอร้องให้พวกเขาเดินตามทางของพระองค์ว่า “จงยืนที่ถนนและมองให้ดี และถามหาทางโบราณนั้นว่าทางดีอยู่ที่ไหน แล้วจงเดินในทางนั้น” (ยรม.6:16) เส้นทางโบราณแห่งพระคัมภีร์และสิ่งที่พระเจ้าเคยจัดเตรียมไว้ให้เราในอดีตสามารถนำทางเราได้

ฉันนึกภาพว่าตัวเองยืนอยู่ตรงถนนที่เป็นทางแยกจริงๆและนำรูปแบบคำสอนที่ทรงปัญญาของเยเรมีย์มาประยุกต์ใช้ สามีต้องการฉัน งานของฉันก็เช่นกัน และตอนนั้นเองหัวหน้าก็โทรมาหาและหนุนใจให้ฉันอยู่บ้าน ฉันหยุดคิดและขอบคุณพระเจ้าสำหรับการทรงจัดเตรียมของพระองค์ที่ทางแยกนั้น ทางที่พระเจ้านำเราไปนั้นมักไม่ได้ปรากฏอย่างชัดเจนเสมอไป แต่จะปรากฏแน่นอน เมื่อเรายืนอยู่ที่ทางแยก ให้เราแน่ใจว่าเรามองหาพระองค์

สัตย์ซื่ออย่างเงียบๆ

ผมไม่ทันสังเกตเห็นเขาในตอนแรก ผมลงมากินอาหารเช้าที่โรงแรม ทุกอย่างในห้องอาหารนั้นสะอาดสะอ้าน โต๊ะบุฟเฟ่ต์มีอาหารอยู่เต็ม ของในตู้เย็นมีพร้อม อุปกรณ์ที่จะต้องใช้จัดเรียงไว้อย่างเพียงพอ ทุกอย่างดูดีมาก

แล้วผมก็เห็นเขา ชายคนหนึ่งคอยเติมอาหารและคอยเช็ดนั่นเช็ดนี่อยู่อย่างเงียบๆ เขาไม่ได้ทำตัวให้เป็นที่สังเกตเลย แต่ยิ่งผมนั่งอยู่ตรงนั้นนานขึ้นผมก็ยิ่งประทับใจ ชายคนนี้ทำงานอย่างรวดเร็ว คอยดูทุกอย่างและคอยเติมอาหารก่อนที่จะมีใครถาม ในฐานะคนที่มีประสบการณ์ด้านงานบริการอาหารคนหนึ่ง ผมสังเกตว่าเขาจะคอยใส่ใจในรายละเอียด ทุกอย่างสมบูรณ์แบบเพราะชายคนนี้ทำงานอย่างสัตย์ซื่อ แม้อาจมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สังเกตเห็น

การมองดูชายคนนี้ทำงานอย่างเอาใจใส่ ทำให้ผมคิดถึงคำพูดของเปาโลในเธสะโลนิกาที่ว่า “จงตั้งเป้าว่าจะอยู่อย่างสงบ และทำกิจธุระส่วนของตน และทำการงานด้วยมือของตนเอง เหมือนอย่างที่เรากำชับท่านแล้ว ...เพื่อท่านจะได้เป็นที่นับถือของคนภายนอก” (1 ธส.4:11-12) เปาโลเข้าใจว่าการเป็นคนงานที่สัตย์ซื่อจะเป็นที่นับถือของคนอื่นได้ จากการนำเสนอคำพยานแบบเงียบๆ ว่าพระกิตติคุณมีผลทำให้การบริการผู้อื่นที่ดูเหมือนเล็กน้อยนั้นกลายเป็นการกระทำที่มีศักดิ์ศรีและเป้าหมาย

ผมไม่รู้ว่าชายคนที่ผมเห็นวันนั้นเป็นผู้เชื่อในพระเยซูหรือไม่ แต่ผมรู้สึกซาบซึ้งใจในความขยันขันแข็งแบบเงียบๆ ของเขาที่เตือนผมให้พึ่งพาในพระเจ้า เพื่อจะใช้ชีวิตด้วยความสัตย์ซื่ออย่างเงียบๆที่สะท้อนพระลักษณะอันสัตย์ซื่อของ พระองค์

มองเห็นความหวัง

นักสมุทรศาสตร์ซิลเวีย เอิร์ลได้เห็นความเสื่อมโทรมของแนวปะการังด้วยตัวของเธอเอง เธอจึงได้ก่อตั้งองค์กรชื่อว่ามิชชั่นบลู ที่อุทิศตนเพื่อสร้าง “โฮปสปอต” หรือพื้นที่แห่งความหวังขึ้น พื้นที่พิเศษนี้มีอยู่ทั่วโลกและ “สำคัญต่อสภาพความสมบูรณ์ของมหาสมุทร” ซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตของเราบนโลกนี้ เมื่อพื้นที่เหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างดี นักวิทยาศาสตร์จึงได้เห็นความสัมพันธ์ของโลกใต้น้ำได้รับการฟื้นฟูและสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธ์ก็ได้รับการอนุรักษ์ไว้

ในสดุดี 33 ผู้เขียนยอมรับว่าพระเจ้าเป็นผู้ตรัสให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นและทรงรับรองว่าทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างนั้นตั้งมั่นคง (ข้อ 6-9) ขณะที่พระเจ้าทรงปกครองเหนือชนทุกชั่วชาติพันธุ์ (ข้อ 11-19) พระองค์เท่านั้นทรงเป็นผู้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ เป็นผู้ช่วยชีวิต และทำให้ความหวังมีพลัง ถึงกระนั้นพระเจ้าได้ทรงเชิญให้เรามาร่วมกับพระองค์ในการดูแลเอาใจใส่โลกและผู้คนที่พระองค์ทรงสร้าง

ทุกครั้งที่เราสรรเสริญพระเจ้าสำหรับสายรุ้งบางเบาที่พาดผ่านท้องฟ้าสีเทาที่เต็มไปด้วยก้อนเมฆ หรือคลื่นระยิบระยับของมหาสมุทรที่โหมซัดโขดหิน เราก็สามารถประกาศถึง “ความรักมั่นคง” และการทรงสถิตของพระองค์ เมื่อเรา “หวังใจ” ในพระองค์ (ข้อ 22)

ในยามที่เราถูกทดลองให้รู้สึกท้อแท้หรือเกิดความกลัวเมื่อคิดถึงสภาพปัจจุบันของโลกนี้ เราอาจเริ่มเชื่อว่าเราไม่สามารถจะทำอะไรได้ แต่เมื่อเราในฐานะสมาชิกทีมรักษ์โลกของพระเจ้าทำในส่วนของเรา เราก็จะถวายเกียรติแด่พระเจ้าในฐานะองค์พระผู้สร้าง และช่วยให้ผู้อื่นมองเห็นความหวังเมื่อเขามอบความไว้วางใจให้พระเยซู

แล้วพระบุตรทรงเป็นขึ้นจากความตาย

นวนิยายเรื่องยาวเรื่องแรกของเออร์เนสท์ เฮมมิ่งเวย์มีจุดเด่นของเรื่องเป็นกลุ่มเพื่อนนักดื่มที่เพิ่งรอดพ้นจากสงครามโลกครั้งที่ 1 พวกเขามีแผลเป็นตามร่างกายและในจิตใจจากหายนะของสงคราม และพยายามบรรเทาด้วยการกินดื่ม การผจญภัยอันน่าตื่นเต้น และมีสัมพันธ์กับผู้หญิงไปทั่ว โดยทุกครั้งจะมีเครื่องดื่มมึนเมาที่ทำให้ความเจ็บปวดนั้นด้านชา ไม่มีใครมีความสุขเลย

หนังสือของเฮมมิงเวย์เล่มนี้ชื่อ แล้วดวงตะวันก็ฉายแสง ซึ่งมาจากพระธรรมปัญญาจารย์ข้อนี้ (1:5) เมื่อกษัตริย์ซาโลมอนเอ่ยถึงพระองค์เองว่าเป็น “ปัญญาจารย์” (ข้อ 1) พระองค์สังเกตเห็นว่า “สารพัดอนิจจัง” (ข้อ 2) และถามว่า “ที่มนุษย์ทำงาน...เขาได้ประโยชน์อะไรจากงานที่เขาทำนั้น” (ข้อ 3) ซาโลมอนเห็นการที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตก ลมพัดหมุนเวียนไป แม่น้ำไหลไปสู่ทะเลไม่เคยหยุด แต่ทะเลก็ไม่เคยเต็ม (ข้อ 5-7) และในท้ายที่สุดทุกอย่างก็ถูกลืม (ข้อ 11)

ทั้งเฮมมิ่งเวย์และปัญญาจารย์บอกให้เราคิดถึงความว่างเปล่าอันไร้ประโยชน์จากการมีชีวิตอยู่เพื่อชีวิตนี้เท่านั้น แต่ซาโลมอนก็ได้ร้อยเรียงคำแนะนำอันชาญฉลาดเกี่ยวกับพระเจ้าไว้ในพระธรรมเล่มนี้ว่า ความมั่นคงถาวรและความหวังที่แท้จริงนั้นมีอยู่ ปัญญาจารย์แสดงให้เห็นตัวตนแท้จริงของเรา และยังแสดงให้เห็นด้วยว่าพระเจ้าเป็นอย่างไร ซาโลมอนตรัสว่า “สารพัดที่พระเจ้าทรงกระทำก็ดำรงอยู่เป็นนิตย์” (3:14) และเพราะเหตุนี้เราจึงมีความหวังอันยิ่งใหญ่ เพราะพระเจ้าทรงประทานของขวัญให้กับเราคือพระเยซูพระบุตรของพระองค์

หากไม่มีพระเจ้าแล้ว เราก็เคว้งคว้างอยู่กลางทะเลที่ไม่มีจุดสิ้นสุดและไม่อาจเติมเต็มความสุขในจิตใจเราได้ แต่โดยพระเยซูพระบุตรผู้เป็นขึ้นจากตาย เราจึงได้คืนดีกับพระองค์ และค้นพบความหมาย คุณค่า และเป้าหมายของเรา

อัตลักษณ์ใหม่ในพระเยซู

“ผมไม่ใช่คนเดิมอย่างที่เคยเป็น ผมเป็นคนใหม่แล้ว” คำพูดธรรมดาๆจากลูกชายผมที่พูดกับนักเรียนในที่ประชุมของโรงเรียนนี้ บอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตของเขา ครั้งหนึ่งเจฟฟรี่เคยเสพติดเฮโรอีนและมองตัวเองเป็นคนบาปและทำผิดพลาด แต่ตอนนี้เขามองตัวเองในฐานะลูกของพระเจ้า

พระคัมภีร์ตอนนี้หนุนใจเราด้วยพระสัญญาที่ว่า “ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” (2 คร.5:17) ไม่ว่าเราจะเคยเป็นคนอย่างไร หรือทำอะไรมาก่อนในอดีต แต่เมื่อเราวางใจในพระเยซูเพื่อจะได้รับความรอดและรับการอภัยโทษ ที่ทรงประทานผ่านทางไม้กางเขน เราจะกลายเป็นคนใหม่ ความผิดจากบาปของเราได้แยกเราออกจากพระเจ้าตั้งแต่ที่สวนเอเดน แต่บัดนี้พระองค์ทรง “ให้เราคืนดีกันกับพระองค์ทางพระเยซูคริสต์” และ “มิได้ทรงถือโทษ” ในการผิดของเรา (ข้อ 18-19) เราเป็นบุตรที่รักของพระเจ้า (1 ยน.3:1-2) ได้รับการชำระและถูกสร้างใหม่ให้เป็นเหมือนพระบุตรของพระองค์

พระเยซูทรงปลดปล่อยเราจากบาปและอำนาจแห่งการควบคุมของมัน และทรงนำเรากลับไปสู่ความสัมพันธ์ใหม่กับพระเจ้า ที่เราจะเป็นอิสระโดยไม่อยู่เพื่อตัวเราเองอีกต่อไป แต่ “จะอยู่เพื่อพระองค์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์[เพื่อเรา]และทรงเป็นขึ้นมา” (2คร.5:15) ในวันปีใหม่นี้ ให้เราระลึกถึงความรักของพระองค์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงเรา ทำให้เรามีชีวิตในอัตลักษณ์ใหม่และมีเป้าหมายใหม่ ซึ่งจะช่วยให้เราสำแดงให้ผู้อื่นเห็นถึงองค์พระผู้ช่วยให้รอด ผู้ทรงสามารถทำให้เขาเป็นคนใหม่ได้เช่นกัน!

นครแห่งความชอบธรรม

ในวันส่งท้ายปี 2000 เจ้าหน้าที่ในเมืองดีทรอยต์ได้เปิดแคปซูลเวลาอายุร้อยปีอย่างระมัดระวัง ภายในกล่องทองแดงอัดแน่นด้วยคำทำนายที่ให้ความหวังจากผู้นำบางคนของเมืองที่แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับความมั่นคงรุ่งเรือง อย่างไรก็ตามข้อความของนายกเทศมนตรีเสนอแนวทางที่ต่างออกไป เขาเขียนไว้ว่า “ขอให้เราได้แสดงความหวังเดียวที่เหนือกว่าความหวังอื่นทั้งหมด....[เพื่อ]ท่านในฐานะชาติ ประชาชนและเมือง จะตระหนักว่าท่านได้เจริญขึ้นในความชอบธรรม เพราะความชอบธรรมนี้เองที่จะยกระดับความเป็นชาติให้สูงส่งยิ่งขึ้น”

นายกเทศมนตรีปรารถนาให้พลเมืองในอนาคตไม่เพียงแค่มีความสุข ความสำเร็จหรือสันติภาพ แต่ที่จะมีในสิ่งที่เป็นความยุติธรรมและความเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง บางทีเขาอาจกล่าวเช่นนี้ตามพระเยซูที่ได้ทรงอวยพระพรแก่ผู้ที่ปรารถนาความชอบธรรมของพระองค์ (มธ.5:6) แต่ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะรู้สึกท้อใจเมื่อเราพิจารณาถึงมาตรฐานที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า

สรรเสริญพระเจ้าที่เราไม่ต้องพึ่งพาความพยายามของเราเองที่จะเติบโต ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูกล่าวดังนี้ “ขอพระเจ้าแห่งสันติสุข...ทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายมีทุกสิ่งที่ดี เพื่อจะได้ปฏิบัติตามพระทัยพระองค์ และทรงทำงานในท่านทั้งหลายให้เกิดผลเป็นที่ชอบในสายพระเนตรของพระองค์โดยพระเยซูคริสต์” (ฮบ.13:20-21) เราซึ่งอยู่ในพระคริสต์ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์โดยพระโลหิตของพระองค์ทันทีที่เราเชื่อในพระองค์ (ข้อ 12) แต่พระองค์ทรงกระทำให้ผลแห่งความชอบธรรมในใจของเราค่อยๆงอกงามขึ้นตลอดชั่วชีวิต เรามักจะสะดุดล้มในระหว่างเส้นทางของชีวิต แต่เรายังคงเฝ้ารอ “นครที่จะมีในภายหน้า” ที่ซึ่งความชอบธรรมของพระเจ้าจะครอบครอง (ข้อ 14)

จิตใจเป็นทุกข์ คำอธิษฐานที่ซื่อตรง

สามวันก่อนจะมีการระเบิดที่บ้านของเขาในเดือนมกราคม ค.ศ.1957 ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ได้พบกับประสบการณ์ที่ประทับในใจเขาไปตลอดชีวิต หลังจากได้รับโทรศัพท์ข่มขู่ คิงจึงครุ่นคิดถึงวิธีที่จะออกจากขบวนการเรียกร้องสิทธิพลเมือง แล้วคำอธิษฐานก็หลั่งไหลออกมาจากใจของเขา “ผมอยู่ที่นี่เพื่อยืนหยัดในสิ่งที่ผมเชื่อว่าถูกต้อง แต่เวลานี้ผมกลัว ผมไม่เหลืออะไรแล้ว ผมมาถึงจุดที่ผมเผชิญคนเดียวไม่ได้” เมื่ออธิษฐานจบ คิงมีความรู้สึกมั่นใจอย่างเงียบๆ เขาบันทึกว่า “ความกลัวของผมเริ่มหมดไปเกือบจะในทันที ความไม่แน่ใจของผมหายไป ผมพร้อมที่จะเผชิญทุกสิ่ง”

ในพระธรรมยอห์นบทที่ 12 พระเยซูทรงรู้ว่า “จิตใจของเราเป็นทุกข์” (ข้อ 27) พระองค์ทรงเปิดเผยอย่างซื่อตรงถึงความรู้สึกภายในของพระองค์ และยังทรงมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางในคำอธิษฐานของพระองค์ “ข้าแต่พระบิดา ขอให้พระนามของพระองค์จงได้รับเกียรติ” (ข้อ 28) คำอธิษฐานของพระเยซูเป็นการยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระเจ้า

แล้วเราผู้เป็นมนุษย์เล่าจะรู้สึกเจ็บปวดจากความกลัวและความรู้สึกยากลำบากสักเพียงใด เมื่อเราต้องเจอกับทางเลือกว่าจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าหรือไม่ คือเมื่อเราต้องการสติปัญญาเพื่อตัดสินใจในเรื่องที่ยากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ อุปนิสัยความเคยชินหรือแบบแผนอื่นๆ(ดีและไม่ดี) ไม่ว่าเราจะต้องเผชิญกับสิ่งใด เมื่อเราอธิษฐานกับพระเจ้าด้วยใจกล้า พระองค์จะประทานกำลังให้เราเอาชนะความกลัว ความรู้สึกยากลำบากและทำสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ เพื่อเป็นผลดีต่อตัวเราและต่อผู้อื่น

มงกุฎแห่งชีวิต

ลีเอเดียเนส ร็อดริเกซ-เอสพาดาวัย 12 ปี กังวลว่าเธอจะไปวิ่ง 5 กิโลเมตรสาย ความกระวนกระวายทำให้เธอออกตัวพร้อมกับกลุ่มนักวิ่งก่อนเวลาเริ่มต้นสิบห้านาที คือออกวิ่งพร้อมกับผู้เข้าร่วมแข่งฮาล์ฟมาราธอน (ประมาณ 21 กิโลเมตร) ลีเอเดียเนสก้าวทันนักวิ่งคนอื่นและก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 4 เธอยังมองไม่เห็นเส้นชัย เธอจึงรู้ตัวว่าอยู่ในการแข่งขันซึ่งมีระยะไกลกว่าและยากกว่า แต่แทนที่จะออกจากสนาม เธอกลับวิ่งต่อไป นักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนโดยบังเอิญคนนี้วิ่งจนจบระยะทาง 21 กิโลเมตร และอยู่ในอันดับที่ 1,885 จากผู้เข้าเส้นชัย 2,111 คน และนั่นคือความอดทน!

ในระหว่างที่ถูกข่มเหงนั้น มีผู้เชื่อในพระเยซูจำนวนมากในศตวรรษแรกต้องการออกจากการแข่งขันเพื่อพระคริสต์ แต่ยากอบหนุนใจให้พวกเขาวิ่งต่อไป หากพวกเขาอดทนต่อการทดลอง พระเจ้าทรงสัญญาจะประทานรางวัลสองประการ (ยก.1:4,12) ประการแรก ความอดทนนานนั้นจะ “บรรลุผลอันสมบูรณ์” เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ “ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (ข้อ 4) ประการที่สอง พระเจ้าจะประทาน “มงกุฎแห่งชีวิต” คือชีวิตในพระเยซูบนโลกนี้ และพระสัญญาว่าพวกเขาจะได้อยู่ในการทรงสถิตของพระองค์ในชีวิตหน้าที่จะมาถึง (ข้อ 12)

ในบางวัน การวิ่งแข่งในชีวิตคริสเตียนอาจไม่ได้เป็นไปในแบบที่เราลงสมัคร หรือคิดไว้ คือเป็นการแข่งที่ยาวนานและยากกว่าที่เราคาด แต่เนื่องจากพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นไว้ให้เรา เราจึงอดทนบากบั่นและวิ่งต่อไปได้

ตอบสนองความต้องการของผู้อื่น

พ่อของฟิลลิปทุกข์ทรมานจากอาการป่วยทางจิตขั้นรุนแรงและออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ข้างถนน หลังจากที่ซินดี้กับฟิลลิปลูกชายคนเล็กใช้เวลาหนึ่งวันในการตามหาเขา ฟิลลิปมีเหตุผลที่จะเป็นห่วงเรื่องความเป็นอยู่ของพ่อ เขาถามแม่ว่าพ่อและคนอื่นๆที่ไม่มีบ้านอยู่จะอบอุ่นไหม จากเรื่องนี้ พวกเขาจึงเริ่มลงมือในการพยายามรวบรวมและแจกจ่ายผ้าห่มและอุปกรณ์กันหนาวให้กับคนจรจัดในพื้นที่ เป็นเวลากว่าทศวรรษที่ซินดี้มองว่านี่คืองานในชีวิตของเธอ โดยให้เครดิตกับลูกชายและความเชื่อในพระเจ้าอันลึกซึ้งของเธอ ที่ปลุกเธอให้เข้าใจความจริงถึงความยากลำบากของการไร้ซึ่งที่หลับนอนอันอบอุ่น

พระคัมภีร์สอนเรามานานแล้วให้ตอบสนองความต้องการของผู้อื่น ในพระธรรมอพยพ โมเสสบันทึกกฎเกณฑ์ชุดหนึ่งเพื่อเป็นแนวทางแก่เราในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่ขาดแคลนทรัพยากร เมื่อเราได้รับการกระตุ้นให้ตอบสนองความต้องการของผู้อื่น เราจะต้อง “ไม่ปฏิบัติเหมือนเป็นข้อตกลงทางธุรกิจ” และไม่ควรสร้างความได้เปรียบหรือกำไรจากสิ่งนั้น (อพย.22:25) หากเสื้อคลุมของบุคคลใดถูกยึดเป็นหลักประกัน ก็จะต้องส่งคืนก่อนตะวันตกดิน “เพราะเขาอาจมีเสื้อคลุมตัวนั้นตัวเดียวเป็นเครื่องปกคลุมร่างกาย มิฉะนั้นเวลานอนเขาจะเอาอะไรห่มเล่า” (ข้อ 27)

ขอให้เราทูลต่อพระเจ้าที่จะทรงเปิดดวงตาและหัวใจของเราให้มองเห็นว่าจะช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ที่กำลังทนทุกข์ได้อย่างไร ไม่ว่าเราจะพยายามตอบสนองความต้องการของคนๆเดียวหรือของคนจำนวนมากเหมือนที่ซินดี้กับฟิลลิปได้กระทำ เราก็ได้ถวายเกียรติแด่พระองค์โดยปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างให้เกียรติและเอาใจใส่

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา