ตัวแทนของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่
แอนนาและสามีอาศัยอยู่ในประเทศอาร์เจนตินากับลูกสองคน พวกเขาเก็บตัวและพูดแต่ภาษาสเปนอย่างคล่องแคล่ว แต่พวกเขาไม่ใช่คนอาร์เจนตินา พวกเขาเป็นสายลับที่แฝงตัวมา พวกเขาเกิดในอีกประเทศหนึ่ง และเชี่ยวชาญในการทำตัวกลมกลืนกับวัฒนธรรมของชาติที่แอบแฝงตัวเข้าไป แม้กระทั่งการถือส้อม แต่การปลอมแปลงทะเบียนราษฎร์ของพวกเขามีข้อสงสัย และในที่สุดทั้งคู่ก็ถูกจับกุม ขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังบินกลับประเทศบ้านเกิด แอนนามองลูกสาววัยสิบเอ็ดขวบ เธอจะบอกข่าวนี้กับลูกอย่างไรว่าพ่อแม่ไม่ได้เป็นอย่างที่ลูกคิด
ผู้เชื่อในพระเยซูเป็นพลเมืองในแผ่นดินที่สำคัญกว่านั้นมาก พวกเราเป็นตัวแทนของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ เพราะ “บ้านเมืองของเรานั้นอยู่ที่สวรรค์” (ฟป. 3:20) ชาวเมืองฟีลิปปีภาคภูมิใจในสถานะพลเมืองโรมันของพวกเขา พวกเขาจงรักภักดีรับใช้จักรวรรดิโรมันขณะอาศัยอยู่ในฟีลิปปี เปาโลบอกว่าความจงรักภักดีของพวกเขาขยายวงกว้างกว่านั้น เมื่อพวกเขามอบความจงรักภักดีสูงสุดแด่พระเยซูผู้ทรงครอบครองจักรวรรดิโรมันและเมืองฟีลิปปีจากสวรรค์
พวกเราไม่ได้แอบทำงานอย่างลับๆเพื่อต่อต้านประเทศที่เราอาศัยอยู่เหมือนแอนนาและสามี เราทำงานอย่างเปิดเผยเพื่อประโยชน์ของประเทศนั้น ความจงรักภักดีของเราที่มอบให้พระเยซูกระตุ้นเราให้รับใช้เพื่อนบ้าน และอธิษฐานเผื่อ ”คนทั้งปวงที่มีตำแหน่งสูง เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิต...ในทางธรรม” (1 ทธ. 2:2) โดยความช่วยเหลือจากพระเจ้าพวกเราจะพบ “สันติสุขและความเจริญรุ่งเรือง” ในเมืองที่เราอยู่ เราจะ “อธิษฐานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อนครนั้น เพราะหากมันเจริญ[เรา]ก็เจริญด้วย (ยรม.29:7 TNCV)
เก็บเกี่ยวพระพรของพระเจ้า
อลันเป็นชาวสวนรุ่นที่ห้าที่ดูแลสวนเชอรี่ ลูกพีช และแอปเปิ้ลของครอบครัว ตลอดหลายปีครอบครัวของเขาดูแลต้นไม้ให้แข็งแรงและให้ผลผลิตสูงสุด พวกเขาระมัดระวังในการขยายต้นกล้าเพื่ออนาคต ล้อมรั้วเพื่อป้องกันกวาง และลงทุนติดตั้งพัดลมพิเศษที่ช่วยให้อากาศอบอุ่นเมื่อน้ำค้างแข็งคุกคามต้นไม้ ถึงกระนั้น พวกเขายังไม่อาจมั่นใจว่าจะได้ผลผลิตที่ดี ปัจจัยต่างๆเช่นสภาพอากาศ ตัวช่วยผสมเกสร และโรคพืชเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของพวกเขา
แต่ธรรมชาติทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า พระองค์ทรงรู้ว่าเราต้องได้รับการเลี้ยงดูทางกายภาพเหมือนกับพืชพันธุ์ที่สมบรูณ์เหล่านี้ แต่พระองค์ทรงหนุนใจเราให้มองหาสิ่งที่ล้ำค่าสูงสุด นั่นคือพระเจ้าพระองค์เอง ในพระธรรมเลวีนิติบันทึกกฎเกณฑ์ที่พระเจ้าประทานแก่ชนชาติอิสราเอล ซึ่งครอบคลุมทุกสิ่งตั้งแต่เครื่องถวายบูชาและการนมัสการ ไปจนถึงเรื่องของความสัมพันธ์และการลงโทษผู้กระทำผิด การเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าจะนำไปสู่พระพร รวมถึงความบริบูรณ์ของผลผลิตอันล้นเหลือ (ลนต.26:3-4) แต่การไม่เชื่อฟังส่งผลให้ได้รับคำสาปแช่ง และศัตรูจะมาฉวยเอาสิ่งที่พวกเขาลงแรงไป (ข้อ 16) พระพรของเจ้านั้นมีมากกว่าผลผลิตอันอุดม (ข้อ 10) แต่ยังรวมถึงพระสัญญาที่จะสถิตกับประชากรของพระองค์ (ข้อ 11) และจะทอดพระเนตรพวกเขา “ด้วยความโปรดปราน” (ข้อ 9 TNCV)
ชนชาติอิสราเอลทำผิดพลาดอยู่เสมอ และพวกเราก็เช่นกัน แต่เราสารภาพบาป ยอมรับความผิด และหันกลับอีกครั้งได้เพื่อจะได้รับความยินดีจากของขวัญแห่งการสถิตอยู่ของพระเจ้า (ข้อ 40-42) ซึ่งทรงสำแดงในพระเยซู และในเวลานี้ได้ทรงสำแดงผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์
ฤทธิ์อำนาจแห่งพระคุณ
เมื่อตำรวจเรียกมาร์คให้จอดรถเพราะขับรถขณะมึนเมา มาร์คกลัวว่าเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลวิทยาลัยของเขาจะจบลง เขามั่นใจว่าจะต้องติดคุกแน่ แต่ตรงกันข้ามตำรวจพาเขามาส่งที่วิทยาลัย เมื่อมาร์คถามถึงเหตุผล ตำรวจบอกเขาว่า “ผมผ่อนผันให้คุณ”
ถึงกระนั้นชายหนุ่มมั่นใจว่าครูฝึกของเขาต้องรู้เรื่องนี้แน่ และเขาคงถูกตัดออกจากทุนการศึกษา ดังนั้นเมื่อครูฝึกเรียกมาร์คให้ไปพบหลังการฝึกซ้อมในวันต่อมา เขารู้สึกหวั่นใจมาก น่าประหลาดใจเมื่อครูฝึกพูดว่า “ผมรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ แต่ผมจะอนุโลมให้คุณ” จากนั้นเขาแนะนำให้มาร์คลองคิดถึงการไปนมัสการที่คริสตจักรในวันอาทิตย์ถัดไป
เขาไปตามคำแนะนำนั้น ลองเดาสิว่าศิษยาภิบาลเทศนาเรื่องอะไร เรื่องพระคุณของพระเยซูที่ทรงประทานความรอดแก่เราแม้ว่าเราไม่สมควรจะได้รับ มาร์คเข้าใจคำเทศนาทันที ในวันนั้นเขายอมรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และรับใช้พระองค์ตลอดช่วงชีวิตที่เหลือของเขา เขายังได้เปิดไร่ปศุสัตว์เพื่อช่วยเด็กผู้ชายที่ต้องการโอกาสครั้งที่สอง ผู้ที่ต้องการพระเมตตาคุณ
โดยพระคุณของพระเจ้าที่ทำให้ผู้เชื่อในพระเยซู “ได้รับความรอด” (อฟ. 2:8) พระคุณทำในสิ่งที่การทำความดีไม่สามารถทำได้ (ข้อ 9;รม.11:6) และเป็นของขวัญที่มาจากการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซู
โทษของความบาปไม่จำเป็นต้องกดทับเรา เช่นเดียวกับที่มาร์คค้นพบว่า พระคุณของพระเจ้าสามารถปลดปล่อยและให้ชีวิตแก่เรา “อย่างครบบริบูรณ์” (ยน.10:10) และเมื่อเราวางใจในพระเยซูให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ฤทธิ์อำนาจแห่งพระคุณก็จะปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ (อฟ.2:4-5)
ทรงกริ้วช้า
“รายการโทรทัศน์แบบเนิบช้า” เป็นชื่อที่ใช้เรียกรายการถ่ายทอดสดแบบมาราธอนจากเหตุการณ์จริง รายการประเภทนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นในปี 2009 หลังจากบริษัทนอร์วีเจียน บรอดคาสติ้งได้ถ่ายทอดสดการเดินทางบนรถไฟความยาวเจ็ดชั่วโมง ใช่แล้วเจ็ดชั่วโมงบนรถไฟ ฟังดู...น่าเบื่อ แต่กลับมีผู้ชมเพิ่มมากขึ้นที่หลงใหลในทัศนียภาพอันงดงามของการเดินทาง
แนวคิดของรายการทีวีนี้คือการนำเสนอเนื้อหาที่ดำเนินไปตามจริง ไม่มีการตัดต่อเพื่อเร่งเร้าอารมณ์ผู้ชมเหมือนละคร โดยจะดำเนินเรื่องไปตามการเปลี่ยนผ่านและการเคลื่อนไปของสถานการณ์จริง รายการทีวีแบบเนิบช้าเป็นการก้าวเข้าสู่การดื่มด่ำกับทุกช่วงเวลาของชีวิตแทนการมานั่งนับเวลาในแต่ละนาที
กวีฟรานซิส ทอมป์สันได้เขียนถึง “ย่างก้าวที่ไม่เร่งรีบ” ของพระเจ้า ทอมป์สันหมายความว่าพระเจ้าทรงเคลื่อนไปด้วยความอดทนและมีระบบ ทรงคำนวณและมีเป้าหมายในทุกย่างก้าว เราเห็นความเนิบช้านี้ในการแสดงอารมณ์ของพระเจ้าเช่นกัน ในพระธรรมโยเอลผู้เผยพระวจนะร้องเรียกชนชาติยูดาห์ให้กลับใจบนหลักความจริงว่าพระเจ้าของเรา “ทรงกริ้วช้า” (ยอล.2:13) ต่างจากเรื่องราวที่เร้าอารมณ์ของเราซึ่งมักเต็มไปด้วยความโกรธและความเห็นแก่ตัว พระเจ้าทรงใช้วิธีที่แตกต่างกัน พระองค์ทรงกริ้วช้า พระเจ้าตรัสกับผู้ที่ดื้อรั้นต่อพระองค์ว่า “จงฉีกใจของเจ้า มิใช่ฉีกเสื้อผ้าของเจ้า จงหันกลับมาหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย” (ข้อ 13)
พระพิโรธของพระเจ้าไม่เหมือนกับของเรา พระองค์ทรงกริ้วช้า นี่เป็นความจริงที่ช่วยเราให้สามารถหันกลับมาหาพระองค์ได้ด้วยสุดใจของเรา
ภาพของการพึ่งพา
ขณะที่ผมกำลังเขียนข้อความเหล่านี้ วินสตันสุนัขของเรานอนม้วนตัวอยู่ที่เท้าของผม มันเฝ้ามองเมื่อผมย้ายจากเก้าอี้ข้างๆมันไปยังโต๊ะในห้องอาหาร สามเมตรเป็นระยะที่ไกลเกินไปที่มันจะอยู่ห่างจากผม
งานทำให้ผมต้องเดินทางบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา และผมคิดว่านั่นทำให้มันรู้สึกแย่ แค่เพียงทำให้มันรู้สึกว่าผมจะไม่อยู่ หรือพูดคำว่า “ไป” มันก็จะกระโดดมานั่งบนตัวผม และอยู่ประชิดตัวผมตลอดเวลา
ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ การ “เกาะติด” สำหรับบางคนไม่ใช่เรื่องน่าชื่นชม แต่การเกาะติดของวินสตันทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนของการพึ่งพาด้วยความวางใจ ซึ่งสะท้อนอยู่ในพระธรรมสดุดีบทที่ 63
ในบทนี้ดาวิดบรรยายภาพถึงการพึ่งพิงด้วยความรักในพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์” ท่านเริ่มต้นในข้อ 1 และต่อด้วยว่า “ข้าพระองค์แสวงพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์กระหายหาพระองค์ เนื้อหนังของข้าพระองค์กระเสือกกระสนหาพระองค์” และเพิ่มเติมในข้อ 3 ว่า “เพราะว่าความรักมั่นคงของพระองค์ดีกว่าชีวิต ริมฝีปากของข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์” ในตอนท้ายเราอ่านพบว่า “จิตวิญญาณของข้าพระองค์เกาะติดอยู่ที่พระองค์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ชูข้าพระองค์ไว้” (ข้อ 8)
เช่นเดียวกับกษัตริย์ดาวิด ผมอยากพึ่งพาพระเจ้าในทุกส่วนของชีวิตผม และกระตือรือร้นที่จะแสวงหาพระองค์ บางครั้งผมเป็นเช่นนั้น แต่บางเวลาหัวใจของผมอาจเย็นชาและวางใจน้อยลง แต่เมื่อผมสารภาพบาปของความโลเล และกลับมาหาพระองค์ ผมระลึกได้ว่าพระองค์เท่านั้นที่เติมเต็มผมได้ พระองค์คือผู้เดียวที่ทำให้ “จิตใจของข้าพระองค์จะอิ่มหนำดังกินเนื้ออย่างดีและไขมัน”(ข้อ 5)
ปลอดภัยในพระหัตถ์ของพระเจ้า
ฉันปิดตาขณะเครื่องเล่นในสวนสนุกกำลังไต่ระดับสูงขึ้น ฉันพยายามไม่สนใจเสียงเอี๊ยดอ๊าดที่ดังมาจากเครื่องเล่นยอดนิยมที่ฉันนั่งอยู่นี้ เมื่อเครื่องเล่นหยุดลงชั่วขณะ ฉันเผลอแอบมองและตกใจกลัวที่เห็นแนวดิ่งที่เรากำลังจะเคลื่อนลง ฉันปิดตาอีกครั้งและกรีดร้องตลอดทางที่พุ่งลงมา ความทรงจำในวัยเด็กนั้นยังคงทำให้ฉันรู้สึกสั่นสะท้าน
บางครั้งชีวิตของเราอาจรู้สึกเหมือนกำลังตกลงจากที่สูงไปเรื่อยๆโดยไม่มีใครคว้าเราไว้ แต่เมื่อชีวิตดูเหมือนยุ่งเหยิงและหลุดจากการควบคุม เราจะพบความอุ่นใจเพราะรู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเรา ในฐานะผู้เชื่อเรารู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่ภายในเราโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราสามารถพูดคุยกับพระองค์และได้รับการทรงนำจากพระคัมภีร์
พระเจ้าทรงต้องการให้หลักประกันกับชนชาติอิสราเอลว่าพระองค์จะทรง “ยุด” พวกเขาไว้ท่ามกลาง “การตกต่ำ” จากความดื้อดึงของพวกเขา พระองค์ตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า อย่าขยาด เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า เราจะหนุนกำลังเจ้า เออ เราจะช่วยเจ้า เออ เราจะชูเจ้าด้วยมือขวาอันมีชัยของเรา” (อสย.41:10) พระเจ้าต้องการให้พวกเขารู้ว่าพระองค์จะทรงช่วยพวกเขาจากความทุกข์ยาก (ข้อ 13) ช่างเป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับชนชาติอิสราเอลที่รู้ว่าพระเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งพวกเขา แม้ขณะที่พวกเขาเป็นเหมือนนักโทษในต่างแดน
เมื่อรู้สึกว่าชีวิตของเราหลุดจากการควบคุม เรามีความหวังใจได้เพราะรู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ที่นั่นเพื่อช่วยเรา เราปลอดภัยอยู่ในพระหัตถ์อันเปี่ยมด้วยความรักและฤทธานุภาพของพระองค์
แรงกระตุ้นที่มาจากความรัก
เอมิลี่ เคนวาร์ดเดินไปตามถนนลาเวนเดอร์ในเมืองไบรตัน ประเทศอังกฤษ เธอเพิ่งจะเป็นผู้เชื่อในพระเยซูก่อนหน้านี้ไม่นาน ตอนนี้เธอเห็นถนนสายนี้ต่างไปจากเดิม เธอสังเกตว่าหน้าต่างหลายบานปิดผ้าม่านไว้ในตอนกลางวัน และพบเห็นผู้สูงอายุเพียงไม่กี่คน ทั้งๆที่ย่านนี้มีจำนวนประชากรที่เป็นผู้สูงอายุค่อนข้างมาก นั่นทำให้เธอเกิดความคิดบางอย่าง
เอมิลี่พบที่อยู่ของผู้สูงอายุในไบรตันและเชิญพวกเขามาดื่มน้ำชาร่วมกันในตอนบ่ายวันหนึ่ง คนที่มาต่างเล่าเรื่องที่คล้ายกัน ปัจจุบันพวกเขาอยู่กันตามลำพัง ส่วนใหญ่อยู่อย่างโดดเดี่ยวโดยไม่ได้พบปะใครในรอบหลายเดือน พวกเขาบอกว่า สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการมีคนมาเยี่ยม
การเชื่อในพระเยซูเปลี่ยนวิธีที่เราตอบสนองต่อโลกและความต้องการของโลก เราเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นกับชาวเธสะโลนิกา เมื่อหันกลับมาหาพระเจ้า (1 ธส.1:9) พวกเขากลายเป็นแบบอย่างแห่งความเชื่อแก่ผู้อื่นจากชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง (ข้อ 6-7) อัครทูตเปาโลกล่าวถึง “ความเชื่อของท่านที่แสดงออกเป็นการกระทำ และความรักที่ท่านเต็มใจทำงานหนัก” ของพวกเขา (ข้อ 3) ความเชื่อแท้ขับเคลื่อนพวกเขาให้ทำการรับใช้ที่ถวายเกียรติแด่พระเยซู
เอมิลี่รู้สึกมีภาระใจจากสิ่งที่ได้ยินในบ่ายวันนั้น เธอจึงก่อตั้งองค์กรที่เชื่อมโยงผู้สูงอายุในไบรตันกับผู้ที่อาสามาเยี่ยมเยียน เธอจำได้ว่าผู้หญิงคนหนึ่งกอดเธอแน่นทั้งน้ำตาและรู้สึกขอบคุณที่ในที่สุดก็มีคนมองเห็นและได้ยินพวกเขา พันธกิจเริ่มเติบโตและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นทำตาม สิ่งนี้ทำให้ผมสงสัยว่ามีงานอะไรบ้างที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระตุ้นด้วยความรักให้คุณและผมทำในวันนี้
พระเจ้าผู้จัดเตรียมทุกสิ่งเพื่อเรา
ในปี 2024 คีแกนหนุ่มวัยรุ่นดีใจมากที่ตกได้ปลากะพงขาวตัวยาวสองฟุต แต่ความดีใจของเขากลายเป็นความตื่นเต้นยินดีเมื่อน้องสาวตัวเล็กของเขาชี้ให้ดูป้ายที่ติดอยู่บนตัวปลา การตกปลาของเขาครั้งนี้มีมูลค่าถึงหนึ่งล้านดอลลาร์เพราะปลาตัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันตกปลาในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นงานประจำปีที่มีมาตั้งแต่ปี 2015 คีแกนคือผู้ชนะเลิศรางวัลสูงสุดนี้เป็นคนแรก
แม้โอกาสที่จะจับปลาตัวนั้นได้จะริบหรี่ แต่มีโอกาสน้อยกว่านั้นอีกที่จะจับได้ปลาซึ่งมีเหรียญเงินอยู่ในปากของมัน แต่ในพระธรรมมัทธิว พระเยซูตรัสสั่งให้เปโตร “ไปตกเบ็ดที่ทะเล เมื่อได้ปลาตัวแรกขึ้นมาก็ให้เปิดปากมัน แล้วจะพบเงินตราเชเขลหนึ่ง” (มธ.17:27)
บริบทของการจับปลาอันแปลกประหลาดนี้ ก็เพื่อจะตอบคำถามว่าพระเยซูต้องชำระค่าบำรุงพระวิหารหรือไม่ ความย้อนแย้งในการเรียกร้องให้พระเยซูผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้าต้องชำระค่าบำรุงพระวิหารของพระเจ้านี้ไม่อาจเล็ดลอดจากสายพระเนตรของพระองค์ พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่าโอรสของกษัตริย์ไม่ต้องเสียภาษีให้กับกษัตริย์ (ข้อ 25-26)
แต่ไม่มีความจำเป็นที่จะทำให้ผู้ใด “สะดุด” และเบี่ยงเบนความสนใจของพวกเขาจากคำสอนของพระองค์เพราะถูกมองว่าทรงหลบเลี่ยงภาษี (ข้อ 27) ดังนั้นพระเยซูจึงทรงสั่งให้เปโตรไปตกปลา ซึ่งจะพบเงินมากพอในการชำระค่าบำรุงพระวิหารสำหรับทั้งพระองค์และเปโตร! บางทีเหตุผลอีกส่วนหนึ่งก็คือเพื่อจะเตือนเปโตรและพวกเราว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้จัดเตรียมที่ทรงอยู่กับลูกๆของพระองค์เสมอเมื่อเราติดตามพระองค์
ผู้ที่ประพฤติตามพระวจนะ
บนโต๊ะของฉันมีกระดานที่ใช้เตือนความจำวางอยู่ บนกระดานนั้นฉันติดรายการ “นิสัย 10 ประการเพื่อสุขภาพที่ดี” ซึ่งฉันตัดจากนิตยสารด้านโภชนาการไว้เมื่อหลายปีก่อน ไม่นานมานี้ฉันรู้สึกตกใจเมื่อพบว่าฉันจำได้เพียงแค่สี่อย่างทั้งๆที่ฉันเห็นมันทุกวัน แผ่นเตือนความจำเป็นสิ่งคุ้นเคยที่อยู่รอบตัวฉัน ซึ่งฉันเห็นมันทุกวันโดยไม่เคยตั้งใจดูหรือคิดจะทำตาม
ยากอบอธิบายสิ่งที่คล้ายกันนี้ในทัศนคติของผู้เชื่อหลายคนที่มีต่อพระวจนะ “เพราะว่าถ้าผู้ใดฟังพระวจนะ และไม่ได้ประพฤติตาม ผู้นั้นก็เป็นเหมือนคนที่ดูหน้าของตัวในกระจกเงา...แล้วก็ไป และก็ลืมในทันทีนั้นว่าตัวเองเป็นอย่างไร” (ยก.1:23-24) ผู้ติดตามพระคริสต์หลายคนตระหนักรู้ถึงสิ่งที่พระวจนะสอน แต่เราอาจเป็นเพียง “ผู้ฟังเท่านั้น” (ข้อ 22) และขอบเขตที่เรายอมจำนนต่อพระวจนะสิ้นสุดลงแค่การฟังนั้น เพราะเหตุนี้เราจึงหลอกตัวเองเกี่ยวกับฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระวจนะ และล้มเหลวที่จะมองเห็นสิ่งที่พระวจนะจัดเตรียมไว้ให้ นั่นคือ “พระบัญญัติแห่งเสรีภาพ” (ข้อ 25)
ยากอบบอกเราให้เป็น “คนที่ประพฤติตามพระวจนะ” (ข้อ 22) ผู้ที่ “ประพฤติตาม” นั้นจะ “พิจารณาดู” และ “ตั้งอยู่ใน” พระวจนะนั้น (ข้อ 25) และ “ประพฤติตาม” อย่างสม่ำเสมอ (ข้อ 22) การเชื่อฟังพระเจ้าไม่ควรเป็นแค่บางสิ่งที่เราทำ แต่ควรเป็นสิ่งที่ออกมาจากตัวตนของเรา โดยพระกำลังของพระเจ้าเราสามารถดำเนินชีวิตที่สำแดงถึงพระวจนะของพระองค์แก่โลกนี้ได้