เรื่องสำคัญที่สุด
โธมัส เดอ มาฮี คือหนึ่งในชนชั้นสูงที่ถูกประหารชีวิตโดยผู้ก่อจลาจล ในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสปลายศตวรรษที่ 18 มีเรื่องเล่ากันว่า เมื่อถึงตอนอ่านหมายประหารชีวิตของเขา เขาตอบว่า “ผมเห็นว่าคุณสะกดผิดอยู่สามที่” ถ้านี่คือเรื่องจริง โธมัสก็ได้จงใจที่จะเพิกเฉยต่อสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือความตายของเขาที่ใกล้เข้ามา
ปัจจุบันนี้เราอยู่ในอันตรายของการพลาดสิ่งสำคัญไปโดยไม่เจตนา คือ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระกายของพระคริสต์ (คริสตจักร) มีกลุ่มคนที่ทำให้เป้าหมายของคริสตจักรบิดเบือนไป เราอาจมองเห็นคริสตจักรเป็นกลุ่มการเมือง หรือเป็นที่ซึ่งจะได้รับการปรนนิบัติ หรือเราอาจมองเห็นคริสตจักรเป็นแค่สถาบันทางศาสนา แต่สิ่งที่เป็นหลักสำคัญของคริสตจักรมาตลอดก็คือข่าวประเสริฐของพระเยซู
เปาโลบอกกับผู้เชื่อในโครินธ์ว่า “เรื่องซึ่งข้าพเจ้ารับไว้นั้น ข้าพเจ้าได้ประกาศแก่ท่านทั้งหลาย เป็นเรื่องสำคัญที่สุดคือว่าพระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์ เพราะบาปของเราทั้งหลาย ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ และทรงถูกฝังไว้ แล้ววันที่สามพระองค์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่ ตามที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์นั้น” (1คร.15:3-4) ในขณะที่สิ่งอื่นๆอาจมีความสำคัญในช่วงเวลาและตำแหน่งแห่งที่อันเหมาะสม แต่ข่าวประเสริฐนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
เราจะเป็นตัวแทนแห่งข่าวดีของพระเจ้าในโลกนี้ที่เต็มไปด้วยข่าวร้ายได้อย่างไร เราทำได้โดยการขอให้พระเจ้าเสริมกำลังเราในการแบ่งปันข่าวดีนี้ทุกครั้งเมื่อมีโอกาส
พระเยซูผู้ชนะ
ในวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 1973 ขณะมีการแข่งเกมซูเปอร์โบวล์ครั้งที่ 7 ซึ่งมีความสมบูรณ์แบบเป็นเดิมพัน ในฤดูกาลนั้นของการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล ทีมไมอามี่ดอลฟินทำผลงานได้ดีที่สุดด้วยการแข่งสิบหกครั้งโดยไม่แพ้เลย และเมื่อการแข่งซูเปอร์โบวล์สิ้นสุดลง ทีมดอลฟินที่ได้ชัยชนะจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การกีฬาว่าเป็นเพียงทีมเดียวในการเล่นอเมริกันฟุตบอลอาชีพที่มีประวัติสมบูรณ์แบบ
ชัยชนะ นี่คือคำที่เหมาะสมกับพระเยซูเช่นกัน การใคร่ครวญพระราชกิจของพระองค์ทำให้เห็นถึงชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่า บันทึกของมัทธิวเกี่ยวกับพันธกิจของพระคริสต์ในกาลิลี (มธ.4:23-9:38) รวมถึงบทสรุปตอนต้นและท้ายว่า “พระเยซูได้เสด็จไปทั่วแคว้นกาลิลี ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขา ทรงประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า และทรงรักษาโรคภัยไข้เจ็บของชาวเมืองให้หาย” (4:23; ดู 9:35) พระคริสต์ทรงมีชัยเหนือผีร้าย โรคภัย และความตาย (มก.5:1-43) และสิ่งที่ดูเหมือนความพ่ายแพ้ยับเยิน คือการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขน ได้กลับกลายเป็นชัยชนะครั้งสุดท้าย พระองค์ทรงชนะศัตรูที่ใหญ่ที่สุดคือความตาย โดยการทรงฟื้นคืนพระชนม์ (กจ.2:24)
ชัยชนะ ไม่ว่าจะในเกมกีฬาหรือในความมานะบากบั่นอื่นใด ล้วนแต่จะได้รับรางวัลและของขวัญตอบแทน สิ่งใดหรือที่จะเหมาะสมต่อพระเยซูผู้ซึ่งชีวิต การสิ้นพระชนม์ และการคืนพระชนม์ได้มอบการอภัยและความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้าให้แก่คนที่เชื่อในพระองค์ สิ่งนั้นคือการอุทิศตัวแด่พระองค์ด้วยความเทิดทูน!
พระเจ้าได้ยินคำอธิษฐานของเรา
คริสทีนเพื่อนของฉันและสามีของเธอรับประทานอาหารเย็นที่บ้านลุงและป้าของพวกเขา ป้าของเธอเพิ่งตรวจพบมะเร็งที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มรับประทาน ลุงของเธอถามขึ้นว่า “มีใครอยากพูดอะไรไหม” คริสทีนยิ้มเพราะรู้ว่าลุงหมายถึง “มีใครอยากอธิษฐานไหม” ลุงไม่ใช่ผู้เชื่อในพระเยซูแต่เขารู้ว่าคริสทีนเชื่อ นี่จึงเป็นวิธีที่ลุงเชิญชวนให้มีการอธิษฐาน คริสทีนอธิษฐานจากใจโดยขอบคุณพระเจ้าสำหรับการดูแลของพระองค์ และทูลขอให้พระองค์ทำการอัศจรรย์ให้กับป้าของเธอ
กษัตริย์เฮเซคียาห์ล้มป่วยและทรงมีเรื่องในใจที่อยากทูลต่อพระเจ้าหลังจากที่ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์บอกว่าพระองค์กำลังจะสิ้นพระชนม์ (อสย.38:1) พระองค์ทรง “กันแสงมากยิ่ง” และร้องทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงระลึกถึงว่า ข้าพระองค์ได้ดำเนินอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ด้วยความซื่อสัตย์และสิ้นสุดใจ” (ข้อ 3) นี่เป็นคำร้องขอการช่วยกู้ด้วยความสิ้นหวังและจริงใจ แม้ว่าการรักษาจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ความดี” ของเรา และพระเจ้าไม่ได้ทรงรักษาทุกครั้งไป แต่พระองค์ก็เลือกที่จะต่อชีวิตกษัตริย์ออกไปอีกสิบห้าปี (ข้อ 5) หลังจากหายป่วยแล้ว เฮเซคียาห์ขอบพระคุณและสรรเสริญพระเจ้า (ข้อ 16)
พระเจ้าทรงเชิญชวนให้เราอธิษฐาน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการเร่งด่วนหรือการขอบพระคุณพระองค์สำหรับสิ่งเล็กน้อยและสิ่งยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงได้ยินคำอธิษฐานและมองเห็นน้ำตาของเรา และจะทรงตอบตามแผนการของพระองค์ หน้าที่ของเราคือ “ดำเนินด้วยความถ่อมใจตลอดชีวิต” กับพระองค์ (ข้อ 15 TNCV)
รวมกันโดยพระเยซู
ประติมากรรมหินรูปซุ้มประตูโค้งของแอนดี้ โกลส์เวิธธี ตั้งอยู่ริมถนนราวกับกำลังก้าวไปพร้อมกับคนเดินทาง ศิลปินได้สร้างประตูโค้งสูงสิบแปดฟุตด้วยหินทรายจากสก็อตแลนด์สามสิบหกก้อน โดยไม่ใช้ซีเมนต์หรือที่ยึดใด หินที่ถูกจัดเรียงลงมาตามองศา แต่ละก้อนแตกต่างกันและถูกตัดให้เรียงเข้ากันได้ และอาศัยแรงกดจากหินก้อนหลักรูปลิ่มที่อยู่ตรงกลางแถวบนสุด เพื่อให้ทุกก้อนต่อกันสนิทสมบูรณ์ หินก้อนหลักเป็นก้อนสำคัญในการยึดโครงสร้างเข้าด้วยกัน เช่นเดียวกับศิลามุมเอก
ประติมากรรมนี้เตือนให้ฉันนึกถึงการที่พระเยซูทรงเป็น “ศิลามุมเอก” ของคริสตจักรที่มีความแตกต่างกัน(อฟ.2:20) คนต่างชาติทั้งหมดที่ไม่ใช่คนยิว ครั้งหนึ่งเคย “ขาดจากการเป็นพลเมืองอิสราเอล และไม่มีส่วนในบรรดาพันธสัญญาซึ่งทรงสัญญาไว้นั้น ไม่มีที่หวัง และอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า” (ข้อ 12) พระเยซูทรงกระทำให้ “ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” และ “ทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง” (ข้อ 14) พระองค์ทรงสร้าง “คนใหม่คนเดียว” และ “เพื่อจะทรงกระทำให้ทั้งสองพวกคืนดีกับพระเจ้า เป็นกายเดียวโดยกางเขน” ทรงทำให้เราทั้งสองพวก “มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบิดาโดยพระวิญญาณองค์เดียวกัน” (ข้อ 15-16,18)
พระคริสต์ทรงสร้างเราขึ้นเป็นคริสตจักรซึ่ง “เป็นที่สถิตของพระเจ้าในฝ่ายพระวิญญาณ” (ข้อ 22) พระองค์ทรงปั้นเราแต่ละคนขึ้นอย่างพิเศษ ทรงเชื่อมเรากับพระองค์และเชื่อมเราเข้าด้วยกันผ่านทางพระองค์ และทรงเดินเคียงข้างเรา คริสตจักรนั้นถูกรวมเข้าด้วยกันโดยพระเยซู
ผลตรงข้ามจากการข่มเหง
มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในพระธรรมสิบข้อสั้นๆ โดยเริ่มที่กิจการ 7:59 เรื่องราวกลับตาลปัตรอย่างรวดเร็ว จากความตายอันโหดร้ายของสเทเฟนที่โดนหินขว้าง ไปสู่ผู้เชื่อในพระคริสต์ที่กระจัดกระจายไปและ “ประกาศพระวจนะ” ซึ่งนำไปสู่คำที่กล่าวยอดเยี่ยมว่า “จึงเกิดความปลื้มปีติอย่างยิ่งในเมืองนั้น” (8:8)
นี่คือผลตรงข้ามจากการข่มเหง
ฮริสโต คูลลิเชฟ ศิษยาภิบาลชาวยุโรป ได้พบกับการอัศจรรย์ของสิ่งดีที่มาจากสิ่งร้าย ในปีค.ศ. 1980 เขาถูกจับเพราะเทศนาพระคัมภีร์และต้องเข้าคุก เมื่ออยู่ในนั้นเขาพูดถึงข่าวประเสริฐอย่างเปิดเผย แปดเดือนต่อมาเมื่อได้รับการปล่อยตัวเขาบอกว่า “เรามีพันธกิจที่เกิดผลในนั้นมากกว่าที่เราหวังว่าจะเกิดขึ้นในคริสตจักร เราได้รับใช้พระเจ้าเมื่ออยู่ในคุกมากกว่าเมื่อเราเป็นอิสระ”
จากการข่มเหงสู่ความปลื้มปีติอย่างยิ่ง ดังเช่นในคริสตจักรยุคแรก เมื่อ “การข่มเหงครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้น” (กจ.8:1) “ฝ่ายศิษย์ทั้งหลายซึ่งกระจัดกระจายไป ก็เที่ยวประกาศพระวจนะนั้น” (ข้อ 4) และผลคือ เกิด“ความปลื้มปีติอย่างยิ่ง”ที่เมืองนั้นในแคว้นสะมาเรีย (ข้อ 8)
เมื่อแรงกดดันในโลกนี้ขัดขวางความจริงและการสั่งสอนพระคัมภีร์ โดยเฉพาะเรื่องข่าวประเสริฐ จงอย่าล้มเลิก พระเจ้าทรงเคลื่อนไหวด้วยฤทธิ์อำนาจเมื่อคริสตจักรเผชิญกับความยากลำบากเช่นนั้น
เปโตรกล่าวว่า “อย่าประหลาดใจ” ที่ท่านต้องได้รับความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสเป็นการลองใจ (1ปต.4:12) ถ้าท่านถูกทดลองใจ “ท่านก็เป็นสุข ด้วยว่าพระวิญญาณแห่งพระสิริและของพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน” (ข้อ 14) พระเจ้าทรงมีฤทธิ์อำนาจที่จะเปลี่ยนการข่มเหงให้เป็นสิ่งซึ่งล้ำค่า
ฝูงชนมากมาย
ในปี 2010 ผู้เชื่อในพระเยซูเกือบสี่พันคนมารวมตัวกันที่เมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกา มีตัวแทนจาก 198 ประเทศมาในงานประชุมนี้ การรวมตัวนี้ถือเป็นการประชุมครั้งสำคัญที่สุดของคริสตจักรทั่วโลกในช่วงสองพันปีตั้งแต่ที่พระเยซูได้มาบังเกิด
วันหนึ่งการมารวมตัวกันจะไม่มีแค่ “ตัวแทน” อีกต่อไป เพราะผู้เชื่อทุกคนจะอยู่ร่วมกัน ยอห์นอธิบายนิมิตที่ได้จากพระเจ้าไว้ว่า “ข้าพเจ้าก็มองดู และ ดูเถิด คนมากมายเหลือคณนามาจากทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติทุกภาษา คนเหล่านั้นสวมเสื้อสีขาว ถือใบตาลยืนอยู่หน้าพระที่นั่ง และต่อพระพักตร์พระเมษโปดก...คนเหล่านั้นร้องเสียงดังว่า ‘ความรอดขึ้นอยู่กับพระเจ้าของเราผู้ประทับบนพระที่นั่ง และขึ้นอยู่กับพระเมษโปดก’” (วว.7:9-10)
คริสตจักรในท้องถิ่นของเราอาจไม่ได้สะท้อนถึงความแตกต่างหลากหลายที่มีอยู่ในอาณาจักรนิรันดร์ของพระเจ้าเสมอไป บางครั้งสิ่งนี้อยู่เหนือการควบคุมของเรา และบางครั้งเราถูกดึงดูดให้ร่วมนัสการกับคนที่เรามองว่ามีวัฒนธรรม การเมือง ฐานะ และอายุใกล้เคียงกับเรา
แต่เราได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าเมื่อเราเปิดรับ หรือแม้กระทั่งแสวงหาความงดงามในความแตกต่างที่พระองค์มอบให้ลูกๆของพระองค์ พวกเขาเป็นภาพของการรวมตัวในสวรรค์ที่มีความแตกต่างหลากหลาย เมื่อทุกคนที่เชื่อในการเสียสละของพระเยซูจะนมัสการพระองค์ร่วมกัน
พระเยซูทรงทำอะไรเพื่อเรา
แอนเดรสเจ้าของบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ มอบทริปท่องเที่ยวรีสอร์ทริมชายหาดหนึ่งวันให้กับพนักงานที่มียอดขายดีเด่น แอนเดรสยังพาจิมมี่ลูกชายวัยเจ็ดขวบไปด้วย ก่อนออกเดินทางเขาจับมือพ่ออย่างตื่นเต้น ขณะที่ทุกคนขึ้นรถตู้ “หนูจะไปกับเราด้วยหรือ หนูทำยอดขายได้เท่าไหร่ล่ะ” พนักงานคนหนึ่งแกล้งถามจิมมี่ “ไม่ได้เลย!” เขาตอบพลางชี้ไปที่พ่อของเขา “พ่อให้ผมไปด้วย!”
จิมมี่ไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อจะมีสิทธิ์เข้าร่วมทริปนี้ เพราะพ่อของเขาเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้ ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราเองก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งการกระทำดีเพื่อจะไปสวรรค์ เราได้รับสิทธิ์เข้าสวรรค์เพราะพระเยซูสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์เพื่อเรา “เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย” (รม.6:23) และพระโลหิตของพระเยซูก็คือ “ค่าไถ่” ที่ปลดปล่อยเราจากการเป็นหนี้พระองค์ “ในพระเยซูนั้น เราได้รับการไถ่บาปโดยพระโลหิตของพระองค์ คือได้รับการอภัยโทษบาป” (อฟ.1:7) พระองค์ทรงเปิดหนทางให้กับใครก็ตามที่เชื่อในพระองค์ที่ “จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยน.3:16) พระราชกิจของพระคริสต์และความไว้วางใจที่เรามีต่อพระราชกิจนั้น ทำให้เราได้อยู่กับพระองค์ชั่วนิรันดร์
เมื่อเราเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราก็ได้เป็นบุตรของพระเจ้านับเป็น “พระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ซึ่งทรงโปรดประทานแก่เรา” (อฟ.1:6) เช่นเดียวกับจิมมี่ เราสามารถมองดูพระบิดาบนสวรรค์และพูดอย่างมั่นใจว่า “พระองค์ทรงให้ฉันไปด้วย!”
เปลี่ยนวัตถุประสงค์โดยพระเจ้า
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1930 คลีโอ แม็ควิคเกอร์ ได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ทำความสะอาดวอลเปเปอร์ สมัยก่อนบ้านส่วนใหญ่จะใช้ถ่านหินให้ความร้อน ผนังจึงเต็มไปด้วยเขม่า สิ่งประดิษฐ์ของคลีโอสามารถกลิ้งทับวอลเปเปอร์และเก็บคราบสกปรกได้ แม้ผลิตภัณฑ์นี้จะไม่เป็นที่นิยม แต่หลายทศวรรษต่อมา ครูคนหนึ่งได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของคลีโอในชั้นเรียนของเธอเพื่อทำของประดับคริสต์มาส จากนั้นจึงเกิดบริษัทใหม่ชื่อเรนโบว์คราฟต์ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดวอลเปเปอร์ก็ถูกนำมาทำเป็นของเล่นเด็กที่เรียกว่าแป้งโดว์
พระเจ้าทรงมีวิธีใช้ผู้คนเพื่อวัตถุประสงค์อื่นในระดับที่ยิ่งใหญ่กว่า เรายังจดจำเรื่องราวของโยเซฟและ “เสื้อหลากสี” ในพระคัมภีร์ได้ ในวัยหนุ่มท่านเป็นคนเลี้ยงแกะที่ต่ำต้อยและถูกพวกพี่ชายขายไปเป็นทาส แต่พระเจ้าทรงนำโยเซฟผ่านความยากลำบากมากมายและขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในหมู่ข้าราชการ ในที่สุด โยเซฟก็ถูก “เปลี่ยนวัตถุประสงค์” ให้กลายเป็น “ผู้ครอบครองประเทศอียิปต์ทั้งหมด” (ปฐก.45:26) กระนั้นการทรงเรียกของโยเซฟไม่ได้เกี่ยวกับอำนาจแต่เกี่ยวกับพระคุณ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเผื่อแผ่ให้กับพวกพี่ชายเมื่อได้ยกโทษให้พวกเขา (ข้อ 15)
ในแง่หนึ่ง เราทุกคนล้วนเป็น “ผลิตภัณฑ์ที่ล้มเหลว” แต่โดย “พระคุณขององค์พระบุตร” คือพระเยซู เราจึงถูกใช้ในวัตถุประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่า ขณะที่คุณดำเนินชีวิตในวันนี้ ขอให้คิดถึงวัตถุประสงค์ของชีวิตคุณที่สูงยิ่งกว่า และจดจำว่าต้องเผื่อแผ่พระคุณให้แก่ผู้อื่นเช่นเดียวกับที่พระคริสต์ทรงทำเพื่อเรา
เครื่องเตือนใจเพื่อระลึกถึง
หลังจากที่พ่อของแอรอนเสียชีวิตอย่างกะทันหันได้ไม่นาน เขาได้มอบรูปถ่ายขนาดโปสเตอร์ใส่กรอบให้กับแม่ เป็นภาพของสิ่งต่างๆมากมายที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของพ่อ เช่น ของสะสม รูปถ่าย หิน หนังสือ งานศิลปะ และอีกมากมาย แต่ละอย่างล้วนมีความหมายพิเศษ แอรอนใช้เวลาหลายวันรวบรวมและจัดวาง แล้วราเชลน้องสาวของเขาเป็นคนถ่ายภาพของที่จัดวางไว้นั้น ของขวัญนี้เป็นการแสดงความระลึกถึงแด่พ่อของพวกเขา แม้ท่านจะต่อสู้กับความเกลียดชังตัวเองและการเสพติดมานานหลายสิบปี แต่ก็ไม่เคยปล่อยให้เกิดความสงสัยในความรักที่มีต่อพวกเขา และยังเป็นข้อพิสูจน์ถึงความรักและฤทธิ์เดชแห่งการรักษาอันอัศจรรย์ของพระเจ้าที่ทำให้พ่อของเขามีชัยเหนือการเสพติดในช่วงสิบปีสุดท้ายของชีวิต
หลังจากสี่สิบปีอันยาวนาน ประชากรของพระเจ้าได้ข้ามไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา โยชูวาเลือกคนจากสิบสองเผ่าเผ่าละคน ให้รวบรวมศิลาจากก้นแม่น้ำแห้งเพื่อ “เป็นหมายสำคัญในหมู่ [พวกเขา]” (ยชว.4:1-6) โยชูวาใช้ศิลาเหล่านี้ก่อเป็นแท่นบูชาและเพื่อยกย่องถึงฤทธิ์อำนาจและการจัดเตรียมของพระองค์ (ข้อ 19-24) การเดินทางของชนอิสราเอลนั้นไม่ง่ายเลย แต่พระเจ้าทรงสถิตกับพวกเขา ประทานน้ำจากก้อนหิน มานาจากท้องฟ้า นำพวกเขาด้วยเสาเมฆในเวลากลางวัน เสาเพลิงในเวลากลางคืน และเสื้อผ้าที่ไม่เคยขาดวิ่น (ฉธบ.8:4)! อนุสรณ์นี้เล็งถึงพระองค์
พระเจ้าทรงทำสิ่งอัศจรรย์! โดยการทรงจัดเตรียมของพระองค์ ขอให้เราแสดงความระลึกถึงด้วยการยกย่องสรรเสริญในความรักและฤทธิ์อำนาจของพระองค์