Category  |  ODB

บาปที่ถูกเปิดเผย

โจรคนหนึ่งบุกเข้าไปในร้านซ่อมโทรศัพท์ ทุบกระจกตู้โชว์ และเริ่มหยิบโทรศัพท์ใส่กระเป๋า เขาพยายามปกปิดตัวตนจากกล้องวงจรปิดโดยใช้กล่องกระดาษครอบศีรษะ แต่ในระหว่างการลักทรัพย์ กล่องใบนั้นเอียงหลุดเผยให้เห็นโฉมหน้าของเขา ไม่กี่นาทีต่อมา เจ้าของร้านเห็นภาพการปล้นจากกล้องวิดีโอจึงรีบโทรแจ้งตำรวจ ตำรวจจับกุมคนร้ายได้ที่นอกร้านซึ่งอยู่ใกล้กัน เรื่องราวของโจรผู้นี้เตือนเราว่าบาปที่ซ่อนอยู่ทุกอย่างจะถูกเปิดเผยออกมาในวันหนึ่ง

เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะพยายามปิดซ่อนความบาปของตัวเอง แต่ปัญญาจารย์บอกว่าเราควรรักษาพระบัญญัติของพระเจ้า เพราะสิ่งที่เร้นลับทุกอย่างไม่อาจรอดพ้นสายพระเนตรอันชอบธรรมและคำตัดสินที่ยุติธรรมของพระองค์ได้ (12:14) ผู้เขียนบอกว่า “จงยำเกรงพระเจ้า และรักษาพระบัญญัติของพระองค์ เพราะนี่แหละเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทั้งปวง” (ข้อ 13) แม้แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ซึ่งพระบัญญัติสิบประการห้ามไว้ (ลนต.4:13) ก็ไม่อาจรอดพ้นการประเมินของพระองค์ได้ พระองค์จะทรงนำทุกการกระทำเข้าสู่การพิพากษา ไม่ว่าดีหรือชั่ว แต่เพราะพระคุณของพระองค์ บาปของเราจึงได้รับการอภัยโดยทางพระเยซูและการเสียสละของพระองค์เพื่อเรา (อฟ.2:4-5)

เมื่อเราสำนึกและน้อมรับพระบัญญัติของพระองค์ สิ่งนี้จะนำไปสู่ความเคารพยำเกรงพระองค์และการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกัน ขอให้เรานำความบาปของเรามาสารภาพต่อพระองค์ และสัมผัสหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักและการให้อภัยของพระองค์อีกครั้ง

ความบริบูรณ์เหลือล้นจากสวรรค์

ฉันคาดว่าจะได้กล้วยแปดลูก แต่เมื่อฉันเปิดถุงกระดาษที่ส่งมาที่บ้าน ฉันกลับพบกล้วยถึงยี่สิบลูก! ฉันรู้ทันทีว่าการย้ายมาอังกฤษทำให้ฉันต้องเปลี่ยนหน่วยวัดของของชำที่สั่ง จากปอนด์มาเป็นกิโลกรัมด้วย แทนที่จะสั่งกล้วยสามปอนด์ ฉันกลับไปสั่งกล้วยสามกิโลกรัม (เกือบเจ็ดปอนด์!)

ด้วยจำนวนกล้วยที่มากมายขนาดนั้น ฉันจึงทำเค้กกล้วยหอมสูตรยอดนิยมเป็นจำนวนหลายชิ้นเพื่อเป็นพรให้กับคนอื่น ขณะที่บดกล้วย ฉันเริ่มคิดถึงชีวิตในด้านอื่นๆของตัวเองที่เต็มไปด้วยความบริบูรณ์อย่างคาดไม่ถึง ซึ่งในแต่ละเส้นทางชีวิตนั้นเมื่อมองย้อนกลับไปล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากพระเจ้าทั้งสิ้น

ดูเหมือนเปาโลจะมีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกันเมื่อท่านใคร่ครวญถึงความอุดมสมบูรณ์ของพระเจ้าในชีวิตของท่าน ในจดหมายฉบับแรกที่ท่านเขียนถึงทิโมธี เปาโลได้บรรยายถึงชีวิตของท่านจำเพาะพระพักตร์พระเยซู โดยเรียกตัวเองว่าเป็น “คนหลู่พระเกียรติ ข่มเหง” (1 ทธ.1:13) และเป็น “ตัวร้ายที่สุดในบรรดาคนบาป” (ข้อ 16 TNCV) พระเจ้าทรงเทพระคุณ ความเชื่อ และความรักลงมาอย่างล้นเหลือในชีวิตที่แหลกสลายของเปาโล (ข้อ 14) หลังจากที่เล่าถึงความบริบูรณ์อันเหลือล้นในชีวิตของท่านแล้ว เปาโลก็อดไม่ได้ที่จะสรรเสริญพระเจ้า โดยประกาศว่าพระองค์ทรงสมควรที่จะรับ “พระเกียรติและพระสิริ...สืบๆไปเป็นนิตย์” (ข้อ 17)

เช่นเดียวกับเปาโล เราทุกคนได้รับพระคุณอันล้นเหลือเมื่อเรายอมรับข้อเสนอของพระเยซูในการช่วยให้พ้นจากบาป (ข้อ 15) เมื่อเราหยุดเพื่อใคร่ครวญถึงพระพรที่ตามมาทั้งหมด เราจะพบว่าตัวเองกำลังสรรเสริญพระเจ้าผู้เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาร่วมกันกับเปาโล

โปรดค้นดูจิตใจของข้าพระองค์

เพื่อเป็นการลดขยะอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ในสิงคโปร์จึงนำผักและผลไม้ที่มีตำหนิเล็กน้อยมาขายลดราคา ภายในหนึ่งปีโครงการนี้ได้ช่วยลดจำนวนผลผลิตซึ่งก่อนหน้านี้อาจถูกทิ้งเนื่องจากไม่ได้มาตรฐานด้านความสวยงามไปได้กว่า 850 ตัน (778,000 กิโลกรัม) ผู้ซื้อได้เรียนรู้ในไม่ช้าว่ารูปลักษณ์ภายนอก เช่น รอยตำหนิและรูปทรงที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ได้มีผลต่อรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ สิ่งที่อยู่ภายนอกไม่ได้กำหนดสิ่งที่อยู่ภายในเสมอไป

ผู้เผยพระวจนะซามูเอลเรียนรู้บทเรียนที่คล้ายกันนี้เมื่อพระเจ้าทรงส่งท่านไปเจิมกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล (1 ซมอ.16:1) เมื่อท่านเห็นเอลีอับบุตรชายหัวปีของเจสซี ซามูเอลคิดว่าเขาคือผู้ที่ถูกเลือก แต่พระเจ้าตรัสว่า “อย่ามองดูที่รูปร่างภายนอกหรือที่ความสูงแห่งร่างกายของเขา...มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอกแต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ” (ข้อ 7) จากบุตรชายแปดคนของเจสซี พระเจ้าทรงเลือกดาวิด บุตรคนเล็กซึ่งดูแลแกะของบิดา (ข้อ 11) ให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป

พระเจ้าทรงห่วงใยจิตใจของเรามากกว่าสิ่งภายนอกที่คนให้การยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนที่เราจบมา รายได้ หรือจำนวนกิจกรรมจิตอาสาที่เราทำ พระเยซูทรงสั่งสอนสาวกของพระองค์ให้มุ่งความสนใจไปที่การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากความเห็นแก่ตัวและความคิดชั่วร้ายต่างๆ เพราะ “สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” (มก.7:20) เช่นเดียวกับที่ซามูเอลเรียนรู้ที่จะไม่คำนึงถึงรูปลักษณ์ภายนอก โดยความช่วยเหลือจากพระเจ้า ขอให้เราสำรวจจิตใจซึ่งได้แก่ความคิดและความตั้งใจของเรา ไม่ว่าเราจะทำสิ่งใดก็ตาม

ฉันเป็นส่วนหนึ่งไหม

ในที่สุดแซลลี่ ฟิลด์นักแสดงหญิงก็รู้สึกในสิ่งที่เป็นความปรารถนาของหลายคน เมื่อเธอได้รับรางวัลออสการ์เป็นครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1985 เธอขึ้นกล่าวหลังจากที่ได้รับรางวัลว่า “สิ่งที่ฉันต้องการมากกว่าสิ่งใดคือความนับถือจากพวกคุณ ครั้งแรกฉันไม่รู้สึกอะไร แต่ครั้งนี้ฉันรู้สึกได้ และฉันไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่า คุณชอบฉัน ตอนนี้คุณชอบฉัน”

ขันทีชาวเอธิโอเปียก็รู้สึกประหลาดใจที่ได้รับการยอมรับ ในฐานะคนต่างชาติและในฐานะขันที เขาถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปยังลานชั้นในของพระวิหาร (ดู อฟ.2:11-12; ฉธบ.23:1) แต่เขาปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่ง ฟีลิปพบเขาขณะที่เขากำลังกลับจากกรุงเยรูซาเล็มที่ซึ่งเขามักจะเดินทางไปนมัสการ แต่กลับไม่เคยรู้สึกอิ่มใจ (กจ.8:27)

ชายชาวเอธิโอเปียกำลังอ่านพระธรรมอิสยาห์ ซึ่งสัญญาว่าขันทีทั้งหลายผู้ “ยึดพันธสัญญาของเราไว้มั่น” จะได้รับ “อนุสาวรีย์และ...ชื่อนิรันดร์แก่เขาทั้งหลาย” (อสย.56:4-5) สิ่งนี้จะเป็นไปได้อย่างไร ฟีลิปจึง “ชี้แจงถึงข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซู” และชายคนนั้นก็ตอบสนอง โดยบอกว่า “นี่แน่ะ มีน้ำ มีอะไรขัดข้องไม่ให้ข้าพเจ้ารับบัพติศมา” (กจ.8:35-36)

เขากำลังถามว่า ฉันได้รับอนุญาตให้เข้าไปจริงๆหรือ ฉันเป็นส่วนหนึ่งแล้วใช่ไหม ฟีลิปให้บัพติศมาเขาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าพระเยซูทรงรื้อกำแพงทุกอย่างลง (อฟ.2:14) พระเยซูทรงโอบกอดและทำให้ทุกคนที่หันหลังให้บาปและวางใจในพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกัน ขันทีผู้นั้นจึง “เดินทางต่อไปด้วยความพอใจ” (กจ.8:39) ในที่สุดเขาจึงได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งอย่างสมบูรณ์

ปรนนิบัติพระเยซู

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1800 เอลิซาเบธ ฟรายรู้สึกตกใจกับสภาพเรือนจำหญิงในกรุงลอนดอน ผู้หญิงและลูกๆต้องอยู่กันอย่างเบียดเสียดและต้องนอนบนพื้นหินที่เย็นเฉียบ แม้พวกเขาจะไม่มีเครื่องนอนแต่ก็มีเหล้าจินจากก๊อกที่ช่วยคลายหนาว เธอไปเยี่ยมเรือนจำอยู่หลายปีและเริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยการจัดหาเสื้อผ้า เปิดโรงเรียน และสอนพระคัมภีร์ แต่หลายคนมองว่าอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอคือ การปรากฏตัวด้วยความรักพร้อมกับข้อความแห่งความหวังที่ชัดเจน

สิ่งที่เธอทำนั้นเป็นการปฏิบัติตามคำเชิญของพระเยซูให้รับใช้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ตัวอย่างเช่น ขณะอยู่บนภูเขามะกอกเทศพระคริสต์ทรงเล่าเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับยุคสุดท้าย รวมถึงการต้อนรับ “ผู้ชอบธรรม...เข้าสู่ชีวิตนิรันดร์” (มธ.25:46) ในเรื่องนี้องค์กษัตริย์บอกกับผู้ชอบธรรมว่า พวกเขาจัดหาน้ำให้พระองค์ดื่ม ต้อนรับพระองค์ และไปเยี่ยมพระองค์ในคุก (ข้อ 35-36) เมื่อพวกเขานึกไม่ออก องค์กษัตริย์ตอบพวกเขาว่า “ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย” (ข้อ 40)

ช่างน่าอัศจรรย์ที่เมื่อเรารับใช้ผู้อื่นโดยความช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ นั่นก็คือการที่เราได้รับใช้พระเยซู! เราสามารถทำเช่นเดียวกับเอลิซาเบธ ฟราย และอาจรับใช้ผู้อื่นจากที่บ้านได้โดยการอธิษฐานวิงวอนหรือการส่งข้อความหนุนใจ พระเยซูทรงยินดีเมื่อเรารักพระองค์ด้วยการใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณและตะลันต์ (ความสามารถ) ของเราเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น

จมอยู่ในช็อกโกแลต

คนงานสองคนในโรงงานผลิตลูกกวาดยี่ห้อมาร์สในรัฐเพนซิลเวเนีย ได้ตกลงไปในถังช็อกโกแลตขนาดใหญ่ นี่อาจฟังดูเป็นเรื่องตลก และอาจเป็นสถานการณ์ลำบากที่ฟังแล้วน่าเอ็นดูสำหรับคนรักช็อกโกแลต! แม้พวกเขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ต้องจมอยู่ในช็อกโกแลตที่สูงถึงเอวและไม่สามารถขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง ในที่สุดนักดับเพลิงต้องเจาะรูด้านข้างถังเพื่อช่วยพาพวกเขาออกมาอย่างปลอดภัย

เมื่อผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์พบว่าตัวเองอยู่ที่ก้นบ่อซึ่งเต็มไปด้วยโคลน เป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรน่าชื่นใจเลย ในฐานะผู้ส่งสารถึงประชากรของพระเจ้าในกรุงเยรูซาเล็ม ท่านได้ประกาศให้พวกเขารีบออกจากเมืองโดยด่วน เพราะในไม่ช้าเมืองนี้จะ “ต้องมอบไว้ในมือของกองทัพของกษัตริย์แห่งบาบิโลน” (ยรม. 38:3) เจ้านายบางคนของกษัตริย์เศเดคียาห์เรียกร้องให้ “ประหาร” เยเรมีย์ โดยอ้างว่าคำพูดของท่านทำให้ “มือของทหาร...อ่อนลง” (ข้อ 4) กษัตริย์ยินยอมพวกเขาจึง “จับเยเรมีย์หย่อนลงไปในที่ขังน้ำ” และท่านก็ “จมลงไปในโคลน” (ข้อ 6)

เมื่อขันทีชาวเอธิโอเปียของกษัตริย์ซึ่งเป็นคนต่างชาติออกมาปกป้องเยเรมีย์โดยกล่าวว่าคนเหล่านี้ “ได้กระทำความชั่วร้าย” กษัตริย์เศเดคียาห์จึงตระหนักว่าพระองค์ทำผิดพลาดและสั่งให้เอเบดเมเลคฉุดเยเรมีย์ขึ้นมา “จากที่ขังน้ำ” (ข้อ 9-10)

เมื่อเรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องเหมือนกับเยเรมีย์นั้น บางครั้งเราอาจรู้สึกเหมือนติดอยู่ในโคลน ในยามที่เราเผชิญปัญหา ให้เราทูลขอพระเจ้าทรงช่วยยกชูจิตวิญญาณของเราขึ้นในขณะที่เรารอคอยความช่วยเหลือจากพระองค์

เกราะป้องกันในพระคริสต์

เพื่อนใหม่ของศิษยาภิบาลเบลีย์ได้เล่าถึงเรื่องการเสพติดและการถูกล่วงละเมิดทางเพศของเขาให้ฟัง แม้ชายหนุ่มคนนี้เคยเป็นผู้เชื่อในพระเยซู แต่เนื่องจากเขาถูกล่วงละเมิดทางเพศและใช้สื่อลามกตั้งแต่อายุยังน้อย เขาจึงประสบปัญหาที่ใหญ่เกินตัว และภายใต้ความสิ้นหวังนั้น เขาได้ยื่นมือออกมาเพื่อขอความช่วยเหลือ

ในฐานะผู้เชื่อในพระคริสต์ เราทำสงครามกับกองกำลังแห่งความชั่วร้ายที่มองไม่เห็น (2 คร.10:3-6) แต่เราได้รับศาสตราวุธเพื่อทำสงครามในฝ่ายวิญญาณ ซึ่งไม่ใช่อาวุธฝ่ายโลก แต่เป็น “ฤทธิ์เดชจากพระเจ้า อาจทำลายป้อมได้” (ข้อ 4) นั่นหมายความว่าอย่างไร “ป้อม” คือที่ที่มั่นคงปลอดภัย มีพระคัมภีร์บางฉบับระบุว่าอาวุธที่พระเจ้ามอบให้เราประกอบด้วย “อาวุธแห่งความชอบธรรมในมือขวาและอาวุธสำหรับป้องกันตนเองในมือซ้าย” (6:7 NLT) เอเฟซัส 6:13-18 เพิ่มรายการสิ่งที่จะช่วยปกป้องเราอันประกอบด้วย พระคัมภีร์ ความเชื่อ ความรอด การอธิษฐาน และการสนับสนุนจากผู้เชื่อคนอื่นๆ เมื่อต้องเผชิญกับกองกำลังที่ใหญ่และเข้มแข็งกว่า อาวุธเหล่านี้จะสร้างความแตกต่างได้ โดยทำให้เราสามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงและไม่ล้มลง

พระเจ้ายังใช้ผู้ให้คำปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆด้วย เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต่อสู้กับกองกำลังที่ใหญ่เกินจะรับมือได้เพียงลำพัง ข่าวดีคือ ในพระเยซูนั้น เราไม่จำเป็นต้องยอมแพ้เมื่อเราตกที่นั่งลำบาก เพราะว่าเรามีเกราะป้องกันของพระเจ้า!

ปล้ำสู้กับพระเจ้า

เพื่อนเก่าคนหนึ่งส่งข้อความถึงฉันหลังจากที่สามีของฉันเสียชีวิต “[อลัน] เป็น...นักปล้ำสู้กับพระเจ้า เขาเป็นยาโคบตัวจริงและเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมเป็นคริสเตียนจนถึงทุกวันนี้” ฉันไม่เคยคิดเปรียบเทียบการต่อสู้ของอลันกับยาโคบ แต่เขาก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ในตลอดชีวิตอลันปล้ำสู้กับตัวเองและกับพระเจ้าเพื่อหาคำตอบในเรื่องต่างๆ เขารักพระเจ้าแต่ไม่อาจเข้าใจความจริงที่ว่าพระองค์ทรงรักเขา ให้อภัยเขา และฟังคำอธิษฐานของเขาเสมอ แต่ชีวิตของเขาก็ได้รับพร และเขาก็มีอิทธิพลในทางที่ดีต่อผู้คนมากมาย

คุณลักษณะชีวิตของยาโคบนั้นถูกหล่อหลอมขึ้นจากการต่อสู้ดิ้นรน เขาสมรู้ร่วมคิดกับแม่เพื่อแย่งสิทธิบุตรหัวปีมาจากเอซาวพี่ชาย เขาหนีออกจากบ้านและต่อสู้ดิ้นรนอยู่หลายปีกับลาบันซึ่งเป็นทั้งพ่อตาและญาติฝ่ายแม่ จากนั้นเขาก็หนีไปจากลาบัน ขณะที่เขาอยู่เพียงลำพังและกลัวที่จะพบกับเอซาว ก็มีบุรุษจากสวรรค์มาหา “เหล่าทูตของพระเจ้าพบเขา” (ปฐก.32:1) ซึ่งนี่อาจเป็นการเตือนยาโคบถึงความฝันจากพระเจ้าก่อนหน้านี้ (28:10-22) ครั้งนี้จึงเป็นการเผชิญหน้าอีกครั้งของยาโคบ ตลอดทั้งคืนเขาปล้ำสู้กับพระเจ้าในร่าง “มนุษย์” ผู้ทรงตั้งชื่อให้เขาใหม่ว่าอิสราเอล เพราะเขา “สู้กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้ชัยชนะ” (32:28) พระเจ้าทรงสถิตกับยาโคบและทรงรักยาโคบไม่ว่าเขาจะผ่านเหตุการณ์ใดมาก็ตาม

เราทุกคนต่างเผชิญกับการต่อสู้ดิ้นรน แต่เราไม่ได้อยู่คนเดียว พระเจ้าทรงอยู่กับเราในทุกๆการทดลอง ผู้ที่เชื่อในพระองค์จะได้รับความรัก การอภัย และชีวิตนิรันดร์ตามที่ทรงสัญญาไว้ (ยน.3:16) เราสามารถยึดพระองค์ไว้ให้มั่น

ร้องเรียกพระบิดาในสวรรค์

ไม่กี่นาทีหลังจากที่ประธานาธิบดีแฮร์รี่ ทรูแมนแห่งสหรัฐอเมริกาประกาศยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นในบ้านหลังเล็กที่ทำจากไม้กระดานในเมืองแกรนด์วิว รัฐมิสซูรี่ หญิงวัยเก้าสิบสองปีขอตัวออกไปรับสาย แขกของเธอได้ยินเธอพูดว่า “สวัสดีจ้ะ...ใช่ แม่ไม่เป็นไร แม่กำลังฟังวิทยุอยู่...ถ้าเป็นได้ ลูกกลับมาหาแม่ตอนนี้เลยนะ...สวัสดีจ้ะ” หญิงชรากลับไปหาแขกของเธอ “แฮร์รี่ [ลูกชายฉัน] โทรมาน่ะ แฮร์รี่เป็นผู้ชายที่ยอดเยี่ยม...ฉันรู้ว่าเขาจะโทรมา เขาจะโทรหาฉันเสมอเวลาที่เหตุการณ์บางอย่างจบลง”

ไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จหรืออายุมากแค่ไหน เราก็ยังอยากโทรหาพ่อแม่เพื่อฟังคำยืนยันของพวกเขาที่ว่า “ลูกทำได้ดีมาก!” ไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จมากเพียงใด เราก็ยังคงเป็นลูกชายหรือลูกสาวของพวกเขาเสมอ

น่าเศร้าที่ไม่ใช่ทุกคนจะมีความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้กับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด แต่โดยทางพระเยซู เราทุกคนมีพระเจ้าเป็นพระบิดาได้ ผู้ที่ติดตามพระคริสต์จะถูกนำเข้ามาสู่ครอบครัวของพระเจ้า เพราะ “ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทรงให้เป็นบุตร” (รม.8:15) และตอนนี้เราก็เป็น “ทายาทร่วมกับพระคริสต์” (ข้อ 17) เราไม่ต้องพูดกับพระเจ้าในฐานะทาส เพราะบัดนี้เรามีเสรีภาพที่จะเรียกพระเจ้าอย่างสนิทสนมว่า “อับบา คือพระบิดา” (ข้อ 15; ดู มก.14:36 ​​ด้วย) เหมือนที่พระเยซูทรงเรียกหาพระเจ้าในยามที่ทรงต้องการพระองค์มากที่สุด

คุณมีข่าวอะไรที่อยากจะบอก หรือมีความต้องการอะไรไหม จงร้องหาพระองค์ผู้ทรงเป็นบ้านอันนิรันดร์ของคุณ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา