Category  |  ODB

เป็นเจ้าของหรือผู้อารักขา

“ผมเป็นเจ้าของหรือผู้อารักขากันแน่” ซีอีโอของบริษัทมูลค่าหลายพันล้านดอลล่าร์ถามตัวเองในขณะที่เขาชั่งน้ำหนักว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวของเขา เขากังวลถึงการล่อลวงที่อาจมาพร้อมกับความมั่งคั่งและไม่อยากให้ทายาทของเขาต้องเผชิญกับความท้าทายนั้น ดังนั้น เขาจึงยอมสละความเป็นเจ้าของในบริษัทของตัวเองและมอบหุ้นที่เขามีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมดให้บริษัทซื้อขายหลักทรัพย์ดูแล การตระหนักว่าทุกสิ่งที่เขาครอบครองเป็นของพระเจ้าช่วยให้เขาตัดสินใจที่จะให้ครอบครัวของเขาทำงานหาเลี้ยงชีพ ในขณะเดียวกันก็ถวายผลกำไรจากหุ้นที่จะได้รับให้กับพันธกิจของคริสเตียน

ในสดุดี 50:10 พระเจ้าตรัสกับประชากรของพระองค์ว่า “สัตว์ทุกตัวในป่าเป็นของเรา ทั้งสัตว์เลี้ยงบนภูเขาตั้งพันยอด” ในฐานะพระผู้สร้างทุกสิ่ง พระเจ้าไม่ได้เป็นหนี้อะไรเราและไม่ต้องการอะไรจากเรา พระองค์ตรัสว่า “เราจะไม่รับวัวผู้จากเรือนของเจ้า หรือแพะผู้จากคอกของเจ้า” (ข้อ 9) พระองค์ทรงประทานทุกสิ่งที่เรามีและใช้อยู่นั้นด้วยพระทัยอันกว้างขวาง ตลอดจนประทานกำลังความสามารถในการหาเลี้ยงชีพให้กับเรา ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงสมควรได้รับการนมัสการจากใจของเรา ดังที่เราเห็นในบทเพลงสดุดี

พระเจ้าเป็นเจ้าของทุกสิ่ง แต่เพราะความดีของพระองค์ พระองค์จึงเลือกที่จะมอบพระองค์เอง เข้าสู่ความสัมพันธ์กับใครก็ตามที่หันกลับมาหาพระองค์ พระเยซู “มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก” (มก.10:45) เมื่อเราให้คุณค่ากับพระองค์ผู้ทรงประทานให้มากกว่าสิ่งของที่ได้รับมาและใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อรับใช้พระองค์ เราจะได้รับพรให้มีความชื่นชมยินดีในพระองค์ตลอดไป

แม้แต่พระธรรมเลวีนิติ

หัวข้อคือพระธรรมเลวีนิติ และผมมีเรื่องจะสารภาพ “ผมอ่านข้ามไปเยอะมาก” ผมบอกกับกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ “ผมจะไม่อ่านเกี่ยวกับเรื่องโรคผิวหนังอีก”

นั่นคือตอนที่เดฟเพื่อนของผมพูดขึ้นว่า “ผมรู้จักชายคนหนึ่งที่เชื่อในพระเยซูเพราะพระธรรมตอนนั้น” เดฟอธิบายว่า เพื่อนของเขาเป็นแพทย์และเป็นพวกที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้า เขาตัดสินใจว่าก่อนที่เขาจะปฏิเสธพระคัมภีร์อย่างสิ้นเชิง เขาควรอ่านด้วยตัวเองดีกว่า หมวดเรื่องโรคผิวหนังในพระธรรมเลวีนิติทำให้เขาประทับใจ มีรายละเอียดที่น่าประหลาดใจเกี่ยวกับแผลที่แพร่เชื้อได้และที่ไม่แพร่เชื้อ (13:1-46) และวิธีการรักษา (14:8-9) เขารู้ว่าความรู้ในเรื่องนี้ล้ำหน้ากว่าการแพทย์ในสมัยนั้นมาก แต่กลับมีเรื่องนี้ในพระธรรมเลวีนิติ เขาคิดว่า ไม่มีทางที่โมเสสจะรู้เรื่องทั้งหมดนี้ได้ นายแพทย์เริ่มพิจารณาว่าโมเสสได้รับข้อมูลจากพระเจ้าจริงๆ ในที่สุดเขาจึงเชื่อในพระเยซู

ถ้าบางส่วนของพระคัมภีร์ทำให้คุณเบื่อหน่าย ผมก็รู้สึกเช่นกัน แต่ทุกอย่างที่กล่าวในนั้นมีเหตุผล พระธรรมเลวีนิติเขียนขึ้นเพื่อให้คนอิสราเอลรู้ว่าจะดำเนินชีวิตกับพระเจ้าและมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร เมื่อเราเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับประชากรของพระองค์ เราก็ได้เรียนรู้จักพระเจ้าพระองค์เอง

อัครทูตเปาโลบันทึกว่า “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม” (2ทธ.3:16) ขอให้เราอ่านต่อไป แม้ว่าจะเป็นพระธรรมเลวีนิติก็ตาม

“ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อ”

“ความเชื่อของลูกอยู่ที่ไหน แม้ลึกลงไป ณ ที่นั่น ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากความว่างเปล่าและมืดมิด...ถ้ามีพระเจ้า ขอทรงยกโทษให้ลูกด้วย”

ผู้ที่เขียนถ้อยคำเหล่านี้อาจทำให้คุณแปลกใจ คือแม่ชีเทเรซ่าผู้ซึ่งเป็นที่รักและทรงเกียรติคุณในฐานะผู้รับใช้คนยากไร้ในเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย แม่ชีเทเรซ่าต่อสู้อย่างมากเพื่อความเชื่อของเธอมาเป็นเวลากว่าห้าทศวรรษ หลังจากที่เธอเสียชีวิตในปี 1997 การต่อสู้ครั้งนั้นจึงถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อส่วนหนึ่งในสมุดบันทึกของเธอได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือ ขอทรงเป็นแสงสว่างของข้าพระองค์

เราจะทำอย่างไรกับความสงสัยหรือความรู้สึกที่ว่าพระเจ้าไม่อยู่ด้วย ช่วงเวลาเหล่านั้นอาจสร้างความทุกข์ทรมานกับผู้เชื่อบางคนมากกว่าคนอื่นๆ แต่มีช่วงหนึ่งในชีวิตของผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อจำนวนมากที่จะประสบกับช่วงเวลาหรือฤดูกาลแห่งความสงสัยเช่นนี้

ผมรู้สึกขอบคุณที่พระคัมภีร์มอบคำอธิษฐานที่สวยงามและขัดแย้ง ซึ่งแสดงถึงทั้งความเชื่อและการขาดความเชื่อ ในมาระโกบทที่ 9 พระเยซูทรงพบบิดาผู้มีบุตรชายที่ถูกผีทำให้ทุกข์ทรมานตั้งแต่ยังเป็นเด็ก (ข้อ 21) เมื่อพระเยซูตรัสว่าชายคนนั้นต้องมีความเชื่อ (“ใครเชื่อก็ทำให้ได้ทุกสิ่ง” ข้อ 23) เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ ที่ข้าพเจ้ายังขาดความเชื่อนั้นขอโปรดช่วยให้เชื่อเถิด” (ข้อ 24)

คำวิงวอนที่ซื่อสัตย์จากใจจริงนี้เชื้อเชิญเราทั้งหลายที่ต่อสู้กับความสงสัยให้มอบมันไว้กับพระเจ้า โดยเชื่อวางใจว่าพระองค์จะทรงเสริมความเชื่อของเราให้แข็งแกร่งได้ และยึดเราไว้อย่างมั่นคงในท่ามกลางหุบเหวที่ลึกที่สุดและมืดมนที่สุดที่เราจะเดินข้ามไป

เมื่อพระเยซูทรงหยุด

หลายวันแล้วที่แมวป่วยตัวนั้นส่งเสียงร้องและซุกตัวอยู่ในกล่องใกล้ที่ทำงานของฉัน มันถูกทิ้งข้างถนนโดยคนที่เดินผ่านไปมาไม่ได้สังเกตเห็น จนกระทั่งจุนคนกวาดถนนผ่านมาและนำมันกลับไปบ้านที่เขาอยู่กับสุนัขสองตัวซึ่งเคยเป็นสุนัขจรจัดมาก่อน

“ผมดูแลพวกมันเพราะมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีใครสังเกตห็น” จุนกล่าว “ผมเห็นตัวเองในพวกมัน ไม่ว่าจะอย่างไรไม่เคยมีใครสังเกตเห็นคนกวาดถนน”

เมื่อพระเยซูเสด็จผ่านเมืองเยรีโคระหว่างเดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ชายตาบอดคนหนึ่งนั่งขอทานอยู่ข้างถนน เขารู้สึกไม่มีใครสังเกตเห็นเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนี้ เมื่อฝูงชนเดินผ่านไปมาและทุกสายตาจับจ้องไปที่พระคริสต์ ไม่มีใครหยุดช่วยชายขอทานคนนั้น

ไม่มีใครนอกจากพระเยซู ท่ามกลางเสียงฝูงชนที่อลหม่าน พระองค์ได้ยินเสียงร้องของชายผู้ถูกลืม พระคริสต์ตรัสถามว่า “เจ้าปรารถนาจะให้เราทำอะไรให้เจ้า” และทรงได้รับคำตอบจากใจว่า “พระองค์เจ้าข้า โปรดให้ข้าพระองค์เห็นได้” พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “จงเห็นเถิด ความเชื่อของเจ้าได้กระทำให้ตัวเจ้าหายปกติ” (ลก.18:41-42)

บางครั้งเรารู้สึกว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเราใช่ไหม เสียงร้องไห้ของเราถูกกลบโดยคนที่ดูเหมือนจะสำคัญกว่าเราหรือเปล่า พระผู้ช่วยให้รอดของเราทรงสังเกตเห็นสิ่งที่โลกไม่สนใจจะเห็น จงร้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์! ในขณะที่คนอื่นอาจเดินผ่านเราไป แต่พระองค์จะทรงหยุดเพื่อเรา

หลับสนิท

ความทรงจำที่เลวร้ายและข้อความกล่าวโทษท่วมท้นความคิดของซัล เขาไม่อาจข่มตาหลับได้เพราะความกลัวเต็มหัวใจและเหงื่อที่ท่วมตัว นี่เป็นคืนก่อนที่เขาจะรับบัพติศมา และเขาไม่อาจหยุดการโจมตีของความคิดด้านมืดได้ ซัลได้รับความรอดในพระเยซูและรู้ว่าบาปของเขาได้รับการอภัยแล้ว แต่การต่อสู้ฝ่ายวิญญาณยังดำเนินต่อไป จากนั้นภรรยาได้จับมือเขาไว้และอธิษฐาน ครู่ต่อมาสันติสุขเข้ามาแทนที่ความกลัวในใจของซัล เขาลุกขึ้นและเขียนถ้อยคำที่จะแบ่งปันก่อนรับบัพติศมาซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยทำได้มาก่อน หลังจากนั้นเขาจึงนอนหลับสนิท

กษัตริย์ดาวิดก็ทรงรู้ว่าค่ำคืนที่กระสับกระส่ายเป็นเช่นไร การหลบหนีจากอับซาโลมบุตรชายผู้ต้องการแย่งชิงบัลลังก์ของพระองค์ (2 ซมอ.15-17) พระองค์รู้ว่ามี “คนเป็นหมื่นๆซึ่งตั้งตนต่อสู้ข้าพเจ้าอยู่รอบด้าน” (สดด.3:6) ดาวิดคร่ำครวญว่า “ศัตรูของข้าพระองค์ทวีมากขึ้นเหลือเกิน” (ข้อ 1) แม้ว่าไม่อาจเอาชนะความกลัวและความสงสัยได้ แต่พระองค์ร้องทูลพระเจ้าผู้ทรงเป็น “โล่” ของพระองค์ (ข้อ 3) ต่อมาพระองค์จึงพบว่าทรงสามารถ “นอนลงและหลับไป...เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า” (ข้อ 5)

เมื่อความกลัวและปัญหาครอบงำจิตใจของเรา และการพักผ่อนถูกแทนที่ด้วยความกระวนกระวายใจ เราจะพบความหวังได้เมื่อเราทูลอธิษฐานต่อพระเจ้า แม้ว่าเราอาจไม่ได้หลับสนิทในทันทีเหมือนอย่างซัลกับดาวิด แต่เราสามารถ “เอนกายลงนอนหลับในความสันติ...[และ] อาศัยอยู่อย่างปลอดภัย” (4:8) เพราะพระเจ้าสถิตอยู่กับเราและพระองค์จะทรงเป็นที่พักสงบของเรา

ไม่ใช่โชค แต่พระคริสต์

นิตยสาร ดิสคัพเวอร์ เสนอว่าในจักรวาลมีดาวเคราะห์ประมาณ 700 ล้านล้านล้านดวง (7 ตามด้วยศูนย์ 20 ตัว) แต่มีดวงเดียวที่เป็นแบบโลกมนุษย์ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์อีริค แซคคริสสันกล่าวว่า หนึ่งในคุณสมบัติของดาวเคราะห์ที่เกื้อหนุนการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต คือ การโคจรในเขตที่ “เอื้อต่อการอยู่อาศัย” ซึ่งมีอุณหภูมิเหมาะสมและมีแหล่งน้ำ จากดาวเคราะห์กว่า 700 ล้านล้านล้านดวง โลกดูเหมือนจะเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีสภาวะที่เหมาะสม แซคคริสสันสรุปว่าโดยทางใดทางหนึ่งนั้น โลกได้รับการจัดการแบบ “ค่อนข้างมีโชค”

เปาโลยืนยันกับผู้เชื่อชาวโคโลสีว่า จักรวาลดำรงอยู่ได้ไม่ใช่เพราะเทพีแห่งโชค แต่เป็นเพราะราชกิจของพระเยซู อัครทูตนำเสนอพระคริสต์ในฐานะผู้สร้างโลก “เพราะว่าในพระองค์สรรพสิ่งได้ถูกสร้างขึ้น” (คส.1:16) พระเยซูไม่เพียงเป็นผู้สร้างโลกที่กอปรด้วยฤทธิ์อำนาจ แต่เปาโลกล่าวว่า “สรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์” (ข้อ 17) คือโลกที่ไม่ร้อนเกินไปและไม่เย็นเกินไป แต่เป็นโลกที่พอเหมาะพอดีสำหรับมนุษย์ในการดำรงชีพ สิ่งใดที่พระเยซูทรงสร้าง พระองค์ทรงค้ำจุนไว้ด้วยพระปัญญาอันสมบูรณ์และฤทธานุภาพที่ไม่สิ้นสุดของพระองค์

ขณะที่เรามีส่วนและเพลิดเพลินกับความงดงามของสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้น ขอให้เราตั้งใจที่จะไม่บอกว่านี่เป็นเหตุบังเอิญหรือเพราะเทพีแห่งโชค แต่เป็นเพราะพระองค์ผู้นั้นผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยวัตถุประสงค์ ทรงปกครองเหนือทุกสิ่ง ทรงฤทธานุภาพและกอปรด้วยความรัก ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วย “ความบริบูรณ์ทั้งสิ้น[ของพระเจ้า]” (ข้อ 19 TNCV)

รวมกันดีกว่า

ซอเรน ซอลเกียใช้เวลาหลายปีในการถ่ายภาพนกสตาร์ลิ่ง(วงศ์นกขนาดเล็ก มีหลายสายพันธุ์) และปรากฏการณ์อันน่าทึ่งของพวกมัน นั่นคือการบินรวมฝูงของสตาร์ลิ่งนับแสนตัวที่เคลื่อนที่อย่างลื่นไหลบนท้องฟ้า การชมสิ่งมหัศจรรย์นี้เปรียบเสมือนการนั่งอยู่ใต้คลื่นที่หมุนวนหรือภายใต้พู่กันสีเข้มขนาดใหญ่ที่ตวัดอย่างลื่นไหลเป็นลวดลายละลานตาบนฟ้า ในประเทศเดนมาร์กพวกเขาเรียกปรากฏการณ์อันน่าทึ่งนี้ว่า ดวงอาทิตย์สีดำ (Black Sun ซึ่งเป็นชื่อหนังสือภาพถ่ายอันน่าทึ่งของซอลเกีย) สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือวิธีที่ฝูงนกบินโดยใช้สัญชาตญาณตามเพื่อนตัวที่อยู่ใกล้ที่สุดไป พวกมันบินใกล้กันมากจนหากตัวใดพลาดจังหวะ ทั้งหมดจะต้องเจอหายนะครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตามนกสตาร์ลิ่งใช้การบินรวมฝูงเพื่อปกป้องกันและกัน เมื่อเหยี่ยวโฉบลงมา สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเหล่านี้จะรวมตัวกันเป็นขบวนที่แน่นหนาและเคลื่อนที่ไปเป็นกลุ่ม โดยไล่ต้อนผู้ล่าซึ่งปกติแล้วจะจู่โจมพวกมันได้อย่างง่ายดายหากพวกมันอยู่ตามลำพัง

เราอยู่รวมกันดีกว่าอยู่คนเดียว ปัญญาจารย์กล่าวว่า “สองคนดีกว่าคนเดียว...ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น...อนึ่ง ถ้าสองคนนอนอยู่ด้วยกัน เขาก็อบอุ่น” (4:9-11) การอยู่คนเดียว ทำให้เราโดดเดี่ยวและเป็นเหยื่อได้ง่าย เราจะตกเป็นเป้าโจมตีโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือการปกป้องจากผู้อื่น

แต่หากมีมิตรสหายเราต่างก็ได้ให้และรับความช่วยเหลือจากกันและกัน ปัญญาจารย์​กล่าว​ว่า “แม้คนหนึ่งสู้คนเดียวได้ สองคนคงสู้เขาได้แน่ เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้” (ข้อ 12) เราอยู่รวมกันดีกว่าตามที่พระเจ้าทรงนำเรา

ต้อนรับคนแปลกหน้า

ในหนังสือชื่อเรื่องเศร้าทุกอย่างนั้นไม่ใช่ความจริง แดเนียล นาเยรีเล่าถึงการเดินทางอันน่าสะเทือนใจของเขากับแม่และน้องสาวจากการข่มเหงทารุณผ่านค่ายผู้ลี้ภัยจนกระทั่งปลอดภัยในสหรัฐอเมริกา สามีภรรยาสูงอายุคู่หนึ่งตกลงที่จะอุปการะพวกเขาแม้ทั้งคู่จะไม่รู้จักพวกเขาเลยก็ตาม หลายปีต่อมาแดเนียลยังคงไม่อาจลืมได้ เขาเขียนว่า “คุณเชื่อไหม พวกเขาทำอย่างนั้นโดยไม่เคยพบเราด้วยซ้ำ และถ้าเรากลายเป็นผู้ร้าย พวกเขาคงจะเสียหาย นั่นแทบจะเป็นความกล้าหาญ ความกรุณาและบ้าบิ่นอย่างที่สุดเท่าที่ผมคิดว่าจะมีใครเป็นได้”

กระนั้นก็ตามพระเจ้าทรงปรารถนาให้เราห่วงใยผู้อื่นในระดับนั้น พระองค์ตรัสกับคนอิสราเอลให้มีใจกรุณาต่อคนต่างด้าว “จงรักเขาเหมือนกับรักตัวเอง เพราะว่าเจ้าเคยเป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินอียิปต์” (ลนต.19:34) พระองค์ทรงเตือนคนต่างชาติที่เชื่อในพระเยซูซึ่งก็คือพวกเราจำนวนมาก ว่าครั้งหนึ่งเรา “แยกจากพระคริสต์...และเป็นคนต่างด้าวอยู่นอกพันธสัญญาที่ทรงสัญญาไว้ ไม่มีความหวังและอยู่ในโลกโดยปราศจากพระเจ้า” (อฟ.2:12 TNCV) พระองค์จึงทรงบัญชาเราทุกคนที่เคยเป็นคนต่างด้าว ทั้งคนยิวและคนต่างชาติว่า “อย่าละเลยที่จะต้อนรับแขกแปลกหน้า” (ฮบ.13:2)

เวลานี้แดเนียลเป็นผู้ใหญ่และมีครอบครัวของตัวเองแล้ว เขากล่าวยกย่องจิมและจีน ดอว์สัน “ผู้เป็นคริสเตียนอย่างแท้จริง เพราะว่าพวกเขาได้ให้ครอบครัวผู้ลี้ภัยมาอาศัยอยู่ด้วยจนกว่าคนเหล่านั้นจะหาบ้านได้”

พระเจ้าทรงต้อนรับคนแปลกหน้าและทรงปรารถนาให้เราต้อนรับพวกเขาด้วยเช่นกัน

เดินในรองเท้าของพระเยซู

การได้เดินในรองเท้าของกษัตริย์จะรู้สึกอย่างไรน่ะหรือ แองเจล่า เคลลี่ซึ่งเป็นพยาบาลและเป็นลูกสาวของคนงานท่าเรือ เธอยังเป็นพนักงานฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธผู้ล่วงลับในช่วงสองทศวรรษสุดท้ายของพระองค์ ความรับผิดชอบอย่างหนึ่งของเธอคือการสวมใส่รองเท้าคู่ใหม่ของพระราชินีผู้ชราแล้ว และเดินไปรอบๆบริเวณพระราชวัง เหตุผลในเรื่องนี้คือการมีใจเมตตาต่อพระราชินีที่ทรงชราแล้ว ซึ่งบางครั้งต้องยืนเป็นเวลานานในงานพระราชพิธี เพราะทั้งสองสวมรองเท้าขนาดเดียวกัน เคลลี่จึงช่วยพระองค์ได้บ้างจากความไม่สะดวกสบายเหล่านั้น

ความรู้สึกส่วนตัวของเคลลี่ในการดูแลพระราชินีทำให้ผมนึกถึงการหนุนใจอันอบอุ่นของเปาโลต่อคริสตจักรในเมืองโคโลสี (ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกี) “จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (คส.3:12) เมื่อชีวิตของเรา “ก่อร่างสร้างขึ้นใน” พระเยซู (2:7) เราก็จะเป็น “พวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้ เป็นพวกที่บริสุทธิ์และเป็นพวกที่ทรงรัก” (3:12) พระองค์ทรงช่วยเรา “ปลดวิสัยมนุษย์เก่า” และ “สวมวิสัยมนุษย์ใหม่” (ข้อ 9-10) คือที่จะดำเนินชีวิตตามอัตลักษณ์ของคนที่มีความรักและยกโทษให้ผู้อื่น เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงรักและยกโทษให้กับเรา (ข้อ 13-14)

รอบตัวเราคือผู้ที่ต้องการให้เรามอบความใส่ใจโดย “เดินในรองเท้าของพวกเขา” และมีใจเมตตาต่อพวกเขาในความท้าทายแต่ละวันของชีวิต เมื่อเราทำเช่นนั้น เราก็ได้สวมรองเท้าขององค์กษัตริย์ คือพระเยซูผู้ทรงมีพระเมตตาเราเสมอ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา