Category  |  ODB

เผชิญหน้ากับความกลัว

วอร์เรนย้ายไปเป็นศิษยาภิบาลของโบสถ์ในเมืองเล็กๆ หลังพันธกิจเริ่มประสบความสำเร็จ ชาวบ้านคนหนึ่งสร้างปัญหาให้เขา โดยกุเรื่องหาว่าวอร์เรนมีพฤติกรรมน่าหวาดกลัว เขาส่งเรื่องไปยังหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และพิมพ์ใบปลิวคำกล่าวหานั้นส่งให้ทุกคนในหมู่บ้านทางไปรษณีย์ วอร์เรนและภรรยาเริ่มอธิษฐานอย่างหนัก หากผู้คนเชื่อคำโกหกชีวิตของพวกเขาจะต้องพังพินาศ

กษัตริย์ดาวิดเคยมีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน พระองค์ถูกโจมตีด้วยคำใส่ร้ายของศัตรู “เขาประทุษร้ายต่อกิจการของข้าพระองค์วันยังค่ำ” พระองค์ตรัส “ความคิดทั้งสิ้นของเขาล้วนมุ่งร้ายต่อข้าพระองค์” (สดด.56:5) การกล่าวหาอย่างต่อเนื่องทำให้ทรงหวาดกลัวและทุกข์ใจ (ข้อ 8) แต่ในท่ามกลางการต่อสู้ พระองค์กล่าวคำอธิษฐานที่ทรงพลังว่า “เมื่อข้าพระองค์กลัว ข้าพระองค์วางใจในพระองค์...เนื้อหนังจะทำอะไรแก่ข้าพระองค์ได้” (ข้อ 3-4)

คำอธิษฐานของกษัตริย์ดาวิดเป็นแบบอย่างให้กับเราในวันนี้ เมื่อข้าพระองค์กลัว ในเวลาที่เรากลัวหรือถูกใส่ร้าย ให้เราหันไปหาพระเจ้า ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ คือการมอบสงครามของเราไว้ในพระหัตถ์อันทรงพลานุภาพของพระเจ้า เนื้อหนังจะทำอะไรแก่ข้าพระองค์ได้ คือให้เผชิญหน้ากับสถานการณ์พร้อมกับพระองค์ เราจะระลึกได้ว่าศัตรูของเรามีข้อจำกัดเพียงใด

หนังสือพิมพ์ไม่ให้ความสนใจในเรื่องของวอร์เรน ด้วยสาเหตุบางอย่างใบปลิวไม่เคยถูกแจกจ่ายออกไป วันนี้คุณหวาดกลัวในสงครามใด จงบอกกับพระเจ้า พระองค์ทรงยินดีที่จะต่อสู้ร่วมกับคุณ

อธิษฐานได้ทุกเรื่อง

เจ้าลูกแมวสกปรกนั่งสงบอยู่บนพื้นปูนและจ้องมาที่ฉันอย่างมีศักดิ์ศรี มันอยู่กับพวกพี่น้องที่ลานจอดรถชั้นใต้ดินของอาคารที่ลูกค้าของฉันทำงานอยู่ ด้วยความสงสาร ฉันฝากอาหารแมวไว้กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพื่อเลี้ยงพวกมันทุกวัน และเอามาเพิ่มให้เมื่ออาหารหมด

แต่แล้ววันนั้นก็มาถึงเมื่อเจ้าหน้าที่คนนั้นถูกย้ายไปดูแลจุดอื่น “โอ พระเจ้า” ฉันอธิษฐาน “ลูกแมวที่ช่วยตัวเองไม่ได้นี้เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง ขอประทานใครสักคนที่ข้าพระองค์จะวางใจมาให้อาหารพวกมัน” แต่ฉันสงสัยว่าคำขอของฉันจะสำคัญพอสำหรับพระเจ้าหรือไม่ แน่นอนว่าพระองค์ทรงมีเรื่องสำคัญกว่าที่จะต้องใส่ใจ

อัครทูตเปาโลเตือนพวกเราในฟีลิปปี 4:6 ว่า “อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ” พวกเรามีพระเจ้าที่เปี่ยมด้วยความรักและทรงปรารถนาให้เราบอกพระองค์ถึงทุกเรื่องที่เรากังวล ไม่ว่าจะดูเล็กน้อยเพียงใด

เย็นวันนั้นภารโรงสูงอายุที่ทำงานในอาคารนั้นหลายปีแล้วเดินมาหาฉัน ก่อนที่ฉันจะพูดถึงความกังวลที่มี ชายใจดีคนนั้นพูดว่า “ในเมื่อเจ้าหน้าที่คนนั้นไม่อยู่แล้ว ผมจะช่วยเลี้ยงแมวพวกนั้นให้เอง”

แท้จริงแล้วไม่มีอะไรยากเกินไปหรือไม่สำคัญพอที่เราจะบอกกับพระเจ้า ความกังวลของเราไม่ว่าจะส่วนตัวและสำคัญต่อเราเพียงใด ล้วนเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพระองค์ ให้เราวางใจที่จะมอบไว้ให้พระองค์ทรงดูแล

ไม่เคยโดดเดี่ยว

นี่คือความทุกข์ที่ทรมานกว่าการเป็นคนไร้บ้าน ความหิวโหยหรือเจ็บป่วย” แม็กกี้ เฟอร์กัสสัน เขียนไว้ในนิตยสารดิอิโคโนมิส 1843 ในหัวเรื่องความโดดเดี่ยวว่า “เฟอร์กัสสันบันทึกอัตราที่เพิ่มขึ้นของความโดดเดี่ยว” โดยไม่คำนึงถึงสถานภาพทางสังคมหรือเศรษฐกิจ ด้วยการใช้ตัวอย่างที่บีบคั้นหัวใจเพื่อแสดงให้รู้ว่าผู้ที่โดดเดี่ยวรู้สึกอย่างไร

ความเจ็บปวดจากการรู้สึกโดดเดี่ยวไม่ใช่สิ่งใหม่ แท้จริงแล้วความเจ็บปวดจากความโดดเดี่ยวสะท้อนถึงสิ่งที่บันทึกในหนังสือโบราณที่ชื่อปัญญาจารย์ เนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือนี้เขียนโดยกษัตริย์ซาโลมอน ใจความโดยรวมพูดถึงความเศร้าโศกของผู้ที่บกพร่องในการมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับผู้อื่น (4:7-8) ผู้เขียนคร่ำครวญว่าเป็นไปได้ที่จะมีความมั่งคั่งในทรัพย์สมบัติ แต่ยังรู้สึกไร้ค่าเพราะไม่มีใครให้ร่วมแบ่งปัน

แต่ผู้เขียนยังรับรู้ได้ถึงความงดงามของมิตรภาพ โดยเขียนว่าเพื่อนช่วยคุณให้บรรลุผลสำเร็จได้มากกว่าที่คุณจะทำได้โดยลำพังตัวเอง (ข้อ 9) มิตรภาพช่วยเราในเวลาที่จำเป็น (ข้อ 10) สองคนทำให้อุ่นใจ (ข้อ 11) และเพื่อนสามารถให้การคุ้มครองในสถานการณ์ที่ยากลำบาก (ข้อ 12)

ความโดดเดี่ยวเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบาก พระเจ้าทรงสร้างเราเพื่อที่จะให้และรับประโยชน์จากมิตรภาพและการอยู่ร่วมกัน หากคุณรู้สึกโดดเดี่ยว จงอธิษฐานที่พระเจ้าจะช่วยคุณผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้อื่น ในขณะเดียวกัน ขอให้คุณมีกำลังใจจากความจริงที่ว่าผู้เชื่อจะไม่มีวันโดดเดี่ยว เพราะพระวิญญาณของพระเยซูทรงอยู่กับเราเสมอ (มธ.28:20)

เปิดไฟ

ขณะที่ฉันและสามีเตรียมตัวที่จะย้ายข้ามประเทศ ฉันอยากให้แน่ใจว่าเรายังติดต่อกับลูกชายของเราได้ ฉันพบของขวัญชิ้นพิเศษเป็นตะเกียงมิตรภาพที่เชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายและสามารถเปิดได้จากระยะไกล ตอนที่มอบตะเกียงให้ ฉันอธิบายว่าตะเกียงของพวกเขาจะเปิดเมื่อฉันสัมผัสตะเกียงของฉัน เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึงความรักและคำอธิษฐานที่ไม่หยุดหย่อนของฉัน ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลกันเพียงใด การแตะบนตะเกียงของพวกเขาก็จะเปิดไฟในบ้านของเราเช่นกัน แม้จะรู้ว่าไม่มีสิ่งใดมาแทนที่ช่วงเวลาแห่งความสัมพันธ์ที่แนบแน่นนี้ แต่เราก็ยังได้รับการหนุนใจเมื่อรู้ว่ามีผู้ที่รักและอธิษฐานเผื่อทุกครั้งที่เราเปิดไฟ

บุตรของพระเจ้าทุกคนได้รับสิทธิพิเศษในการเป็นผู้แบ่งปันแสงสว่างโดยกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเราถูกออกแบบให้มีชีวิตเป็นแสงสว่างแห่งความหวังที่ยั่งยืนและความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า เมื่อแบ่งปันพระกิตติคุณและรับใช้ผู้อื่นในพระนามพระเยซู เรากลายเป็นดวงไฟที่ส่องสว่างและคำพยานที่มีชีวิต การทำดี รอยยิ้มที่เมตตา คำหนุนใจที่อ่อนสุภาพ และคำอธิษฐานอย่างจริงใจทำให้เกิดแสงที่ย้ำเตือนถึงความสัตย์ซื่อ และรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้าซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิต (มธ.5:14-16)

ไม่ว่าพระเจ้านำไปที่ใด และไม่ว่าเราจะรับใช้อย่างไร พระองค์ทรงใช้เราเพื่อช่วยผู้อื่นให้ฉายแสงของพระองค์ได้ พระเจ้าทรงประทานแสงสว่างแท้แก่เราผ่านพระวิญญาณ เราจึงสำแดงถึงความสว่างและความรักในการทรงสถิตได้

เหมือนพระเยซู

ตอนเป็นเด็ก บรูซ แวร์นักศาสนศาสตร์ รู้สึกคับข้องใจที่ 1 เปโตร 2:21-23 เรียกเราให้เป็นเหมือนพระเยซู แวร์เขียนถึงความคับข้องใจนั้นไว้ในหนังสือ ชายที่ชื่อเยซู ว่า “ผมมั่นใจว่านี่ไม่ยุติธรรม โดยเฉพาะเมื่อพระคัมภีร์บอกให้เราทำตาม “ผู้ที่ไม่เคยทำบาป” ช่างเป็นเรื่องน่าประหลาด...ผมแค่ไม่เข้าใจว่าพระเจ้าอยากให้เราทำเช่นนั้นจริงๆได้อย่างไร”

ผมเข้าใจถึงเหตุผลที่แวร์รู้สึกหมดกำลังใจจากความท้าทายในพระคัมภีร์ตอนนี้ บทเพลงเก่าเพลงหนึ่งร้องว่า “เป็นเหมือนพระเยซู เป็นเหมือนพระเยซู ข้าฯปรารถนาเป็นเหมือนพระองค์” แต่ที่แวร์ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างถูกต้องคือ เราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ โดยตัวเราเองเราไม่มีทางเป็นเหมือนพระเยซู

อย่างไรก็ตามเราไม่ได้ถูกทอดทิ้ง พระเจ้าทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่บุตรของพระองค์ เพื่อให้พระคริสต์ก่อร่างขึ้นในตัวเรา (กท.4:19) ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจที่เราจะอ่านพบในบทที่เปาโลเขียนถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่า “เพราะว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่พระองค์ได้ทรงทราบอยู่แล้ว ผู้นั้นพระองค์ได้ทรงตั้งไว้ให้เป็นตามลักษณะพระฉายแห่งพระบุตรของพระองค์” (รม.8:29) พระเจ้าจะทรงทำให้งานของพระองค์เสร็จสมบูรณ์ในเราทุกคน และทรงกระทำการผ่านพระวิญญาณของพระเยซูที่อยู่ในตัวเรา

เมื่อเรายอมต่องานของพระวิญญาณในตัวเรา เราจะเป็นเหมือนพระเยซูอย่างแท้จริง ช่างน่าอุ่นใจที่รู้ว่าพระเจ้ามีพระประสงค์ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตเรา

คำสัญญาที่เกินจะจินตนาการ

ในเวลาที่เราล้มเหลวที่สุด เป็นการง่ายที่จะเชื่อว่าทุกอย่างสายเกินไปสำหรับเรา และเราได้สูญเสียโอกาสในการมีชีวิตที่มีเป้าหมายและมีคุณค่า นั่นคือสิ่งที่เอลเลียสอดีตผู้ต้องขังในเรือนจำที่มีการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดในนิวยอร์กอธิบายถึงความรู้สึกในฐานะนักโทษ “ผมได้ทำผิด...สัญญามากมาย คำสัญญาเกี่ยวกับอนาคตของตัวผมเอง คำสัญญาถึงสิ่งที่ผมสามารถเป็นได้”

นี่คือโครงการ “ก้าวสู่เรือนจำ” เป็นโครงการระดับปริญญาตรีของวิทยาลัยบาร์ดซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตของเอลเลียส ขณะร่วมโครงการเขาเข้าร่วมกลุ่มโต้วาทีซึ่งเอาชนะกลุ่มจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดในปี 2015 สำหรับเอลเลียส “การได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม...เป็นสิ่งพิสูจน์ว่าคำสัญญาต่างๆไม่ได้หายไปจนหมดสิ้น”

การเปลี่ยนแปลงที่คล้ายกันเกิดขึ้นในใจเราเมื่อเราเริ่มเข้าใจว่า ข่าวดีแห่งความรักของพระเจ้าในพระเยซูนั้นเป็นข่าวดีสำหรับเราเช่นกัน เราเริ่มตระหนักด้วยความอัศจรรย์ใจว่ายังไม่สายเกินไป พระเจ้ายังคงมีอนาคตสำหรับฉัน

นี่เป็นอนาคตที่เราไม่สามารถสร้างหรือทำให้สูญเสียไปได้ แต่ขึ้นอยู่กับพระคุณและฤทธิ์อำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า (2 ปต.1:2-3) เป็นอนาคตที่ปลดปล่อยเราจากความสิ้นหวังในโลกและเติมหัวใจเราให้เต็มด้วย “พระสิริ และความล้ำเลิศของพระองค์” (ข้อ 3) เป็นอนาคตที่มั่นคงในพระสัญญาที่เกินกว่าจะจินตนาการได้ของพระคริสต์ (ข้อ 4) และอนาคตที่เปลี่ยนแปลงสู่ “เสรีภาพและศักดิ์ศรีแห่งบุตรทั้งหลายของพระเจ้า” (รม. 8:21)

เข้มแข็งขึ้นในพระคุณ

ในช่วงสงครามกลางเมืองของอเมริกา โทษของการละทิ้งหน้าที่คือการประหารชีวิต แต่กองทัพพันธมิตรประหารชีวิตผู้ละทิ้งหน้าที่น้อยมาก เพราะอับราฮัม ลินคอล์นผู้บัญชาการสูงสุดของพวกเขาอภัยโทษให้เกือบทุกคน การกระทำนี้ ทำให้เอ็ดวิน สแตนตั้นรัฐมนตรีกระทรวงสงครามรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก เพราะเขาเชื่อว่าการผ่อนปรนของลินคอล์นจะเป็นการชักนำให้ทหารอยากละทิ้งหน้าที่ แต่ลินคอล์นเห็นใจผู้ที่หวาดกลัวจนเสียสติจากความรุนแรงของสงคราม และความเห็นอกเห็นใจนี้ทำให้เขาเป็นที่รักของเหล่าทหาร พวกเขารัก “คุณพ่ออับราฮัม” ของพวกเขา และความรักนั้นนำพวกเขาให้อยากรับใช้ลินคอล์นมากกว่าเดิม

เมื่อเปาโลเรียกทิโมธีให้มาร่วม “ทนการยากลำบากด้วยกันกับทหารที่ดีของพระคริสต์” (2 ทธ.2:3) เปาโลเรียกเขามารับงานที่ยากลำบาก ทหารนั้นจะต้องทุ่มเททำงานหนักและไม่เห็นแก่ตัว เขาจะรับใช้พระเยซูผู้บัญชาการของเขาอย่างสุดจิตสุดใจ แต่ในความเป็นจริงบางครั้งเราล้มเหลวที่จะเป็นทหารที่ดีของพระองค์ เราไม่ได้รับใช้พระองค์อย่างสัตย์ซื่ออยู่เสมอ ดังนั้นวลีเริ่มต้นของเปาโลจึงสำคัญมาก “จงเข้มแข็งขึ้นในพระคุณซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์” (ข้อ 1) พระผู้ช่วยให้รอดของเราทรงเต็มเปี่ยมด้วยพระคุณ พระองค์ทรงเข้าใจในความอ่อนแอและทรงให้อภัยความล้มเหลวของเรา (ฮบ.4:15) เช่นเดียวกับเหล่าทหารพันธมิตรที่ได้รับกำลังใจจากความเห็นอกเห็นใจของลินคอล์น เหล่าผู้เชื่อก็ได้รับการเสริมกำลังโดยพระคุณของพระเยซู เราต้องการรับใช้พระองค์มากขึ้น เพราะเรารู้ว่าพระองค์ทรงรักเรา

เราไม่ได้เป็นพระเจ้า

ในหนังสือ แก่นแท้แห่งคริสต์ศาสนา ซี. เอส. ลูอิสได้แนะนำให้เราถามตัวเองเพื่อตรวจสอบว่าเราหยิ่งผยองหรือไม่ “ฉันรู้สึกไม่พอใจมากแค่ไหนเมื่อคนอื่นดูแคลนหรือทำเป็นไม่เห็นฉัน...ดูถูกฉันหรือโอ้อวดตัวเอง” ลูอิสเห็นว่าความเย่อหยิ่งเป็น “ความชั่วร้ายที่ร้ายแรงที่สุด” และเป็นสาเหตุหลักของความทุกข์ยากในบ้านและประเทศชาติ เขาเรียกมันว่า “มะเร็งฝ่ายจิตวิญญาณ” ที่กัดกินความรัก ความพึงพอใจ และแม้แต่สามัญสำนึก

ความหยิ่งผยองเป็นปัญหามาตลอดทุกยุคสมัย พระเจ้าทรงตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะเอเสเคียลเพื่อเตือนผู้นำของเมืองไทระที่อยู่ชายฝั่งทะเลถึงความหยิ่งผยองของท่าน พระองค์ตรัสว่าความหยิ่งของกษัตริย์จะทำให้ท่านตกต่ำ “เพราะเจ้าถือตัวเจ้าว่า...ฉลาดอย่างพระเจ้า เพราะฉะนั้น ดูเถิดเราจะนำคนต่างด้าวมาสู้เจ้า” (อสค.28:6-7) เมื่อนั้นท่านจะรู้ว่าท่านไม่ได้เป็นพระเจ้า แต่เป็นเพียงมนุษย์ (ข้อ 9)

ตรงข้ามกับความหยิ่งผยองคือความถ่อมใจ ซึ่งลูอิสเรียกว่าคุณธรรมที่เราได้รับผ่านการรู้จักพระเจ้า ลูอิสกล่าวว่าเมื่อเรามีความสัมพันธ์กับพระองค์ เรากลายเป็น “ผู้ถ่อมใจอย่างมีความสุข” เราจะรู้สึกได้รับการปลดปล่อยจากเรื่อง หยุมหยิมไร้สาระเกี่ยวกับศักดิ์ศรีของตัวเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ทำให้เรากระวนกระวายและไม่มีความสุข

ยิ่งเรานมัสการพระเจ้ามากเท่าใด เราจะรู้จักพระองค์และถ่อมใจลงต่อพระพักตร์พระองค์ได้มากขึ้นเท่านั้น ขอให้เราเป็นผู้ที่รักและรับใช้พระเจ้าด้วยความชื่นชมยินดีและถ่อมใจ

ไม่ลืมที่จะร้องเพลง

แนนซี่ กุสตาฟสันนักร้องโอเปร่าซึ่งเกษียณแล้ว รู้สึกเศร้าใจเมื่อไปเยี่ยมแม่ของเธอและสังเกตเห็นความเสื่อมถอยที่เกิดจากภาวะสมองเสื่อม แม่จำเธอไม่ได้และพูดน้อยมาก หลังไปเยี่ยมอยู่หลายเดือนแนนซี่เกิดความคิดบางอย่าง เธอเริ่มร้องเพลงให้แม่ฟัง แม่เบิกตากว้างเมื่อได้ยินเสียงดนตรีและเริ่มร้องเพลงด้วยนาน 20 นาที! แล้วแม่ก็หัวเราะและพูดติดตลกว่าพวกเขาเป็น “ครอบครัวนักร้องกุสตาฟสัน” การเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งแสดงถึงพลังของดนตรี เหมือนที่นักบำบัดหลายคนสรุปไว้ว่าเป็นการปลุกความทรงจำที่หายไป การร้อง “เพลงโปรดเก่าๆ” ได้แสดงให้เห็นว่าช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น ลดการหกล้ม ลดภาวะที่ต้องเข้าห้องฉุกเฉิน และลดการใช้ยาระงับประสาท

มีงานวิจัยที่กำลังศึกษาถึงความเชื่อมโยงของดนตรีและความทรงจำ แต่ในขณะที่พระคัมภีร์ได้เปิดเผยว่า ความชื่นชมยินดีที่เกิดจากการร้องเพลงเป็นของขวัญจากพระเจ้า และนี่คือความจริง “เป็นการดีที่จะร้องเพลงถวายสดุดีแด่พระเจ้าของเรา” (สดด.147:1)

ที่จริงแล้วพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่มกระตุ้นให้คนของพระเจ้ายกเสียงขึ้นร้องสรรเสริญแด่พระองค์ “จงร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงกระทำกิจอันดีเลิศ” (อสย.12:5) “พระองค์ทรงบรรจุเพลงใหม่ในปากข้าพเจ้า เป็นบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าของเรา คนเป็นอันมากจะเห็นและเกรงกลัว และวางใจในพระเจ้า” (สดด.40:3) การร้องเพลงของเราจุดประกายให้เราและผู้ที่ได้ยิน ขอให้เราจำไว้เสมอว่า พระเจ้าของเราทรงยิ่งใหญ่และสมควรได้รับการสรรเสริญ