Category  |  ODB

อย่าเป็นนักฉวยโอกาส

นักโทษหลายคนกำลังทำงานเก็บขยะข้างทางเพื่อลดหย่อนโทษ ในตอนที่เจมส์ผู้คุมได้ล้มลงหมดสติ พวกเขารีบเข้าไปช่วยและพบว่าผู้คุมเขาอยู่ในภาวะวิกฤติ นักโทษคนหนึ่งใช้โทรศัพท์ของเจมส์ติดต่อขอความช่วยเหลือ ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอบคุณนักโทษเหล่านั้นที่ไม่ทอดทิ้งผู้คุมซึ่งกำลังอยู่ในอันตรายจากภาวะเส้นเลือดในสมองแตก และไม่ฉวยโอกาสหลบหนี

การทำดีของนักโทษเหล่านั้นไม่ต่างกับสิ่งที่เปาโลและสิลาสทำในขณะถูกจองจำ หลังจากที่โดนกระชากเสื้อผ้าออก ถูกทุบตีและจำไว้ในคุก ก็เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงจนทำให้เครื่องจำจองหลุดและประตูคุกเปิดออก (กจ.16:23-26) เมื่อผู้คุมตื่นขึ้น เขาคิดว่านักโทษคงหนีไปแล้วจึงคิดจะฆ่าตัวตาย (เพื่อไม่ต้องรับโทษที่ปล่อยให้นักโทษหลบหนี) เมื่อเปาโลตะโกนบอกว่า “เราทุกคนยังอยู่” (ข้อ 28) ผู้คุมจึงซาบซึ้งใจกับการกระทำของพวกเขา ที่ทำตัวไม่เหมือนนักโทษ จนทำให้เขาอยากรู้จักพระเจ้าที่คนเหล่านี้นมัสการ และในที่สุดได้เชื่อในพระองค์ด้วย (ข้อ 29-34)

วิธีที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่นจะเผยให้เห็นถึงสิ่งที่เราเชื่อและให้คุณค่า เมื่อเราเลือกทำการดีแทนการร้าย การกระทำของเราอาจทำให้คนอื่นอยากรู้จักกับพระเจ้าที่เรารักและรู้จัก

ชีวิตใหม่ที่ดูโง่เขลา

เรื่องบางอย่างเราอาจไม่เข้าใจจนกว่าจะมีประสบการณ์เอง เมื่อตั้งครรภ์ลูกคนแรก ฉันอ่านหนังสือเรื่องการคลอดลูกหลายเล่มและได้ฟังแม่หลายคนเล่าเรื่องการเจ็บท้องคลอด แต่ฉันก็ยังนึกภาพไม่ออก เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับร่างกายฉันฟังดูน่าเหลือเชื่อ

เปาโลเขียนไว้ใน 1 โครินธ์ว่าการบังเกิดในแผ่นดินพระเจ้า โดยความรอดที่ทรงมอบให้เราผ่านทางพระคริสต์นั้น ดูเป็นเรื่องที่เข้าใจยากสำหรับผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ อาจฟังดูเป็น “เรื่องโง่เขลา” ที่ความรอดจะมาทางไม้กางเขน เพราะความตายเป็นเครื่องหมายของความอ่อนแอ ความพ่ายแพ้ และความอดสูแต่ “เรื่องโง่เขลา” นี้แหละคือความรอดที่เปาโลกำลังประกาศอยู่

นี่ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะจินตนาการได้ว่าเรื่องจะเป็นอย่างไร บางคนคิดว่าความรอดจะมาจากผู้นำการเมืองที่เข้มแข็งหรือเป็นการอัศจรรย์ บางคนคิดว่าความรู้หรือความสำเร็จในหลักปรัชญาคือความรอดของพวกเขา (1 คร.1:22) แต่พระเจ้าทรงทำให้ทุกคนประหลาดใจโดยประทานความรอดมาในแบบที่เข้าใจได้สำหรับคนที่เชื่อและได้มีประสบการณ์เท่านั้น

พระเจ้าทรงทำให้ความตายที่ไม้กางเขน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าอับอายและอ่อนแอ กลายมาเป็นรากฐานแห่งสติปัญญาและฤทธิ์เดช พระเจ้าทรงทำสิ่งที่เกินจะจินตนาการ พระองค์ทรงเลือกสิ่งที่โลกถือว่าอ่อนแอและโง่เขลาเพื่อทำให้คนมีปัญญาอับอาย (ข้อ 27)

และวิธีการอันน่าอัศจรรย์ใจเกินคาดคิดของพระองค์เป็นหนทางที่ดีที่สุด

เพื่อนในยามผิดพลาด

ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 1939 นักล่าสมบัติสามคนพร้อมกับทีมถ่ายทำได้ขุดพื้นด้านนอกของสนามฮอลลีวู้ดโบวล์ ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อหาสมบัติแห่งหุบเขาคาเวงก้า ที่มีทั้งทองคำ เพชร และไข่มุกตามคำเล่าลือว่าถูกฝังไว้เมื่อ 75 ปีก่อน

พวกเขาไม่พบอะไร หลังจากใช้เวลาอยู่ 24 วัน พวกเขาขุดไปกระแทกโดนก้อนหินใหญ่จึงต้องหยุด สิ่งที่ได้มีเพียงหลุมกว้าง 9 ฟุต ลึก 42 ฟุต พวกเขาจากไปด้วยความผิดหวัง

ความผิดพลาดคือเรื่องธรรมดาของมนุษย์ บางครั้งเราก็ล้มเหลว พระคัมภีร์บอกเราว่ามาระโกละทิ้งเปาโลและบารนาบัสตอนเดินทางไปประกาศ “และไม่ได้ทำงานร่วมกับเขาต่อไป” ดังนั้น “เปาโลไม่เห็นควรที่จะพา[เขา]ไปด้วย” ในครั้งต่อมา (กจ.15:38) ซึ่งส่งผลให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับบารนาบัส ถึงแม้ว่ามาระโกเคยทำผิดพลาด แต่หลายปีหลังจากนั้นท่านก็ปรากฏตัวขึ้นอีก เมื่อครั้งที่เปาโลรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่ในคุกในช่วงท้ายของชีวิต ท่านได้เรียกหามาระโกและเรียกท่านว่า ผู้ที่ “ช่วยปรนนิบัติข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี” (2 ทธ.4:11) พระเจ้ายังทรงดลใจให้มาระโกเขียนพระกิตติคุณตามชื่อของท่าน

ชีวิตของมาระโกแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าจะไม่ปล่อยให้เราเผชิญกับความผิดพลาดและล้มเหลวตามลำพัง เรามีเพื่อนผู้ยิ่งใหญ่กว่าทุกความผิดพลาดเมื่อเราติดตามองค์พระผู้ช่วย พระองค์จะทรงประทานความช่วยเหลือและกำลังให้กับเรา

ไข่อธิษฐาน

ที่นอกหน้าต่างห้องครัว นกโรบินตัวหนึ่งสร้างรังอยู่ใต้ชายคา ฉันชอบมองดูมันจัดแต่งหญ้าให้เป็นระเบียบแล้วนั่งลงกกไข่ ฉันคอยดูความคืบหน้าอยู่ทุกเช้า แต่ก็ไม่เห็นอะไร เพราะไข่นกโรบินใช้เวลา 2 อาทิตย์ในการฟักเป็นตัว

ความไม่อดทนไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับฉัน ฉันมักจะเคร่งเครียดกับการรอคอย โดยเฉพาะเมื่ออธิษฐาน ฉันและสามีต้องรอเกือบ 5 ปีกว่าจะได้ลูกบุญธรรมคนแรก กว่าทศวรรษที่ผ่านมาแคธรีน มาร์แชลเคยเขียนไว้ว่า “คำอธิษฐานเหมือนกับไข่ ที่ต้องรอเวลาฟัก”

ผู้เผยพระวจนะฮาบากุกปล้ำสู้กับการรอคอยในการอธิษฐาน ฮาบากุกอึดอัดใจกับการที่พระเจ้าทรงเงียบเมื่อบาบิโลนข่มเหงแผ่นดินยูดาห์อย่างโหดร้าย ท่านตั้งใจที่จะ “ยืนเฝ้าดูอยู่ ข้าพเจ้าจะยืนที่หอคอย และมองออกไปเพื่อจะฟังดูว่า พระองค์จะตรัสอะไรแก่ข้าพเจ้า” (ฮบก.2:1) พระเจ้าทรงตอบโดยให้ฮาบากุกรอ “เวลาของมัน” (ข้อ 3) และทรงนำท่านให้ “เขียนนิมิตนั้นลงไป” เพื่อเมื่อถึงเวลา ข้อความจะได้เผยแพร่ออกไป (ข้อ 2)

สิ่งที่พระเจ้าไม่ได้บอกคือ “เวลาของมัน” ที่บาบิโลนจะล่มสลายคืออีก 60 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลานานถ้านับจากตอนที่พระเจ้าให้สัญญาไว้ คำอธิษฐานก็เหมือนกับไข่ที่จะไม่ฟักออกเป็นตัวทันที แต่ต้องรอเวลาตามพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงมีต่อโลกนี้และต่อชีวิตของเรา

ต้นไม้ที่งอกงาม

ผมมีหัวใจของการเป็นนักสะสมมาตลอด ตอนเป็นเด็กผมสะสมแสตมป์ การ์ดเบสบอล หนังสือการ์ตูน และตอนนี้ผมเห็นลูกมีนิสัยแบบเดียวกัน บางครั้งผมก็สงสัยว่า “ลูกจำเป็นต้องมีตุ๊กตาหมีอีกตัวหรือ”

คำตอบไม่ใช่เรื่องของความจำเป็น แต่อยู่ที่เสน่ห์ของความใหม่ หรือบางทีสิ่งนั้นดึงดูดใจเพราะเป็นของเก่าและหายาก เป็นอะไรก็ตามที่ทำให้เราหลงใหลไปกับจินตนาการ และลวงให้เชื่อว่าการมี “สิ่งนี้” ชีวิตจะดีขึ้นและมีความสุข

แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เคยให้ประโยชน์อะไร ทำไมน่ะหรือ เพราะพระเจ้าทรงสร้างเราเพื่อจะได้รับการเติมเต็มโดยพระองค์ ไม่ใช่โดยสิ่งต่างๆที่โลกนี้เฝ้าบอกว่าจะสามารถเติมเต็มจิตใจที่โหยหาของเราได้

นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ สุภาษิตเปรียบเทียบชีวิตไว้สองแบบที่ตรงข้ามกัน คือชีวิตที่ไขว่คว้าความร่ำรวยและชีวิตที่ตั้งมั่นในพระเจ้าผู้ทรงรักและให้ด้วยใจกว้างขวาง ในพระคัมภีร์ฉบับ เดอะเมสเสจ ยูจีน ปีเตอร์สันได้แปลสุภาษิต 11:28 ว่า “ชีวิตที่ทุ่มเทให้กับสิ่งของคือชีวิตที่ตายแล้ว คือตอไม้ แต่ชีวิตที่พระเจ้าทรงจัดแต่งเป็นชีวิตที่เจริญงอกงาม”

เราเห็นภาพชีวิต 2 แบบคือต้นไม้ที่เจริญงอกงามเกิดผล กับภาพตอไม้ไร้ผล โลกนี้พยายามบอกเราว่าการมีข้าวของมากมายคือ “ชีวิตที่ดี” ตรงข้ามกับพระเจ้าที่ทรงเชื้อเชิญเราให้หยั่งรากในพระองค์ ให้มีประสบการณ์ในความดีของพระองค์และให้งอกงามเกิดผล และในขณะที่เราถูกปรับแต่งโดยการมีสัมพันธภาพกับพระองค์นั้น พระเจ้าจะปรับเปลี่ยนจิตใจและความปรารถนาของเราใหม่ โดยเปลี่ยนแปลงเราจากภายใน

รับกำลังใหม่

จิตแพทย์โรเบิร์ต โคลส์ สังเกตเห็นรูปแบบของผู้ที่หมดไฟในการรับใช้ สัญญาณเตือนแรกคือมีความอ่อนล้า ต่อมาคือสงสัยว่าไม่มีอะไรดีขึ้นเลย แล้วก็เริ่มขมขื่น ท้อแท้ มีอาการซึมเศร้า และในที่สุดก็หมดไฟ

หลังจากเขียนหนังสือที่เกี่ยวกับการเยียวยาจากความฝันที่แตกสลาย ผมยุ่งกับการไปบรรยายในที่ต่างๆ การช่วยคนให้มีความหวังหลังจากผิดหวังเป็นเรื่องที่น่ายินดีแต่ก็ต้องแลกมาด้วยบางสิ่ง วันหนึ่งผมรู้สึกหน้ามืดขณะที่กำลังเดินขึ้นเวที ผมนอนไม่พอและการไปพักร้อนก็ไม่ทำให้หายล้า แค่คิดว่าต้องฟังปัญหาของคนอื่นอีกก็ทำให้ผมรู้สึกแย่มาก ผมกำลังเป็นแบบที่โคลส์พูดไว้

พระคัมภีร์บอกวิธีเอาชนะการหมดไฟไว้สองประการ อิสยาห์ 40 บอกว่าพระองค์ประทานกำลังแก่ผู้เหน็ดเหนื่อยเมื่อเขาหวังใจในพระองค์ (ข้อ 29-31) ผมต้องพักในพระเจ้า วางใจให้พระองค์กระทำกิจแทนที่จะฝืนต่อไปด้วยกำลังตัวเองที่เหลือน้อยลงทุกที และสดุดี 103 บอกว่าพระเจ้าทรงทำให้เราอิ่มด้วยของดี (ข้อ 5) รวมถึงการยกโทษและการทรงไถ่ (ข้อ 3-4) ความยินดีและการเล่นสนุกมาจากพระองค์เช่นกัน เมื่อผมจัดตารางเวลาใหม่ โดยเพิ่มเวลาในการอธิษฐาน พักผ่อน และทำงานอดิเรกอย่างเช่นการถ่ายภาพ ผมจึงกลับมามีสุขภาพที่ดีอีกครั้ง

การหมดไฟเริ่มจากความอ่อนล้า ให้เราหยุดก่อนที่เป็นมากกว่านั้น เราจะรับใช้ผู้อื่นได้ดีที่สุดเมื่อชีวิตเรามีทั้งการนมัสการและการพักผ่อน

ชายผู้มีเมตตา

เนื่องจากความผิดหวังและต้องการมีชีวิตที่มีความหมายมากกว่านี้ ลีออนจึงลาออกจากงานด้านการเงิน วันหนึ่งเขาเห็นชายไร้บ้านคนหนึ่งอยู่ตรงมุมถนนถือป้ายที่เขียนว่า “ความเมตตาคือยาที่ดีที่สุด” ลีออนบอกว่า “คำพูดนั้นกระทบใจผม และเป็นการเปิดเผยจากพระเจ้า”

ลีออนได้ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการก่อตั้งองค์กรระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนเรื่องความเมตตา เขาเดินทางไปรอบโลก พึ่งพาคนแปลกหน้าในการจัดหาอาหาร น้ำมันรถ และที่พักอาศัยให้กับเขา จากนั้นเขาตอบแทนคนเหล่านั้นผ่านทางองค์กรนี้ด้วยการทำดี เช่น เลี้ยงอาหารเด็กกำพร้า หรือสร้างโรงเรียนให้กับเด็กผู้ด้อยโอกาส เขาบอกว่า “ความเมตตาบางครั้งดูเหมือนเป็นความอ่อนโยน แต่แท้จริงแล้วคือพลังที่เข้มแข็ง”

ความประเสริฐคือแก่นแท้ของพระคริสต์ในฐานะพระเจ้า ดังนั้นความเมตตาจึงหลั่งไหลออกมาจากพระองค์อย่างเป็นธรรมชาติ ฉันชอบเรื่องที่พระเยซูทรงกระทำเมื่อทรงเห็นขบวนแห่ศพบุตรชายคนเดียวของหญิงหม้าย (ลก.7:11-17) หญิงหม้ายผู้เศร้าโศกนี้ดูเหมือนต้องพึ่งพาลูกชายของเธอด้านการเงิน ในเรื่องนี้ไม่มีใครขอให้พระองค์ทำอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติแห่งความประเสริฐของพระองค์ทั้งสิ้น (ข้อ 13) พระองค์ทรงเมตตาและทำให้บุตรชายของเธอฟื้นคืนชีวิต ผู้คนต่างพากันพูดถึงพระคริสต์ว่า “พระเจ้าได้เสด็จมาเยี่ยมเยียนชนชาติของพระองค์แล้ว” (ข้อ16)

ประกายไฟเล็กๆ

“เราอยู่ในห้องสมุด และมองเห็นเปลวไฟที่ด้านนอก” เธอกำลังกลัว เราฟังน้ำเสียงนั้นออกเพราะเธอคือลูกสาวของเรา ขณะเดียวกันเรารู้ว่าที่มหาวิทยาลัยคือที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเธอและเพื่อนอีกเกือบ 3,000 คน ในปี 2018 ไฟป่าวูลซีย์ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงคาดการณ์ไว้ สภาพที่ร้อนและแห้งแล้งในหุบเขาแคลิฟอร์เนียร่วมกับกระแสลมซานตาอาน่า ทำให้ประกายไฟเล็กๆลุกลามเผาผลาญเนื้อที่กว่า 245,000 ไร่ ทำลายสิ่งก่อสร้างมากกว่า 1,600 แห่ง และมีผู้เสียชีวิต 3 คน ในภาพถ่ายหลังจากควบคุมไฟไว้ได้แล้ว แนวป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับกลายเป็นพื้นที่ร้างเปล่าราวกับพื้นผิวดวงจันทร์

ในพระธรรมยากอบ ผู้เขียนเรียกสิ่งเล็กๆแต่มีอำนาจว่า “บังเหียนในปากของม้า” และหางเสือเรือ (3:3-4) คำเปรียบนี้ห่างไกลและไม่เป็นที่คุ้นเคยในสมัยของเราแล้ว แต่ผู้เขียนใช้อีกคำหนึ่งที่เรารู้จักดี เป็นสิ่งเล็กๆที่มนุษย์ทุกคนมี นั่นคือลิ้น และแม้บทนี้จะเจาะจงถึงครูผู้สอนโดยตรงเป็นอันดับแรก (ข้อ 1) แต่ก็นำไปใช้กับเราทุกคนด้วย ลิ้นเป็นอวัยวะเล็กๆแต่ทำให้เกิดหายนะได้

ลิ้นเล็กๆของเรานั้นมีอำนาจ แต่พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ทรงมีฤทธิ์อำนาจยิ่งกว่า ความช่วยเหลือของพระองค์ในทุกๆวันจะให้กำลังแก่เราเพื่อควบคุมและนำพาคำพูดของเรา

กล้วยพูดได้

อย่ายอมแพ้ สร้างรอยยิ้มให้ผู้อื่น เธอสุดยอดมาก มาจากไหนไม่สำคัญ สำคัญที่ว่ากำลังจะไปไหน นี่เป็นข้อความที่เขียนไว้บนกล้วยหอม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาหารกลางวันที่โรงเรียนในเวอร์จิเนียบีช สเตซี่ ทรูแมนผู้จัดการโรงอาหารใช้เวลาเขียนข้อความให้กำลังใจบนผลกล้วย ที่เด็กๆเรียกว่า “กล้วยพูดได้”

การหยิบยื่นความห่วงใยให้กันนี้ทำให้ฉันคิดถึงหัวใจของบารนาบัสที่มีต่อ “ผู้เชื่อใหม่” ที่เมืองอันทิโอก (กจ.11:22-24) บารนาบัสมีชื่อเสียงด้านการหนุนใจ ทุกคนรู้ว่าเขาเป็นคนดี ประกอบไปด้วยความเชื่อและพระวิญญาณบริสุทธิ์ ท่านเตือนผู้เชื่อใหม่ให้ “ตั้งใจมั่นคงติดสนิทอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 23) ฉันจินตนาการภาพที่ท่านใช้เวลากับคนเหล่านั้น และคอยบอกพวกเขาว่า “หมั่นอธิษฐานต่อไป” “จงวางใจพระเจ้า” “ติดสนิทกับพระเจ้าเมื่อมีปัญหา”

ผู้เชื่อใหม่ก็เหมือนเด็กที่ต้องการคำหนุนใจอยู่เสมอ พวกเขามีศักยภาพและกำลังค้นหาความสามารถของตนเอง พวกเขาอาจไม่รู้ชัดว่าพระเจ้าต้องการทำอะไรในชีวิตและผ่านชีวิตของพวกเขา และศัตรูมักทำงานหนักเพื่อไม่ให้ความเชื่อของพวกเขาเติบโต

พวกเราที่ได้ดำเนินกับพระเยซูมาระยะหนึ่งจะเข้าใจความยากลำบากในการดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์ ให้เราเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับการหนุนใจ โดยมีพระวิญญาณของพระเจ้าทรงนำและเตือนเราถึงความจริงฝ่ายวิญญาณ