Category  |  ODB

จงขอบพระคุณอยู่เสมอ

ในศตวรรษที่ 17 มาร์ติน รินคาร์ท รับใช้พระเจ้าในแซกโซนีประเทศเยอรมนี ในยุคที่เกิดสงครามและโรคระบาดเป็นเวลานานกว่า 30 ปี ในปีหนึ่งเขาต้องจัดงานศพกว่า 4 พันครั้งรวมทั้งงานศพของภรรยาตัวเอง เวลานั้นอาหารขาดแคลนจนครอบครัวเขาต้องทนหิว แม้เขาอาจสิ้นหวัง แต่ความเชื่อในพระเจ้ายังคงเข้มแข็งและเขายังขอบคุณพระเจ้าอยู่เสมอ เขาถ่ายทอดหัวใจที่กตัญญูออกมาเป็นเพลงที่ชื่อว่า “Nun danket alle Gott” ซึ่งกลายเป็นบทเพลงชีวิตคริสเตียนที่หลายคนชื่นชอบชื่อ “จงขอบพระคุณพระเจ้า”

รินคาร์ททำตามอย่างผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ ผู้ซึ่งสั่งสอนประชากรของพระเจ้าให้ขอบพระคุณอยู่เสมอแม้ในเวลาที่พวกเขาผิดหวังในพระเจ้า (อสย.12:1) หรือเมื่อศัตรูกดขี่พวกเขา ถึงกระนั้นพวกเขายังคงยกย่องพระนามพระเจ้าและ “ประกาศบรรดาพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางชนชาติทั้งหลาย” (ข้อ 4)

อาจเป็นเรื่องง่ายที่จะขอบคุณพระเจ้าในเทศกาลเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยว เช่น วันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งเป็นเวลาที่เราสนุกสนานกับงานเลี้ยงร่วมกับเพื่อนฝูงและครอบครัว แต่เราจะขอบคุณพระเจ้าในช่วงเวลาที่ทุกข์ยาก เช่น เมื่อบางคนหายไปจากกลุ่ม เมื่อมีปัญหาการเงินหรือขัดแย้งกับคนใกล้ชิดได้หรือไม่

จงเอาอย่างศิษยาภิบาลรินคาร์ทโดยร่วมใจกันเปล่งเสียงสรรเสริญและขอบพระคุณแด่ “พระเจ้านิรันดร์ ผู้ซึ่งโลกและสวรรค์ต่างพากันยกย่อง” เราสามารถ “ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงกระทำกิจอันดีเลิศ” (ข้อ 5)

ทุกคนไม่ว่าเขาจะเป็นใคร

ประเทศเอลซัลวาดอร์ยกย่องพระเยซูโดยการวางรูปปั้นของพระองค์ไว้ที่ใจกลางเมืองหลวง แม้จะอยู่กลางวงเวียนที่จราจรคับคั่ง แต่ความสูงของรูปปั้นก็ทำให้มองเห็นได้ง่ายและชื่อรูปปั้นที่ว่า พระผู้ช่วยให้รอดของโลก ก็สื่อถึงการเคารพยกย่องต่อสถานะเหนือธรรมชาติของพระองค์

ชื่ออนุสาวรีย์นี้ยืนยันสิ่งที่พระคัมภีร์พูดถึงพระเยซู (1 ยน.4:14) ผู้ทรงประทานความรอดแก่เราทุกคน พระเยซูทรงข้ามเขตแดนทางวัฒนธรรมและเปิดรับผู้ที่ต้องการรู้จักพระองค์อย่างจริงใจ โดยไม่ขึ้นอยู่กับอายุ การศึกษาเชื้อชาติ ความผิดบาปในอดีต หรือสถานะทางสังคม

อัครทูตเปาโลท่องไปในโลกสมัยโบราณเพื่อบอกผู้คนถึงชีวิต ความตาย และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู ท่านแบ่งปันข่าวดีนี้กับผู้มีอำนาจทางการเมือง ผู้นำศาสนา ทหาร ชาวยิว คนต่างชาติ ผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก เปาโลอธิบายว่า ใครก็สามารถเริ่มต้นความสัมพันธ์กับพระคริสต์ได้โดยประกาศว่า “พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” และเชื่อว่าพระเจ้าทรงชุบพระองค์ขึ้นจากความตาย (รม.10:9) ท่านกล่าวว่า “ผู้หนึ่งผู้ใดที่เชื่อในพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย…ผู้ที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด” (ข้อ 11, 13)

พระเยซูไม่ใช่รูปปั้นที่เราจะยกย่องอยู่ไกลๆ แต่เราต้องมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระองค์โดยทางความเชื่อ ขอให้เราเห็นคุณค่าของความรอดที่พระองค์มอบให้และก้าวไปสู่ความสัมพันธ์ฝ่ายจิตวิญญาณกับพระองค์ในวันนี้

บทเรียนจากไก่งวง

คุณรู้ไหมว่าไก่งวงที่อยู่กันเป็นกลุ่มเรียกว่าอะไร คำตอบคือฝูงไก่งวง ทำไมผมจึงเขียนถึงไก่งวง เพราะผมเพิ่งกลับจากการใช้เวลาช่วงวันหยุดที่กระท่อมบนภูเขา ผมแปลกใจกับขบวนไก่งวงที่เดินพาเหรดผ่านระเบียงบ้านของเราทุกวัน

ผมไม่เคยเฝ้าดูไก่งวงมาก่อน พวกมันตะกุยพื้นอย่างแรงด้วยกรงเล็บอันน่าทึ่ง จากนั้นก็ไล่จิกลงไปที่พื้น ผมเดาว่ามันกำลังกินอาหาร นี่เป็นครั้งแรกที่ผมสังเกตไก่งวง ผมจึงไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกไหม ดูเหมือนสัตว์เลี้ยงที่ผอมกะหร่องแถวบ้านเราจะไม่ช่วยให้อิ่มท้องเท่ากับเจ้าไก่งวงที่จ้ำม่ำพวกนี้

ขณะที่นั่งดูไก่งวงเหล่านี้ ผมคิดถึงคำพูดของพระเยซูในมัทธิว 6:26 ว่า“จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ” พระเยซูทรงใช้ภาพการที่พระเจ้าทรงเลี้ยงนกที่ดูไร้ค่าเพื่อเตือนเราให้รู้ถึงความห่วงใยที่ทรงมีต่อเรา หากชีวิตของนกยังสำคัญ ชีวิตของเราจะไม่สำคัญยิ่งกว่าหรือ จากนั้นพระเยซูทรงเปรียบความกังวลถึงสิ่งจำเป็นประจำวันของเรา (ข้อ 27-31) กับชีวิตที่ “แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน” (ข้อ 33) เป็นชีวิตที่เรามั่นใจได้ว่าพระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับเราอย่างอุดม ถ้าพระเจ้าทรงดูแลฝูงไก่งวงได้ พระองค์ก็จะดูแลคุณและผมได้แน่นอน

ที่ว่างสำหรับฉัน

เขาเป็นทหารผ่านศึกสูงวัยที่แข็งกระด้างและพูดจาหยาบคาย วันหนึ่งเพื่อนของเขาไต่ถามเรื่องความเชื่อของเขาด้วยความเป็นห่วง เขารีบตอบอย่างไม่แยแสว่า “พระเจ้าไม่มีที่ว่างสำหรับคนอย่างผมหรอก”

บางทีนั่นอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของนิสัยที่ “แข็งกระด้าง” ของเขา แต่เขาไม่อาจปฏิเสธความจริงได้! พระเจ้าทรงสร้างที่ว่างโดยเฉพาะให้กับคนที่แข็งกระด้าง คนที่รู้สึกผิด และคนที่สังคมรังเกียจ เพื่อพวกเขาจะมีพื้นที่ที่จะเติบโตในชุมชนของพระองค์ เรื่องนี้เห็นได้ชัดจากวิธีการอันน่าทึ่งของพระเยซูในการเลือกสาวกตอนที่พระองค์ทรงเริ่มต้นพันธกิจ สิ่งแรกที่พระองค์ทำคือเลือกชาวประมงหลายคนจากกาลิลีซึ่ง “ยากจนต่ำต้อย” ในสายตาของชาวเยรูซาเล็ม นอกจากนั้นพระองค์ทรงเลือกมัทธิวคนเก็บภาษี ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องขู่กรรโชกเพื่อนร่วมชาติ ตามด้วยซีโมน “พรรคชาตินิยม” (มก.3:18)

เราไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับซีโมนคนนี้ (ไม่ใช่ซีโมนเปโตร) แต่สิ่งที่เรารู้คือพวกชาตินิยมเกลียดชังคนทรยศอย่างมัทธิว ซึ่งร่ำรวยมาจากการร่วมมือกับชาวโรมันที่คนยิวดูหมิ่น พระเยซูทรงเลือกทั้งซีโมนและมัทธิวและนำพวกเขามาอยู่ด้วยกันในทีมของพระองค์ร่วมกับสาวกคนอื่นๆ

อย่ากีดกันใครโดยหาว่าเขา “เลว” เกินไปสำหรับพระเยซู เพราะไม่ว่าจะเป็นอย่างไร พระองค์ก็ตรัสว่า “เรามิได้มาเพื่อจะเรียกคนที่เห็นว่าตัวชอบธรรม แต่มาเรียกคนที่พวกท่านว่านอกรีตให้กลับใจเสียใหม่” (ลก.5:32) พระองค์ทรงมีที่ว่างมากมายสำหรับคนที่ร้ายกาจ คือคนเช่นคุณและผม

ใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

หลังจากที่รถคันเก่าของวิคกี้พังลงโดยไม่มีทางซ่อม เธอก็เริ่มเก็บเงินเพื่อซื้อรถคันใหม่ วันหนึ่งคริส ลูกค้าประจำที่มักจะมาสั่งอาหารตรงช่องไดรฟ์ทรูของร้านที่วิคกี้ทำงานอยู่ ได้ยินวิคกี้พูดว่าเธออยากได้รถสักคัน “ผมหยุดคิดไม่ได้และต้องทำอะไรสักอย่าง” คริสกล่าว ดังนั้นเขาจึงซื้อรถมือสองต่อจากลูกชาย (ลูกชายของเขาเพิ่งประกาศขายรถ) ขัดสีรถจนเงางามและยื่นกุญแจให้กับวิคกี้ วิคกี้ตกใจมากและกล่าวด้วยความประหลาดใจและซาบซึ้งใจว่า “ใครกันนะ...ที่ทำแบบนี้”

พระคัมภีร์เรียกร้องให้เรายื่นมือไปช่วยผู้อื่นเท่าที่จะทำได้ ด้วยการมอบสิ่งดีที่สุดให้กับคนขัดสน ทิโมธีกล่าวว่า “จงกำชับให้เขากระทำดี ให้กระทำดีมากๆ” (1 ทธ.6:18) อย่าเพียงแค่แสดงความเมตตาตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย แต่จงดำเนินชีวิตที่ให้ด้วยใจยินดี ให้จิตใจที่กว้างขวางเป็นวิถีชีวิตปกติของเราดังที่ทิโมธีบอกคือ “ให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และไม่เห็นแก่ตัว” (ข้อ 18)

เมื่อเรามีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และโอบอ้อมอารี เราไม่จำเป็นต้องกลัวว่าจะขาดแคลนสิ่งจำเป็น ตรงกันข้ามพระคัมภีร์บอกว่า เมื่อเรามีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เรา “จะได้รับเอาชีวิต ซึ่งเป็นชีวิตอันแท้จริง” (ข้อ 19) ในพระเจ้านั้น การมีชีวิตที่แท้จริงคือการปล่อยมือจากสิ่งที่เรามี และยอมมอบสิ่งนั้นให้กับผู้อื่น

เครื่องมือแห่งสันติภาพ

เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นในปี 1914 เซอร์เอ็ดเวิร์ด เกรย์ รัฐบุรุษชาวอังกฤษประกาศว่า “แสงตะเกียงทั่วยุโรปกำลังจะดับลงและจะไม่ติดอีกในช่วงอายุขัยของเรา” เกรย์พูดถูก ในที่สุดเมื่อ “สงครามที่จะยุติทุกสงคราม” จบลง มีคนเสียชีวิต 20 ล้านคน (โดย 10 ล้านคนเป็นพลเรือน) บาดเจ็บอีก 21 ล้านคน

หายนะอาจเกิดกับชีวิตเราได้เช่นกันแม้จะไม่รุนแรงเท่า บ้าน ที่ทำงานคริสตจักร หรือเพื่อนบ้านของเราอาจถูกครอบงำด้วยวิญญาณแห่งความขัดแย้ง นี่คือเหตุผลหนึ่งที่พระเจ้าเรียกให้เราเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในโลก แต่การจะทำเช่นนั้นได้ เราต้องพึ่งพาพระปัญญาจากพระเจ้า ยากอบกล่าวว่า “แต่ปัญญาจากเบื้องบนนั้นบริสุทธิ์เป็นประการแรก แล้วจึงเป็นความสงบสุข สุภาพและว่าง่าย เปี่ยมด้วยความเมตตาและผลที่ดี ไม่ลำเอียง ไม่หน้าซื่อใจคด ผู้สร้างสันติสุข หว่านอย่างสันติ จึงได้เกี่ยวความชอบธรรม” (ยก.3:17-18)

ผลของการหว่านสันติทำให้บทบาทของผู้สร้างสันติมีความสำคัญ คำว่าชอบธรรม หมายถึง “จุดยืนที่ถูกต้อง” หรือ “ความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง” ผู้สร้างสันติสามารถช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ จึงไม่แปลกที่พระเยซูตรัสว่า “บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่าเป็นบุตร” (มธ.5:9) บรรดาบุตรของพระเจ้าผู้พึ่งพาสติปัญญาของพระองค์จะกลายเป็นเครื่องมือแห่งการสร้างสันติในที่ซึ่งต้องการสันติภาพมากที่สุด

หลีกหนีจากความขัดแย้ง

ในการกล่าวคำสดุดีข้างหลุมศพของนักวิทยาศาสตร์ชาวดัตช์ที่มีชื่อเสียง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ไม่ได้พูดถึงข้อขัดแย้งทางวิทยาศาสตร์ของพวกเขา แต่กลับระลึกถึง “ความเมตตาที่ไม่สิ้นสุด” ของเฮนดริค เอ.ลอเรนซ์ นักฟิสิกส์ผู้เป็นที่รักและรู้จักกันดีในความเป็นคนเรียบง่าย และปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเป็นธรรม ไอน์สไตน์กล่าวว่า “ทุกคนยินดีติดตามเขาเพราะรู้สึกว่าลอเรนซ์ไม่ต้องการครอบงำแต่ต้องการจะช่วยเสมอ”

ลอเรนซ์เป็นแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์ทิ้งอคติทางการเมืองและมาทำงานร่วมกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ไอน์สไตน์พูดถึง เจ้าของรางวัลโนเบลรุ่นเดียวกับเขาว่า “ลอเรนซ์อุทิศตนให้กับพันธกิจแห่งการคืนดีตั้งแต่สงครามยังไม่สิ้นสุด”

การคืนดีควรเป็นเป้าหมายของทุกคนในคริสตจักรเช่นกัน จริงอยู่ที่ความขัดแย้งบางอย่างนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราต้องทำในส่วนของเราเพื่อแก้ปัญหาอย่างสันติ เปาโลกล่าวว่า “อย่าให้ถึงตะวันตกท่านยังโกรธอยู่” (อฟ.4:26) และ “อย่าให้คำหยาบคายออกมาจากปากท่านเลย แต่จงกล่าวคำที่ดีและเป็นประโยชน์ ให้เหมาะสมกับความต้องการเพื่อจะได้เป็นคุณแก่คนที่ได้ยินได้ฟัง” (ข้อ 29) เพื่อเราจะเติบโตไปด้วยกัน

เปาโลกล่าวว่า “จงให้ใจขมขื่น และใจขัดเคือง และใจโกรธ และการทะเลาะเถียงกัน และการพูดให้ร้ายกับการคิดปองร้ายทุกอย่างอยู่ห่างไกลจากท่านเถิด และท่านจงเมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกันและอภัยโทษให้กันเหมือนดังที่พระเจ้าได้ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ท่านในพระคริสต์นั้น” (ข้อ 31-32) การหลีกเลี่ยงความขัดแย้งจะช่วยให้คริสตจักรเติบโตและถวายเกียรติแด่พระเจ้า

การกระทำที่กล้าหาญ

จอห์น ฮาร์เปอร์ ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นขณะที่เขาและลูกสาววัย 6 ขวบออกเดินทางไปกับเรือไททานิค แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้คือ เขารักพระเยซูและอยากให้ผู้อื่นได้รู้จักพระองค์ด้วย ทันทีที่เรือชนกับภูเขาน้ำแข็งและน้ำเริ่มทะลักเข้ามา ฮาร์เปอร์ ผู้เป็นพ่อม่ายรีบพาลูกสาวของเขาลงเรือชูชีพ แล้วหันกลับไปช่วยชีวิตผู้คนที่กำลังโกลาหลให้ได้มากที่สุด มีคนเล่าว่าเขาแจกเสื้อชูชีพพร้อมกับร้องตะโกนว่า “ให้ผู้หญิง เด็ก และผู้ที่ยังไม่ได้รับความรอดลงเรือชูชีพไปก่อน” ฮาร์เปอร์แบ่งปันเรื่องพระเยซูกับทุกคนที่อยู่รอบตัวเขาจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย เขาเต็มใจสละชีวิตตัวเองเพื่อให้ผู้อื่นรอดชีวิต

เมื่อสองพันปีที่แล้วมีผู้หนึ่งที่ยอมสละชีวิตของตน เพื่อคุณและฉันจะสามารถมีชีวิตอยู่ไม่เพียงแค่ในโลกนี้ แต่ชั่วนิรันดร์ พระเยซูไม่ได้จู่ๆก็ตื่นขึ้นมาและตัดสินใจว่าจะรับโทษประหารสำหรับความผิดบาปของมนุษยชาติ แต่นี่คือภารกิจสำคัญในชีวิตของพระองค์ ระหว่างที่สนทนากับผู้นำศาสนาของชาวยิว พระองค์ทรงย้ำหลายครั้งว่า “เราสละชีวิต” (ยน.10:11, 15, 17, 18) พระองค์ไม่เพียงแค่ตรัส แต่ยังทรงดำเนินชีวิตตามคำตรัสนั้นด้วยการสิ้นพระชนม์บนกาง-เขน พระองค์เสด็จมาเพื่อทั้งพวกฟาริสี จอห์น ฮาร์เปอร์และเรา “จะได้ชีวิตและจะได้อย่างครบบริบูรณ์” (ข้อ 10)

ความมั่นใจแบบผิดๆ

หลายปีก่อน คุณหมอได้พูดถึงสุขภาพของฉันอย่างจริงจัง ฉันเอาคำพูดของหมอไปคิดและเริ่มไปเข้ายิมออกกำลังรวมถึงควบคุมอาหาร เวลาผ่านไปทั้งคอเลสเตอรอลและน้ำหนักของฉันก็ลดลง ฉันมั่นใจในตัวเองมากขึ้น แต่แล้วก็เกิดสิ่งที่ไม่ดีคือฉันเริ่มสังเกตและตัดสินวิธีเลือกอาหารของคนอื่น เป็นเรื่องน่าขันที่เมื่อผลการตรวจของเราอยู่ในเกณฑ์ดี เราก็มักเอาผลคะแนนที่ได้มายกตัวเองและข่มคนอื่น ดูเหมือนเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะยึดติดอยู่กับมาตรฐานที่ตนเองสร้างขึ้น เพื่อจัดการกับความรู้สึกผิดและพิสูจน์ว่าตนเองชอบธรรม

เปาโลเตือนชาวฟีลิปปีไม่ให้ทำเช่นนั้นเพราะมีบางคนเชื่อมั่นในการที่ตนเองปฏิบัติตัวตามธรรมเนียมหรือคำสอนของศาสนา และเปาโลกล่าวว่าท่านมีเหตุผลที่จะอวดในเรื่องนี้มากกว่าใคร “ถ้าผู้อื่นคิดว่าเขามีเหตุผลที่จะไว้ใจในเนื้อหนัง ข้าพเจ้าก็มีมากกว่าเขาเสียอีก” (3:4) แต่เปาโลตระหนักว่า ชาติกำเนิดและการประพฤติของท่านนั้น “ไร้ประโยชน์” เมื่อเทียบกับ “ความรู้ถึงพระเยซูคริสต์” (ข้อ 8) มีเพียงพระเยซูเท่านั้นที่รักเราอย่างที่เราเป็น ช่วยกู้เราและให้กำลังเราที่จะเปลี่ยนเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น โดยเราไม่ต้องใช้ความพยายามในการทำคะแนนใดๆ

การโอ้อวดเป็นสิ่งไม่ดี แต่ที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือการโอ้อวดบนพื้นฐานของความมั่นใจแบบผิดๆ พระกิตติคุณเรียกให้เราหลีกหนีจากความมั่นใจที่ไม่ถูกต้องและเข้าส่วนกับพระผู้ช่วยให้รอด ผู้ทรงรักเราและประทานพระองค์เองเพื่อเรา