Category  |  ODB

แบบทดสอบกระจก

“ใครอยู่ในกระจก” นักจิตวิทยาที่กำลังทดสอบการรู้จักตนเองถามเด็กๆ โดยปกติแล้วเด็กที่อายุ 18 เดือนหรือน้อยกว่านั้นจะไม่คิดว่าตัวเองคือภาพที่อยู่ในกระจก แต่เมื่อเด็กโตขึ้น พวกเขาจะเข้าใจว่าพวกเขากำลังมองดูตัวเองอยู่ การรู้จักตนเองเป็นเครื่องหมายสำคัญที่บ่งชี้ถึงการเติบโตและการเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์

อีกทั้งยังเป็นสิ่งสำคัญต่อการเติบโตของผู้เชื่อในพระเยซูด้วย ยากอบเขียนแบบทดสอบกระจกไว้ กระจกก็คือ “สัจวาทะ” ของพระเจ้า (ยก.1:18) เราเห็นอะไรเมื่อเราอ่านพระวจนะ เรามองเห็นตัวเองเมื่อพระวจนะพูดถึงความรักและความถ่อมตนหรือไม่ เรามองเห็นการกระทำของตนเองเมื่อเราได้อ่านสิ่งที่พระเจ้าสั่งให้ทำหรือไม่ เมื่อเรามองเข้าไปในจิตใจและทดสอบดูการกระทำของเรา พระวจนะจะช่วยให้เรารู้ว่าการกระทำของเราสอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อเราหรือไม่ หรือเราต้องแสวงหาการกลับใจและเปลี่ยนแปลงใหม่

ยากอบเตือนไม่ให้เราเพียงแค่อ่านพระวจนะและหันกลับไป “และลวงตนเอง” (ข้อ 22) โดยลืมสิ่งที่เรียนรู้ไปเสีย พระคัมภีร์เป็นเหมือนแผนที่เพื่อให้เราใช้ชีวิตอย่างมีสติปัญญาตามแผนการของพระเจ้า ในขณะที่เราอ่าน ใคร่ครวญและซึมซับพระวจนะ เราสามารถทูลขอให้พระองค์ทรงเปิดตาของเราให้มองเห็นจิตใจภายในและประทานกำลังเพื่อจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่จำเป็นได้

พระคุณอันอ่อนโยนของพระเจ้า

“พูดความจริงทั้งหมดแต่ค่อยๆพูดทีละนิด” บทกวีที่เอมิลี่ ดิคคินสันเขียนขึ้นบอกเราว่า เพราะความจริงและพระสิริของพระเจ้า “สว่างจ้า” เกินกว่ามนุษย์ที่อ่อนแอจะเข้าใจหรือรับได้หมดในครั้งเดียว เราจึงควรรับและแบ่งปันพระคุณและความจริงของพระเจ้า “ทีละนิด” คืออย่างอ่อนโยน โดยทางอ้อม เพราะ “ความจริงต้องค่อยๆเปล่งประกาย มิเช่นนั้นมนุษย์ทุกคนจะตาบอดไปเสียได้”

อัครสาวกเปาโลพูดอย่างเดียวกันในเอเฟซัส 4 เมื่อท่านหนุนใจให้ผู้เชื่อ “มีใจถ่อมลงทุกอย่าง และใจอ่อนสุภาพอดทนนาน และอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก” (ข้อ 2) ท่านอธิบายว่า พื้นฐานของใจที่สุภาพและมีเมตตาต่อกันของผู้เชื่อมาจากความเมตตาของพระคริสต์ที่มีต่อเรา ในการเสด็จสู่สวรรค์ของพระเยซู (ข้อ 9-10) พระองค์ทรงสำแดงพระองค์อย่างเงียบๆ และอ่อนโยนอย่างที่ผู้คนต้องการเพื่อจะเชื่อและยอมรับพระองค์

และพระองค์ยังทรงสำแดงพระองค์อย่างอ่อนสุภาพและเต็มด้วยความรัก โดยประทานและเสริมกำลังคนของพระองค์อย่างที่พวกเขาต้องการเพื่อจะเติบโตและเป็นผู้ใหญ่ “เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่” (ข้อ 12-13) เมื่อเราเติบโตขึ้น เรายิ่งแสวงหาความหวังจากที่อื่นน้อยลง (ข้อ 14) และมั่นใจในการทำตามแบบอย่างความรักที่อ่อนสุภาพของพระเยซูมากยิ่งขึ้น (ข้อ 15-16)

ดูที่ผล

“ขอให้คุณ (ชื่อบุคคลนั้น) ตัวจริง ยืนขึ้นด้วยครับ” นี่เป็นประโยคที่คุ้นเคยตอนท้ายรายการของเกมโชว์ชื่อ สาบานว่าพูดจริง คณะกรรมการคนดังสี่คนต้องถามคำถามผู้ร่วมแข่งขันสามคนที่อ้างว่าเป็นคนเดียวกัน แน่นอนว่าสองคนในนั้นเป็นตัวปลอม แต่ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการที่ต้องมองตัวจริงให้ออก ในตอนหนึ่งของรายการ เหล่าคนดังพยายามทายว่าใครคือ “จอห์นนี่ มาร์คส์” คนเขียนเนื้อเพลง “รูดอล์ฟกวางจมูกแดง” ตัวจริง พวกเขาพบว่ามันยากจริงๆที่จะทายว่าใครเป็นใครแม้จะตั้งคำถามดีแล้วก็ตาม ตัวปลอมบิดเบือนความจริงเพื่อทำให้รายการมีสีสัน

การแยกแยะว่าใครเป็นใครเมื่อพูดถึง “ผู้เผยพระวจนเท็จ” นั้น ต่างจากการแสดงในเกมโชว์โดยสิ้นเชิง แต่เป็นเรื่องท้าทายพอๆกันและมีความสำคัญมากยิ่งกว่า “หมาป่าดุร้าย” มักมา “ดุจแกะ” และพระเยซูทรงเตือนแม้แต่คนที่ฉลาดที่สุดในพวกเราว่า “จงระวัง” (มธ.7:15) การทดสอบที่ดีที่สุดไม่ใช่การตั้งคำถามที่ดีๆ แต่เป็นสายตาที่ดี มองดูที่ผลของเขา เพราะคุณจะรู้จักเขาได้ด้วยผลของเขา (ข้อ 16-20)

พระคัมภีร์ให้ตัวช่วยเราในการมองเห็นผลดีและผลเลว ผลที่ดีนั้นดูเหมือน “ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม และการรู้จักบังคับตน” (กท.5:22-23) เราต้องระแวดระวังให้ดี เพราะหมาป่าเล่นด้วยเล่ห์กล แต่ในฐานะผู้เชื่อที่เต็มด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เรารับใช้ผู้เลี้ยงแกะที่ดีตัวจริงซึ่ง “บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง” (ยน.1:14)

หันไปทางใด

ทุกคนในชั้นมัธยมปลายชื่นชมทัศนคติที่เรียบง่ายสบายๆ และทักษะด้านกีฬาของแจ็ค เขามีความสุขที่สุดเมื่ออยู่กลางอากาศเหนือทางลาดรูปตัวยู มือข้างหนึ่งจับสเก็ตบอร์ด ส่วนอีกมือหนึ่งเหยียดออกเพื่อทรงตัวแจ็คตัดสินใจติดตามพระเยซูหลังจากที่เขาเริ่มไปคริสตจักรแถวบ้าน ก่อนหน้านั้นเขาต้องอดทนกับความขัดแย้งอย่างหนักภายในครอบครัว และเคยใช้ยาเสพติดเพื่อเยียวยาความเจ็บปวด หลังจากที่เขากลับใจแล้วไม่นานทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดี แต่หลายปีต่อมาเขาเริ่มใช้ยาอีกครั้ง เพราะขาดการช่วยเหลือที่เหมาะสมและการรักษาอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดเขาจึงเสียชีวิตจากการใช้ยาเสพติดเกินขนาด

เรามักจะหันกลับไปหาสิ่งที่คุ้นเคยเมื่อเราเผชิญกับความทุกข์ยาก เมื่อชนชาติอิสราเอลรู้สึกทุกข์ร้อนใจจากการที่อัสซีเรียกำลังจะมาโจมตี พวกเขากลับไปหาคนอียิปต์ที่พวกเขาเคยตกเป็นทาส เพื่อขอความช่วยเหลือ (อสย.30:1-5) พระเจ้าทรงบอกล่วงหน้าว่าสิ่งนี้จะเป็นหายนะ แต่พระองค์ยังทรงดูแลพวกเขาต่อไปแม้พวกเขาเลือกทำสิ่งที่ผิด อิสยาห์ได้กล่าวถึงพระทัยของพระเจ้าว่า “พระเจ้าทรงคอยที่จะทรงพระกรุณาเจ้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงลุกขึ้นเพื่อเมตตาเจ้า” (ข้อ 18)

นี่คือท่าทีของพระเจ้าที่มีต่อเรา แม้เมื่อเราเลือกที่จะมองหาสิ่งอื่นเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดของเรา พระองค์ทรงต้องการช่วยเรา พระองค์ไม่ต้องการให้เราทำร้ายตัวเองด้วยนิสัยที่จะทำให้เราตกเป็นทาส สารเสพติดและพฤติกรรมบางอย่างล่อลวงเราโดยการทำให้เรารู้สึกสบายใจอย่างรวดเร็ว แต่พระเจ้าทรงต้องการมอบการรักษาที่แท้จริงให้แก่เราเมื่อเราเดินใกล้ชิดกับพระองค์

ชามใส่เมล็ดกาแฟ

ผมไม่ใช่คอกาแฟ แต่การสูดดมกลิ่นเมล็ดกาแฟทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นใจและหวนคิดถึงความทรงจำที่ดี เมื่อเมลิสสาลูกสาววัยรุ่นของเราแต่งห้องนอนในแบบของเธอ เธอใส่เมล็ดกาแฟไว้ในชามเพื่อให้ห้องนั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอันอบอุ่น

เกือบยี่สิบปีแล้วที่ชีวิตบนโลกของเมลิสสาจบลงจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อเธออายุได้ 17 ปี แต่เรายังคงมีชามใส่เมล็ดกาแฟใบนั้นอยู่ มันทำให้เรามีความทรงจำอันหอมหวานถึงชีวิตของเธอขณะเมื่อยังอยู่กับเรา

พระคัมภีร์ใช้เครื่องหอมเป็นเครื่องเตือนใจเราด้วยเช่นกัน เพลงซาโลมอนพูดถึงกลิ่นหอมว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักระหว่างชายหญิง (ดู 1:3; 4:11,16) ส่วนพระธรรมโฮเชยากล่าวว่าการยกโทษของพระเจ้าต่ออิสราเอลเป็น “กลิ่นหอมเหมือนสนซีดาร์แห่งเลบานอน” (ฮชย.14:6 TNCV) และการที่มารีย์ชโลมพระบาทของพระเยซู ซึ่งทำให้เรือนของเธอและพี่น้อง “หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นหอมน้ำมันนั้น” (ยน.12:3) ชี้ให้เห็นล่วงหน้าถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู (ดูข้อ 7)

แนวคิดเรื่องกลิ่นหอมยังช่วยให้เราระมัดระวังในคำพยานเรื่องความเชื่อที่เราสำแดงต่อผู้คนรอบข้าง เปาโลอธิบายไว้ว่า “เราเป็นกลิ่นอันหอมหวานที่พระคริสต์ถวายพระเจ้าในหมู่คนที่กำลังจะรอด และคนที่กำลังประสบความพินาศ” (2 คร.2:15)

เช่นเดียวกับที่กลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟทำให้ผมคิดถึงเมลิสสา ขอให้ชีวิตของเราเองส่งกลิ่นหอมของพระเยซูและความรักของพระองค์ ซึ่งจะเตือนให้ผู้อื่นรู้ถึงความจำเป็นที่พวกเขาต้องมีพระองค์

ออกมาจากใจ

พันธกิจช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงที่เรียกสั้นๆว่า “ปฏิบัติการเรือโนอาห์” อาจฟังดูน่าสนุกสำหรับคนรักสัตว์ แต่เป็นฝันร้ายของสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งมณฑลแนสซอ หลังจากได้รับการร้องเรียนเรื่องเสียงและกลิ่นเหม็นรุนแรง เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปในบ้านหลังหนึ่งบนเกาะลองไอแลนด์ และพบสัตว์อยู่ในสภาพถูกทอดทิ้งจำนวนมากกว่าสี่ร้อยตัว (ซึ่งต่อมาถูกขนย้ายออกจากที่นั่น)

เราอาจไม่ได้ครอบครองสัตว์ในสภาพสกปรกเป็นร้อยๆตัว แต่พระเยซูตรัสว่าเราอาจสะสมความคิดและการกระทำที่ชั่วร้ายผิดบาปไว้ในใจ ซึ่งจำเป็นต้องถูกเปิดเผยและกำจัดออกไป

พระเยซูทรงสอนบรรดาสาวกของพระองค์เกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้คนสะอาดและเป็นมลทินว่า ไม่ใช่มือที่สกปรกหรือ “สิ่งใดๆที่เข้าไปในปาก” ที่ทำให้คนเป็นมลทิน แต่เป็นจิตใจที่ชั่วร้าย (มธ.15:17-19) ในที่สุดกลิ่นเหม็นจากหัวใจเราจะรั่วไหลออกมาจากชีวิตของเรา จากนั้นพระเยซูทรงยกตัวอย่างความคิดและการกระทำชั่วร้ายที่ “ออกมาจากใจ” (ข้อ 19) ที่ไม่อาจถูกชำระให้สะอาดได้ด้วยกิจกรรมและพิธีกรรมทางศาสนาใดๆ เราจำเป็นต้องให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงจิตใจเรา

เราสามารถปฏิบัติตามคำสอนของพระเยซูจากภายในสู่ภายนอกได้ด้วยการให้พระองค์เข้าถึงความสกปรกในใจของเรา และยอมให้พระองค์กำจัดสิ่งที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นเหม็นออกไป ขณะที่พระคริสต์ทรงเปิดเผยสิ่งที่อยู่ในใจของเรานั้น พระองค์ก็จะทรงช่วยให้คำพูดและการกระทำของเราสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระองค์ แล้วกลิ่นหอมจากชีวิตเราจะเป็นที่พอพระทัยของพระองค์

การทรงช่วยเหลือเพื่ออนาคต

นักจิตวิทยาชื่อเม็ก เจย์กล่าวไว้ว่า ใจของเรามักจะคิดถึงตัวเองในอนาคต คล้ายกับการคิดถึงคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ที่เป็นแบบนี้อาจเป็นเพราะสิ่งที่บางครั้งถูกเรียกว่า “ช่องว่างแห่งความเห็นอกเห็นใจ” การเห็นอกเห็นใจและห่วงใยคนที่เราไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวอาจเป็นเรื่องยาก แม้แต่กับตัวของเราเองในอนาคต ดังนั้นในงานของเธอ เจย์จึงพยายามช่วยคนหนุ่มสาวให้จินตนาการถึงตนเองในอนาคตและลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อดูแลตนเองในอนาคตนั้น รวมไปถึงวางแผนสิ่งที่จะทำให้กับตัวเองในอนาคต เพื่อปูทางให้พวกเขาไล่ตามความฝันและมุ่งมั่นกระทำให้สำเร็จต่อไป

ในสดุดี 90 เราได้รับการเชิญชวนให้มองชีวิตของเราไม่เพียงแค่ในปัจจุบันแต่ในภาพรวมทั้งชีวิต โดยทูลขอพระเจ้าให้ทรงช่วยเรา “นับวันของเรา เพื่อเราจะได้มีจิตใจที่มีปัญญา” (ข้อ 12) การตระหนักว่าเวลาของเราบนโลกมีจำกัด จะเตือนเราถึงความจำเป็นอย่างยิ่งในการพึ่งพาพระเจ้า เราต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์เพื่อที่จะรู้จักวิธีพบความพึงพอใจและความยินดี ไม่ใช่แค่เพียงตอนนี้ แต่ “ตลอดวันเวลาของเรา” (ข้อ 14) เราต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์เพื่อเรียนรู้ที่จะไม่คิดถึงแค่ตัวเราเท่านั้น แต่คิดถึงคนรุ่นต่อๆไปในอนาคตด้วย (ข้อ 16) และเราต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์เพื่อรับใช้พระองค์ตามเวลาที่เราได้รับ ขณะที่พระองค์ทรงสถาปนาหัตถกิจแห่งมือและหัวใจของเรา (ข้อ 17)

ความรอดอัศจรรย์

ชีวิตของบล็อกเกอร์ที่ชื่อเควิน ลินน์เหมือนกำลังจะพังทลายลง เขาเล่าให้ฟังในบทความล่าสุดว่า “ผมเอาปืนจ่อหัวตัวเอง... พระเจ้าเท่านั้นที่จะต้องทรงเข้ามาในห้องของผมและในชีวิตของผมอย่างอัศจรรย์ ในชั่วขณะนั้นผมได้พบกับผู้ที่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเป็นพระเจ้า” พระเจ้าทรงแทรกแซงและป้องกันลินน์จากการปลิดชีวิตตัวเอง พระองค์ทรงใส่การสำนึกผิดและให้เขาจดจำได้อย่างท่วมท้นถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยความรักของพระองค์ แทนที่ลินน์จะปิดบังเรื่องการเผชิญหน้าอันทรงพลังนี้ เขากลับแบ่งปันประสบการณ์ให้คนทั้งโลก ด้วยการทำพันธกิจทางยูทูปที่เขาจะเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของตัวเขาเองและเรื่องราวของผู้อื่น

เมื่อลาซารัสซึ่งเป็นผู้ติดตามและเป็นเพื่อนของพระเยซูเสียชีวิตลง หลายคนสรุปว่าพระเยซูมาสายเกินไป (ยน.11:32) ลาซารัสอยู่ในอุโมงค์ฝังศพเป็นเวลาสี่วันก่อนที่พระคริสต์จะเสด็จมาถึง แต่พระองค์ทรงเปลี่ยนช่วงเวลาแห่งความปวดร้าวให้กลายเป็นการอัศจรรย์ เมื่อทรงชุบเขาให้เป็นขึ้นจากความตาย (ข้อ 38) “เราบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่า ถ้าเจ้าเชื่อเจ้าก็จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า” (ข้อ 40)

ดังเช่นที่พระเยซูทรงทำให้ลาซารัสฟื้นจากตาย พระองค์ก็ได้ประทานชีวิตใหม่ให้เราผ่านทางพระองค์ โดยการสละพระชนม์บนไม้กางเขน พระคริสต์ได้ทรงชดใช้โทษบาปของเรา และทรงมอบการอภัยโทษให้เราเมื่อเรายอมรับของประทานแห่งพระคุณของพระองค์ เราเป็นอิสระจากพันธนาการแห่งบาป ถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยความรักนิรันดร์ของพระองค์ และได้รับโอกาสที่จะเปลี่ยนจุดมุ่งหมายของชีวิตเรา

เลือกอย่างฉลาด

นักบินอวกาศคริส เฟอร์กูสัน ได้ตัดสินใจอย่างยากลำบากในฐานะผู้บัญชาการของลูกเรือที่มีกำหนดการเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ การตัดสินใจนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องกลไลการบินหรือความปลอดภัยของเพื่อนนักบินอวกาศคนอื่น แต่เกี่ยวกับสิ่งที่เขาถือว่าเป็นงานสำคัญที่สุดของเขา นั่นคือครอบครัว เฟอร์กูสันเลือกที่จะอยู่บนโลกเพื่อร่วมพิธีแต่งงานของลูกสาว

ในบางครั้งเราทุกคนต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบาก ที่ทำให้เราต้องชั่งใจว่าสิ่งใดสำคัญที่สุดสำหรับชีวิตเรา เพราะตัวเลือกหนึ่งต้องแลกมาด้วยการจ่ายราคาสำหรับอีกตัวเลือกหนึ่ง พระเยซูทรงมีเป้าหมายที่จะสื่อสารความจริงนี้กับสาวกของพระองค์และฝูงชนที่เฝ้าดูเหตุการณ์ เกี่ยวกับการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือการติดตามพระองค์ พระองค์ตรัสว่าในการเป็นสาวก พวกเขาจะต้อง “ปฏิเสธตนเอง” เพื่อที่จะเดินกับพระองค์ (มก.8:34) พวกเขาอาจถูกล่อลวงให้ไม่อยากเสียสละตนเองในการติดตามพระคริสต์ และแสวงหาความปรารถนาของตนเองแทน แต่พระเยซูทรงเตือนพวกเขาว่าสิ่งที่เขาอยากเลือกนั้นจะต้องแลกด้วยสิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่งกว่า

เรามักถูกล่อลวงให้ไขว่คว้าสิ่งที่ดูเหมือนจะมีค่าสูง แต่สิ่งเหล่านี้เองที่ดึงความสนใจเราจากการติดตามพระเยซู ให้เราทูลขอพระเจ้านำทางเราในการตัดสินใจเลือกที่เราต้องเผชิญในแต่ละวัน เพื่อที่เราจะเลือกอย่างฉลาดและถวายเกียรติแด่พระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา