Category  |  ODB

เดินกับพระเยซู

อาหารเท่าที่จำเป็น รองเท้าบูทกันน้ำและแผนที่เป็นสิ่งจำเป็นเพียงบางส่วนที่นักเดินทางไกลบนเส้นทางจอห์นมูร์เทรลจะต้องแบก เส้นทางจอห์นมูร์เทรลมีระยะทางราว 340 กิโลเมตรทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะต้องข้ามลำธาร อ้อมทะเลสาบและแนวป่า และข้ามภูเขาที่สูงกว่า 47,000 ฟุต การเดินทางนี้ต้องใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ดังนั้นการแบกอุปกรณ์และเสบียงที่พอเหมาะจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การเตรียมมากเกินไปก็ทำให้หนักเกินกว่าที่จะแบกได้ น้อยเกินไปก็จะมีสิ่งจำเป็นไม่เพียงพอต่อการเดินทาง

การประสบความสำเร็จบนเส้นทางของการเป็นผู้เชื่อในพระเยซูก็ต้องอาศัยการพิจารณาอย่างระมัดระวังถึงสิ่งที่เรานำติดตัวไปด้วยเช่นกัน ในพระธรรมฮีบรู 12 เตือนเราให้ “ละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่และบาปที่เกาะแน่น” ผู้เขียนเปรียบชีวิตของเรากับการ “วิ่งแข่ง...ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา” ซึ่งเราจะต้อง “ไม่รู้สึกท้อถอย” (ข้อ 1,3) การหมกมุ่นอยู่ในความบาปหรือการผูกพันอยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้าคือการแบกน้ำหนักที่เกินความจำเป็น

เช่นเดียวกับการเตรียมตัวเพื่อไปที่จอห์นมูร์เทรล พระเจ้าก็ทรงให้ขั้นตอนในการติดตามพระเยซูไว้ในพระคัมภีร์ เราสามารถรู้ได้ว่ามีนิสัย ความฝันและความปรารถนาใดที่มีคุณค่าพอที่เราควรจะนำติดตัวไปด้วยโดยวิเคราะห์ดูจากพระคัมภีร์ เมื่อเราเดินทางพร้อมสัมภาระที่พอเหมาะ เราจะประสบความสำเร็จในการเดินทางอย่างสวยงาม

ความงดงามของการยอมรับ

ในปี 2009 ภาพยนตร์เรื่อง “แม่ผู้นี้มีแต่รักแท้” (The Blind Side) ถ่ายทอดเรื่องจริงของวัยรุ่นไร้บ้านชื่อไมเคิล โอเฮอร์ ครอบครัวหนึ่งรับเขาเข้ามาอยู่ในบ้านและช่วยเขาเอาชนะอุปสรรคจนประสบความสำเร็จในการเล่นอเมริกันฟุตบอล ในฉากหนึ่ง ครอบครัวพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะรับไมเคิลเป็นลูกบุญธรรมหลังจากที่เขาได้อยู่กับพวกเขามาหลายเดือน ไมเคิลตอบพวกเขาด้วยความสุภาพอ่อนโยนว่า เขาคิดว่าเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้แล้ว!

ช่างเป็นช่วงเวลาที่งดงามเช่นเดียวกับความงดงามของการรับเป็นลูกบุญธรรม ความรักนั้นแผ่ขยายออกไปเมื่อครอบครัวกางแขนรับสมาชิกใหม่เข้ามาอย่างสมบูรณ์ การรับเป็นลูกบุญธรรมนั้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับหลายชีวิตเช่นเดียวกับความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของไมเคิล

ในพระเยซู ผู้เชื่อได้เป็น “บุตรของพระเจ้า” โดยความเชื่อในพระองค์ (กท.3:26) พวกเราได้รับการยอมรับจากพระเจ้าและได้เป็นบุตรของพระองค์ (4:5) เมื่อพระเจ้าทรงรับเราเป็นบุตร เราได้รับพระวิญญาณขององค์พระบุตร เราเรียกพระเจ้าว่า “พระบิดา” (ข้อ 6) และเราได้เป็นทายาทของพระองค์ (ข้อ 7) และเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์ (รม.8:17) เราได้กลายเป็นสมาชิกที่สมบูรณ์ในครอบครัวของพระองค์

เมื่อไมเคิล โอเฮอร์ถูกรับเป็นบุตร ชีวิต อัตลักษณ์ตัวตนและอนาคตของเขาเปลี่ยนแปลงไป แล้วสำหรับเราซึ่งพระเจ้าทรงรับเป็นบุตรจะยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด ชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปเมื่อเรารู้จักพระองค์ในฐานะพระบิดา อัตลักษณ์ของเราจะเปลี่ยนไปเมื่อเราเป็นของพระองค์ อนาคตของเราจะเปลี่ยนไปเมื่อมีพระสัญญาถึงมรดกแห่งสง่าราศีนิรันดร์

ใครต้องการความช่วยเหลือจากคุณ

คลิฟฟอร์ด วิลเลี่ยม ถูกตัดสินประหารชีวิตในคดีฆาตกรรมที่เขาไม่ได้ทำจากแดนประหารเขาพยายามยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีของเขาใหม่ คำร้องของเขาถูกปฏิเสธตลอดเวลาสี่สิบสองปี แล้ววันหนึ่งอัยการเชลลี่ ทิโบโด เห็นคำร้องของเขา เธอพบว่าไม่เพียงไม่มีหลักฐานที่จะปรักปรำวิลเลี่ยม แต่ยังมีชายอีกคนหนึ่งได้สารภาพว่าเป็นฆาตกรในคดีนั้นแล้ว ในที่สุดเมื่ออายุเจ็ดสิบหกปี วิลเลี่ยมก็พ้นข้อกล่าวหาและได้รับการปล่อยตัว

ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์และอุรีอาห์เผชิญปัญหาใหญ่เช่นกัน พวกเขาได้บอกกับชาวยูดาห์ว่าพระเจ้าทรงยืนยันที่จะพิพากษาประชากรของพระองค์หากพวกเขาไม่กลับใจ (ยรม.26:12-13, 20) ข่าวนี้ทำให้พวกเจ้านายของยูดาห์และประชาชนโกรธ และหาทางสังหารผู้เผยพระวจนะทั้งสองคน พวกเขาจัดการอุรีอาห์สำเร็จ โดยท่านหนีไปอียิปต์แต่ก็ถูกนำตัวกลับมาถวายต่อกษัตริย์ผู้สั่งให้ “ประหารท่านเสียด้วยดาบ” (ข้อ 23) ทำไมพวกเขาไม่ได้ประหารเยเรมีย์ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “มือของอาหิคัม...อยู่กับเยเรมีย์ ฉะนั้นเยเรมีย์จึงมิได้ถูกมอบให้ประชาชนประหารชีวิต” (ข้อ 24)

เราอาจไม่รู้จักใครที่กำลังเผชิญกับความตาย แต่เราอาจรู้จักคนที่ต้องการความช่วยเหลือของเรา บางคนอาจกำลังถูกละเมิดสิทธิ บางคนอาจถูกมองข้ามความสามารถ บางคนที่เสียงของเขาอาจไม่มีใครได้ยิน อาจเป็นการเสี่ยงที่จะก้าวออกมาเหมือนทิโบโดหรืออาหิคัม แต่นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง มีใครบ้างที่กำลังต้องการให้เราช่วยโดยการทรงนำของพระเจ้า

ชีวิตล้ำค่าในพระคริสต์

ฉันน้ำตาไหลอาบแก้มตอนที่ลนลานหาแหวนแต่งงานและแหวนครบรอบแต่งงานที่หายไป หลังจากหนึ่งชั่วโมงของการยกเบาะโซฟาและค้นทุกซอกหลืบในบ้าน อลันก็พูดขึ้นว่า “ผมเสียใจ แต่เราจะหาแหวนมาแทน”

“ขอบคุณค่ะ” ฉันตอบ “แต่พวกมันมีคุณค่าทางใจมากกว่ามูลค่าทางวัตถุ ไม่มีอะไรจะมาแทนได้” ฉันอธิษฐานในขณะที่ยังคงค้นหาเครื่องประดับต่อ “พระองค์เจ้าข้า โปรดช่วยให้ฉันหามันพบด้วยเถิด”

ต่อมาในขณะที่ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกันหนาวที่สวมเมื่อตอนต้นสัปดาห์ ฉันก็เจออัญมณีล้ำค่า “ขอบคุณพระเยซู!” ฉันอุทาน ขณะที่ฉันกับสามีกำลังยินดี ฉันก็สวมแหวนและระลึกถึงคำอุปมาของหญิงที่ทำเหรียญหาย (ลก.15:8-10) เช่นเดียวกับหญิงที่หาเหรียญเงินที่หายไป ฉันได้รู้ถึงคุณค่าของสิ่งที่สูญหายพวกเราทั้งคู่ไม่มีใครผิดที่ต้องการตามหาของมีค่าของเรา พระเยซูทรงใช้เรื่องนั้นเพื่อเน้นถึงความปรารถนาที่จะทรงช่วยมนุษย์ทุกคนที่พระองค์ทรงสร้างคนบาปคนเดียวที่กลับใจนั้นส่งผลให้เกิดความปรีดีในสวรรค์

การได้เป็นผู้ที่อธิษฐานเผื่อผู้อื่นอย่างร้อนรนเหมือนตอนที่เราอธิษฐานขอให้เจอของล้ำค่าที่หายไปนั้น ถือเป็นของขวัญอันยิ่งใหญ่ นับเป็นสิทธิพิเศษที่ได้เฉลิมฉลองเมื่อมีคนกลับใจและยอมมอบชีวิตของพวกเขาแด่พระคริสต์ หากเราวางใจในพระเยซู เราสามารถขอบพระคุณสำหรับประสบการณ์แห่งความยินดีที่ได้เป็นที่รักของพระองค์ผู้ไม่เคยล้มเลิกที่จะตามหาเรา เพราะพระองค์ทรงถือว่าเรามีคุณค่ามากพอ

เอาชนะความอิจฉา

ในภาพยนตร์เรื่องอมาเดอุส นักแต่งเพลงสูงวัย อันโตนีโอ ซาลีเอรี บรรเลงเปียโนเพลงที่เขาแต่งให้นักบวชที่มาเยือนฟัง นักบวชสารภาพด้วยความละอายว่าจำทำนองไม่ได้ “แล้วเพลงนี้ล่ะ” ซาลีเอรีถามเมื่อเปลี่ยนมาเล่นทำนองที่คุ้นหู “ผมไม่รู้ว่าคุณแต่งเพลงนั้นด้วย” นักบวชกล่าว “ผมไม่ได้แต่ง” ซาลีเอรีตอบ “นั่นเป็นเพลงของโมสาร์ท!” ผู้ชมได้พบว่า ความสำเร็จของโมสาร์ททำให้ซาลีเอรีอิจฉาอย่างยิ่ง จนนำให้เขามีส่วนในการตายของโมสาร์ท

มีอีกบทเพลงที่เป็นส่วนสำคัญในเรื่องราวของความอิจฉาอีกเรื่องหนึ่ง หลังจากดาวิดเอาชนะโกลิอัท ชาวอิสราเอลร้องเพลงอย่างรื่นเริงว่า “ซาอูลฆ่าคนเป็นพันๆ และดาวิดฆ่าคนเป็นหมื่นๆ” (1 ซมอ.18:7) การเปรียบเทียบนี้ทำให้กษัตริย์ซาอูลไม่พอใจ พระองค์อิจฉาความสำเร็จของดาวิดและกลัวจะเสียบัลลังก์ (ข้อ 8-9) ซาอูลเริ่มไล่ล่าดาวิดโดยมุ่งหมายจะเอาชีวิต

เช่นซาลีเอรีกับบทเพลงและซาอูลกับอำนาจ เราก็มักจะถูกทดลองให้อิจฉาคนที่มีของประทานคล้ายกับเราแต่ดีกว่าที่เรามี ไม่ว่าจะจับผิดผลงานหรือดูแคลนความสำเร็จของพวกเขา เราก็อาจหาทางทำลาย “คู่แข่ง” ของเราได้เช่นกัน

พระเจ้าทรงเลือกซาอูลให้ทำหน้าที่ของตน (10:6-7,24) ซึ่งเป็นสถานะที่ควรจะให้ความมั่นคงกับพระองค์แทนที่จะอิจฉา เราแต่ละคนได้รับการทรงเรียกที่พิเศษเช่นกัน (อฟ.2:10) วิธีที่ดีที่สุดในการเอาชนะความอิจฉาคือการเลิกเปรียบเทียบกัน แต่ให้เราฉลองความสำเร็จของกันและกันแทน

พระเยซูทรงเป็นสันติสุขของเรา

นักบวชที่ชื่อเทเลมาคัสใช้ชีวิตอย่างสงบ แต่ในช่วงปลายศตวรรษที่สี่ความตายของเขาได้เปลี่ยนโลกใบนี้ เทเลมาคัสเดินทางจากตะวันออกมายังกรุงโรม เขาเข้าไปขัดขวางกีฬาการต่อสู้นองเลือดในสนาม โดยกระโดดข้ามกำแพงอัฒจรรย์และพยายามหยุดนักสู้จากการฆ่ากัน แต่ฝูงชนที่โกรธเกรี้ยวขว้างหินใส่เขาจนตาย จักรพรรดิฮอโนริอุสประทับใจสิ่งที่เขาทำ จึงออกกฎยุติเกมการต่อสู้ที่ดำเนินมา 500 ปีลง

เมื่อเปาโลเรียกพระเยซูว่าเป็น “สันติสุขของเรา” ท่านหมายถึงจุดสิ้นสุดการเป็นศัตรูกันของชาวยิวและชาวต่างชาติ (อฟ.2:14) พระเจ้าทรงเลือกอิสราเอลแยกออกจากชนชาติอื่นและประทานสิทธิพิเศษแก่พวกเขา เช่นเมื่อคนต่างชาติได้รับอนุญาตให้นมัสการที่วิหารในเยรูซาเล็ม พวกเขาจะต้องอยู่ในลานชั้นนอกที่มีกำแพงกั้น มิฉะนั้นจะมีโทษถึงตาย ชาวยิวถือว่าชาวต่างชาติมีมลทินและเป็นปรปักษ์ แต่บัดนี้ โดยการสิ้นพระชนม์และฟื้นพระชนม์ของพระเยซูเพื่อคนทั้งปวง ทั้งชาวยิวและชาวต่างชาติสามารถนมัสการพระเจ้าอย่างเสรีโดยความเชื่อในพระองค์ (ข้อ 18-22) ไม่มีกำแพงกั้น ไม่มีคนกลุ่มใดมีสิทธิพิเศษเหนือผู้อื่น ทั้งคู่ต่างเท่าเทียมกันเมื่อยืนต่อหน้าพระเจ้า

เทเลมาคัสนำสันติสุขมาสู่นักสู้ผ่านความตายของเขา พระเยซูก็นำสันติและการคืนดีมาสู่ทุกคนที่เชื่อในพระองค์ผ่านการสิ้นพระชนม์และฟื้นพระชนม์ ดังนั้นเมื่อพระเยซูทรงเป็นสันติสุขของเราแล้ว ก็อย่าให้ความแตกต่างของเราแยกเราจากกัน พระองค์ได้ทำให้เราเป็นหนึ่งโดยพระโลหิตของพระองค์

รักของพระเจ้านั้นเข้มแข็งยิ่งกว่า

ในปี 2020 อลิสสา เมนโดซ่าได้รับอีเมลที่น่าประหลาดใจจากพ่อของเธอในตอนกลางดึก โดยบอกถึงสิ่งที่ต้องทำเพื่อแม่ของเธอในวันครบรอบแต่งงานปีที่ 25 ของพวกท่าน ทำไมเรื่องนี้จึงน่าตกใจ พ่อของอลิสสาจากไปเมื่อ 10 เดือนก่อน เธอพบว่าท่านเขียนและตั้งเวลาส่งอีเมลไว้ขณะที่ป่วย เพราะรู้ตัวว่าอาจมีชีวิตอยู่ไม่ถึงเวลานั้น ทั้งยังสั่งและจ่ายค่าดอกไม้เพื่อจะส่งให้ภรรยาในวันเกิดปีถัดไป วันครบรอบแต่งงานในอนาคต และวันวาเลนไทน์

เรื่องนี้สามารถเป็นตัวอย่างของความรักที่บรรยายไว้ในเพลงซาโลมอน “ความรักนั้นเข้มแข็งอย่างความตาย ความรักรุนแรงก็ดุเดือดเหมือนแดนคนตาย” (8:6) การเปรียบความรักกับความตายและแดนคนตายอาจดูแปลก แต่ทั้งสองสิ่งนี้เข้มแข็งเพราะไม่ยอมแพ้ต่อเชลยของมัน เช่นเดียวกับรักแท้ที่ไม่ยอมแพ้เพื่อเห็นแก่บุคคลอันเป็นที่รัก พระธรรมเล่มนี้ไปถึงจุดสูงสุดในข้อ 6-7 บรรยายถึงความรักในชีวิตสมรสว่าเข้มแข็งจน “น้ำมากหลายไม่อาจดับความรักให้มอดเสียได้” (ข้อ 7)

ตลอดพระคัมภีร์ทั้งเล่ม ความรักของสามีภรรยาถูกเปรียบกับความรักของพระเจ้า (อสย.54:5; อฟ.5:25; วว.21:2) พระเยซูทรงเป็นเจ้าบ่าวและคริสตจักรเป็นเจ้าสาวของพระองค์ พระเจ้าทรงสำแดงความรักแก่เราโดยส่งพระคริสต์มาเผชิญความตายเพื่อเราจะไม่พินาศเพราะความบาป (ยน.3:16) ไม่ว่าเราจะแต่งงานหรือเป็นโสด เราสามารถระลึกได้ว่าความรักของพระเจ้านั้นเข้มแข็งยิ่งกว่าทุกสิ่งที่เราจะจินตนาการได้

ความชื่นชมยินดีที่พระเจ้าประทาน

เมื่อมาร์เซียอยู่ในที่สาธารณะ เธอพยายามยิ้มให้คนอื่นอยู่เสมอ นี่เป็นวิธีในการที่เธอเข้าหาผู้คนที่อาจต้องการเห็นใบหน้าที่เป็นมิตร ส่วนมากเธอจะได้รับรอยยิ้มที่จริงใจตอบกลับมา แต่ในช่วงที่มาร์เซียจำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัย เธอรับรู้ว่าคนอื่นจะไม่ได้เห็นปากของเธอ และจะไม่มีคนได้เห็นรอยยิ้มของเธอ ช่างน่าเศร้า เธอคิด แต่ฉันจะไม่หยุดหรอก บางทีพวกเขาจะเห็นรอยยิ้มได้จากดวงตาของฉัน

ที่จริงแล้วมีหลักการทางวิทยาศาสตร์อยู่เบื้องหลังความคิดนี้ด้วย กล้ามเนื้อมุมปากและกล้ามเนื้อส่วนที่ทำให้ตาหยีสามารถทำงานพร้อมกัน สิ่งนี้เรียกว่า รอยยิ้มพิมพ์ใจ และถูกอธิบายว่าเป็น “การยิ้มด้วยดวงตา”

พระธรรมสุภาษิตเตือนเราว่า “สว่างของตาทำให้ใจเปรมปรีดิ์” และ “ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี” (15:30; 17:22) บ่อยครั้งที่รอยยิ้มของบรรดาบุตรของพระเจ้าเกิดขึ้นจากความชื่นชมยินดีอันมหัศจรรย์ที่เรามี เป็นของประทานจากพระเจ้าซึ่งหลั่งไหลมาสู่ชีวิตของเราอยู่เสมอ เมื่อเราหนุนใจผู้คนที่แบกภาระหนัก หรือแบ่งปันกับผู้ที่แสวงหาคำตอบของชีวิต แม้จะประสบความทุกข์ยาก แต่ความยินดีของเราก็ยังสามารถฉายออกมา

เมื่อชีวิตดูมืดมิด จงเลือกที่จะชื่นชมยินดี ขอให้รอยยิ้มของคุณเป็นหน้าต่างแห่งความหวังที่สะท้อนความรักของพระเจ้าและความสว่างแห่งการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์ในชีวิตของคุณ

เบ่งบานเพื่อพระเยซู

ฉันไม่ได้พูดความจริงเรื่องดอกทิวลิป ซึ่งเป็นของขวัญจากลูกสาวคนเล็ก เธอนำหน่อทิวลิปจากอัมสเตอร์ดัมกลับมาสหรัฐอเมริกาหลังจากเธอไปเที่ยวที่นั่น ฉันแสดงท่าทางตื่นเต้นเมื่อได้รับ เหมือนที่ฉันตื่นเต้นที่ได้เจอเธออีก แต่ทิวลิปเป็นดอกไม้ที่ฉันชอบน้อยที่สุด มันออกดอกและร่วงโรยไปอย่างรวดเร็ว อากาศของเดือนกรกฎาคมในเวลานั้นร้อนเกินกว่าที่จะปลูกได้

ที่สุดแล้วในตอนปลายเดือนกันยายน ฉันปลูกหน่อทิวลิปของ “ลูกสาว” เพราะคิดถึงเธอด้วยความรัก ทุกครั้งที่พรวนดินแข็งๆ ฉันกังวลว่ามันจะงอกไหม เมื่อเกลี่ยดินบนแปลงครั้งสุดท้าย ฉันกล่าวอวยพรว่า “หลับให้สบายนะ” ด้วยหวังว่าจะเห็นทิวลิปเบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ

โครงการเล็กๆ ของฉันกลายเป็นเครื่องเตือนใจอย่างถ่อมตัวถึงการทรงเรียกจากพระเจ้าให้เรารักซึ่งกันและกัน แม้เราจะไม่ใช่ “คนโปรด” ของอีกฝ่าย เมื่อมองข้ามความผิดที่เป็นเหมือน “วัชพืช” ของกันและกัน เราก็สามารถรักผู้อื่นได้ด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้าแม้ในฤดูที่อากาศแปรปรวน เมื่อเวลาผ่านไป ความรักซึ่งกันและกันก็จะเบ่งบานโดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเป็นเช่นไร “ดังนี้แหละ” พระเยซูตรัส “คนทั้งปวงก็จะรู้ได้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา” (ข้อ 35) เมื่อพระองค์ทรงตัดแต่งกิ่ง เราก็ได้รับการอวยพรให้เบ่งบาน เช่นเดียวกับที่ดอกทิวลิปของฉันเบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิถัดมา สุดสัปดาห์เดียวกันนั้นลูกสาวของฉันก็แวะมาเยี่ยม ฉันบอกเธอว่า “ดูสิว่าอะไรกำลังเบ่งบาน!” และสิ่งที่เบ่งบานในท้ายที่สุดแล้วก็คือ ตัวฉันเอง

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา