Category  |  ODB

ศึกษาพระคัมภีร์

ในผลงานชิ้นเอกเรื่อง รู้จักพระเจ้า ของเจ.ไอ.แพคเกอร์ (1926-2020) กล่าวถึงผู้เชื่อในพระคริสต์สี่คนซึ่งเป็นที่รู้จัก เขาเรียกคนเหล่านั้นว่า “ผู้ทำงานหนักเพื่อพระคัมภีร์” ไม่ใช่ทุกคนเป็นผู้รอบรู้ที่ได้รับการอบรม แต่แต่ละคนฝึกฝนอย่างตั้งใจเพื่อจะรู้จักพระเจ้า โดยค้นคว้าพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้งเหมือนตัวบีเวอร์ที่ขุดและกัดแทะต้นไม้เพื่อเปิดทาง แพคเกอร์ให้ข้อสังเกตอีกว่าการรู้จักพระเจ้าผ่านการศึกษาพระคัมภีร์ไม่ใช่สำหรับนักวิชาการเท่านั้น “คนธรรมดาที่อ่านพระคัมภีร์และฟังคำเทศนาซึ่งเป็นผู้ที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะพัฒนาความสนิทสนมกับพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเขาได้ลึกซึ้งกว่านักวิชาการผู้คร่ำเคร่ง ที่พอใจเพียงความถูกต้องในหลักศาสนศาสตร์เท่านั้น”

น่าเสียดายว่าไม่ใช่ทุกคนที่ศึกษาพระคัมภีร์จะทำเช่นนั้นด้วยความถ่อมใจ โดยมีเป้าหมายที่จะรู้จักพระผู้ช่วยให้รอดให้ดีขึ้นและเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น ในยุคของพระเยซูมีคนมากมายที่อ่านพันธสัญญาเดิม แต่กลับไม่รู้จักบุคคลที่พระคัมภีร์กล่าวถึง “ท่านทั้งหลายค้นดูในพระคัมภีร์เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานให้แก่เรา แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต” (ยน.5:39-40)

คุณเคยรู้สึกสับสนในขณะที่อ่านพระคัมภีร์บ้างหรือไม่ หรือคุณเคยเลิกศึกษาพระคัมภีร์ไหม “ผู้ทำงานหนัก” เพื่อพระคัมภีร์เป็นมากกว่าผู้อ่านพระคัมภีร์ พวกเขาอธิษฐานอย่างจริงใจและค้นคว้าพระคัมภีร์อย่างตั้งใจ เพื่อเปิดตาและใจของเขาให้เห็นความรักของพระเยซูซึ่งเป็นผู้ที่พระคัมภีร์ได้เปิดเผยให้เรารู้จัก

ผุพังจากภายใน

ตอนที่ฉันเป็นวัยรุ่น แม่ได้วาดภาพไว้บนผนังห้องนั่งเล่นในบ้านของเราซึ่งยังคงอยู่ที่นั่นต่อมาอีกหลายปี ภาพนั้นเป็นภาพวิหารกรีกโบราณที่ปรักหักพัง มีเสาหินสีขาวกองอยู่ข้างๆกับแท่นน้ำพุและรูปปั้นที่แตกหัก ขณะมองภาพสถาปัตยกรรมกรีกในยุคเฮลเลนิสติกที่ครั้งหนึ่งเคยงดงาม ฉันพยายามจินตนาการถึงสิ่งที่ทำลายวิหารนี้ ฉันสงสัยใคร่รู้โดยเฉพาะเมื่อได้ศึกษาถึงโศกนาฏกรรมของอารยธรรมที่เคยยิ่งใหญ่และรุ่งเรือง แต่เสื่อมถอยและผุพังจากภายใน

ทุกวันนี้ความบาปชั่วอันเลวทรามและการทำลายล้างอย่างป่าเถื่อนที่เราเห็นรอบตัวเป็นสิ่งที่น่าหนักใจ เป็นธรรมชาติของเราที่พยายามจะอธิบายความเสียหายนี้โดยโยนความผิดไปที่คนหรือชนชาติที่ปฏิเสธพระเจ้า แต่เราควรจะตรวจสอบภายในใจของเราด้วยหรือไม่ พระคัมภีร์เตือนให้ระวังว่าเราจะเป็นคนหน้าซื่อใจคด เมื่อเราเรียกให้ผู้อื่นหันออกจากความบาปของเขาโดยที่ไม่ได้สำรวจลึกเข้าไปในจิตใจของเราเอง (มธ.7:1-5)

พระธรรมสดุดี 32 ท้าทายเราให้มองดูและสารภาพความบาปของเรา เราจะสัมผัสถึงเสรีภาพจากความรู้สึกผิด และความชื่นชมยินดีจากการกลับใจใหม่อย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อเรายอมรับและสารภาพบาปของเราเท่านั้น (ข้อ 1-5) และในขณะที่เราชื่นชมยินดีที่ได้รู้ว่าพระเจ้าทรงโปรดประทานการอภัยโทษที่สมบูรณ์แก่เรา เราก็จะสามารถแบ่งปันความหวังนั้นให้แก่ผู้ที่กำลังต่อสู้กับความบาปได้

เมื่อใดควรเสียสละ

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2020 เมื่อวิกฤตการระบาดของโควิด 19 เพิ่งเริ่มต้น ความกังวลของนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งกระทบความรู้สึกของผม เธอสงสัยว่า พวกเราควรเต็มใจที่จะแยกตัว เปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน การเดินทางและการซื้อของเพื่อจะช่วยคนอื่นไม่ให้ป่วยไหม “นี่ไม่ใช่แค่การทดสอบเพื่อเก็บข้อมูลทางการแพทย์” เธอเขียน “แต่เป็นความเต็มใจของเราที่จะแยกตัวออกไปเพื่อผู้อื่น” แล้วในทันใดความต้องการทางด้านคุณธรรมก็กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่ง

อาจเป็นเรื่องยากที่จะคิดถึงความต้องการของผู้อื่นขณะที่เรายังกังวลเรื่องของตัวเอง ขอบพระคุณพระเจ้าที่ไม่ทรงปล่อยให้เรามีแต่ความตั้งใจในการช่วยเหลือผู้อื่นเพียงอย่างเดียว เรายังสามารถทูลขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ทรงประทาน ความรักแทนที่ความเฉยชาของเรา ความปลาบปลื้มใจแทนความ
เศร้าโศก สันติสุขแทนความกังวล ความอดกลั้นใจ (อดทน) แทนที่ความหุนหัน ความปรานีเพื่อจะห่วงใยผู้อื่น ความดีเพื่อจะเห็นความจำเป็นของพวกเขา ความสัตย์ซื่อที่จะรักษาสัญญา ความสุภาพอ่อนน้อมแทนความก้าวร้าว และการรู้จักบังคับตนเพื่อดึงเราออกจากการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง (กท.5:22-23) ขณะที่เรายังไม่สมบูรณ์ด้วยทั้งหมดนี้ พระเจ้าทรงเรียกเราให้แสวงหาของประทานแห่งคุณธรรมฝ่ายวิญญาณนี้อยู่สมอ (อฟ.5:18)

นักเขียนริชาร์ด ฟอสเตอร์ เคยอธิบายถึงความบริสุทธิ์ว่าเป็นความสามารถที่จะทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำเมื่อถึงเวลาที่ต้องทำ เราจำเป็นต้องมีความบริสุทธิ์เช่นนี้ทุกวันไม่ใช่แค่เมื่อมีวิกฤตการณ์ แล้วเราจะสามารถเสียสละเพื่อผู้อื่นได้หรือไม่ พระวิญญาณบริสุทธิ์โปรดเติมเราให้มีกำลังที่จะทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำ

ถึงเวลาพูด

เป็นเวลานาน 30 ปีที่สตรีชาวแอฟริกันอเมริกันคนหนึ่งทำงานอย่างสัตย์ซื่อในองค์กรพันธกิจระดับโลก แต่เมื่อเธอพยายามพูดกับเพื่อนร่วมงานหลายคนเรื่องความอยุติธรรมด้านเชื้อชาติ เธอกลับพบความเงียบ ในที่สุดในฤดูใบไม้ผลิปี 2020 เมื่อมีการถกประเด็นในเรื่องการเหยียดผิวทั่วโลก เพื่อนร่วมพันธกิจของเธอหลายคน “เริ่มพูดอย่างเปิดเผย” แม้จะมีความรู้สึกที่หลากหลายและเจ็บปวด เธอก็รู้สึกขอบคุณที่การพูดคุยได้เริ่มต้นขึ้น แต่ยังคงสงสัยว่าเหตุใดเพื่อนของเธอถึงรอนานเพียงนี้จึงจะยอมพูด

ความเงียบอาจเป็นสิ่งดีในบางสถานการณ์ เหมือนที่กษัตริย์ซาโลมอนเขียนในพระธรรมปัญญาจารย์ว่า “มีฤดูกาลสำหรับทุกสิ่ง และมีวาระสำหรับเรื่องราวทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์...มีวาระนิ่งเงียบ และวาระพูด” (ปญจ.3:1,7)

อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องเผชิญกับอคติและความอยุติธรรม ความเงียบรังแต่จะทำให้รุนแรงและเจ็บปวด มาร์ติน นีโมเลอร์ ศิษยาภิบาลนิกายลูเธอร์แรน (ถูกจำคุกในเยอรมันยุคนาซีเพราะพูดแสดงความเห็น) สารภาพถึงเรื่องนี้ในบทกวีที่เขาเขียนหลังสงคราม “ตอนแรกพวกเขามาจับพวกคอมมิวนิสต์” เขาเขียน “แต่ผมไม่ได้พูดอะไรเพราะผมไม่ใช่คอมมิวนิสต์” เขาเขียนอีกว่า “ต่อมาพวกเขามาจับ” ชาวยิว คาทอลิก และคนอื่นๆ “แต่ผมก็ไม่ได้พูดคัดค้าน” ในที่สุด “พวกเขามาจับผม และเมื่อถึงตอนนั้นก็ไม่เหลือใครที่จะพูดเพื่อผมแล้ว”

ต้องอาศัยความกล้าหาญและความรักที่จะพูดคัดค้านความอยุติธรรม แต่โดยแสวงหาการช่วยเหลือจากพระเจ้า เราจะตระหนักว่าขณะนี้ถึงเวลาที่ต้องพูด

รู้แจ้งได้โดยพระวิญญาณ

เมื่อทหารฝรั่งเศสนายหนึ่งขุดหลุมในทะเลทรายเพื่อเสริมแนวป้องกันของค่ายทหาร เขาไม่เคยคิดว่าจะเป็นการค้นพบครั้งสำคัญ ขณะกดพลั่วเข้าไปในทราย เขาพบหินก้อนหนึ่ง ที่ไม่ใช่ก้อนหินทั่วไป แต่มันคือศิลาจารึกโรเซตต้า ซึ่งจารึกกฎหมายและการปกครองของฟาโรห์ปโตเลมีที่ 5 ไว้ถึงสามภาษา ศิลานั้น (ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษ) เป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 19 ซึ่งช่วยไขความลึกลับของอักษรอียิปต์โบราณที่เรียกว่า อักษรเฮียโรกลิฟฟิค

สำหรับพวกเราหลายคน เนื้อหาส่วนใหญ่ของพระคัมภีร์ยังคงเป็นปริศนาเช่นกัน แม้กระนั้นในคืนก่อนการถูกตรึงที่กางเขน พระเยซูสัญญากับผู้ที่ติดตามพระองค์ว่าจะทรงส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มา พระองค์ตรัสว่า “เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น” (ยน.16:13) อีกนัยหนึ่งคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นศิลาจารึกโรเซตต้าอันศักดิ์สิทธิ์ของเรา ที่ส่องสว่างให้เห็นความจริงรวมถึงความจริงที่อยู่ภายใต้ความล้ำลึกของพระคัมภีร์

แม้จะไม่ได้ทรงสัญญาว่าจะให้เราเข้าใจทุกสิ่งที่ทรงมอบไว้ให้กับเราในพระคัมภีร์ แต่เราก็มั่นใจได้ว่าโดยพระวิญญาณเราสามารถรู้อย่างชัดแจ้งถึงสิ่งที่จำเป็นสำหรับเราในการติดตามพระเยซู พระองค์จะทรงนำเราไปสู่ความจริงที่สำคัญเหล่านั้น

ดำเนินชีวิตให้ดี

พิธีศพฟรีสำหรับผู้ที่ยังมีชีวิต มีสถานประกอบการในประเทศเกาหลีใต้ได้เสนอบริการนี้ นับแต่เริ่มเปิดให้บริการในปี 2012 มีผู้เข้าร่วมใน “พิธีศพสำหรับคนเป็น” ทั้งวัยรุ่นจนถึงวัยเกษียณมากกว่า 25,000 คน ต่างหวังที่จะปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้นโดยการคิดพิจารณาถึงความตายของตน เจ้าหน้าที่กล่าวว่า “พิธีไว้อาลัยจำลองจัดขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของการมีชีวิต กระตุ้นให้เกิดความกตัญญู และช่วยให้เกิดการให้อภัยและสานสัมพันธ์ขึ้นใหม่ในครอบครัวและผองเพื่อน”

คำพูดนี้สะท้อนสติปัญญาของครูผู้เขียนพระธรรมปัญญาจารย์ “เพราะนั่น (ความตาย) เป็นวาระสุดท้ายของมนุษย์ทั้งปวง และผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่จะเอาเหตุการณ์นั้นใส่ไว้ในใจ” (ปญจ.7:2) ความตายเตือนเราถึงชีวิตที่แสนสั้น และเรามีเวลาจำกัดที่จะดำเนินชีวิตให้ดีและมีความรัก ความตายคลายการยึดติดในของขวัญดีๆบางอย่างจากพระเจ้า เช่น เงินทอง ความสัมพันธ์และความสุข และปลดปล่อยเราให้ชื่นชมยินดีในสิ่งเหล่านั้นที่นี่ตอนนี้ ในขณะที่เราสะสม “ทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ ที่ไม่มีแมลงจะกินและไม่มีสนิมจะกัด และที่ไม่มีขโมยขุดช่องลักเอาไปได้” (มธ.6:20)

เมื่อเราระลึกได้ว่าความตายอาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา นั่นอาจผลักดันเราให้เลิกลังเลที่จะไปเยี่ยมพ่อแม่ เลิกเฉื่อยช้าในการตัดสินใจรับใช้พระเจ้า หรือเลิกเบียดเบียนเวลาที่จะให้กับลูกๆของเราเพื่อไปทำงาน โดยความช่วยเหลือของพระเจ้า เราสามารถเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีสติปัญญา

แผนการของพระเจ้าที่มีให้คุณ

เป็นเวลา 6 ปีที่แอ็กเนสพยายามทำให้ตัวเองเป็น “ภรรยาผู้รับใช้ที่สมบูรณ์แบบ” ด้วยการทำตามแม่สามีที่เธอชื่นชม (และเป็นภรรยาศิษยาภิบาลด้วย) เธอคิดว่าด้วยบทบาทนี้ทำให้เธอไม่อาจเป็นนักเขียนและนักวาดรูปไปด้วยได้ แต่การเก็บซ่อนความคิดสร้างสรรค์ที่มีทำให้เธอกลายเป็นโรคซึมเศร้าและคิดจะฆ่าตัวตาย แต่ด้วยความช่วยเหลือของศิษยาภิบาลที่บ้านอยู่ใกล้เคียง เขาพาเธอออกจากความมืดขณะที่อธิษฐานกับเธอ และมอบหมายให้เธอใช้เวลา 2 ชั่วโมงในการเขียนทุกเช้า สิ่งนี้ปลุกเธอให้ตื่นขึ้นสู่การทรงเรียกที่เธอเรียกว่าเป็น “คำสั่งปิดผนึก” ที่พระเจ้ามอบให้กับเธอ เธอเขียนว่า “สำหรับฉัน การเป็นตัวของตัวเองที่แท้จริง คือ...ทุกกระแสของความคิดสร้างสรรค์ที่พระเจ้ามอบให้ ฉันจะหาทุกช่องทางที่จะแสดงมันออกมา”

ต่อมาเธอได้พูดถึงบทเพลงของดาวิด ที่บรรยายถึงการที่เธอค้นพบการทรงเรียกนั้น “จงปีติยินดีในพระเจ้า และพระองค์จะประทานตามใจปรารถนาของท่าน” (สดด.37:4) เมื่อเธอมอบทางของเธอไว้กับพระเจ้า วางใจให้พระองค์ทรงนำและชี้ทาง (ข้อ 5) พระองค์ได้จัดเตรียมหนทางให้เธอ ไม่เพียงแค่การเขียนและวาดรูปเท่านั้น แต่ในการช่วยผู้อื่นให้สื่อสารแสดงความรู้สึกกับพระองค์ได้ดีขึ้นด้วย

พระเจ้าทรงจัดเตรียม “คำสั่งปิดผนึก” ให้เราแต่ละคน ไม่เพียงแค่ได้รู้ว่าเราเป็นลูกที่รักของพระองค์เท่านั้น แต่เราจะเข้าใจวิธีการพิเศษในการที่เราจะรับใช้พระองค์ผ่านของประทานและสิ่งที่เราชื่นชอบ พระองค์จะทรงนำเราเมื่อเราวางใจและปีติยินดีในพระองค์

คู่มือเบื้องต้นสู่ชีวิตนิรันดร์

หลังการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของแม่ ผมมีแรงจูงใจที่จะเริ่มทำบล็อก ผมอยากเขียนโพสต์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนใช้ทุกนาทีบนโลกนี้สร้างสรรค์ช่วงเวลาของชีวิตที่มีความหมาย ผมจึงไปหาคู่มือการทำบล็อกเบื้องต้นสำหรับมือใหม่ ผมได้เรียนรู้ว่าจะใช้แพลตฟอร์มอะไร วิธีเลือกหัวเรื่องและวิธีการร่างโพสต์ให้น่าสนใจ และในปี 2016 โพสต์แรกในบล็อกของผมจึงเกิดขึ้น

เปาโลเขียน “คู่มือเบื้องต้น” ที่อธิบายวิธีการที่จะได้รับชีวิตนิรันดร์ ในโรม 6:16-18 ท่านเปรียบเทียบความจริงที่ว่าเราทุกคนล้วนเกิดมาเพื่อกบฏต่อพระเจ้า (คนบาป) กับความจริงที่ว่าพระเยซูสามารถช่วยเราให้ “พ้นจากบาป” (ข้อ 18) จากนั้นเปาโลอธิบายความแตกต่างระหว่างการเป็นทาสของบาป และการเป็นทาสของพระเจ้ากับหนทางที่นำไปสู่ชีวิตของพระองค์ (ข้อ 19-20) ท่านพูดต่อไปว่า “ค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์” (ข้อ 23) ความตายหมายถึงการถูกแยกจากพระเจ้าตลอดนิรันดร์ เป็นผลจากความพินาศที่เราเผชิญเมื่อเราปฏิเสธพระคริสต์ แต่พระเจ้าได้มอบของประทาน คือชีวิตใหม่ในพระเยซูให้กับเรา เป็นชีวิตซึ่งเริ่มต้นบนโลกนี้ และดำเนินต่อไปตลอดนิรันดร์ในสวรรค์กับพระองค์

คู่มือเบื้องต้นสู่ชีวิตนิรันดร์ของเปาโลให้ตัวเลือกแก่เรา 2 อย่างคือ บาปที่นำไปสู่ความตาย หรือของประทานจากพระเยซูที่นำไปสู่ชีวิตนิรันดร์ ขอให้คุณรับของขวัญแห่งชีวิตของพระองค์ และถ้าคุณได้ต้อนรับพระคริสต์แล้ว ขอให้คุณแบ่งปันของขวัญนี้ให้กับคนอื่นๆในวันนี้!

ถ้อยคำที่คงอยู่ตลอดไป

ในต้นศตวรรษที่ 19 โธมัส คาร์ไลล์ได้มอบต้นฉบับให้กับนักปรัชญาจอห์น สจ๊วต มิลล์ได้ตรวจสอบ แต่ไม่ทราบว่าด้วยอุบัติเหตุหรือความตั้งใจ ต้นฉบับนั้นตกไปในกองไฟ นั่นเป็นฉบับเดียวที่คาร์ไลล์มี แต่เขาก็ไม่ท้อใจตั้งหน้าตั้งตาเขียนบทต่างๆในหนังสือที่เสียหายไปขึ้นมาอีกครั้ง เปลวไฟแค่นั้นไม่สามารถหยุดเรื่องราวที่ยังอยู่ในความคิดของเขาได้ จากการสูญเสียครั้งใหญ่นั้น คาร์ไลล์ได้ผลิตผลงานอันเป็นที่น่าจดจำชื่อว่า ปฏิวัติฝรั่งเศส

ยุคสุดท้ายของอาณาจักรยูดาห์ที่เสื่อมโทรมในอดีต พระเจ้าได้บอกผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ว่า “จงเอาหนังสือม้วนม้วนหนึ่ง และเขียนถ้อยคำนี้ทั้งสิ้นลงไว้ เป็นคำที่เราได้พูดกับเจ้า” (ยรม.36:2) ข้อความนั้นเปิดเผยถึงหัวใจอันอ่อนโยนของพระเจ้า ที่เรียกให้คนของพระองค์กลับใจใหม่เพื่อจะไม่ถูกการโจมตี (ข้อ 3)

เยเรมีย์ทำตามที่พระเจ้าบอก ม้วนหนังสือนั้นถูกส่งไปทันทีถึงเยโฮยาคิม กษัตริย์ยูดาห์ ผู้ซึ่งจงใจตัดม้วนหนังสือนั้นและโยนเข้าไปในไฟ (ข้อ 23-25) การที่กษัตริย์เผาม้วนหนังสือนั้นกลับทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก พระเจ้าบอกเยเรมีย์ให้เขียนม้วนหนังสืออีกอันหนึ่งด้วยข้อความเดิม พระเจ้าตรัสว่า “เยโฮยาคิมจะไม่มีบุตรที่จะประทับบนพระที่นั่งของดาวิด และศพของท่านจะถูกทิ้งไว้ให้ตากแดดกลางวันและตากน้ำค้างแข็งเวลากลางคืน” (ข้อ 30)

เป็นไปได้ที่จะเผาพระคำของพระเจ้าด้วยการโยนหนังสือลงในกองไฟ แต่ไม่มีประโยชน์เลยที่จะทำแบบนั้น เพราะพระวาทะผู้ทรงอยู่เบื้องหลังถ้อยคำของพระเจ้าจะคงอยู่ตลอดไป

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา