Category  |  ODB

คุณชื่ออะไร

เจนแต่งงานใหม่หลังจากสามีคนแรกของเธอเสียชีวิต ลูกๆของสามีใหม่ไม่เคยยอมรับเธอ และในตอนนี้ที่เขาก็เสียชีวิตลงอีกคน พวกเขาเกลียดที่เธอยังอยู่ในบ้านสมัยเด็กของพวกเขา สามีได้ทิ้งสมบัติไว้เพื่อดูแลเธอ พวกลูกๆบอกว่าเธอขโมยมรดกของพวกเขา เจนกำลังท้อแท้ซึ่งก็เข้าใจได้ และเธอเริ่มขมขื่น

สามีของนาโอมีย้ายครอบครัวไปโมอับ ที่ซึ่งเขาและลูกชายสองคนเสียชีวิตลง หลายปีต่อมานาโอมีกลับมายังเบธเลเฮมโดยไม่เหลืออะไร เหลือเพียงรูธลูกสะใภ้ ชาวเมืองแตกตื่นและถามว่า “นี่น่ะหรือ นางนาโอมี” (นรธ.1:19) เธอกล่าวว่าพวกเขาไม่ควรเรียกชื่อนั้นที่แปลว่า “สุขสบาย” แต่ควรเรียกเธอว่า “มารา” ซึ่งแปลว่า “ขมขื่น” เพราะ “เมื่อฉันจากเมืองนี้ไปฉันมีทุกอย่างครบบริบูรณ์ พระเจ้าทรงพาฉันกลับมาตัวเปล่า” (ข้อ 20-21)

มีสถานการณ์ใดที่ทำให้ชื่อของคุณแปลว่าขมขื่นหรือไม่ คุณอาจกำลังผิดหวังกับเพื่อน ครอบครัว หรือสุขภาพที่แย่ลง คุณคู่ควรกับสิ่งที่ดีกว่านี้ แต่คุณไม่ได้รับมัน ในตอนนี้คุณจึงขมขื่น

นาโอมีกลับสู่เบธเลเฮมอย่างขมขื่น แต่เธอก็กลับมา คุณก็กลับบ้านได้เช่นกัน กลับมาหาพระเยซู พระองค์เป็นผู้สืบเชื้อสายของนางรูธซึ่งบังเกิดที่เมืองเบธเลเฮม และพักสงบในความรักของพระองค์

เมื่อถึงเวลา พระเจ้าทรงแทนที่ความขมขื่นของนาโอมีด้วยความชื่นชมยินดีแห่งแผนการที่สำเร็จสมบูรณ์ (4:13-22) พระองค์ทรงแทนที่ความขมขื่นของคุณได้เช่นเดียวกัน จงกลับบ้านมาหาพระองค์

เราเป็นคนแปลกถิ่น

ทุกอย่างให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิงในประเทศใหม่ของพวกเขา ทั้งภาษา โรงเรียน วัฒนธรรม ระบบจราจร และสภาพอากาศที่แปลกใหม่ พวกเขานึกสงสัยว่าจะปรับตัวได้อย่างไร กลุ่มคนจากคริสตจักรใกล้เคียงมารวมตัวกันเพื่อช่วยพวกเขากับชีวิตใหม่ในดินแดนใหม่ แพ็ตตี้พาคู่สามีภรรยาไปซื้อของที่ตลาดในพื้นที่เพื่อให้พวกเขาดูว่ามีอะไรขายบ้างและจะซื้อของได้อย่างไร ขณะที่พวกเขาเดินไปทั่วตลาด พวกเขาตาโตและยิ้มกว้างเมื่อได้เห็นผลไม้โปรดคือทับทิมจากประเทศบ้านเกิด พวกเขาซื้อไปฝากลูกๆคนละผลและหยิบใส่มือแพ็ตตี้หนึ่งผลด้วยความขอบคุณ ผลไม้เล็กๆและเพื่อนใหม่นี้สร้างความอบอุ่นใจในดินแดนแปลกใหม่ของพวกเขา

พระเจ้าประทานกฎหมายแก่ประชากรของพระองค์ผ่านทางโมเสส ซึ่งรวมถึงบัญญัติที่ให้ปฏิบัติต่อคนต่างชาติในท่ามกลางพวกเขา “เหมือนกับชาวเมืองของเจ้า” (ลนต.19:34) “จงรักเขาเหมือนกับรักตัวเอง” พระเจ้าทรงสั่งเช่นนั้น พระเยซูทรงเรียกข้อนี้ว่าเป็นบัญญัติข้อใหญ่ข้อที่สองต่อจากการรักพระเจ้า (มธ.22:39) เพราะแม้แต่พระเจ้าเองยังทรง “เฝ้าดูคนต่างด้าว” (สดด.146:9)

นอกจากเราจะเชื่อฟังพระเจ้าด้วยการช่วยเหลือเพื่อนใหม่ของเราให้ปรับตัวกับชีวิตในประเทศของเราแล้ว ขอให้เราระลึกไว้เสมอว่าเราเองก็เป็น “คนแปลกถิ่นที่ท่องเที่ยวไปในโลก” (ฮบ.11:13) แล้วเราจะยิ่งรอคอยด้วยความคาดหวังมากขึ้นในแดนสวรรค์แห่งใหม่ที่จะมาถึง

เหมือนอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของเรา

ในวิดีโอที่ถูกส่งต่ออย่างแพร่หลายนั้น นักเรียนคาราเต้สายขาววัยสามขวบเลียนแบบครูฝึกของเธอ เด็กหญิงตัวน้อยกล่าวกฎของนักเรียนตามผู้นำของเธอด้วยความกระตือรือร้นและมั่นใจ จากนั้นด้วยความสุขุมและตั้งใจเจ้าตัวน้อยผู้น่ารักและเปี่ยมด้วยพลังก็เลียนแบบทุกอย่างที่ครูของเธอพูดและทำ และเธอก็ทำได้ดีเสียด้วย!

ครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสว่า “ศิษย์ไม่ใหญ่กว่าครู แต่ศิษย์ทุกคนที่ได้รับการฝึกสอนครบแล้วก็จะเป็นเหมือนครูของตน” (ลก.6:40) พระองค์บอกสาวกว่าการเลียนแบบพระองค์นั้นหมายรวมถึงการมีใจกว้าง การรัก และการไม่กล่าวโทษ (ข้อ 37-38) และแยกแยะผู้ที่พวกเขาติดตามได้ “คนตาบอดจะนำทางคนตาบอดได้หรือ ทั้งสองจะไม่ตกลงไปในบ่อหรือ” (ข้อ 39) สาวกของพระองค์ต้องเข้าใจว่ามาตรฐานนี้ทำให้พวกฟาริสีขาดคุณสมบัติเพราะพวกเขาเป็นผู้นำที่ตาบอด โดยนำผู้คนไปสู่หายนะ (มธ.15:14) และพวกเขาต้องยึดถือสิ่งสำคัญในการติดตามอาจารย์ของพวกเขา ดังนั้น เป้าหมายของผู้ติดตามพระคริสต์ก็คือการเป็นเหมือนพระเยซู จึงเป็นสิ่งสำคัญที่พวกเขาจะต้องใส่ใจในคำสอนของพระคริสต์เรื่องการมีน้ำใจและความรัก และปฏิบัติตามนั้น

ขณะที่ผู้เชื่อเพียรพยายามเลียนแบบพระเยซูในวันนี้ ขอให้เรามอบชีวิตให้พระอาจารย์ของเรา เพื่อเราจะเป็นเหมือนพระองค์ในความรู้ สติปัญญา และการกระทำ พระองค์เท่านั้นที่จะช่วยให้เราสะท้อนถึงวิถีแห่งการมีใจกว้างขวางและความรักของพระองค์ได้

พระพรในน้ำตา

ผมได้รับอีเมลจากชายหนุ่มคนหนึ่งในประเทศอังกฤษ ในฐานะบุตรชาย เขาเขียนมาอธิบายว่าพ่อของเขา (ซึ่งอายุเพียง 63 ปี) อยู่ในโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส พยายามต่อสู้เพื่อจะมีชีวิตรอด แม้เราจะไม่เคยพบกัน แต่สายงานของพ่อเขากับผมมีความเกี่ยวข้องกันหลายอย่าง บุตรชายผู้พยายาม ให้กำลังใจพ่อได้ขอให้ผมส่งวิดีโอพร้อมข้อความหนุนใจและคำอธิษฐานไปให้ผมรู้สึกสะเทือนใจจึงอัดข้อความสั้นๆและคำอธิษฐานเพื่อการรักษา ผมได้ยินว่าพ่อของเขาดูวิดีโอและยกนิ้วโป้งให้อย่างชื่นใจ น่าเศร้าที่อีกสองวันหลังจากนั้น ผมได้รับอีเมลอีกฉบับบอกว่าเขาเสียชีวิตแล้ว เขาจับมือภรรยาไว้ขณะที่หายใจเฮือกสุดท้าย

หัวใจผมแตกสลาย ช่างเป็นเรื่องราวของความรักและการสูญสลายอะไรเช่นนี้ ครอบครัวนี้สูญเสียสามีและพ่อเร็วเกินไป แต่กระนั้นก็น่าประหลาดใจที่ได้ยินพระเยซูทรงยืนยันว่า ผู้โศกเศร้าเหล่านี้คือผู้ที่ได้รับการอวยพร “บุคคลผู้ใดโศกเศร้า ผู้นั้นเป็นสุข” พระเยซูตรัส (มธ.5:4) พระองค์ไม่ได้หมายความว่าความทุกข์และการเศร้าโศกเป็นสิ่งดี แต่ทรงหมายความว่าพระเมตตากรุณาของพระเจ้าจะเทลงมาเหนือผู้ที่ต้องการมากที่สุด คนเหล่านั้นที่ถูกปกคลุมไปด้วยความโศกเศร้าเพราะความตายหรือความบาปของพวกเขาเองคือผู้ที่ต้องการการเอาใจใส่และการปลอบประโลมจากพระเจ้ามากที่สุด และพระเยซูทรงสัญญาว่า “เขาจะได้รับการทรงปลอบประโลม” (ข้อ 4)

พระเจ้าทรงเข้ามาใกล้เราผู้เป็นบุตรที่รักของพระองค์ (ข้อ 9) พระองค์ทรงอวยพรเราในท่ามกลางน้ำตา

ผู้ทรงค้ำจุนพระพร

วันที่ 15 มกราคม 1919 ถังเก็บกากน้ำตาลขนาดใหญ่ระเบิดในบอสตัน กากน้ำตาลมากกว่าสองล้านแกลลอนพุ่งสูงถึง 15 ฟุตเป็นคลื่นพัดผ่านถนนด้วยความเร็วกว่า 48 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กวาดเอารางรถไฟ อาคาร ผู้คนและสัตว์ไป กากน้ำตาลอาจดูเหมือนไม่น่าจะสร้างปัญหาได้ แต่ในวันนั้นมันเป็นอันตรายจนถึงตายได้ มีผู้เสียชีวิต 21 คนและได้รับบาดเจ็บมากกว่า 150 คน

บางครั้งกระทั่งสิ่งดีๆ เช่นกากน้ำตาลก็อาจทำให้เราสูญเสียอย่างไม่คาดคิด ก่อนที่คนอิสราเอลจะเข้าสู่ดินแดนที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับพวกเขา โมเสสเตือนประชาชนว่าอย่าอวดตัวในสิ่งที่พวกเขาจะได้รับ “เกรงว่า เมื่อท่านได้รับประทานอิ่มหนำ ได้สร้างบ้านเรือนดีๆ และได้อาศัยอยู่ในนั้น และเมื่อฝูงวัวและฝูงแพะแกะของท่านทวีขึ้น มีเงินทองมากขึ้น จิตใจของท่านทั้งหลายจะผยองขึ้น และท่านทั้งหลายก็ลืมพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย” พวกเขาจะต้องไม่ถือว่าความมั่งคั่งนี้มาจากกำลังหรือความสามารถของตนเอง ในทางกลับกัน โมเสสกล่าวว่า “จงจำพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ให้กำลังแก่ท่านที่จะได้ทรัพย์สมบัตินี้” (ฉธบ.8:12-14, 17-18)

สิ่งดีทั้งหมด รวมถึงสุขภาพกายและทักษะที่จำเป็นในการหาเลี้ยงชีพเป็นพระพรจากพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก แม้เมื่อเราทำงานหนัก ก็เป็นพระองค์เองที่ทรงค้ำจุนเราไว้ โอ ให้เรารับพระพรของเราด้วยมือที่เปิดกว้าง เพื่อเราจะสรรเสริญพระเจ้าในพระเมตตาที่ทรงประทานแก่เราด้วยใจกตัญญู!

หมดไฟ

“ฉันไม่คิดว่าจะทำอย่างนี้อีกต่อไปได้” เพื่อนของฉันพูดทั้งน้ำตาขณะเล่าถึงความรู้สึกสิ้นหวังอันท่วมท้นที่เธอต้องเผชิญในฐานะพยาบาลในวิกฤตสุขภาพระดับโลก “ฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงเรียกฉันให้เป็นพยาบาล แต่ฉันรู้สึกหนักเกินไปและหมดแรง” เธอสารภาพ เมื่อเห็นว่ามีเมฆหมอกแห่งความอ่อนล้าปกคลุมเธอ ฉันจึงตอบว่า “ฉันรู้ว่าตอนนี้เธอรู้สึกหมดหวัง แต่ขอพระเจ้าประทานการทรงนำที่เธอกำลังแสวงหาและประทานกำลังที่จะอดทนต่อไป” ในขณะนั้นเองเธอตัดสินใจที่จะตั้งใจแสวงหาพระเจ้าโดยการอธิษฐาน ไม่นานหลังจากนั้นเพื่อนของฉันก็รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายใหม่ เธอไม่เพียงแต่มีกำลังใจที่จะเป็นพยาบาลต่อไป แต่พระเจ้ายังประทานกำลังแก่เธอที่จะรับใช้ผู้คนได้มากขึ้นด้วยการเดินทางไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศ

ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราพึ่งพาพระเจ้าเพื่อขอความช่วยเหลือและกำลังใจได้ตลอดเวลาเมื่อเรารู้สึกว่ามีภาระหนักเกินไป เพราะ “พระองค์มิได้ทรงอ่อนเปลี้ยหรือเหน็ดเหนื่อย” (อสย.40:28) ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวว่าพระบิดาของเราในสวรรค์ “ประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย และแก่ผู้ที่ไม่มีกำลัง” (ข้อ 29) แม้ว่าพระกำลังของพระเจ้าจะคงอยู่นิรันดร์ แต่พระองค์ทรงรู้ดีว่าเราจะเจอกับวันที่เรารู้สึกหมดพลังทั้งในฝ่ายร่างกายและจิตใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ข้อ 30) แต่เมื่อเราพึ่งพาพระเจ้าเพื่อจะรับกำลัง แทนที่จะพยายามวิ่งฝ่าอุปสรรคต่างๆในชีวิตเพียงลำพัง พระองค์ก็จะทรงฟื้นฟูและประทานกำลังใหม่แก่เราที่จะตัดสินใจมุ่งมั่นต่อไปด้วยความเชื่อ

เจ็ดนาทีแห่งความหวาดหวั่น

เมื่อยานสำรวจดาวอังคาร เพอร์เซเวียแรนส์ ลงจอดบนดาวเคราะห์สีแดงดวงนั้นในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2021 บรรดาผู้ที่เฝ้าดูการมาถึงของมันต้องอดกลั้นใจต่อ “เจ็ดนาทีแห่งความหวาดหวั่น” เมื่อยานอวกาศสิ้นสุดการเดินทางด้วยระยะทาง 467 ล้านกิโลเมตร มันต้องผ่านขั้นตอนการลงจอดที่ซับซ้อนซึ่งต้องทำด้วยตัวเอง สัญญาณจากดาวอังคารสู่โลกใช้เวลาหลายนาที ดังนั้นนาซ่าจึงไม่ได้ยินเสียงจากเพอร์เซเวียแรนส์ในระหว่างการลงจอด การติดต่อกันไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับทีมที่ใช้ความพยายามและทรัพยากรอย่างมากในภารกิจนี้

บางครั้งเราอาจพบกับช่วงเวลาแห่งความกลัวเมื่อเรารู้สึกว่าเราไม่ได้ยินจากพระเจ้า เราอธิษฐานแต่ไม่ได้รับคำตอบ ในพระคัมภีร์เราพบคนที่ได้รับคำตอบของคำอธิษฐานอย่างรวดเร็ว (ดู ดนล.9:20-23) และคนที่ไม่ได้รับคำตอบเป็นเวลานาน (ดูเรื่องราวของฮันนาห์ใน 1 ซมอ.1:10-20) บางทีตัวอย่างที่สะเทือนอารมณ์ที่สุดของคำตอบที่ล่าช้า คือเรื่องที่สร้างความหวาดหวั่นในใจของมารีย์และมารธา เมื่อพวกเขาขอให้พระเยซูช่วยลาซารัสน้องชายที่กำลังป่วยอยู่ (ยน.11:3) พระเยซูทรงมาช้าและน้องชายของพวกเขาเสียชีวิต (ข้อ 6-7, 14-15) แต่สี่วันต่อมาพระคริสต์ประทานคำตอบโดยให้ลาซารัสฟื้นขึ้นจากความตาย (ข้อ 43-44)

การรอคอยคำตอบของคำอธิษฐานอาจเป็นเรื่องยาก แต่พระเจ้าทรงสามารถปลอบโยนและช่วยเหลือเมื่อเรา “มีใจกล้าเข้าใกล้พระที่นั่งแห่งพระคุณ [ของพระองค์] ...เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะได้รับพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ” (ฮบ.4:16)

เสื้อโค้ทสีชมพู

เบรนด้ากำลังเดินไปยังทางออกของห้างสรรพสินค้า ขณะที่สีชมพูระเรื่อจากตู้จัดแสดงดึงดูดสายตา เธอหันมาและยืนตะลึงหน้า “เสื้อโค้ทผ้าฝ้ายสีลูกกวาด” โอ ฮอลลี่คงจะชอบมากทีเดียว! การเงินของเพื่อนร่วมงานเธอซึ่งเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวนั้นค่อนข้างตึงตัว และขณะที่เบรนด้ารู้ว่าฮอลลี่ต้องการเสื้อโค้ทที่อบอุ่น เธอก็มั่นใจเช่นกันว่าเพื่อนของเธอจะไม่มีวันยอมเสียเงินซื้อของเหล่านี้ให้ตัวเอง หลังจากลังเลเล็กน้อย เบรนด้ายิ้ม หยิบกระเป๋าเงินขึ้นมาแล้วจัดการให้ส่งเสื้อโค้ทไปที่บ้านของฮอลลี่ เธอติดการ์ดที่ไม่ลงชื่อว่า “คุณเป็นที่รักอย่างมาก” เบรนด้าแทบจะเดินตัวลอยไปที่รถของเธอด้วยความยินดี

ความยินดีเป็นผลพลอยได้จากการให้ที่พระเจ้าทรงสะกิดใจเรา ดังที่เปาโลสอนชาวโครินธ์เรื่องศิลปะแห่งการเอื้อเฟื้อ ท่านกล่าวว่า “ทุกคนจงให้ตามที่เขาได้คิดหมายไว้ในใจ มิใช่ให้ด้วยนึกเสียดาย มิใช่ให้ด้วยการฝืนใจ เพราะว่าพระเจ้าทรงรักคนนั้นที่ให้ด้วยใจยินดี” (2 คร.9:7) ท่านยังระบุอีกว่า “นี่แหละคนที่หว่านเพียงเล็กน้อยก็จะเกี่ยวเก็บได้เพียงเล็กน้อย คนที่หว่านมากก็จะเกี่ยวเก็บได้มาก” (ข้อ 6)

บางครั้งเรานำเงินสดใส่ในถุงถวาย บางครั้งก็ถวายออนไลน์ให้กับพันธกิจที่เหมาะสม และมีบางครั้งที่พระเจ้าทรงนำให้ตอบสนองความต้องการของเพื่อนด้วยการแสดงออกถึงความรักของพระองค์อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการที่เรามอบถุงเครื่องอุปโภคบริโภค การเติมน้ำมันรถให้...หรือกระทั่งของขวัญเป็นเสื้อโค้ทสีชมพูที่สมบูรณ์แบบ

ความกรุณาต่อคุณและผม

หนึ่งในผลกระทบที่ตามมาจากการระบาดของโควิด 19 คือการเทียบท่าเรือสำราญและกักตัวผู้โดยสาร หนังสือพิมพ์ วอลล์สตรีทเจอนัล เสนอบทความพิเศษที่มีการสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวบางคน โดยให้แสดงความคิดเห็นว่าการกักตัวเปิดโอกาสให้มีการพูดคุยกันมากขึ้นอย่างไรบ้าง มีผู้โดยสารรายหนึ่งพูดติดตลกว่า คู่สมรสของตนซึ่งมีความจำดีเยี่ยมสามารถหยิบยกความผิดทุกอย่างที่เขาเคยทำมาได้ และเขารู้สึกได้ว่าเธอยังไม่จบ!

เรื่องราวเช่นนี้อาจทำให้เรายิ้ม เตือนเราถึงความเป็นมนุษย์ปุถุชนและให้สติเราว่า เรามักจะยึดติดเกินไปกับสิ่งที่เราควรจะปล่อยวาง แต่กระนั้นจะ​มีสิ่งใดที่ช่วย​ให้เรา​มี​ความ​กรุณา​ต่อ​ผู้​ที่​ทำ​ร้าย​เราได้บ้าง ให้เรามองดูพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเราตามที่พระองค์ทรงเปิดเผยให้เห็นในพระคัมภีร์ตอนต่างๆ อย่างเช่นสดุดี 103:8-12

การแปลความของพระคัมภีร์ฉบับเดอะแมสเสจ (The Message) ในข้อ 8-10 นั้นน่าสนใจ “พระเจ้าทรงพระกรุณาและมีพระคุณ ทรงกริ้วช้าและอุดมด้วยความรักมั่นคง พระองค์จะไม่ทรงจับผิด ดุว่า หรือทรงกริ้วอยู่เป็นนิตย์ พระองค์มิได้ทรงปฏิบัติต่อเราตามเรื่องบาปของเรา หรือทรงลงโทษอย่างเต็มขนาดตามความบาปผิดของเรา” การทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าในขณะที่เราอ่านพระคัมภีร์ด้วยใจอธิษฐาน อาจทำให้เราเปลี่ยนความคิดในเรื่องแผนมุ่งร้ายที่จะเอาคืนหรือลงโทษ และอาจกระตุ้นให้เราอธิษฐานเพื่อตัวเองและเผื่อคนเหล่านั้นที่เราอาจถูกทดลองให้ทำร้ายพวกเขาด้วยการไม่สำแดงพระคุณ ความเมตตากรุณา และการให้อภัย

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา