Category  |  ODB

อาหารจากสวรรค์

เดือนสิงหาคม 2020 ชาวเมืองออลเทน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าหิมะตกเป็นช็อกโกแลต! ความผิดปกติในระบบระบายอากาศของโรงงานช็อกโกแลตท้องถิ่นทำให้อนุภาคช็อกโกแลตฟุ้งกระจายไปในอากาศ ผลที่ตามมาคือ เกล็ดผงช็อกโกแลตที่กินได้ปกคลุมรถยนต์และถนน ทำให้ทั้งเมืองมีกลิ่นเหมือนร้านขายขนม

เมื่อคิดถึงการที่อาหารเลิศรสตกลงมาจากสวรรค์ “ราวกับมีเวทมนตร์” ทำให้ฉันนึกถึงการที่พระเจ้าทรงเลี้ยงดูชาวอิสราเอลในพระธรรมอพยพ ซึ่งเกิดขึ้นหลังการออกมาจากอียิปต์อย่างอัศจรรย์ พวกเขาเผชิญความท้าทายอันหนักหน่วงในถิ่นทุรกันดาร โดยเฉพาะการขาดแคลนอาหารและน้ำ พระเจ้ารู้ถึงความทุกข์ยากของเขาจึงทรงสัญญาว่า “จะให้อาหารตกลงมาจากท้องฟ้าดุจฝน” (อพย.16:4) เช้าวันรุ่งขึ้น มีเกล็ดเล็กๆปรากฏบนพื้นดินในถิ่นทุรกันดาร การทรงเลี้ยงดูในแต่ละวันซึ่งรู้จักกันว่ามานา ได้ตกลงมาในตลอดสี่สิบปีต่อมา

เมื่อพระเยซูเสด็จมาในโลก ผู้คนเริ่มเชื่อว่าพระเจ้าทรงส่งพระองค์มาเมื่อพระองค์จัดเตรียมขนมปังแก่ฝูงชนกลุ่มใหญ่อย่างอัศจรรย์ (ยน.6:5-14) แต่พระเยซูทรงสอนว่าพระองค์เองเป็น “อาหารแห่งชีวิต” (ข้อ 35) ทรงถูกส่งมาไม่เพียงแค่ให้จัดหาอาหารที่บำรุงร่างกายเพียงชั่วคราว แต่ยังเพื่อประทานชีวิตนิรันดร์ (ข้อ 51)

สำหรับพวกเราที่หิวกระหายอาหารฝ่ายวิญญาณ พระเยซูทรงยื่นข้อเสนอแห่งการมีชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้า ขอให้เราเชื่อและวางใจว่า พระองค์เสด็จมาเพื่อเติมเต็มความปรารถนาที่ลึกที่สุดเหล่านั้นให้เป็นจริง

โหยหาพระองค์

ทำไมเมื่อเราพูดว่า “นี่เป็นมันฝรั่งทอดชิ้นสุดท้ายที่ฉันจะกิน” แต่ห้านาทีต่อมาเราก็มองหาเพื่อจะกินอีก ไมเคิล มอสส์ตอบคำถามนี้ในหนังสือชื่อ เกลือ น้ำตาล ไขมัน ของเขา เขาอธิบายว่าผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวรายใหญ่ที่สุดของอเมริการู้วิธี “ช่วย” ให้ผู้คนโหยหาอาหารขยะ อันที่จริงบริษัทมีชื่อแห่งหนึ่งใช้เงินเกือบหนึ่งพันล้านบาทต่อปีในการจ้าง “ที่ปรึกษาด้านความอยากอาหาร” ให้กำหนดสัดส่วนของเครื่องปรุงที่ทำให้ผู้บริโภคติดใจ เพื่อจะใช้ประโยชน์จากความอยากอาหารของเรา

พระเยซูไม่ได้ทำเหมือนบริษัทนี้ แต่ทรงช่วยให้เราโหยหาอาหารแท้คืออาหารฝ่ายวิญญาณ ซึ่งนำความอิ่มเอมมาสู่จิตวิญญาณของเรา พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่วางใจในเรา จะไม่กระหายอีกเลย” (ยน.6:35) พระองค์ทรงสื่อสารสองสิ่งที่สำคัญในคำตรัสนี้ สิ่งแรกคือ อาหารที่พระองค์ตรัสถึงคือบุคคลไม่ใช่ของสำหรับบริโภค (ข้อ 32) อย่างที่สองคือ เมื่อมนุษย์วางใจให้พระเยซูทรงยกโทษความบาป พวกเขาก็ได้เข้าสู่ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระองค์และพบกับสิ่งที่เติมเต็มความโหยหาในจิตวิญญาณทุกอย่าง อาหารนี้คงอยู่เป็นนิตย์ เป็นอาหารฝ่ายวิญญาณที่นำไปสู่ความอิ่มเอมใจและสู่ชีวิต

เมื่อเราไว้วางใจในพระเยซู ผู้ทรงเป็นอาหารแท้จากสวรรค์ เราจะโหยหาพระองค์ และพระองค์จะทรงเสริมกำลังและเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา

ความกล้าหาญที่ไม่ธรรมดา

ในปี 1478 ลอเรนโซ ดี เมดิชี ผู้ปกครองเมืองฟลอเรนซ์ อิตาลี รอดชีวิตจากการถูกโจมตีมาได้ เมื่อเพื่อนร่วมชาติของเขาจุดชนวนสงครามขณะพยายามตอบโต้การโจมตีผู้นำของตน สถานการณ์แย่ลงไปอีกเมื่อกษัตริย์เฟอร์รานเตที่ 1 แห่งเนเปิลส์ผู้โหดร้ายกลับกลายเป็นศัตรูของลอเรนโซ แต่การกระทำที่กล้าหาญของลอเรนโซเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง เขาเข้าเฝ้ากษัตริย์ตามลำพังโดยปราศจากอาวุธ ความกล้าหาญรวมถึงเสน่ห์และความเฉลียวฉลาดของเขาชนะใจเฟอร์รานเตและทำให้สงครามยุติลง

ดาเนียลก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ช่วยกษัตริย์ให้เปลี่ยนใจ ไม่มีใครในบาบิโลนที่สามารถเล่าและแก้ฝันร้ายของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ ทำให้พระองค์ทรงกริ้วและรับสั่งให้ฆ่าที่ปรึกษาทั้งหมด รวมถึงดาเนียลและเพื่อนๆของท่าน แต่ดาเนียลขอเข้าเฝ้ากษัตริย์ที่ต้องการประหารเขา (ดนล.2:24)

เมื่ออยู่ต่อหน้าเนบูคัดเนสซาร์ ดาเนียลถวายเกียรติทั้งสิ้นแด่พระเจ้าผู้ทรงเผยความลึกลับแห่งความฝัน (ข้อ 28) เมื่อผู้เผยพระวจนะเล่าและแก้ฝันแล้ว เนบูคัดเนสซาร์จึงยกย่องพระเจ้าว่า “พระเจ้าของพระทั้งหลาย และทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของพระราชาทั้งปวง” (ข้อ 47) ความกล้าหาญที่ไม่ธรรมดาของดาเนียลซึ่งเกิดจากความเชื่อในพระเจ้า ได้ช่วยตัวเขา เพื่อนๆของเขา และที่ปรึกษาคนอื่นๆให้รอดตายในวันนั้น

อาจมีบางคราวในชีวิตของเรา ที่จำเป็นต้องใช้ความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวในการสื่อสารข้อความที่สำคัญ ขอพระเจ้าทรงนำในถ้อยคำของเราและประทานสติปัญญาเพื่อเราจะรู้ว่าควรพูดอะไร และจะพูดอย่างไรให้เกิดผล

การต่อสู้อันดุเดือด

ในปี 1896 นักสำรวจชื่อคาร์ล เอคลีย์ พบว่าตัวเขากำลังถูกเสือดาวหนัก 36 กิโลกรัมไล่ล่าอยู่ในพื้นที่ห่างไกลของเอธิโอเปีย เขาจำได้ว่าเสือดาวกระโจนใส่และพยายาม “ฝังเขี้ยวเข้าที่คอของผม” มันพลาด กรามอันแข็งแกร่งจึงงับเข้าที่แขนขวาของเขาแทน ทั้งสองกลิ้งไปบนทรายระหว่างการต่อสู้อันดุเดือดยาวนาน เอคลีย์อ่อนล้าและ “เกิดคำถามว่าใครจะยอมแพ้ก่อน” เขารวบรวมกำลังครั้งสุดท้ายจนสามารถปลิดลมหายใจเจ้าแมวยักษ์ด้วยมือเปล่า

เปาโลอธิบายว่าเราแต่ละคนที่เชื่อในพระเยซูจะต้องเผชิญกับการต่อสู้อันดุเดือดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเราจะรู้สึกว่าเกินกำลังและถูกล่อลวงให้ยอมแพ้ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เราต้อง “ต่อต้านยุทธอุบายของพญามาร” และ “มั่นคง” (อฟ.6:11,14) แทนที่เราจะหมอบลงด้วยความกลัวหรือแตกเป็นเสี่ยงๆเมื่อตระหนักถึงความอ่อนแอและเปราะบางที่มี เปาโลกลับท้าทายให้เราก้าวไปข้างหน้าด้วยความเชื่อ โดยระลึกว่าเราไม่ได้พึ่งพาความกล้าหาญและกำลังของเราเอง แต่เป็นพระเจ้า “จงมีกำลังขึ้นในองค์พระผู้เป็นเจ้า และในฤทธิ์เดชอันมหันต์ของพระองค์” ท่านเขียน (ข้อ 10) ในความท้าทายทั้งหลายที่เราเผชิญ พระองค์ทรงอยู่ห่างแค่เพียงคำอธิษฐาน (ข้อ 18)

ใช่แล้ว เราจะต้องเจอการต่อสู้อีกมากมาย และเราไม่อาจหนีพ้นด้วยกำลังและสติปัญญาของเราเอง แต่พระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพมากยิ่งกว่าศัตรูหรือมารร้ายใดๆที่เราจะได้พบเจอ

เข้ามาแทรกแซงจักรวาล

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 นักดาราศาสตร์ชื่อดังผู้ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าได้เขียนไว้ว่า “การตีความข้อเท็จจริงตามสามัญสำนึกแสดงให้เห็นว่า มีผู้ทรงปัญญายิ่งยวดได้เข้ามาแทรกแซงสสารและพลังงาน องค์ประกอบทางเคมี และสิ่งมีชีวิตต่างๆ” ในสายตาของนักวิทยาศาสตร์คนนี้ มีหลักฐานที่แสดงว่ามีบางอย่างได้ออกแบบทุกสิ่งที่เรามองเห็นในจักรวาล เขาเสริมว่า “ไม่มีพลังหรืออำนาจอันไร้ที่มาในธรรมชาติ” พูดอีกนัยหนึ่งคือ ทุกสิ่งที่เรามองเห็นดูเหมือนจะถูกวางแผนโดยใครสักคน แต่กระนั้นนักดาราศาสตร์คนนี้ก็ยังคงไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า

สามพันปีที่แล้ว ชายผู้มีสติปัญญาอีกคนหนึ่งมองไปบนท้องฟ้าและได้ข้อสรุปที่ต่างออกไป “เมื่อข้าพระองค์มองดูฟ้าสวรรค์อันเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ดวงจันทร์และดวงดาวซึ่งพระองค์ได้ทรงสถาปนาไว้ มนุษย์เป็นผู้ใดเล่าซึ่งพระองค์ทรงระลึกถึงเขา และบุตรของมนุษย์เป็นใครเล่าซึ่งพระองค์ทรงเยี่ยมเขา” ดาวิดสงสัย (สดด.8:3-4)

แต่พระเจ้ายังทรงห่วงใยเราอย่างสุดซึ้ง จักรวาลแสดงให้เราเห็นถึงผู้ออกแบบ เป็น “ผู้ทรงพระปัญญายิ่งยวด” ที่สร้างความคิดให้เรา ผู้สร้างความคิดให้เรา และให้เราอยู่ในโลกเพื่อใคร่ครวญถึงพระราชกิจของพระองค์ เรารู้จักพระเจ้าได้ผ่านทางพระเยซูและสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง เปาโลบันทึกไว้ว่า “[พระคริสต์]ทรงเป็นบุตรหัวปีเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง เพราะว่าในพระองค์สรรพสิ่งได้ถูกสร้างขึ้น ทั้งในท้องฟ้าและที่แผ่นดินโลก” (คส.1:15-16)

แท้ที่จริงแล้วจักรวาลได้ถูก “แทรกแซง” อัตลักษณ์ขององค์ผู้ออกแบบที่ทรงพระปัญญานี้จะถูกค้นพบได้โดยทุกคนที่เต็มใจจะค้นหา

ของประทานแห่งการกลับใจ

“เปล่า! ผมไม่ได้ทำ!” เจนฟังคำปฏิเสธของลูกชายวัยรุ่นด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เพราะเธอรู้ว่าเขาไม่ได้พูดความจริง เธออธิษฐานขอพระเจ้าช่วยก่อนจะถามไซม่อนอีกครั้งว่าเกิดอะไรขึ้น เขายังคงไม่ยอมรับว่าเขาโกหก ในที่สุดเธอยกมือสองข้างขึ้นด้วยความหงุดหงิดพร้อมบอกว่าขออยู่คนเดียว ขณะที่เธอกำลังจะเดินออกไป เธอรู้สึกว่ามือของลูกมาแตะที่ไหล่และได้ยินคำขอโทษของเขา เขาตอบสนองต่อการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์และกลับใจ

ในหนังสือโยเอลจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม พระเจ้าทรงเรียกคนของพระองค์ให้กลับใจอย่างแท้จริงจากบาปของพวกเขา และทรงต้อนรับพวกเขากลับมาหาพระองค์อย่างเต็มพระทัย (2:12) พระเจ้าไม่ได้ดูการสำนึกผิดจากการแสดงออกภายนอก แต่ทรงปรารถนาให้ทัศนคติที่แข็งกระด้างของพวกเขาอ่อนลง “จงฉีกใจของเจ้า มิใช่ฉีกเสื้อผ้าของเจ้า” โยเอลเตือนชาวอิสราเอลว่า พระเจ้า “ทรงกอปรด้วยพระคุณและทรงพระกรุณา ทรงกริ้วช้าและบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง” (ข้อ 13)

เราอาจพบว่าการสารภาพความผิดของเราเป็นเรื่องยาก เพราะในความถือดีของเรา เราไม่อยากยอมรับว่าทำบาป เราอาจหลีกเลี่ยงความจริง และแก้ตัวว่าการกระทำของเราเป็นแค่ “การโกหกเล็กน้อยที่ไม่ร้ายแรง” แต่เมื่อเราเชื่อฟังการเตือนที่อ่อนโยนแต่จริงจังของพระเจ้าและสารภาพบาป พระองค์จะยกโทษและชำระเราให้สะอาดจากบาปทั้งปวง (1 ยน.1:9) เราจะเป็นอิสระจากความรู้สึกผิดและความละอาย เมื่อรู้ว่าเราได้รับอภัยโทษแล้ว

จบให้ดี

ในขณะที่ฉันเข้าสู่ช่วงสองนาทีสุดท้ายของโปรแกรมออกกำลังกายสี่สิบนาที ฉันค่อนข้างแน่ใจว่าครูฝึกจะต้องตะโกนว่า “จบให้ดีนะ!” ครูฝึกส่วนตัวหรือผู้นำการออกกำลังกายแบบกลุ่มที่ฉันรู้จักจะพูดประโยคนี้ก่อนการคูลดาวน์ พวกเขารู้ว่าตอนจบของการออกกำลังนั้นสำคัญพอๆกับการไปออกกำลังกาย และพวกเขาก็รู้ว่าร่างกายของมนุษย์มีแนวโน้มที่อยากจะทำงานช้าลงหรือเฉื่อยลงหลังจากมีการขยับเขยื้อนมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง

เช่นเดียวกับการเดินทางของเรากับพระเยซู เปาโลบอกผู้ปกครองในคริสตจักรเอเฟซัสว่าท่านจำเป็นต้องบากบั่นไปให้สุดทางขณะที่ท่านจะมุ่งหน้าไปกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งท่านมั่นใจว่าจะต้องพบกับการข่มเหงที่หนักกว่าเดิมในฐานะอัครทูตของพระคริสต์ (กจ.20:17-24) แต่กระนั้นเปาโลไม่หวั่นไหว ท่านมีเป้าหมายคือการทำหน้าที่ที่เริ่มต้นไว้ให้สำเร็จ และทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้า ท่านมีงานเดียวคือ การประกาศ “ข่าวประเสริฐซึ่งสำแดงพระคุณของพระเจ้า” (ข้อ 24) และท่านอยากจะทำให้สำเร็จด้วยดี แม้ความยากลำบากจะคอยท่าท่านอยู่ (ข้อ 23) ท่านยังคงมุ่งไปสู่หลักชัย ด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะยืนหยัดในเส้นทางนั้น

ไม่ว่าเราจะกำลังออกกำลังฝ่ายร่างกาย หรือกำลังฝึกฝนของประทานที่พระเจ้าประทานให้ผ่านทางการงาน คำพูด และการกระทำ เราเองก็สามารถรับการหนุนน้ำใจจากคำเตือนที่จะจบให้ดีได้ อย่า “เมื่อยล้า” (กท.6:9) อย่ายอมแพ้ พระเจ้าจะประทานสิ่งจำเป็นให้เพื่อที่คุณจะได้จบอย่างสวยงาม

เดินผ่านพระพร

ในปี 1799 คอนราด รี้ด ในวัยสิบสองขวบพบก้อนหินขนาดใหญ่ส่องประกายระยิบระยับในลำธารที่ไหลผ่านฟาร์มเล็กๆของครอบครัวเขาในนอร์ทแคโรไลน่า เขานำมันกลับมาบ้านให้พ่อซึ่งเป็นชาวนาอพยพที่ยากจนดู พ่อไม่รู้ค่าของหินนั้นและใช้มันเป็นที่ดันประตู พวกเขาเดินผ่านหินก้อนนั้นไปมาอยู่หลายปี

ต่อมา ก้อนหินของคอนราดซึ่งแท้จริงแล้วเป็นก้อนทองคำหนักกว่าเจ็ดกิโลกรัมไปสะดุดตาช่างทำอัญมณีท้องถิ่นเข้า หลังจากนั้นไม่นานครอบครัวรี้ดจึงร่ำรวยขึ้น และที่ดินของพวกเขากลายเป็นแหล่งขุดทองแห่งแรกในยุคตื่นทองของสหรัฐอเมริกา

บางครั้งเราเดินเลยผ่านพระพรไปเพราะจดจ่ออยู่กับแผนการและวิธีการของเราเอง พระเจ้าทรงประกาศอิสรภาพแก่อิสราเอลอีกครั้งหนึ่งหลังจากพวกเขาถูกเนรเทศให้ไปบาบิโลนเพราะไม่เชื่อฟังพระองค์ พระองค์ยังเตือนด้วยว่าพวกเขาพลาดอะไรไป ทรงตรัสว่า “เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ผู้สั่งสอนเจ้าเพื่อประโยชน์ของเจ้า ผู้นำเจ้าในทางที่ควรเจ้าจะไป โอ ถ้าเจ้าได้เชื่อฟังบัญญัติของเราแล้ว ความสุขสมบูรณ์ของเจ้าจะเป็นเหมือนแม่น้ำ และความชอบธรรมของเจ้าจะเป็นเหมือนคลื่นทะเล” จากนั้นพระเจ้าทรงหนุนน้ำใจให้พวกเขาติดตามพระองค์ออกจากวิถีแบบเก่าสู่ชีวิตใหม่ว่า “จงไปเสียจากบาบิโลน...จงประกาศข้อนี้ด้วยโห่ร้องชื่นบาน” (อสย.48:17-18, 20)

การออกจากบาบิโลน ทั้งในสมัยก่อนและอาจจะในสมัยนี้นั้นหมายถึงการออกจากวิถีแห่งบาป และ “กลับบ้าน” มาหาพระเจ้าผู้ทรงปรารถนากระทำสิ่งดีเพื่อเรา ถ้าเราเชื่อฟังและติดตามพระองค์

คุ้มค่าที่จะแบ่งปันเสมอ

หลังจากฉันมาเป็นผู้เชื่อในพระเยซู ฉันได้แบ่งปันข่าวประเสริฐกับแม่ของฉัน แทนที่แม่จะตัดสินใจเชื่อพระเยซูอย่างที่ฉันคาดหวังไว้ แม่กลับไม่พูดกับฉันเลยเป็นเวลาหนึ่งปี ประสบการณ์เลวร้ายกับคนที่อ้างว่าติดตามพระเยซูทำให้แม่ไม่ไว้ใจผู้เชื่อในพระคริสต์ ฉันอธิษฐานเผื่อท่านและติดต่อท่านทุกสัปดาห์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปลอบประโลมและยังคงทำงานในใจฉันขณะที่แม่ไม่ตอบสนองใดๆ ในที่สุดเมื่อแม่ยอมรับโทรศัพท์จากฉัน ฉันจึงอุทิศทุ่มเทที่จะรักและแบ่งปันข่าวประเสริฐกับท่านทุกครั้งที่มีโอกาส หลายเดือนหลังจากที่เราคืนดีกัน แม่บอกว่าฉันเปลี่ยนไป เกือบปีต่อมาแม่ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และส่งผลให้ความสัมพันธ์ของเราสองคนแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ผู้เชื่อในพระเยซูสามารถเข้าถึงของขวัญยิ่งใหญ่ที่สุดที่พระเจ้าทรงมอบแก่มนุษย์ นั่นคือพระคริสต์ อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “ทรงโปรดประทานกลิ่นหอมแห่งความรู้ของพระองค์ ให้ปรากฏด้วยตัวเราทุกแห่ง” (2 คร.2:14) ท่านเรียกผู้ที่แบ่งปันข่าวประเสริฐว่าเป็น “กลิ่นอันหอมหวาน” สำหรับผู้ที่เชื่อ แต่เป็นกลิ่นแห่งความตายสำหรับผู้ที่ปฏิเสธพระเยซู (ข้อ 15-16)

หลังจากที่เรารับพระคริสต์เป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอด เราก็มีสิทธิพิเศษในการใช้เวลาอันจำกัดบนโลกนี้เพื่อจะรักผู้อื่นและประกาศความจริงของพระองค์ที่เปลี่ยนชีวิต แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดและโดดเดี่ยวที่สุด เรายังสามารถวางใจได้ว่าพระองค์จะจัดเตรียมสิ่งจำเป็นแก่เรา ไม่ว่าเราจะต้องแลกกับอะไร ข่าวประเสริฐของพระเจ้าก็คุ้มค่าที่จะแบ่งปันเสมอ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา