Category  |  ODB

คุณมุ่งหน้าไปไหน

ทางตอนเหนือของประเทศไทย ทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่าตัดสินใจไปสำรวจถ้ำ หนึ่งชั่วโมงผ่านไปพวกเขาจะเดินย้อนกลับ แต่พบว่าทางเข้าถ้ำถูกน้ำท่วม ระดับน้ำที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พวกเขาต้องเดินลึกเข้าไปในถ้ำ วันแล้ววันเล่าจนในที่สุดพวกเขาติดอยู่ลึกเข้าไปถึงสี่กิโลเมตร สองสัปดาห์ต่อมาพวกเขาได้รับการช่วยเหลือโดยเหล่าผู้กล้าหาญ มีคนสงสัยว่าพวกเขาเข้าไปติดอยู่ลึกขนาดนั้นได้อย่างไร คำตอบคือ ทีละก้าว

ที่อิสราเอล นาธันเผชิญหน้าดาวิดเรื่องที่พระองค์ฆ่าอุรีอาห์ทหารผู้ภักดี เป็นไปได้อย่างไรที่ “ชายอีกคนหนึ่งตามชอบพระทัย” ของพระเจ้า (1ซมอ.13:14)จะเป็นฆาตกร ทีละก้าว ดาวิดไม่ได้ลุกขึ้นมาในบ่ายวันหนึ่งแล้วฆ่าคนอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย มีเรื่องเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น การตัดสินใจผิดหนึ่งครั้งนำไปสู่การตัดสินใจผิดครั้งต่อๆมา เริ่มด้วยการเหลียวกลับไปมองซ้ำจนกลายเป็นการจ้องมองด้วยตัณหา พระองค์ใช้อำนาจกษัตริย์อย่างผิดๆ โดยการส่งคนไปรับบัทเชบามา และพยายามปกปิดว่าเธอตั้งครรภ์โดยเรียกให้สามีของเธอกลับจากแนวรบ เมื่ออุรียาห์ปฏิเสธที่จะหลับนอนกับภรรยาในขณะที่เพื่อนทหารกำลังต่อสู้ในสงคราม ดาวิดจึงตัดสินใจฆ่าเขา

เราอาจไม่ได้ทำผิดด้วยการฆ่าคน หรือติดถ้ำเพราะการกระทำของตนเอง แต่เรากำลังมุ่งหน้าไปหาพระเยซูหรือไม่ก็ปัญหา ปัญหาใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เกิดขึ้นทีละก้าว

ภาชนะสะอาด

"ความเกลียดชังกัดกร่อนภาชนะที่บรรจุ” เป็นคำพูดของอดีตวุฒิสมาชิก อลัน ซิมสัน ในงานศพของ จอร์ช เอช.ดับบลิว.บุช เขาเล่าว่าประธานาธิบดีคนที่ 41 ของสหรัฐซึ่งเป็นเพื่อนรักของเขาเป็นคนมีเมตตา และมีอารมณ์ขันและความรักมากกว่าความเกลียดชังทั้งในการเป็นผู้นำและในความสัมพันธ์ส่วนตัว

ฉันรู้ซึ้งในคำกล่าวนี้ ความเกลียดชังส่งผลร้ายกับ ฉัน เมื่อฉันเก็บงำมันเอาไว้งานวิจัยทางการแพทย์เปิดเผยว่า เมื่อเราจมอยู่กับความคิดแง่ลบหรือระเบิดอารมณ์โกรธ ผลเสียต่อร่างกายคือความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นแรง จิตวิญญาณห่อเหี่ยว ร่างกายถูกบั่นทอน

ในสุภาษิต 10:12 กษัตริย์ซาโลมอนบอกว่า “ความเกลียดชังเร้าให้เกิดความวิวาท แต่ความรักครอบงำบรรดาการทรยศเสีย” การวิวาทที่เกิดจากความเกลียดชังในที่นี้คือ ความพยาบาทถึงขั้นต้องการเอาชีวิตของคนต่างเผ่าพันธุ์ นำไปสู่ความอยากให้แก้แค้นจนคนที่ดูหมิ่นกันต่างก็ตัดขาดจากกันและกัน

แต่วิถีของพระเจ้านั้นตรงข้ามคือปกคลุมด้วยความรัก หรือยกโทษความผิดทุกอย่าง ไม่ได้หมายถึงการมองข้ามความผิดหรือให้มีสิทธิ์ทำผิด แต่เราจะไม่ตอกย้ำความผิดเมื่อคนนั้นสำนึกอย่างแท้จริง และถ้าเขาไม่เคยขอโทษ เราจะระบายความรู้สึกของเราต่อพระเจ้า พวกเราที่รู้จักพระเจ้าผู้ทรงเป็นความรักจะต้อง “รักซึ่งกันและกันให้มาก เพราะว่าความรักลบล้างความผิดมากมายได้” (1 ปต.4:8)

เมื่อพระเจ้าทรงแทรกแซง

ในบทกลอนชื่อ “เด็กคนนี้เป็นที่รัก” โอมาวูมิ เอฟูเอเย หรือที่รู้จักกันดีในนามศิษยาภิบาลโอ บอกเล่าว่าพ่อแม่ของเขาพยายามทำทุกทางเพื่อไม่ให้เขาเกิด แต่หลังจากเหตุการณ์ประหลาดหลายอย่างที่ขัดขวางการทำแท้ง พวกเขาก็ตัดสินใจให้ลูกเกิดมา เมื่อโอมาวูมิรับรู้ว่าพระเจ้าปกป้องชีวิตเขา เขาตัดสินใจทิ้งงานที่เงินดีเพื่อมารับใช้เต็มเวลา ในพันธกิจปัจจุบัน เขาเป็นศิษยาภิบาลที่สัตย์ซื่อของคริสตจักรแห่งหนึ่งในลอนดอน

ในทำนองเดียวกัน ในอดีตพระเจ้าทรงช่วยกู้ชนชาติอิสราเอลในยามอ่อนแอถูกปองร้าย ขณะที่เดินทางในถิ่นทุรกันดาร กษัตริย์บาลาคแห่งโมอับเห็น ด้วยความหวาดกลัวความแข็งแกร่งและคนอิสราเอลจำนวนมากบาลาคได้ให้ผู้พยากรณ์ชื่อบาลาอัมมาสาปแช่งพวกเขา (กดว.22:2-6)

แต่มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นเมื่อบาลาอัมจะกล่าวคำแช่งสาป สิ่งที่เปล่งออกมากลับกลายเป็นคำอวยพร เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้รับพระบัญชาให้อวยพร พระเจ้าได้ทรงอำนวยพร และข้าพเจ้าจะเรียกกลับไม่ได้...ไม่มีความทุกข์ยากในยาโคบ และทรงเห็นว่า ไม่มีความยากลำบากในอิสราเอล พระเยโฮวาห์...พระเจ้าทรงนำเขาออกจากอียิปต์” (กดว.23:20-22) พระเจ้าทรงปกป้องอิสราเอลจากสงครามที่พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังจะเกิดขึ้น

ไม่ว่าเราจะมองเห็นหรือไม่ วันนี้พระเจ้ายังทรงดูแลคนของพระองค์ ขอให้เรานมัสการพระองค์ผู้ทรงเรียกเราว่าผู้ที่ได้รับพร

แทนการแก้แค้น

หลังจากที่จิม เอลเลียตและมิชชันนารีอีกสี่คนถูกฆ่าตายโดยชนเผ่าฮัว-โอรานีเมื่อปี 1956 ไม่มีใครคาดคิดว่าเอลิซาเบ็ธภรรยาของจิมกับลูกสาวตัวน้อยและน้องสาวของมิชชันนารีอีกคนหนึ่ง จะตัดสินใจอาศัยอยู่ท่ามกลางคนที่ฆ่าคนที่พวกเขารัก พวกเธอใช้เวลาหลายปีอยู่ในชุมชนฮัวโอรานี เรียนรู้ภาษา และแปลพระคัมภีร์ให้พวกเขา คำพยานเรื่องการให้อภัยและความเมตตาของพวกเธอทำให้ชาวฮัวโอรานีเชื่อในความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อพวกเขา จนหลายคนต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด

สิ่งที่เอลิซาเบ็ธและเพื่อนทำเป็นตัวอย่างอันเหลือเชื่อของการไม่ทำชั่วตอบแทนการชั่ว แต่ตอบแทนด้วยการทำดี (รม.12:17) อัครทูตเปาโลหนุนใจให้คริสตจักรในกรุงโรมสำแดงการเปลี่ยนแปลงที่พระเจ้านำมาสู่ชีวิตของพวกเขาด้วยการกระทำ เปาโลคิดอะไรอยู่หรือ คือพวกเขาจะต้องเอาชนะความปรารถนาตามธรรมชาติที่อยากจะแก้แค้น แล้วสำแดงความรักต่อศัตรูโดยการให้สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต เช่นอาหารหรือน้ำ

ทำไมต้องทำเช่นนี้ เปาโลอ้างสุภาษิตจากพันธสัญญาเดิมที่กล่าวว่า “ถ้าศัตรูของท่านหิว จงให้อาหารเขารับประทาน ถ้าเขากระหายน้ำก็จงให้น้ำเขาดื่ม” (ข้อ 20; สภษ.25:21-22) เปาโลกำลังทำให้เห็นว่า ความเมตตาที่ผู้เชื่อสำแดงแก่ศัตรูจะสามารถเอาชนะใจและสุมไฟของการสำนึกผิดในหัวใจของพวกเขา

นักล่าพายุ

วอร์เรน เฟดลีย์ กล่าวว่า “การล่าทอร์นาโดก็เหมือนกับการเล่นเกมหมากรุกสามมิติบนเนื้อที่หลายพันตารางกิโลเมตร” นักถ่ายภาพและนักล่าพายุกล่าวต่อว่า “การอยู่ถูกที่ถูกเวลาเป็นความสอดคล้องกันของการพยากรณ์อากาศและการเคลื่อนที่ โดยต้องคอยหลบตั้งแต่ลูกเห็บขนาดเท่าลูกบอลไปจนถึงพายุฝุ่นและอุป-กรณ์ทำไร่ที่เคลื่อนมาช้าๆ”

คำพูดของเฟดลีย์ทำให้มือของผมชุ่มเหงื่อและหัวใจเต้นแรง ใจหนึ่งผมชื่นชมในความกล้าบ้าบิ่นและความกระหายข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่บรรดานักล่าพายุแสดงออก แต่ผมจะไม่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในสภาพอากาศที่เลวร้ายถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต

แต่จากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา ผมไม่เคยต้องไล่ล่าพายุ ดูเหมือนพายุจะเป็นฝ่ายไล่ล่าผม เหมือนสดุดี 107 ที่เล่าถึงคนเดินเรือที่ติดอยู่กลางพายุ พวกเขาถูกไล่ล่าเพราะผลของการตัดสินใจผิด แต่ผู้เขียนสดุดีกล่าวว่า “แล้วในความยากลำบากของเขาเมื่อเขาร้องทูลพระเจ้า พระองค์ทรงช่วยนำเขาออกจากความทุกข์ใจของเขา พระองค์ทรงกระทำให้พายุสงบลงและคลื่นทะเลก็นิ่ง แล้วเขาก็ยินดีเพราะเขามีความเงียบ” (สดด.107:28-30)

ไม่ว่ามรสุมชีวิตจะเกิดจากการกระทำของเราเอง หรือเป็นผลของการอาศัยอยู่ในโลกที่แตกสลาย พระเจ้าของเราทรงยิ่งใหญ่กว่า เมื่อเราถูกมรสุมไล่ล่า พระองค์ผู้เดียวทรงสามารถสยบพายุนั้น หรือสงบพายุที่อยู่ภายในใจเราได้

นำสิ่งที่มีมา

"ซุปหิน" เป็นเรื่องเล่าเก่าแก่ที่มีเนื้อหาหลายฉบับต่างกันไป พูดถึงชายผู้หิวโหยคนหนึ่งที่เข้าไปในหมู่บ้าน แต่ไม่มีใครปันเศษอาหารให้เขาเลย เขานำเอาหินและน้ำมาใส่ในหม้อแล้วตั้งไฟ ชาวบ้านมาดูด้วยความประหลาดใจขณะที่เขาคน “ซุป” หม้อนั้น จากนั้นค่อยๆมีคนนำเอามันฝรั่งมาใส่รวมลงไป อีกคนใส่แครอท อีกคนนำหัวหอมมา อีกคนนำข้าวบาร์เลย์มา ชาวนามอบนมให้เล็กน้อย ไม่นาน “ซุปหิน” ก็กลายเป็นน้ำแกงแสนอร่อย

เรื่องนี้แสดงถึงคุณค่าของการแบ่งปัน แต่ก็ยังเตือนใจเราเรื่องการนำสิ่งที่เรามีมาให้อีกด้วย แม้สิ่งนั้นอาจดูไม่สำคัญ ในยอห์น 6:1-14 พูดถึงเด็กชายที่ดูจะเป็นคนเดียวในฝูงชนที่คิดได้ว่าควรพกอาหารมาด้วย สาวกของพระเยซูทำอะไรไม่ได้มากนักกับอาหารเล็กน้อยของเด็กชายที่มีขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว แต่เมื่อนำของนั้นถวายให้พระเจ้า พระเยซูทรงเพิ่มจำนวนอาหารนั้นและเลี้ยงคนที่หิวโหยได้ถึงห้าพันคน

ฉันเคยได้ยินคนพูดเอาไว้ว่า “คุณไม่ต้องเลี้ยงคนห้าพันคน คุณแค่นำขนมปังกับปลาของคุณมาก็พอ” พระเยซูทรงรับอาหารของคนคนเดียวมา และทรงเพิ่มพูนจำนวนขึ้นมากมายเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดหรือจินตนาการได้ (ข้อ 11) ในทำนองเดียวกัน พระองค์จะทรงรับเอาความพยายาม ของประทาน และการรับใช้ที่เราจะมอบถวายแด่พระองค์ พระองค์เพียงต้องการให้เราเต็มใจนำสิ่งที่เรามีมาให้พระองค์

ดำเนินกับพระวิญญาณ

นักเขียนมัลคอล์ม แกลดเวลล์แนะว่า หนึ่งหมื่นชั่วโมงคือเวลาที่ต้องใช้เพื่อจะเป็นช่างฝีมือที่ชำนาญ แม้แต่พรสวรรค์อันยอดเยี่ยมของศิลปินและนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ก็ยังไม่พอที่จะทำให้พวกเขาไปถึงระดับความชำนาญปัจจุบัน พวกเขาจำเป็นต้องทุ่มเทให้กับความชำนาญของตนทุกวัน

น่าแปลกที่เราต้องมีทัศนคตินี้ด้วย เมื่อเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตในฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในกาลาเทียเปาโลหนุนใจคริสตจักรให้แยกออกมาเพื่อพระเจ้า แต่เปาโลอธิบายว่า การเชื่อฟังธรรมบัญญัติเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้บรรลุผลได้ แต่เราได้รับการทรงเรียกให้ดำเนินชีวิตกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วย คำว่า “ดำเนิน” ในภาษากรีกที่เปาโลใช้ในกาลาเทีย 5:16 มีความหมายว่า เดินไปรอบๆบางสิ่งหรือการเดินทาง (peripateo) ดังนั้นสำหรับเปาโล การดำเนินชีวิตกับพระวิญญาณหมายถึงว่าเดินทางร่วมกับพระวิญญาณทุกวัน ไม่ใช่แค่มีประสบการณ์ในฤทธิ์เดชของพระองค์ครั้งเดียว

ขอให้เราอธิษฐานให้เต็มล้นด้วยพระวิญญาณทุกวัน เพื่อเราจะยอมจำนนต่อการทำงานของพระวิญญาณเมื่อพระองค์ทรงเตือน ชี้นำ ปลอบโยน และทรงสถิตกับเรา และถ้า “พระวิญญาณทรงนำ” เราไปทางนี้ (ข้อ 18) เราจะได้ยินเสียงของพระองค์ชัดขึ้นเรื่อยๆ และติดตามการทรงนำของพระองค์ ขอให้ข้าพระองค์ดำเนินกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้และทุกๆวัน

ชะลอเวลา

หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปหลังมีการประดิษฐ์นาฬิกาไฟฟ้าขึ้นในช่วงทศวรรษ 1840 ทุกวันนี้เราดูเวลาจากนาฬิกาอัจฉริยะ โทรศัพท์สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์พกพา ทุกย่างก้าวชีวิตดูเหมือนจะเร็วขึ้น แม้แต่การเดิน “เล่น” ก็เร่งรีบขึ้น โดยเฉพาะชีวิตในเมืองซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ นักวิชาการกล่าวว่า “เราก็แค่เคลื่อนไหวเร็วขึ้นและเร็วขึ้น และตอบสนองต่อผู้คนให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้” ศาสตราจารย์ริชาร์ด ไวส์แมน ให้ข้อสังเกตว่า “นั่นทำให้เราคิดว่าทุกสิ่งต้องเกิดขึ้นทันที”

โมเสส ผู้เขียนสดุดีที่เก่าแก่ที่สุดบทหนึ่ง ใคร่ครวญถึงเวลา ท่านเตือนเราว่าพระเจ้าทรงควบคุมย่างก้าวของชีวิต “พันปีในสายพระเนตรของพระองค์ เป็นเหมือนวานนี้ซึ่งผ่านไปแล้ว หรือเหมือนยามเดียวในกลางคืน” (สดด.90:4)

ดังนั้น เคล็ดลับในการบริหารเวลาคือต้องไม่เร็วหรือช้าเกินไป คือการใกล้ชิดพระเจ้าและใช้เวลากับพระองค์มากขึ้น จากนั้นพวกเราจึงก้าวไปพร้อมกัน แต่ก่อนอื่นเราต้องก้าวไปพร้อมกับพระองค์ ผู้ทรงสร้างเรา (139:13) และทรงทราบวัตถุประสงค์และแผนการในชีวิตของเรา (ข้อ 16)

เวลาของเราในโลกไม่ยืนยาวตลอดไป แต่เราสามารถจัดการเวลาอย่างฉลาด ไม่ใช่โดยการมองนาฬิกา แต่โดยการมอบแต่ละวันไว้กับพระเจ้า เช่นที่โมเสสกล่าว “ขอพระองค์ทรงสอนให้นับวันของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะมีจิตใจที่มีปัญญา” (90:12) โดยพระเจ้า เราจะทันเวลาเสมอตั้งแต่บัดนี้และตลอดไป

ทุกคนต้องการความเห็นใจ

ตอนที่เจฟเริ่มเชื่อพระเยซูและเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย ได้ทำงานในบริษัทน้ำมันรายใหญ่ เขาเป็นพนักงานขายจึงต้องเดินทาง ทำให้เขาได้ฟังเรื่องราวของผู้คน มีหลายเรื่องราวที่น่าปวดใจ เขาตระหนักว่าสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับลูกค้าไม่ใช่น้ำมัน แต่เป็นความเห็นใจ พวกเขาต้องการพระเจ้า เจฟจึงเข้าเรียนในโรงเรียนพระคริสตธรรมเพื่อเรียนรู้จักพระทัยของพระเจ้ามากขึ้นและเป็นศิษยาภิบาลในที่สุด

ความเห็นใจของเจฟมาจากพระเยซู ใน มัทธิว 9:27-33 เราเห็นความสงสารของพระคริสต์เมื่อทรงรักษาชายตาบอดสองคนและคนที่มีผีสิงอย่างอัศจรรย์ ตลอดการทำพระราชกิจในโลก พระองค์ทรงประกาศข่าวประเสริฐและรักษาโรค “ตามนครและหมู่บ้านโดยรอบ” (ข้อ 35) เพราะ“เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนก็ทรงสงสารเขา ด้วยเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่งดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง” (ข้อ 36)

โลกทุกวันนี้ยังเต็มไปด้วยปัญหาและผู้คนที่เจ็บปวดซึ่งต้องการการดูแลอย่างอ่อนโยนจากพระผู้ช่วยให้รอด เหมือนผู้เลี้ยงแกะที่นำหน้า ปกป้อง และดูแลแกะ พระเยซูทรงสำแดงพระเมตตาแก่ทุกคนที่มาหาพระองค์ (11:28) ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ใดหรือเผชิญกับสิ่งใดในชีวิต เราพบพระทัยที่เปี่ยมด้วยความอ่อนสุภาพและห่วงใยได้ในพระองค์ และเมื่อเรารับประโยชน์จากความรักเมตตาของพระเจ้าแล้ว เราจึงอยากเผื่อแผ่ให้แก่ผู้อื่นด้วย