หัวใจของผู้เลี้ยง
“มีลูกกวางติดอยู่ที่รั้ว!” เฮเธอร์ร้องบอกทิมผู้เป็นสามี เขาค่อยๆช่วยมันให้หลุดออกมา แต่ไม่เห็นแม่กวางอยู่ในบริเวณนั้น
บ่ายวันนั้น ทิมเห็นฝูงกวางออกมาจากป่าและกินหญ้าอยู่ไม่ไกล กวางตัวเมียตัวหนึ่งดูตื่นตัวเป็นพิเศษ ทิมสงสัยว่ามันอาจจะเป็นแม่กวาง เขาจึงค้นหาเสียงลูกกวางร้องที่เขาบันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือ แล้วเปิดเสียงดังผ่านลำโพง แม่กวางเริ่มเดินตามเขา เขาจึงพามันไปยังสถานที่ที่ลูกกวางซ่อนตัวอยู่ เมื่อถูกปล่อยเป็นอิสระลูกกวางเริ่มดูดนมทันที แม่และลูกกวางได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณการเป็นผู้เลี้ยงที่อ่อนโยนของทิม
พระเจ้าทรงปรารถนามากยิ่งกว่าที่จะดูแลประชากรของพระองค์และประทานเสรีภาพที่เราต้องการ ประชากรอิสราเอลล้มลงในบาปและถูกจับไปเป็นเชลยที่บาบิโลน แต่พระเจ้าทรงสัญญาว่า “เราเองจะค้นหาแกะของเรา และจะเที่ยวหามัน” (อสค.34:11) เพราะพวกผู้นำชนชาติอิสราเอลปล่อยให้พวกเขา “กระจัดกระจายไป” (ข้อ 12) พระเจ้าตรัสว่า “เราจะเที่ยวหาแกะที่หาย และเราจะนำแกะที่หลงกลับมา” (ข้อ 16)
ผู้เชื่อในพระเยซูได้เห็นถึงความห่วงใยสูงสุดของพระเจ้าผ่านพระราชกิจการทรงตามหาและช่วยกู้เรา พระเยซูตรัสว่า “ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ” (ยน.10:11) เมื่อเราหลงอยู่ในความบาปและตกเป็นเชลยของบาปเหล่านั้น พระองค์ทรงเลือกที่จะช่วยเราด้วยค่าไถ่อันมหาศาล ในวันนี้และทุกๆวัน เสรีภาพคือสิ่งที่ล้ำค่า ให้เราเฉลิมฉลองแด่พระผู้เลี้ยงผู้ประเสริฐ ผู้ทรงปลดปล่อยเราให้มีเสรีภาพ!
เดินด้วยความเชื่อ
หญิงคนหนึ่งขึ้นบันไดคริสตจักรทีละขั้นอย่างระมัดระวังเพื่อไปร่วมประชุมอธิษฐานยามค่ำคืน ขณะที่เธอหยุดพักด้วยความเจ็บปวดหรือเพราะหายใจไม่ทัน ชายที่เดินผ่านมาก็พูดว่า “ไปทีละก้าว นี่เป็นวิธีเดียวที่คุณจะทำได้สำเร็จ อย่าใจร้อน” คำพูดของเขาช่วยหนุนใจและอาจทำให้เธอมีแรงไปให้ถึงด้านบน แน่นอนว่าพวกเขาได้หนุนใจจิตวิญญาณที่อ่อนล้าของฉันซึ่งไปร่วมประชุมในคืนนั้นด้วย
ในการเดินทางแห่งความเชื่อ เราอาจรู้สึกอยากล้มเลิกเมื่อเห็นว่าเส้นทางดูยาวไกลหรือยากลำบากเกินไป แต่ในเวลาเช่นนี้ เราจะพบการปลอบโยนได้จากถ้อยคำที่ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์พูดเพื่อปลอบโยนชาวอิสราเอล ท่านบอกว่าในที่สุดแล้วพระเจ้าจะทรงไถ่พวกเขาจากการที่ต้องเป็นเชลยในบาบิโลนมาหลายสิบปี และเตือนพวกเขาว่าพระเจ้าไม่ได้เป็นเหมือนรูปเคารพที่ไร้อำนาจ (อสย.40:18-20) พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพผู้สร้างฟ้าสวรรค์และโลก “มิได้ทรงอ่อนเปลี้ยหรือเหน็ดเหนื่อย” และพระองค์ประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย (อสย.40:28-29) “แต่เขาทั้งหลายผู้รอคอยพระเจ้าจะเสริมเรี่ยวแรงใหม่ เขาจะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี เขาจะวิ่งและไม่เหน็ดเหนื่อย เขาจะเดินและไม่อ่อนเปลี้ย” (ข้อ 31)
ถ้อยคำของอิสยาห์หนุนใจชนอิสราเอล และเราเองก็รับการเสริมกำลังจาก “พระเจ้าเนืองนิตย์” (ข้อ 28-29) องค์เดียวกับที่พวกเขาไว้วางใจได้ ให้เราเดินด้วยความเชื่อวันต่อวันและก้าวไปทีละก้าว ขณะที่เรายังคงหวังใจในพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว พระองค์จะทรงช่วยให้เราเดิน วิ่ง และบินขึ้นเพื่อพระสิริของพระองค์
ความพยายามของทีมในพระคริสต์
สะพานบรูคลินในนครนิวยอร์กเริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1869 หลังจากเริ่มงานได้ไม่นาน วอชิงตัน โรบลิงหัวหน้าวิศวกรก็ป่วยหนัก เอมิลี่ภรรยาของเขาจึงเข้ามาช่วยเหลือ เธอศึกษาแผนงานของเขา แก้ไขรายละเอียด และให้คำแนะนำแก่ผู้ช่วยของเขา เอมิลี่ช่วยเหลือสามีของเธอทุกวิถีทางที่ทำได้ และเมื่อสะพานเปิดใช้ในปี ค.ศ. 1883 เธอได้นั่งบนรถม้าคันแรกที่ข้ามสะพาน สามีของเธอชื่นชม “ความสามารถอันโดดเด่น” และ “ความรู้เกี่ยวกับงานและการวางแผนที่ครอบคลุมของเธอ”
การทำงานเป็นทีมเช่นนี้เป็นภาพที่งดงามและเป็นเคล็ดลับของการทำงานที่มีความหมายที่สุดในชีวิตของเรา ซาโลมอนอธิบายพื้นฐานของการทำงานเป็นทีมในพระธรรมปัญญาจารย์ว่า “สองคนดีกว่าคนเดียว เพราะว่าเขาทั้งสองได้รับผลของงานดี ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น” (4:9-10) และเปาโลบอกว่า เราควรมองการทำงานเป็นทีมว่าเป็นกุญแจสำคัญของพันธกิจคริสตจักร “ความจริงมีอวัยวะหลายอย่าง แต่ก็ยังเป็นร่างกายเดียวกัน” (1 คร.12:20) ท่านอธิบายเพิ่มเติมว่าไม่ควรมี “การแก่งแย่งกันในร่างกาย” (ข้อ 25) เมื่อทุกคนร่วมกันรับใช้และห่วงใยซึ่งกันและกัน
ในการทำงานของเรา ครอบครัวของเรา หรือในชีวิตคริสตจักร ไม่มีใครที่เผชิญสิ่งนี้เพียงลำพัง เราต่างต้องการกันและกันเมื่อใครสักคนสะดุดล้ม และเราต่างต้องการกันและกันเมื่อเราใช้ทักษะต่างๆร่วมกัน การทำงานเป็นทีมมีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อเราตั้งเป้าที่จะทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าให้สำเร็จ
คงอยู่กับพระเยซู
“ความสุขจะสมบูรณ์อย่างแท้จริงก็ในยามที่เราได้หวนระลึกถึงมัน” คำพูดนี้เป็นของตัวละครในหนังสือดาวดับเสียง ของซี. เอส. ลูอิส ที่บรรยายความสุขจากการรำลึกถึงประสบการณ์ล้ำค่าในชีวิต แม้เราจะเพลิดเพลินกับทิวทัศน์อันน่าทึ่งในตลอดเส้นทางเดินป่า หรือในการแบ่งปันเหตุการณ์สำคัญกับคนที่เรารัก แต่สิ่งที่เรารู้สึกอาจเป็นเพียงแค่ความสุขในเบื้องต้น บ่อยครั้งการได้ย้อนรำลึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้น (และช่วงเวลาที่คล้ายๆกัน) จะทำให้ความสุขจากประสบการณ์เหล่านั้นเพิ่มมากขึ้น
นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พระเยซูทรงสั่งให้สาวกของพระองค์ทำร่วมกันเป็นประจำในระหว่างอาหารมื้อสุดท้ายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือในขณะที่พระองค์เสวยปัสกากับพวกเขาในคืนก่อนการสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงเพิ่มความหมายใหม่ให้กับปัสกา เมื่อรับประทานขนมปังไร้เชื้อและ “น้ำแห่งเถาองุ่น” พระเยซูทรงอธิบายว่าสิ่งนี้เล็งถึงพระกายและพระโลหิตของพระองค์ (ลก.22:19-20) สาวกของพระองค์จะต้องร่วมรับประทานปัสกาในพิธีมหาสนิทนี้เป็นประจำโดยกระทำเพื่อ “เป็นที่ระลึกถึง [พระองค์]” (ข้อ 19)
ชาวยิวระลึกถึงการที่พระเจ้าทรงช่วยพวกเขาออกจากอียิปต์ผ่านการฉลองเทศกาลปัสกา (ดู อพย.12:17) ผู้ที่วางใจในเครื่องถวายบูชาของพระเยซู ก็ร่วมรับประทานปัสกาในพิธีมหาสนิทเพื่อบอกถึงการที่พระเจ้าทรงช่วยกู้เราจากบาป ซึ่งเป็นการรำลึกที่โศกเศร้าแต่เปี่ยมด้วยความยินดี การเข้าร่วมเป็นประจำเล็งถึงการที่เราคง “อยู่” ในความสัมพันธ์กับพระเยซู (ดู ยน.6:56) และลิ้มรสความสุขของการร่วมทำมหาสนิทกับพระองค์
อธิษฐานเพื่อจะเติบโต
หลังจากที่ลัม ไว ชาน ย้ายจากบ้านเกิดที่สิงคโปร์ไปเป็นศิษยาภิบาลคริสตจักรแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น เขาเกิดรู้สึกตื่นตระหนก คริสตจักรนั้นมีสมาชิกเพียงยี่สิบคน ในประเทศที่รู้จักกันว่าเป็นเหมือน “สุสานของมิชชันนารี” นี้ ซึ่งมีประชากรประมาณหนึ่งเปอร์เซ็นต์ที่เป็นคริสเตียน และคริสตจักรหลายแห่งก็ว่างเปล่า ลัมรู้สึก “เหมือนกำลังรับช่วงมาขับเรือที่กำลังจะจม” เขาร้องทูลต่อพระเจ้าและสัมผัสได้ถึงคำตอบว่า จงมอบคริสตจักรคืนมาให้เรา
แทนที่จะ “ปรับปรุง” การนมัสการหรือดนตรี ไว ชาน ขอให้สมาชิกอธิษฐานเผื่อเรื่องความต้องการของพวกเขา เผื่อสมาชิกในครอบครัว และเพื่อนที่ไม่รู้จักพระเยซู คริสตจักรจึงค่อยๆขยายขนาดขึ้นเป็นสองเท่า
การอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อของพวกเขาเป็นแบบอย่างที่มีอยู่จริงและเป็นไปตามพระคัมภีร์ในการสร้างชุมชนในพระเยซู สิ่งแรกคืออธิษฐาน เปาโลเขียนไว้ว่า “จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ” และกระทำทั้งหมดนี้โดยไม่ต้องทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย (ฟป.4:6) วิธีนี้จะทำให้เรามอบพันธกิจ คริสตจักร และโครงการต่างๆ ของเราคืนแด่พระเจ้า เราอาจหว่านเมล็ดและรดน้ำ แต่ดังเช่นที่อัครทูตเปาโลกล่าวไว้ว่า “คนที่ปลูกและคนที่รดน้ำไม่สำคัญอะไร แต่พระเจ้าผู้ทรงโปรดให้เติบโตนั้นต่างหากที่สำคัญ” (1 คร.3:7) ท่านกำลังวิงวอนผู้เชื่อในเมืองโครินธ์ให้หยุดทุ่มเถียงกันว่าจะติดตามผู้นำคริสตจักรคนไหนดี (ข้อ 3-6)
ตามที่เปาโลกล่าวไว้ว่า “ผู้ใดจะวางรากอื่นอีกไม่ได้แล้ว นอกจากที่วางไว้แล้วคือพระเยซูคริสต์” (ข้อ 11) ขอให้เราอธิษฐานเพื่อมอบคริสตจักรของเราคืนแด่พระองค์ แล้วคอยเฝ้าดูคริสตจักรเหล่านั้นเติบโต
พระเยซูผู้เป็นตัวแทนของเรา
ขณะที่สงครามกลางเมืองของสหรัฐฯ (ค.ศ. 1861-1865) ยืดเยื้อออกไป ทั้งสองฝ่ายต่างใช้วิธีเกณฑ์ทหาร เพื่อเติมกำลังพลของตน ภายใต้กฎหมายของฝ่ายสมาพันธรัฐ ผู้ถูกเกณฑ์ทหารสามารถเลี่ยงการเกณฑ์นี้ได้โดยการจ้างชายที่ได้รับการยกเว้นให้มาแทนตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่มีอายุต่ำกว่าหรือเกินกว่าเกณฑ์การคัดเลือก โดยทั่วไป “ผู้ว่าจ้าง” (คำเรียกผู้ที่เลี่ยงการเกณฑ์ทหาร) จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับรัฐบาล รวมถึงเงินอีกเป็นจำนวนมากแก่ผู้ที่มาเป็นตัวแทนของตน มีเพียงคนร่ำรวยเท่านั้นที่สามารถจ้างตัวแทนได้
อัครทูตเปาโลเขียนเกี่ยวกับสงครามในโลกฝ่ายวิญญาณไว้ว่า “ทุกคนทำบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (รม.3:23) และ “ค่าจ้างของความบาปคือความตาย” (6:23) ไม่มีข้อกำหนดหรือช่องโหว่ใดๆที่จะให้ผู้มี “ฐานะ” มีทางเลี่ยงอื่นได้ แล้วการหาผู้ที่มาเป็นตัวแทนพวกเราทุกคนล่ะ ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูสรรเสริญพระเจ้าผู้เมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ที่ทรงส่งพระเยซูมาเป็นตัวแทน ให้รับโทษทัณฑ์แห่งความผิดบาปที่เราสมควรได้รับ และทรงชดใช้แทนเราโดยการทรงสละ “พระกายของพระเยซูคริสต์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น” เพื่อเราจะ “ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์” ผ่านการทรงเสียสละแทนเรา (ฮบ.10:10) เรา “ตายแล้วกับพระคริสต์” และวันหนึ่ง “เราจะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ด้วย” (รม.6:8)
นี่คือข่าวดี พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อคุณและเพื่อผม ทรงเป็นตัวแทนของเรา บัดนี้เราเป็นมากกว่าผู้ที่รอดชีวิตจากสงคราม เราได้กลายมาเป็นบุตรชายและบุตรสาวของพระเจ้า
หวานกว่าน้ำผึ้ง
หากคุณต้องการทำให้จาเร็ตต์ยิ้ม ให้ถามถึงเรื่องผึ้งที่เขาเลี้ยงไว้ เขาเป็นนักเลี้ยงผึ้งหรือคนเลี้ยงผึ้ง แม้ว่าการพบปะกันในสวนหลังบ้านของเราจะไม่ได้เกี่ยวกับผึ้ง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่บทเรียนเรื่อง “การเลี้ยงผึ้ง” จะมีส่วนกระตุ้นบทสนทนาของเรา แต่ที่ดียิ่งกว่า “บทสนทนาเกี่ยวกับผึ้ง” ก็คือรสชาติที่หวานสดชื่นตามธรรมชาติของน้ำผึ้งสีทองที่ผลิตโดยผึ้งจอมขยันของจาเร็ตต์ อืม อร่อยมาก!
ในสดุดี 119:103 ผู้ประพันธ์สดุดีร้องว่า “พระดำรัสของพระองค์นั้น ข้าพระองค์ชิมแล้วหวานจริงๆ หวานกว่าน้ำผึ้งเมื่อถึงปากข้าพระองค์” การพิจารณาข้อ 97-104 อย่างละเอียดได้เผยให้เห็นว่าการเปรียบเทียบ “หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง” เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ ถ้อยคำที่ผู้เขียนใช้เพื่อเน้นย้ำถึงคุณค่าอันสูงส่งของพระวจนะ เช่น “พระบัญญัติของพระองค์กระทำให้ข้าพระองค์ฉลาดกว่าศัตรูของข้าพระองค์ เพราะพระบัญญัตินั้นอยู่กับข้าพระองค์เสมอ ข้าพระองค์มีความเข้าใจมากกว่าบรรดาครูของข้าพระองค์ เพราะบรรดาพระโอวาทของพระองค์เป็นคำภาวนาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เข้าใจมากกว่าคนสูงอายุ เพราะข้าพระองค์รักษาข้อบังคับของพระองค์” (ข้อ 98-100) สรุปได้ว่า หากเราต้อนรับถ้อยคำที่พระเจ้าทรงเปิดเผยผ่านพระคัมภีร์ด้วยสิ้นสุดใจ สิ่งนี้จะช่วยให้เราดำเนินชีวิตในโลกนี้ได้เป็นอย่างดี
ในทำนองเดียวกัน เมื่อผู้เชื่อได้รับประสบการณ์และเห็นคุณค่าของพระเยซูในฐานะพระวาทะที่มีชีวิต (ดู ยน.1:1-14) พวกเขาจะได้รับกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้สามารถดำเนินชีวิตในวิถีทางที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าและเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์
สิ่งเดียวที่แน่นอน
ต้นไม้ในสภาพอากาศที่หนาวเย็นจะเตรียมพร้อมสำหรับฤดูหนาวผ่านกระบวนการที่เรียกว่า “การปรับสภาพให้แข็งแรง” จะมีการระบายน้ำออกจากเซลล์เพื่อไม่ให้กลายเป็นน้ำแข็ง ขยายตัว และทำให้ต้นไม้แตก น้ำที่คงค้างอยู่ระหว่างเซลล์มีความบริสุทธิ์เกินกว่าที่ผลึกน้ำแข็งจะเกาะได้ อุณหภูมิของน้ำอาจลดลงไปได้ถึงลบสี่สิบองศาโดยไม่ทำให้ต้นไม้แตก ต้นไม้จะปรับสภาพในเวลาเดียวกันทุกปีเพราะพวกมันรับสัญญาณจากวงจรที่แน่นอนเมื่อเวลากลางวันสั้นลง พวกมันไม่เดิมพันชีวิตกับสภาพอากาศซึ่งอาจไม่ถูกต้องตามฤดูกาล พวกมันเชื่อตามดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่แน่นอน
องค์พระบุตรผู้ทรงสร้างดวงอาทิตย์นั้นทรงแน่นอนยิ่งกว่า พระองค์ทรงเป็น “พระฉายของพระเจ้า ผู้ซึ่งไม่ประจักษ์แก่ตา ทรงเป็นบุตรหัวปีเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง เพราะว่าในพระองค์สรรพสิ่งได้ถูกสร้างขึ้น” และ “สรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์” (คส.1:15-17) ใครเป็นคนบอกต้นไม้ว่าเมื่อใดควรปรับสภาพให้แข็งแรงในแต่ละปี คือพระบุตรองค์เดียวกันนี้ที่ทรงทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นทุกเช้าและให้มันหลับใหลทุกคืน ทรงดึงกระแสน้ำขึ้นและน้ำลงตามดวงจันทร์ ทรงหมุนอนุภาคอิเล็กตรอนในทุกๆเซลล์ ทรงทำให้หัวใจของคุณสูบฉีด และปอดของคุณขยายตัวออกเมื่อสูดหายใจเข้า และทรงโอบอุ้มคุณไว้ในยามที่หัวใจของคุณแตกสลาย
สิ่งที่ทำให้โลกดำรงอยู่ได้ไม่ใช่พลังภายในธรรมชาติ แต่เป็นบุคคลผู้ทรงอยู่เหนือธรรมชาติ ผู้เสด็จเข้ามาในโลกที่พระองค์ทรงสร้างเพื่อ “ให้สิ่งสารพัดกลับคืนดีกับพระเจ้า” รวมถึงตัวคุณด้วย (ข้อ 20) ในโลกที่ไม่อาจคาดเดาได้นี้ คุณมีสิ่งหนึ่งที่แน่นอน คือ พระเยซูจะ “ได้ถวายท่านแด่พระเจ้าให้เป็นผู้บริสุทธิ์ไร้มลทิน และปราศจากตำหนิ” (ข้อ 22)
ใครเป็นเพื่อนบ้านของเรา
หญิงชราคนหนึ่งหกล้มอย่างแรงจนหมดสติอยู่บนทางเท้าที่ร้อนระอุ มีหลายคนหยุดเพื่อให้ความช่วยเหลือ คนหนึ่งโทรแจ้ง 911 อีกคนค่อยๆเอาเสื้อโค้ทสอดไว้ใต้ศีรษะของเธอ คนอื่นๆวางผ้าขนหนูไว้ใต้แขน และอีกคนกางร่มกันแดดให้เธอจนกระทั่งหน่วยแพทย์ฉุกเฉินมาถึง ผู้ที่โพสต์วิดีโอเขียนว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้อบอุ่นหัวใจอย่างมาก เพราะคนที่เข้าไปให้การช่วยเหลือมีทั้งผู้คนหลายวัยและหลายเชื้อชาติ ซึ่งต่างร่วมมือกันช่วยเหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อน
เมื่อผู้เชี่ยวชาญในธรรมบัญญัติของพระเจ้าถามพระเยซูว่าใครคือเพื่อนบ้านของเขา (ลก.10:29) ความหมายคือ เขาจะต้องแสดงความรักต่อใคร พระเยซูทรงเล่าเรื่องชายคนหนึ่งที่ถูกโจรทุบตีอย่างหนัก นอนใกล้ตายอยู่ข้างถนน (ข้อ 30-31) ปุโรหิตคนหนึ่งและคนเลวีอีกคนเดินมา แต่ทั้งคู่ก็เดินผ่านไปเสียอีกฟากหนึ่ง สุดท้ายชาวสะมาเรียคนหนึ่งหยุดเพื่อช่วยเหลือ สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ผิดปกติคือ ชาวยิวและชาวสะมาเรียมีประวัติศาสตร์ที่ขมขื่นเรื่องการดูถูกเหยียดหยามกันและกัน แต่ชาวสะมาเรียกลับหยุดและ “มีใจเมตตา” ต่อชายคนนั้น (ข้อ 33)
หลังจากเล่าอุปมาเรื่องนี้แล้ว พระเยซูทรงถามว่าใครคือเพื่อนบ้านของชายที่บาดเจ็บ ผู้เชี่ยวชาญในธรรมบัญญัติตอบว่า “คือคนนั้นแหละที่ได้สำแดงความเมตตาแก่เขา” (ข้อ 37) พระเยซูตรัสกับผู้นั้นและพวกเราว่า “จงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด”
ขอพระเจ้าช่วยให้เราเห็นว่าทุกคนที่เราได้พบคือเพื่อนบ้านของเรา เพราะเขาเป็นมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างและสมควรได้รับความช่วยเหลือจากเรา