Category  |  ODB

พิซซ่าแห่งความมุ่งมั่น

เมื่ออายุ12 ปี อิบราฮิมมาจากแอฟริกาฝั่งตะวันตกถึงประเทศอิตาลีโดยไม่รู้ภาษาอิตาลีเลยสักคำ เขามีปัญหาการพูดตะกุกตะกักและต้องเจอกับการดูหมิ่นจากคนที่ไม่ชอบผู้อพยพ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้หยุดยั้งชายหนุ่มวัยยี่สิบปีกว่าผู้ทำงานหนักจนได้เปิดร้านพิซซ่าในเมืองเทรนโตประเทศอิตาลี กิจการเล็กๆของเขาได้เอาชนะคำครหาของทุกคนด้วยการเป็นร้านพิซซ่าติดหนึ่งในห้าสิบอันดับแรกของโลก

จากนั้นความหวังของเขาคือการได้แบ่งปันอาหารให้เด็กๆข้างถนนในอิตาลี เขาจึงเริ่มโครงการ “พิซซ่าการกุศล” โดยการขยายวัฒนธรรมนาโปลิตัน ซึ่งก็คือการที่ลูกค้าซื้อกาแฟเพิ่มคนละแก้วเผื่อคนที่ขาดแคลน (เรียกว่า caffe sospeso) ให้มาเป็นพิซซ่า (pizza sospesa) แทน และเขายังหนุนใจเด็กๆผู้อพยพให้มองข้ามอคติในอดีตและไม่ยอมแพ้ด้วย

ความมุ่งมั่นนี้ทำให้นึกถึงคำสอนของเปาโลต่อชาวกาลาเทียที่ให้ทำความดีต่อไป “อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร” (กท.6:9) เปาโลยังพูดต่อว่า “เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาส ให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง และเฉพาะอย่างยิ่งต่อครอบครัวที่มีความเชื่อ” (ข้อ 10)

อิบราฮิมเป็นผู้อพยพที่เจอกับอคติและอุปสรรคด้านภาษา แต่ยังสร้างโอกาสที่จะทำความดี อาหารกลายเป็น “สะพาน” สู่ความอดทนและความเข้าใจ เมื่อได้เห็นความมุ่งมั่นเช่นนี้แล้ว เราเองควรหาโอกาสที่จะทำความดี และพระเจ้าจะได้รับเกียรติเมื่อพระองค์ทรงทำงานผ่านความพยายามอย่างแน่วแน่ของเรา

ต้อนรับกลับบ้านโดยพระเจ้า

หลังจากที่เชอร์แมน สมิธ รับดีแลนด์ แม็คคัลโลว์เข้าทีมเพื่อเล่นอเมริกันฟุตบอลให้มหาวิทยาลัยไมอามี่ เขาเริ่มรักเด็กคนนี้และกลายเป็นเหมือนพ่อที่ดีแลนด์ไม่เคยมี ดีแลนด์ชื่นชมในตัวเชอร์แมนมากและตั้งใจว่าจะเป็นเหมือนเขาในวันหนึ่ง สิบกว่าปีต่อมาเมื่อดีแลนด์ตามหาแม่ผู้ให้กำเนิดเขา เธอทำให้เขาตกใจมากเมื่อบอกกับเขาว่า “พ่อของลูกชื่อ เชอร์แมน สมิธ” ใช่แล้ว เชอร์แมน สมิธคนนั้นนั่นเอง โค้ชสมิธตกใจที่รู้ว่าเขามีลูกชาย และดีแลนด์เองก็ตกใจที่คนซึ่งเขาเทิดทูนเหมือนพ่อนั้นคือพ่อเขาจริงๆ!

ครั้งต่อมาที่พวกเขาพบกัน เชอร์แมนกอดดีแลนด์และพูดว่า “ลูกชายของพ่อ” ดีแลนด์ไม่เคยได้ยินคำนี้จากพ่อมาก่อน เขารู้ว่าเชอร์แมน “พูดด้วยความรู้สึกว่า ‘ฉันภูมิใจ นี่ลูกชายฉัน’” และเขาตื้นตันใจมาก

เราเองก็ควรรู้สึกตื้นตันใจในความรักอันสมบูรณ์ของพระบิดาในสวรรค์ของเรา ยอห์นบันทึกไว้ว่า “จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า” (1 ยน.3:1) เราเองก็ตกตะลึงไม่แพ้ดีแลนด์ผู้ซึ่งไม่เคยคิดว่าเชอร์แมนจะเป็นพ่อของเขา นี่เป็นเรื่องจริงหรือนี่ ยอห์นยืนยันว่าจริง “และเราก็ได้เป็นเช่นนั้น” (ข้อ 1)

ถ้าคุณเชื่อในพระเยซู พระบิดาของพระองค์ก็คือบิดาของคุณ คุณอาจรู้สึกว่าคุณกำพร้า โดดเดี่ยวในโลกนี้ แต่ความจริงคือคุณมีพ่อ พระองค์ผู้เดียวที่สมบูรณ์แบบ และพระองค์ทรงภูมิใจที่ได้เรียกคุณว่าเป็นลูกของพระองค์

การช่วยกู้ของพระเจ้า

อาสาสมัครผู้มีใจเมตตาได้รับฉายา “ทูตสวรรค์ผู้พิทักษ์” จากความพยายามอันกล้าหาญของเขา เจค มานนากำลังติดตั้งแผงโซล่าอยู่ในพื้นที่งาน เมื่อเขาเข้าร่วมการค้นหาเร่งด่วนเพื่อตามหาเด็กหญิงวัยห้าขวบที่หายตัวไป ขณะที่เพื่อนบ้านค้นหาตามโรงรถและสนามหญ้า มานนาใช้เส้นทางที่นำไปสู่ป่าในบริเวณใกล้เคียงที่ซึ่งเขาเห็นเด็กหญิงอยู่ในเลนตมลึกประมาณสะโพก เขาลุยไปในโคลนเหนียวอย่างระมัดระวังเพื่อจะดึงเธอออกจากที่นั่น และพาเธอที่แม้จะเปียกโชกแต่ก็ไม่ได้รับอันตรายใดๆกลับบ้านไปหาแม่ผู้เปี่ยมไปด้วยความขอบคุณ

เช่นเดียวกับเด็กหญิงคนนั้น ดาวิดก็มีประสบการณ์ในการช่วยกู้เช่นกัน ท่าน “เพียรรอคอย” ให้พระเจ้าตอบสนองต่อการร้องขอความเมตตาด้วยสุดใจของท่าน (สดด.40:1) และพระองค์ทรงตอบ พระเจ้าทรงโน้มพระองค์ลงมาสดับฟังเสียงร้องของท่านและตอบสนองด้วยการช่วยกู้ท่านจากสภาวะ “เลนตม” (ข้อ 2) โดยกระทำให้ย่างเท้าแห่งชีวิตของดาวิดมั่นคง การช่วยกู้จากเลนตมแห่งชีวิตในอดีตยิ่งผลักดันให้ท่านต้องการที่จะร้องเพลงสรรเสริญ เพื่อให้พระเจ้าเป็นความไว้วางใจในเหตุการณ์ในอนาคตของท่าน และเพื่อแบ่งปันเรื่องราวของท่านต่อคนอื่น (ข้อ 3-4)

เมื่อเราเจออุปสรรคในชีวิต เช่น ความลำบากด้านการเงิน ปัญหาในชีวิตแต่งงาน และความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ให้เราร้องทูลต่อพระเจ้าและเพียรรอคอยให้พระองค์ทรงตอบ (ข้อ 1) พระองค์ทรงอยู่ที่นั่น ทรงพร้อมจะช่วยเราในเวลาที่เราต้องการและประทานที่อันมั่นคงซึ่งเราจะยืนหยัดอยู่ได้

สะท้อนแสงแห่งพระบุตร

หลังจากที่ฉันมีปัญหาขัดแย้งกับแม่ ในที่สุดเธอก็ยอมมาพบฉันในที่ซึ่งห่างจากบ้านฉันไปกว่าหนึ่งชั่วโมง แต่เมื่อไปถึง ฉันก็พบว่าเธอกลับไปก่อน แล้ว ด้วยความโกรธฉันจึงได้เขียนข้อความถึงเธอ แต่ฉันแก้ไขข้อความนั้นเมื่อรู้สึกว่าพระเจ้าทรงเตือนให้ฉันตอบสนองด้วยความรัก หลังจากที่แม่อ่านข้อความที่ฉันแก้ไขแล้ว เธอโทรมาและพูดว่า “ลูกเปลี่ยนไปนะ” พระเจ้าทรงใช้ข้อความของฉันนำให้แม่ถามเกี่ยวกับพระเยซู และในที่สุดเธอได้ต้อนรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

ในมัทธิวบทที่ 5 พระเยซูยืนยันว่าสาวกของพระองค์เป็นความสว่างของโลก (ข้อ 14) พระองค์ตรัสว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (ข้อ 16) เมื่อเราต้อนรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา เราก็ได้รับฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงเราเพื่อที่เราจะเป็นพยานที่ส่องสว่างถึงความจริงและความรักของพระเจ้าในทุกที่ที่เราไป

ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราสามารถเป็นแสงสว่างแห่งความหวังและสันติสุขที่เปี่ยมด้วยความยินดีและเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้นทุกวันได้ สิ่งดีทุกอย่างที่เราทำจะกลายเป็นการนมัสการด้วยใจขอบพระคุณ ซึ่งจะดึงดูดผู้อื่นและเป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นความเชื่อที่เปี่ยมด้วยพลัง เมื่อเรายอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะถวายเกียรติแด่พระบิดาได้โดยการสะท้อนแสงแห่งพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซู

ทุกคนล้วนนมัสการ

ผมไปเที่ยวที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซมาเมื่อเร็วๆนี้ ขณะที่เดินไปรอบๆอะโกร่าซึ่งเป็นตลาดในยุคโบราณที่นักปรัชญาใช้ในการสั่งสอน และชาวเอเธนส์ใช้บูชาเทพเจ้านั้น ผมเห็นแท่นบูชาของเทพเจ้าอะพอลโลและซุส ตั้งอยู่ภายใต้ร่มเงาของป้อมปราการอะโครโพลิสที่ซึ่งรูปปั้นของเทพีอะธีน่าเคยตั้งอยู่

แม้ผู้คนจะไม่ได้บูชาเทพอะพอลโลหรือซุสแล้วในปัจจุบัน แต่สังคมเราไม่ได้เคร่งศาสนาน้อยลงเลย นักเขียนนิยาย เดวิด ฟอสเตอร์ วอลเลสกล่าวว่า “ทุกคนล้วนนมัสการ” และเขายังเตือนอีกว่า “ถ้าคุณนมัสการเงินและสิ่งของ... คุณจะไม่มีวันมีมากพอ ถ้าคุณนมัสการร่างกายและความสวยงาม... คุณจะรู้สึกอัปลักษณ์อยู่เสมอ ถ้าคุณนมัสการความฉลาดของตนเอง... ท้ายที่สุดแล้วคุณจะรู้สึกโง่เขลา” คนในยุคเรามีรูปเคารพของตนเอง และนั่นเป็นสิ่งอันตราย

“ท่านชาวกรุงเอเธนส์!” เปาโลกล่าวขณะท่านไปเยือนที่อะโกร่า “โดยประการต่างๆข้าพเจ้าเห็นได้ว่า ท่านทั้งหลายเป็นนักศาสนา” (กจ.17:22) และท่านได้บรรยายถึงพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงองค์เดียวว่าทรงเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง (ข้อ 24-26) ผู้ทรงต้องการให้เรารู้จักพระองค์ (ข้อ 27) และผู้ทรงสำแดงพระองค์เองผ่านการคืนพระชนม์ของพระเยซู (ข้อ 31) โดยต่างจากเทพอะพอลโลและซุส พระเจ้าองค์นี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์ และพระองค์ไม่เหมือนกับเงินทอง รูปร่างหน้าตา หรือความเฉลียวฉลาด การนมัสการพระองค์จะไม่ทำให้เราพินาศ

“พระเจ้า” ของเรานั้นคือสิ่งใดก็ตามที่เราพึ่งพาเพื่อทำให้เรามีเป้าหมายและความปลอดภัย ขอบคุณพระเจ้าที่เมื่อเทพเจ้าทุกองค์ในโลกนี้ทำให้เราผิดหวัง แต่พระเจ้าผู้เที่ยงแท้องค์เดียวนั้นทรงรอคอยที่เราจะได้พบกับพระองค์ (ข้อ 27)

คุ้มค่าที่จะติดตามพระเยซู

โรนิทมาจากครอบครัวเคร่งศาสนาที่ไม่ใช่คริสเตียน บทสนทนาเรื่องจิตวิญญาณของพวกเขาเป็นเชิงวิชาการและไร้ชีวิตชีวา เธอพูดว่า “ฉันเพียรพยายามอธิษฐานทุกอย่าง แต่ฉันไม่ได้ยินเสียง (จากพระเจ้า)”

เธอเริ่มศึกษาพระคัมภีร์ และค่อยๆเริ่มเชื่ออย่างแน่วแน่ว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ โรนิทบรรยายถึงช่วงเวลานั้นว่า “ฉันได้ยินเสียงที่ชัดเจนในใจพูดว่า ‘เจ้าได้ยินพอแล้ว และได้เห็นมามากพอ ถึงเวลาที่จะเชื่อได้แล้ว’” แต่โรนิทพบกับปัญหา นั่นคือพ่อของเธอเอง “พ่อฉันตอบสนองราวกับภูเขาไฟวิสุเวียสระเบิด”

ขณะที่พระเยซูทรงดำเนินอยู่ในโลกนี้ ฝูงชนติดตามพระองค์ (ลก.14:25) เราไม่รู้แน่ว่าฝูงชนต้องการอะไร แต่พระองค์ทรงมองหาสาวก และสิ่งนั้นมีราคาต้องจ่าย พระเยซูตรัสว่า “ถ้าผู้ใดมาหาเราและไม่ชังบิดามารดา บุตรภรรยา และพี่น้องชายหญิง แม้ทั้งชีวิตของตนเองด้วย ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้” (ข้อ 26) พระองค์ทรงเล่าถึงการสร้างตึกและตรัสถามว่า “จะไม่นั่งลงคิดราคาดูเสียก่อนหรือ...” (ข้อ 28) พระเยซูไม่ได้ทรงหมายความว่าเราเกลียดชังครอบครัวจริงๆ แต่คือเราต้องเลือกพระองค์ก่อนสิ่งอื่นใด พระองค์ตรัสว่า “ทุกคนในพวกท่านที่มิได้สละสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่ จะเป็นสาวกของเราไม่ได้” (ข้อ 33)

โรนิทรักครอบครัวของเธอมาก แต่เธอก็ยังตัดสินใจว่า “ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ฉันรู้แล้วว่ามันคุ้มค่า” คุณต้องเสียสละสิ่งใดเพื่อจะติดตามพระเยซู เมื่อพระองค์ทรงนำคุณ

ใต้ปีกของพระเจ้า

มีฝูงห่านแคนาดาหลายครอบครัวพร้อมลูกห่านที่สระน้ำใกล้อพาร์ตเมนต์ของเรา ลูกห่านตัวน้อยขนปุยและน่ารักมาก เป็นเรื่องยากที่จะไม่มองดูพวกมันเมื่อออกไปเดินหรือวิ่งรอบๆสระ แต่ฉันเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงการสบตาและให้พื้นที่กับมัน ไม่เช่นนั้นฉันต้องเสี่ยงทำให้พ่อแม่ที่ปกป้องลูกสงสัยว่าจะมีภัย แล้วส่งเสียงขู่และไล่ตามฉัน!

ภาพนกที่ปกป้องลูกน้อยเป็นสิ่งที่พระคัมภีร์ใช้เพื่อบรรยายถึงความอ่อนโยนของพระเจ้า และความรักซึ่งปกป้องลูกๆของพระองค์ (สดด.91:4) ในสดุดีบทที่ 61 ดูเหมือนการดูแลของพระเจ้าในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดาวิดเข้าใจได้โดยง่าย ท่านเคยมีประสบการณ์กับพระเจ้าในฐานะ “ที่ลี้ภัย เป็นหอคอยเข้มแข็ง” (ข้อ 3) แต่ตอนนี้ท่านร้องอย่างสิ้นหวัง “มาแต่ที่สุดปลายแผ่นดินโลก” วิงวอนว่า “ขอทรงนำข้าพระองค์มาถึงศิลาที่สูงกว่าข้าพระองค์” (ข้อ 2) ท่านปรารถนาอีกครั้งที่จะ “ปลอดภัยอยู่ที่กำบังปีกของ[พระเจ้า]” (ข้อ 4)

และการซึ่งท่านนำความเจ็บปวดและความต้องการการรักษามาทูลต่อพระเจ้า ดาวิดได้รับการปลอบประโลมที่รู้ว่าพระองค์ทรงฟังท่าน (ข้อ 5) เพราะเหตุความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ท่านรู้ว่าท่านจะ “ร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์เสมอ” (ข้อ 8)

เช่นเดียวกับผู้เขียนพระธรรมสดุดี เมื่อเรารู้สึกห่างเหินจากความรักของพระเจ้า เราวิ่งกลับไปสู่อ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ได้เพื่อที่จะมั่นใจว่า แม้ในยามเจ็บปวดพระองค์ทรงอยู่กับเรา ทรงปกป้องและดูแลเราอย่างดุดันแข็งขันประหนึ่งแม่นกปกป้องลูกของมัน

ความเห็นอกเห็นใจจากสมาร์ทโฟน

คนขับรถส่งอาหารของคุณมาช้าไปไหม คุณสามารถใช้โทรศัพท์เพื่อให้คะแนนหนึ่งดาวกับเขาได้ เจ้าของร้านปฏิบัติต่อคุณอย่างหยาบคายไหม คุณเขียนรีวิววิจารณ์เธอได้ ในขณะที่สมาร์ทโฟนช่วยให้เราซื้อของ ติดต่อกับเพื่อน และอื่นๆอีกมาก สมาร์ทโฟนยังให้อำนาจแก่เราในการให้คะแนนกันและกันแบบสาธารณะ และนี่อาจเป็นปัญหาได้

การให้คะแนนกันและกันด้วยวิธีนี้เป็นปัญหาเนื่องจากการตัดสินอาจทำได้โดยไม่มีบริบท คนขับได้รับคะแนนไม่ดีในการจัดส่งที่ล่าช้าเนื่องจากสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเขา เจ้าของร้านได้รับคำวิจารณ์ในแง่ลบขณะที่เธอตื่นอยู่ตลอดคืนเพราะลูกที่ป่วย เราจะหลีกเลี่ยงการให้คะแนนผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้ได้อย่างไร

โดยการเลียนแบบพระลักษณะของพระเจ้า ในอพยพ 34:6-7 พระเจ้าอธิบายพระองค์เองว่า “ทรงพระกรุณา และทรงกอปรด้วยพระคุณ” หมายความว่าพระองค์จะไม่ตัดสินความล้มเหลวของเราโดยไม่มีบริบท “ทรงกริ้วช้า” หมายความว่าพระองค์จะไม่โพสต์คำวิจารณ์แง่ลบหลังจากประสบการณ์แย่ๆเพียงครั้งเดียว “บริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง” หมายความว่า การที่พระองค์ทรงแก้ไขเราก็เพื่อประโยชน์ของเรา ไม่ใช่เพื่อแก้แค้น และ “โปรดยกโทษ[จาก]การล่วงละเมิด” หมายความว่าชีวิตของเราไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดจากวันที่เราได้ดาวเดียว เนื่องจากพระลักษณะของพระเจ้าต้องเป็นรากฐานของเรา (มธ.6:33) เราจึงหลีกเลี่ยงความเลวร้ายจากสมาร์ทโฟนได้โดยใช้มันตามที่พระองค์จะทรงใช้ในยุคออนไลน์นี้ เราทุกคนสามารถให้คะแนนผู้อื่นแบบเลวร้ายได้ ขอพระวิญญาณเสริมกำลังเราที่จะแสดงความเห็นอกเห็นใจเล็กๆน้อยๆในวันนี้

คุณวางใจในพระเจ้าได้

เมื่อมิกกี้แมวของฉันติดเชื้อที่ตา ฉันหยอดตาให้มันทุกวัน ทันทีที่วางมันที่บนเคาน์เตอร์ในห้องน้ำ มันนั่งลง มองฉันด้วยสายตาตื่นกลัว และเตรียมพร้อมสำหรับของเหลวที่จะพุ่งเข้ามา “เด็กดี” ฉันพึมพำ แม้ว่ามันจะไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันทำ แต่ก็ไม่เคยกระโดดหนี ขู่ฟ่อหรือข่วนฉัน แต่จะเบียดตัวเข้ามาใกล้ฉันที่ทำให้มันเจอกับประสบการณ์ยากลำบาก มันรู้ว่าไว้ใจฉันได้

เมื่อดาวิดเขียนพระธรรมสดุดีบทที่ 9 ท่านคงมีประสบการณ์กับความรักและความสัตย์ซื่อของพระเจ้ามามากแล้ว ท่านหันไปหาพระองค์เพื่อขอการปกป้องให้พ้นจากศัตรู และพระเจ้าทรงกระทำกิจแทนท่าน (ข้อ 3-6) ในช่วงเวลาที่ดาวิดต้องการ พระเจ้าไม่ทรงทำให้ท่านผิดหวัง ด้วยเหตุนี้ดาวิดจึงรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นอย่างไร พระเจ้าทรงฤทธิ์อำนาจและทรงชอบธรรม ทรงรักและทรงสัตย์ซื่อ และด้วยเหตุนี้ดาวิดจึงไว้วางใจพระองค์ ท่านรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นที่ไว้วางใจได้

ฉันดูแลมิกกี้ผ่านความเจ็บป่วยมาหลายครั้งตั้งแต่คืนที่ฉันพบมันตอนเป็นลูกแมวตัวเล็กๆที่หิวโหยอยู่ข้างถนน มันรู้ว่ามันจะไว้ใจฉันได้ แม้ว่าฉันจะทำบางอย่างกับมันโดยที่มันไม่เข้าใจก็ตาม ในทำนองเดียวกันการระลึกถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเราและพระลักษณะของพระองค์ ช่วยให้เราวางใจพระองค์เมื่อเราไม่เข้าใจสิ่งที่พระองค์กำลังทำ ขอให้เรายังคงวางใจในพระเจ้าต่อไปผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิต

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา