ผู้นำที่มีหัวใจเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า
เมื่อฉันเข้าร่วมกลุ่มผู้เขียนหนังสือคริสเตียนสำหรับเด็ก ซึ่งอธิษฐานเผื่อและช่วยประชาสัมพันธ์หนังสือของกันและกัน มีบางคนบอกว่าพวกเรา “โง่เขลาที่ทำงานกับคู่แข่ง” แต่กลุ่มของเรายึดในหลักการภาวะผู้นำที่มีหัวใจเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า และส่งเสริมชุมชน ไม่ใช่แข่งขันกัน เรามีเป้าหมายเดียวกันคือเผยแพร่พระกิตติคุณ เรารับใช้กษัตริย์องค์เดียวกันคือพระเยซู เมื่อร่วมมือกันเราจะเข้าถึงผู้คนได้มากกว่าในการเป็นพยานเพื่อพระคริสต์
เมื่อพระเจ้าบอกให้โมเสสเลือกผู้อาวุโสในอิสราเอลซึ่งมีประสบการณ์ในการเป็นผู้นำมาเจ็ดสิบคน พระองค์ตรัสว่า “เราจะเอาจิตวิญญาณที่มีอยู่บนเจ้ามาใส่บนคนเหล่านั้นเสียบ้าง ให้เขาทั้งหลายแบกภาระของชนชาตินี้ด้วยกันกับเจ้า เพื่อเจ้าจะมิได้ทนแบกอยู่แต่ลำพัง” (กดว.11:16-17) ต่อมาโยชูวาเห็นผู้อาวุโสสองคนกำลังเผยพระวจนะ จึงมาแจ้งโมเสสให้ห้ามพวกเขา โมเสสกล่าวว่า “ท่านเจ็บร้อนแทนเราหรือ เราใคร่ให้ประชาชนของพระเจ้าเป็นผู้เผยพระวจนะทุกคน และใคร่ให้พระเจ้าทรงใส่วิญญาณของพระองค์ไว้บนเขาเหล่านั้น” (ข้อ 29)
เมื่อใดก็ตามที่เราจดจ่อกับการแข่งขันหรือการเปรียบเทียบซึ่งขัดขวางเราในการทำงานร่วมกับผู้อื่น พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถประทานกำลังให้เราหลีกเลี่ยงการทดลองนั้น เมื่อเราทูลขอพระเจ้าให้ทรงบ่มเพาะเราที่จะมีภาวะผู้นำที่ให้ความสำคัญกับแผ่นดินของพระเจ้า พระองค์ก็จะทรงเผยแพร่พระกิตติคุณออกไปได้ทั่วโลก และยังสามารถแบ่งเบาภาระของเราเมื่อเรารับใช้พระองค์ร่วมกัน
แบ่งปันความเชื่อของคุณ
ในปีค.ศ. 1701 ศาสนจักรแห่งอังกฤษได้ก่อตั้งสมาคมเผยแพร่พระกิตติคุณเพื่อส่งมิชชันนารีไปทั่วโลก คำขวัญที่พวกเขาเลือกใช้คือ ทรานเซียนา ดิอู-วานอส (transiens adiuva nos) ซึ่งมาจากภาษาละติน แปลว่า “ขอโปรดมาช่วยเราด้วยเถิด!” นี่คือคำร้องขอที่มีต่อทูตแห่งข่าวประเสริฐมาตั้งแต่ศตวรรษแรก เมื่อผู้ติดตามพระเยซูนำคำสอนแห่งความรักและการให้อภัยของพระองค์ไปยังโลกที่ต้องการสิ่งเหล่านี้อย่างยิ่ง
“ขอโปรดมาช่วยเราด้วยเถิด!” เป็นวลีที่มาจาก “คำร้องขอของชาวมาซิโด-เนีย” ซึ่งปรากฏในกิจการ 16 เปาโลกับเพื่อนร่วมงานของท่านได้มาถึงเมืองโตรอัส ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเอเชียไมเนอร์ (ปัจจุบันคือประเทศตุรกี, ข้อ 8) ที่นั่น “เปาโลได้นิมิตเห็นชาวมาซิโดเนียคนหนึ่งยืนอ้อนวอนว่า ‘ขอโปรดมาช่วยพวกข้าพเจ้าในแคว้นมาซิโดเนียเถิด’” (ข้อ 9) เมื่อได้นิมิตแล้ว เปาโลกับเพื่อนร่วมงาน “จึงหาโอกาสทันทีที่จะไปยังแคว้นมาซิโดเนีย” (ข้อ 10) พวกเขาเข้าใจถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของคำร้องขอนี้
ไม่ใช่ทุกคนที่จะถูกเรียกให้ข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อไปประกาศ แต่เราสามารถสนับสนุนพวกเขาทางด้านการเงินและด้วยคำอธิษฐานของเรา และเราทุกคนสามารถบอกใครสักคนถึงข่าวดีเรื่องพระเยซู ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่อีกฟากของห้อง ข้างถนน หรือในชุมชน ให้เราทูลขอพระเจ้าผู้ประเสริฐของเรา ที่จะทรงช่วยให้เราสามารถก้าวออกไปและมอบความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแก่ผู้คน นั่นคือโอกาสที่จะได้รับการอภัยในพระนามของพระเยซู
มรดกนิรันดร์
ขณะที่พายุทรายดัสท์ โบว์พัดถล่มสหรัฐอเมริกาในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ จอห์น มิลเบิร์น เดวิสซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองไฮวาธา รัฐแคนซัสได้ตัดสินใจสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง เดวิสเป็นเศรษฐีที่สร้างฐานะมาด้วยตนเองและไม่มีลูก เขาอาจใช้เงินเพื่อทำการกุศลหรือการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่เขากลับจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างรูปปั้นขนาดเท่าตัวจริงของเขาเองและภรรยาผู้ล่วงลับไปแล้วจำนวนสิบเอ็ดรูปไว้ในสุสานท้องถิ่น
“คนในแคนซัสเกลียดผม” เดวิสบอกกับนักข่าวที่ชื่อเออร์นี่ ไพล์ ชาวเมืองต้องการให้เขาสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น โรงพยาบาล สระว่ายน้ำ หรือสวนสาธารณะ แต่เขาพูดเพียงว่า “มันเป็นเงินของผม ผมจะใช้จ่ายมันตามที่ผมพอใจ”
กษัตริย์ซาโลมอนผู้มั่งคั่งที่สุดในยุคสมัยของพระองค์ได้เขียนไว้ว่า “คนรักเงินย่อมไม่อิ่มเงิน” และ “เมื่อของดีเพิ่มพูนขึ้น คนกินก็มีคับคั่งขึ้น” (ปญจ.5:10-11) ซาโลมอนตระหนักดีถึงแนวโน้มที่เสื่อมทรามของความมั่งคั่ง
อัครทูตเปาโลเองก็เข้าใจถึงการล่อลวงของความมั่งคั่งและเลือกที่จะลงทุนชีวิตของท่านเพื่อเชื่อฟังพระเยซู ขณะรอการประหารชีวิตในคุกโรมัน ท่านเขียนอย่างผู้มีชัยชนะว่า “เพราะว่าข้าพเจ้ากำลังจะตกเป็นเครื่องบูชาอยู่แล้ว...ข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุด ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว” (2 ทธ.4:6-7)
สิ่งที่คงอยู่ไม่ใช่สิ่งที่เราสกัดด้วยหินหรือสะสมไว้เพื่อตัวเราเอง แต่เป็นสิ่งที่เรามอบให้แก่กันด้วยความรักและมอบให้กับพระองค์ ผู้ทรงสำแดงให้เราเห็นถึงวิธีที่จะรัก
พระเจ้าผู้เดียวที่สามารถเติมเต็ม
อาหารราคาหนึ่งพันดอลล่าร์ ซึ่งได้แก่ กุ้งขนาดใหญ่, ชาวาร์ม่า(คล้ายเคบับ), สลัด และอื่นๆอีกมากมาย ถูกจัดส่งไปที่บ้านหลังหนึ่ง แต่ชายที่เป็นเจ้าของบ้านไม่ได้มีงานเลี้ยง ที่จริงเขาไม่ได้เป็นคนสั่งชุดบุฟเฟ่ต์นี้มา แต่เป็นลูกชายวัยหกขวบของเขา เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้เป็นพ่อปล่อยให้ลูกชายเล่นโทรศัพท์ก่อนนอน และเด็กชายได้ใช้โทรศัพท์เพื่อสั่งซื้ออาหารสุดหรูจากร้านอาหารหลายแห่ง “ลูกทำแบบนี้ทำไม” พ่อถามลูกชายซึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าห่มของเขา ลูกชายวัยหกขวบตอบว่า “ผมหิวครับ” ความอยากอาหารและความเป็นเด็กนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีราคาแพง
ความอยากอาหารของเอซาวทำให้เขาเสียเงินมากกว่าหนึ่งพันดอลล่าร์ ในปฐมกาลบทที่ 25 บอกว่าเอซาวเหน็ดเหนื่อยและหิวจัด เขาพูดกับน้องชายว่า “ขอให้ข้ากินของแดงนั้น ของแดงนั้นน่ะ เพราะเราหิวจัด” (ข้อ 30) ยาโคบตอบสนองโดยขอสิทธิบุตรหัวปีของเอซาว (ข้อ 31) สิทธิบุตรหัวปีนี้รวมถึงสถานะที่พิเศษของเอซาวในฐานะบุตรชายคนโต พระพรตามพระสัญญาของพระเจ้า มรดกที่มากถึงสองเท่า และสิทธิพิเศษของการเป็นผู้นำฝ่ายวิญญาณของครอบครัว แต่เอซาวเลือกที่จะ “กินและดื่ม” และ “ดูหมิ่นสิทธิบุตรหัวปีของตน” (ข้อ 34)
เมื่อเราถูกล่อลวงและปรารถนาบางสิ่ง แทนที่จะปล่อยให้ความอยากนำเราไปสู่ความผิดพลาดและความบาปที่มีราคาแพง ให้เรายื่นมือออกไปหาพระบิดาในสวรรค์ พระองค์ผู้เดียวคือผู้ที่เติมเต็มจิตวิญญาณที่หิวกระหาย “ด้วยของดี” (สดด.107:9) แก่เราได้
เสียงร้องทุกข์
จีนานเด็กหญิงชาวซีเรียวัยห้าขวบติดอยู่ใต้กองเศษหินความสูงสองชั้นของตึกที่ถล่มลงมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เธอร้องเรียกหน่วยกู้ภัยขณะที่คอยปกป้องน้องชายตัวน้อยของเธอจากเศษหินที่อยู่รอบข้าง “ช่วยหนูออกไปที จะให้หนูทำอะไรก็ได้” เธอร้องด้วยใจที่แตกสลาย “หนูจะยอมเป็นคนรับใช้คุณ”
เราจะพบเสียงร้องทุกข์ในตลอดพระธรรมสดุดี “ข้าพเจ้าได้ร้องทูลพระเจ้า จากที่คับแค้นใจของข้าพเจ้า” (118:5) แม้ว่าเราอาจจะไม่เคยรับรู้ถึงน้ำหนักของตึกที่ถล่มลงมาจากแผ่นดินไหว แต่เราทุกคนต่างก็รับรู้ได้ถึงความกลัวจนแทบหายใจไม่ออกจากคำวินิจฉัยทางการแพทย์ ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคต หรือการสูญเสียความสัมพันธ์
ในช่วงเวลาเหล่านั้น เราอาจจะต่อรองกับพระเจ้าเพื่อขอการช่วยกู้จากพระองค์ แต่พระเจ้าไม่จำเป็นต้องให้ใครมาโน้มน้าว เพราะพระองค์ทรงสัญญาว่าจะตอบเรา และในขณะที่สถานการณ์ของเราอาจจะยังไม่ดีขึ้น พระองค์จะทรงสถิตกับเราและอยู่ฝ่ายเรา เราไม่ต้องกลัวอันตรายใดๆแม้กระทั่งความตาย เราสามารถพูดเหมือนผู้เขียนสดุดีว่า “พระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายข้าพเจ้า เป็นผู้ทรงช่วยข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามองเห็นคนที่เกลียดข้าพเจ้าแพ้” (ข้อ 7)
เราไม่ได้รับคำสัญญาถึงการช่วยกู้ที่น่าทึ่งเช่นเดียวกับจีนานและน้องชาย แต่เราสามารถวางใจในพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ ผู้ทรง “ประทานความโล่งใจ” (ข้อ 5) แก่ผู้เขียนสดุดี พระองค์ทรงทราบสถานการณ์ของเราและพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งเราแม้แต่ในความตาย
ความกล้าหาญในพระคริสต์
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แมรี่ แมคดาวล์อาศัยอยู่ในโลกที่ห่างไกลจากคอกม้าอันแสนโหดร้ายของชิคาโก แม้ว่าบ้านของเธอจะอยู่ห่างออกไปแค่ราวสามสิบสองกิโลเมตรแต่เธอก็รู้น้อยมากเกี่ยวกับสภาพแรงงานอันน่าสยดสยองที่ทำให้คนงานที่นั่นต้องนัดหยุดงาน เมื่อเธอทราบถึงความยากลำบากที่พวกเขาและครอบครัวต้องเผชิญ แมคดาวล์ก็ย้ายมาอาศัยอยู่กับพวกเขาและเรียกร้องให้มีการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น เธอให้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการ รวมถึงสอนเด็กๆในโรงเรียนที่ตั้งอยู่หลังร้านเล็กๆ
การยืนหยัดเพื่อให้ผู้อื่นมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแม้จะไม่ได้สร้างผลกระทบโดยตรง ก็เป็นสิ่งที่พระนางเอสเธอร์ทำเช่นกัน เอสเธอร์เป็นราชินีแห่งเปอร์เซีย (อสธ.2:17) และมีสิทธิพิเศษแตกต่างจากชนอิสราเอลซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชาติที่ถูกเนรเทศไปอยู่ทั่วเปอร์เซีย แต่เอสเธอร์ให้ความสำคัญกับคนอิสราเอลในเปอร์เซียและยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อพวกเขาโดยกล่าวว่า “ฉันจะเข้าเฝ้าพระราชาแม้ว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ถ้าฉันพินาศ ฉันก็พินาศ” (4:16) เธอสามารถอยู่เงียบๆก็ได้ เพราะพระราชาผู้เป็นพระสวามีนั้นไม่รู้ว่าเธอเป็นชาวยิว (2:10) แต่เธอเลือกที่จะไม่เพิกเฉยต่อคำร้องขอความช่วยเหลือจากญาติของเธอ เธอทำการด้วยความกล้าหาญเพื่อเปิดเผยแผนการอันชั่วร้ายที่จะทำลายล้างชาวยิว
เราอาจจะไม่สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับแมรี่ แมคดาวล์หรือพระนางเอสเธอร์ได้ แต่ขอให้เราเลือกที่จะมองเห็นความเดือดร้อนของผู้อื่น และใช้สิ่งที่พระเจ้าประทานให้เพื่อช่วยเหลือพวกเขา
ระลึกถึงพระผู้สร้าง
ผมเพิ่งอ่านนิยายเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่ยอมรับความจริงว่าเธอเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เมื่อเพื่อนที่โกรธจัดบังคับให้นิโคลาเผชิญหน้ากับความจริง เธอจึงยอมเผยถึงสาเหตุ โดยบอกว่า “ฉันใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่า” ทั้งๆที่เธอเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์และความมั่งคั่ง “ฉันไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ ชีวิตฉันมันยุ่งเหยิง ฉันไม่เคยทำอะไรได้นานเลย” ภาพของการจากโลกนี้ไปโดยรู้สึกว่าเธอยังไม่ได้ทำอะไรสำเร็จมากนักเป็นเรื่องที่เจ็บปวดเกินกว่าที่นิโคลาจะคิดได้
ในช่วงเวลาเดียวกันผมก็อ่านพระธรรมปัญญาจารย์และพบสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ปัญญาจารย์ไม่ยอมให้เราหนีจากความจริงในเรื่องความตาย ซึ่งเป็น “แดนคนตายที่เจ้าจะไปนั้น” (9:10) แม้การเผชิญหน้ากับความตายจะเป็นเรื่องยาก (ข้อ 2) แต่มันสามารถทำให้เราเห็นคุณค่าของทุกช่วงเวลาที่เรามีในขณะนี้ (ข้อ 4) โดยเลือกที่จะมีความสุขกับการรับประทานอาหารกับครอบครัว (ข้อ 7-9) ทำงานอย่างมีจุดมุ่งหมาย (ข้อ 10) ออกไปผจญภัยและเผชิญความเสี่ยง (11:1, 6) และทำทุกอย่างจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า ผู้ซึ่งวันหนึ่งเราจะต้องถวายรายงาน (ข้อ 9; 12:13-14)
เพื่อนของนิโคลาชี้ให้เห็นว่าความสัตย์ซื่อและความเอื้ออาทรที่เธอมีให้กับพวกเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าชีวิตของเธอไม่ได้สูญเปล่า แต่คำแนะนำของปัญญาจารย์อาจช่วยเราทุกคนให้รอดพ้นจากวิกฤตนี้ในบั้นปลายของชีวิต ด้วยการระลึกถึงพระผู้สร้างของเรา (12:1) ดำเนินตามทางของพระองค์ และน้อมรับทุกโอกาสที่พระองค์ประทานให้ เพื่อจะมีชีวิตและรักในทุกสิ่งที่พระองค์จัดเตรียมไว้ให้ในวันนี้
พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่ง
ฮาเวียร์ลูกชายวัยสามขวบบีบมือฉันแน่นขณะที่เราเข้าไปในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมอนเทอรี่ เบย์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย “มันใหญ่มาก!” เขาพูดขณะที่ชี้ไปยังรูปปั้นวาฬหลังค่อมขนาดเท่าตัวจริงที่ห้อยลงมาจากเพดาน ดวงตาของเขายังคงเบิกกว้างอย่างมีความสุขขณะที่เราเดินสำรวจไปตามส่วนจัดแสดงต่างๆเราหัวเราะขณะที่ตัวนากพ่นน้ำใส่คนที่ป้อนอาหารให้กับมัน เรายืนดูอยู่เงียบๆหน้าตู้ปลาขนาดใหญ่ และตื่นตาตื่นใจไปกับแมงกะพรุนสีน้ำตาลทองที่เต้นระบำอยู่ในน้ำสีฟ้าสดใส ฉันบอกลูกว่า “พระเจ้าทรงสร้างสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในมหาสมุทร เหมือนกับที่พระองค์ทรงสร้างแม่และลูก” ฮาเวียร์กระซิบเบาๆว่า “ว้าว”
ในสดุดีบทที่ 104 ผู้เขียนสดุดีรับรู้ถึงพระราชกิจอันมากมายของพระเจ้าและร้องบทเพลงว่า “พระองค์ทรงสร้างการงานนั้นทั้งสิ้นด้วยพระปัญญา แผ่นดินโลกมีสิ่งที่ทรงสร้างเต็มหมด” (ข้อ 24) พระเจ้าตรัสว่ามี “ทะเลอยู่ข้างโน้น ทั้งใหญ่และกว้าง ซึ่งในนั้นมีสิ่งเคลื่อนไหวนับไม่ถ้วน คือสัตว์ที่มีชีวิตทั้งเล็กและใหญ่” (ข้อ 25) ผู้เขียนประกาศถึงการจัดเตรียมอย่างเหลือเฟือของพระเจ้าที่ทำให้สรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้นอิ่มหนำ (ข้อ 27-28) และยังยืนยันด้วยว่า พระเจ้าเป็นผู้กำหนดวันเวลาแห่งการดำรงอยู่ของแต่ละชีวิต (ข้อ 29-30)
เราสามารถร้องประกาศไปพร้อมกับผู้เขียนสดุดีว่า “ข้ามีชีวิตอยู่ตราบใด ข้าจะร้องเพลงถวายพระเจ้า ขณะข้ายังเป็นอยู่ ข้าจะร้องเพลงสดุดีถวายพระเจ้าของข้า” (ข้อ 33) สัตว์ทุกตัวที่ดำรงอยู่ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ สามารถนำเราไปสู่การสรรเสริญได้เพราะพระเจ้าทรงสร้างพวกมันทั้งหมด
แบ่งปันความกระตือรือร้นเพื่อพระคริสต์
ครั้งแรกที่เราพบกับเฮนรี่เพื่อนบ้านของเรา เขาหยิบพระคัมภีร์ที่ขาดวิ่นออกมาจากกระเป๋าสะพายของเขา เขาถามเราด้วยแววตาเป็นประกายว่า เราอยากจะพูดคุยกับเขาเรื่องพระคัมภีร์หรือไม่ เราพยักหน้าและเขาพลิกไปดูบางข้อความที่ไฮไลท์ไว้ เขาเอาสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยข้อสังเกตของเขามาให้เราดูและยังบอกอีกว่าเขาได้ทำไฟล์ในคอมพิวเตอร์เพื่อนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
เฮนรี่เล่าให้เราฟังต่อว่าเขามาจากครอบครัวที่มีปัญหา และในยามที่โดดเดี่ยวและสถานการณ์ย่ำแย่ที่สุดนั้น เขาได้ต้อนรับพระเยซู โดยการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์มาเป็นรากฐานความเชื่อของเขา (กจ.4:12) ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปเมื่อองค์พระวิญญาณทรงช่วยเหลือเขาในการปฏิบัติตามหลักการของพระคัมภีร์ แม้เฮนรี่จะมอบชีวิตให้กับพระเจ้ามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่เขายังคงกระตือรือร้นและเปี่ยมไปด้วยพลัง
ความกระตือรือร้นของเฮนรี่เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันผู้ซึ่งดำเนินชีวิตกับพระเยซูมานานหลายปีแล้ว ให้กลับมาทบทวนความกระตือรือร้นในฝ่ายวิญญาณของตัวเองใหม่ อัครทูตเปาโลเขียนว่า “อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า” (รม.12:11) สิ่งนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ทำตามได้ยาก เว้นแต่ฉันจะยอมให้พระวจนะได้เข้ามาบ่มเพาะให้ฉันมีทัศนคติแห่งการมีใจที่ขอบพระคุณในทุกสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อฉัน
ความกระตือรือร้นเพื่อพระคริสต์มาจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระองค์มากขึ้นและมากขึ้น ไม่เหมือนกับอารมณ์ที่มีขึ้นมีลง ยิ่งเราเรียนรู้เกี่ยวกับพระองค์มากเท่าไร พระองค์ก็ยิ่งมีค่ามากขึ้นเท่านั้น และความประเสริฐของพระองค์ก็จะยิ่งท่วมท้นจิตวิญญาณของเราและไหลล้นออกไปสู่ผู้คนในโลก