ลืมความรู้พื้นฐาน
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่แมคโดนัลด์เป็นเจ้าแห่งอาหารจานด่วนจากเมนูเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อบดขนาดหนึ่งในสี่ปอนด์ ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ธุรกิจคู่แข่งเกิดความคิดที่จะโค่นบริษัทที่มีโลโก้ซุ้มโค้งสีทองนี้ลง เอแอนด์ดับบลิวเสนอเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อบดขนาดหนึ่งในสามปอนด์ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าของแมคโดนัลด์แต่ขายในราคาเท่ากัน ยิ่งไปกว่านั้นเบอร์เกอร์ของเอแอนด์ดับบลิว ยังเอาชนะการทดสอบรสชาติหลายต่อหลายครั้ง แต่เบอร์เกอร์ของเอแอนด์ดับบลิวกลับขายไม่ออก จนในที่สุดพวกเขาต้องถอดจากเมนู ผลวิจัยเปิดเผยว่าลูกค้าเข้าใจผิดทางคณิตศาสตร์โดยคิดว่าเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อหนึ่งในสามมีขนาดเล็กกว่าเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อหนึ่งในสี่ ความคิดอันยิ่งใหญ่ล้มเหลวเพราะผู้คนลืมความรู้พื้นฐาน
พระเยซูเตือนว่าการลืมความรู้พื้นฐานนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายมาก พวกผู้นำศาสนาวางแผนร้ายที่จะจับผิดและทำให้พระองค์เสื่อมเสียชื่อเสียงในระหว่างสัปดาห์ก่อนจะทรงถูกตรึงที่กางเขน พวกเขาถามถึงสถานการณ์สมมุติแปลกๆเกี่ยวกับหญิงที่เป็นม่ายถึงเจ็ดครั้ง (มธ.22:23-28) พระเยซูทรงตอบโดยยืนยันว่าภาวะยุ่งเหยิงนี้ไม่ใช่ปัญหาเลย แต่ปัญหาคือการที่พวกเขาไม่ “รู้พระคัมภีร์หรือฤทธิ์เดชของพระเจ้า” (ข้อ 29) พระเยซูทรงย้ำว่าพระคัมภีร์ไม่ได้มีไว้เพื่อตอบปัญหาเชิงตรรกะหรือปรัชญาตั้งแต่แรก แต่เป้าหมายหลักคือนำเราให้รู้จักและรักพระเยซู และให้เรา “มีชีวิตนิรันดร์” (ยน.5:39) นี่คือความรู้พื้นฐานที่พวกผู้นำหลงลืมไป
เราเองก็มักจะลืมความรู้พื้นฐานเช่นกัน เป้าหมายหลักของพระคัมภีร์คือการได้พบกับพระเยซูผู้ทรงพระชนม์อยู่ คงน่าเสียใจอย่างยิ่งหากเราหลงลืมไป
รักพระเจ้าโดยการรักผู้อื่น
ครอบครัวอัลบามีประสบการณ์ที่หาได้ยากในการให้กำเนิดฝาแฝดแท้สองคู่ซึ่งมีอายุห่างกันเพียงสิบสามเดือน พวกเขาจะสลับกันทำหน้าที่พ่อแม่พร้อมกับทำงานของตัวเองได้อย่างไร กลุ่มเพื่อนๆและครอบครัวจึงได้เข้ามามีส่วน ปู่ย่าและตายายช่วยเลี้ยงฝาแฝดครอบครัวละคู่ในช่วงกลางวันเพื่อให้พ่อแม่ได้ทำงานและมีเงินจ่ายค่าประกันสุขภาพ มีบริษัทหนึ่งมอบผ้าอ้อมให้ใช้ตลอดทั้งปี เพื่อนร่วมงานของทั้งคู่โอนสิทธิ์วันลาป่วยให้ “เราคงทำไม่ได้ถ้าปราศจากชุมชนของเรา” พวกเขายอมรับ และที่จริงแล้วในระหว่างการสัมภาษณ์สด พิธีกรร่วมต้องถอดไมค์ออกแล้ววิ่งตามแฝดวัยหัดเดินซุกซนคนหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการลงทุนลงแรงเพื่อช่วยเหลือชุมชนด้วย!
ในมัทธิว 25:31-46 พระเยซูตรัสคำอุปมาเพื่อชี้ให้เห็นว่าเมื่อเรารับใช้ผู้อื่น เราก็กำลังรับใช้พระเจ้า หลังจากที่พระองค์ตรัสถึงการรับใช้ต่างๆรวมถึงการจัดหาอาหารให้แก่ผู้ที่หิวโหย ให้น้ำแก่ผู้ที่กระหาย ให้ที่พักแก่คนไร้บ้าน ให้เสื้อผ้าแก่ผู้ที่เปลือยกาย และรักษาผู้ที่เจ็บป่วย (ข้อ 35-36) พระเยซูทรงสรุปว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย” (ข้อ 40)
ภาพของพระเยซูซึ่งเป็นผู้ได้รับความกรุณาจากเราในท้ายที่สุดนั้น คือแรงจูงใจที่แท้จริงของเราในการรับใช้ในชุมชน ครอบครัว คริสตจักร และโลกของเรา เมื่อพระองค์ทรงเร้าใจเราให้ลงทุนเสียสละเพื่อความต้องการของผู้อื่นนั้น เราก็กำลังรับใช้พระองค์ เมื่อเรารักผู้อื่น เราก็กำลังรักพระเจ้า
บังเกิดใหม่ในพระเยซู
เรารู้ว่าลีโอนาร์โด ดาวินชี เป็นคนในยุคเรอเนสซองส์ (ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา) ความอัจฉริยะรอบรู้ของเขานำไปสู่ความก้าวหน้าทางการศึกษาและศิลปะหลายแขนง แต่ลีโอนาร์โดกลับบันทึกถึง “วันอันน่าสังเวชของเรา” และคร่ำครวญว่าเราตาย “โดยไม่ได้ทิ้งความทรงจำใดๆเกี่ยวกับตัวเราไว้กับมนุษย์เลย”
“เมื่อข้าพเจ้าคิดว่ากำลังเรียนรู้ถึงการมีชีวิต” ลีโอนาร์โดกล่าว “ข้าพเจ้าก็กำลังเรียนรู้ถึงการตาย” เขาเข้าใกล้ความจริงยิ่งกว่าที่คิด การเรียนรู้จักความตายคือหนทางของชีวิต หลังจากที่พระเยซูเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิต (ซึ่งปัจจุบันคือเทศกาลฉลองวันอาทิตย์ทางตาล; ดู ยน.12:12-19) พระองค์ตรัสว่า “ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก” (ข้อ 24) พระองค์ตรัสถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เองแต่ทรงขยายให้ครอบคลุมถึงเราทุกคนด้วย “ผู้ใดที่รักชีวิตของตนก็ต้องเสียชีวิต และผู้ที่ชังชีวิตของตนในโลกนี้ ก็จะธำรงชีวิตนั้นไว้นิรันดร์” (ข้อ 25)
เปาโลเขียนถึงการถูก “ฝัง” ไว้กับพระคริสต์ “โดยการรับบัพติศมาเข้าส่วนในการตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายโดยเดชพระสิริของพระบิดาแล้ว เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน เพราะว่าถ้าเราเข้าสนิทกับพระองค์แล้วในการตายอย่างพระองค์ เราก็จะเข้าสนิทกับพระองค์ ในการเป็นขึ้นมาอย่างพระองค์ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายด้วย” (รม.6:4-5)
พระเยซูประทานการบังเกิดใหม่แก่เราผ่านการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ นี่คือความหมายที่แท้จริงของเรอเนสซองส์ พระองค์ทรงสร้างหนทางไปสู่ชีวิตนิรันดร์กับพระบิดา
ความรักอันเหลือเฟือ
ผู้โดยสารที่นั่งข้างผมบนเที่ยวบินบอกว่าเธอไม่มีศาสนา และเธอได้อพยพมาอยู่ในเมืองซึ่งมีคริสเตียนจำนวนมาก เมื่อเธอเล่าว่าเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ของเธอไปโบสถ์ ผมจึงถามถึงประสบการณ์ของเธอ เธอบอกว่าเธอคงไม่สามารถตอบแทนความมีน้ำใจของพวกเขาได้ เมื่อเธอพาพ่อที่พิการมายังประเทศใหม่นี้ พวกเพื่อนบ้านมาช่วยสร้างทางลาดที่บ้านของเธอและบริจาคเตียงสำหรับผู้ป่วยรวมถึงอุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ เธอบอกว่า “ถ้าการเป็นคริสเตียนทำให้คนจิตใจดีเช่นนี้ ทุกคนก็ควรเป็นคริสเตียน”
สิ่งที่เธอพูดตรงกับสิ่งที่พระเยซูทรงคาดหวัง! พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (มธ.5:16) เปโตรได้ยินพระบัญชาของพระคริสต์และถ่ายทอดต่อ “จงรักษาความประพฤติอันดีของท่านไว้ในหมู่คนต่างชาติ เพื่อว่าเมื่อมีคนติเตียนท่านว่าประพฤติชั่ว เขาจะได้เห็นการดีของท่าน และเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้า” (1 ปต.2:12)
เพื่อนบ้านของเราที่ไม่ได้เชื่อพระเยซูอาจไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเชื่อและทำไมเราจึงเชื่อเช่นนั้น อย่าวิตกในเรื่องนี้ เพราะจะยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ นั่นคือความรักอันเหลือเฟือของเรา เพื่อนร่วมทางของผมประหลาดใจที่เพื่อนบ้านคริสเตียนของเธอยังคงเอาใจใส่เธอแม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็น “หนึ่งในพวกเขา” (ตามคำพูดของเธอ) เธอรู้ว่าเธอได้รับความรักเพราะพวกเขาเห็นแก่พระเยซู และเธอขอบคุณพระเจ้า เธออาจจะยังไม่เชื่อในพระองค์ แต่เธอรู้สึกขอบคุณที่คนอื่นๆเหล่านั้นเชื่อในพระองค์
อีกก้าวหนึ่งของความรัก
สิ่งใดหรือที่จะเป็นสาเหตุทำให้ใครสักคนช่วยเหลือคู่แข่ง สำหรับอดอลโฟซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารในรัฐวิสคอนซิน นี่คือโอกาสที่จะสนับสนุนเจ้าของร้านอาหารท้องถิ่นคนอื่นๆที่กำลังดิ้นรนปรับตัวให้เข้ากับมาตรการโควิด อดอลโฟรับรู้ถึงความท้าทายในการดำเนินธุรกิจในช่วงของการระบาดนี้ด้วยตัวเอง ด้วยการสนับสนุนอย่างเอื้อเฟื้อจากธุรกิจในท้องถิ่นอีกแห่ง อดอลโฟใช้เงินของตัวเองมากกว่าสองพันดอลล่าร์ เพื่อซื้อบัตรกำนัลมามอบให้่ลูกค้าของเขานำไปใช้ที่ร้านอาหารอื่นๆในชุมชน นี่คือการสำแดงความรักที่ไม่ได้เป็นแค่คำพูด แต่ด้วยการกระทำ
เป็นเพราะการสำแดงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่พระเยซูทรงเต็มใจสละพระชนม์ของพระองค์เพื่อมวลมนุษย์ (1 ยน.3:16) ยอห์นจึงหนุนใจผู้อ่านของท่านให้ก้าวต่อไปและสำแดงความรักด้วยการกระทำ สำหรับยอห์นแล้วการ “สละชีวิตของเราเพื่อพี่น้อง” (ข้อ 16) หมายถึงการสำแดงความรักแบบเดียวกับที่พระเยซูได้ทรงทำเป็นแบบอย่าง และส่วนมากมักอยู่ในรูปแบบของการกระทำในชีวิตประจำวัน เช่น การแบ่งปันวัตถุสิ่งของ การรักกันด้วยคำพูดยังไม่เพียงพอ ความรักต้องประกอบด้วยการกระทำที่จริงใจและมีความหมาย (ข้อ 18)
การสำแดงความรักด้วยการกระทำอาจทำได้ยากเพราะมักจะต้องมีการเสียสละส่วนตัว หรือเราอาจต้องเสียประโยชน์เพื่อผู้อื่น แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพระวิญญาณของพระเจ้า และโดยการระลึกถึงความรักอันท่วมท้นที่พระองค์ทรงมีต่อเรา เราจึงสามารถก้าวต่อไปในความรักได้
ช่วยผู้อื่นเหมือนที่พระเจ้าทรงช่วยเรา
โอเล แคซซาว์เป็นชาวเมืองโคเปนเฮเกนที่รักการปั่นจักรยาน เช้าวันหนึ่งเขาเห็นชายชรานั่งอยู่คนเดียวกับอุปกรณ์ช่วยพยุงเดินในสวนสาธารณะ โอเลเกิดแรงบันดาลใจจากความคิดง่ายๆว่า ทำไมไม่ช่วยให้ผู้สูงวัยได้มีความสุขและรู้สึกอิสระโดยการพาไปนั่งจักรยานเล่า ดังนั้นในวันที่แดดดีวันหนึ่ง เขาจึงไปบ้านพักคนชราพร้อมกับรถสามล้อ(จักรยานสามล้อ) และเสนอว่าจะพาไปนั่งจักรยานเล่น เขายินดีอย่างยิ่งเมื่อเจ้าหน้าที่และผู้สูงอายุที่นั่นได้กลายเป็นคนกลุ่มแรกของโครงการปั่นจักรยานเพื่อคนทุกวัย
ตอนนี้ผ่านมากว่ายี่สิบปีแล้ว ความฝันของโอเลที่ต้องการช่วยเหลือผู้ที่คิดถึงการปั่นจักรยานได้นำความสุขไปสู่ผู้สูงวัยกว่า 575,000 คน ซึ่งได้นั่งไปกับจักรยานสามล้อแล้วถึง 2.5 ล้านครั้ง โดยเขาจะพาผู้สูงวัยเหล่านั้นไปหาเพื่อน ไปทานไอศกรีมโคน และไป “รู้สึกถึงสายลมที่พัดผ่านเส้นผม” ผู้เข้าร่วมบอกว่าพวกเขาหลับสบายขึ้น ทานอาหารได้มากขึ้น และรู้สึกเหงาน้อยลง
ของขวัญเช่นนี้ทำให้พระวจนะอันงดงามของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ในอิสยาห์ 58:10-11 มีชีวิตขึ้นมา “ให้ผู้ถูกข่มใจได้อิ่มใจ” พระองค์ตรัสกับพวกเขา “แล้วความสว่างจะโผล่ขึ้นแก่เจ้าในความมืด และความมืดคลุ้มของเจ้าจะเป็นเหมือนเที่ยงวัน” พระเจ้าทรงสัญญาว่า “พระเจ้าจะนำเจ้าอยู่เป็นนิตย์ และให้เจ้าอิ่มด้วยของดี และกระทำให้กระดูกของเจ้าแข็ง และเจ้าจะเป็นเหมือนสวนที่มีน้ำรด เหมือนน้ำพุที่น้ำของมันไม่ขาด”
พระเจ้าตรัสกับประชากรของพระองค์ว่า “สิ่งปรักหักพังโบราณของเจ้าจะได้รับการสร้างขึ้นใหม่” (ข้อ 12) พระองค์จะทรงทำสิ่งใดผ่านเราได้บ้าง ขณะที่พระองค์ทรงช่วยเรานั้น ขอให้เราเตรียมพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ
วางใจอย่างเป็นสุข
ผู้หญิงคนหนึ่งช่วยรูดี้จากศูนย์พักพิงสัตว์ไม่กี่วันก่อนที่มันจะถูกทำการุณ-ยฆาต สุนัขตัวนี้จึงกลายมาเป็นเพื่อนคู่หูของเธอ เป็นเวลาสิบปีที่รูดี้นอนหลับอย่างสงบข้างเตียงของลินดา แต่จู่ๆมันกลับเริ่มกระโดดอยู่ข้างๆ และเลียหน้าของเธอ ลินดาดุมัน แต่มันกลับทำเหมือนเดิมทุกคืน “ไม่นานมันก็กระโดดมาบนตักแล้วเลียหน้าทุกครั้งที่ฉันนั่งลง” ลินดาบอก
ขณะวางแผนจะพารูดี้ไปศูนย์ฝึกสุนัข เธอเริ่มเอะใจที่รูดี้รบเร้าและมักจะเลียที่จุดเดิมบนกรามของเธอเสมอ ลินดาจึงไปพบแพทย์ด้วยความประหม่าและตรวจพบเนื้องอกขนาดเล็ก (มะเร็งกระดูก) แพทย์บอกลินดาว่าถ้ารอนานกว่านี้เธออาจเสียชีวิตได้ ลินดาจึงเชื่อในสัญชาตญาณของรูดี้ และเธอมีความสุขที่ทำเช่นนั้น
พระคัมภีร์ย้ำกับเราบ่อยครั้งว่าการวางใจพระเจ้านำไปสู่ชีวิตและความชื่นชมยินดี “คนใดที่วางใจในพระเจ้าก็เป็นสุข” ผู้เขียนสดุดีกล่าว (40:4) พระคัมภีร์บางฉบับแปลชัดเจนตรงตัวว่า “ความสุขมีแก่ผู้ที่ไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 4 TNCV) ความสุขในพระธรรมสดุดีสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ เป็นความชื่นชมยินดีอย่างเปี่ยมล้นที่ปะทุออกมา
เมื่อเราวางใจในพระเจ้า ผลลัพธ์สูงสุดคือความสุขอันลึกซึ้งและแท้จริง ความวางใจนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆและผลลัพธ์อาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้ แต่หากเราวางใจในพระเจ้า เราจะมีความสุขอย่างยิ่งที่ได้ทำเช่นนั้น
องค์เจ้านายในสวรรค์
ในปี 2022 กระทรวงแรงงานของประเทศสิงคโปร์ประกาศว่าแรงงานข้ามชาติที่ทำงานบ้านทุกคนต้องได้รับวันหยุดอย่างน้อยหนึ่งวันต่อเดือน ซึ่งนายจ้างไม่สามารถจ่ายเป็นเงินชดเชยแทนได้ อย่างไรก็ตาม เหล่านายจ้างมีความกังวลว่าจะไม่มีใครดูแลผู้คนที่พวกเขารักในวันนั้น แม้ระบบการจัดการในงานที่เกี่ยวกับการเป็นผู้ดูแลจะสามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดหาคนมาแทน แต่การแก้ไขทัศนคติที่ไม่เห็นความจำเป็นของการหยุดพักนั้นไม่ง่ายเลย
การปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเห็นอกเห็นใจไม่ใช่เรื่องใหม่ อัครทูตเปาโลมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ทาสถูกมองว่าเป็นสมบัติของเจ้านาย กระนั้นในบรรทัดสุดท้ายของคำกำชับถึงคริสตจักร เกี่ยวกับวิธีการจัดการในครัวเรือนแบบพระคริสต์ ท่านบอกว่าเจ้านายจะต้องปฏิบัติต่อทาสของตนอย่าง “ยุติธรรม” (คส.4:1) ยังมีคำแปลอื่นที่บอกว่า “จงปฏิบัติต่อทาสของท่านอย่างถูกต้อง” (TNCV)
เช่นเดียวกับที่เปาโลบอกให้พวกทาสทำงาน “ถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์” (3:23) ท่านยังเตือนพวกเจ้านายว่าพระเยซูทรงมีสิทธิอำนาจเหนือพวกเขา “ท่านก็มีนายองค์หนึ่งในสวรรค์ด้วย” (4:1) วัตถุประสงค์ของท่านคือหนุนใจผู้เชื่อชาวโคโลสีให้ดำเนินชีวิตโดยคำนึงว่าพระคริสต์ทรงเป็นผู้ที่มีสิทธิอำนาจสูงสุด ในเวลาที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นนายจ้าง ลูกจ้าง คนในบ้าน หรือคนในชุมชน เราสามารถทูลขอพระเจ้าให้ทรงช่วยเราปฏิบัติอย่าง “ยุติธรรมและสม่ำเสมอกัน” (ข้อ 1)
“เราเป็น”
แจ็คเป็นศาสตราจารย์ด้านปรัชญาและวรรณคดีที่ฉลาดปราดเปรื่อง เขาประกาศตัวว่าเป็นผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าตอนอายุสิบห้าปี และในวัยผู้ใหญ่ก็ยังยืนกรานที่จะปกป้อง “ความเชื่อว่าไม่มีพระเจ้า” ของเขา เพื่อนคริสเตียนหลายคนพยายามโน้มน้าวเขา แต่แจ็คบอกว่า “ทุกคนและทุกสิ่งล้วนเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” แต่เขาต้องยอมรับว่าพระคัมภีร์แตกต่างจากวรรณกรรมและเทพนิยายอื่นๆ เขาเขียนถึงพระกิตติคุณว่า “หากว่าเทพนิยายกลายเป็นความจริง เกิดขึ้นจริงๆก็คงจะเป็นเช่นนี้”
อพยพ 3 ได้กลายเป็นพระคัมภีร์บทที่มีอิทธิพลต่อแจ็คมากที่สุด พระเจ้าเรียกโมเสสให้นำชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์ โมเสสถามพระเจ้าว่า “ข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่า จึงจะไปเฝ้าฟาโรห์” (ข้อ 11) พระเจ้าตรัสว่า “เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น” (ข้อ 14) พระธรรมตอนนี้เป็นการเล่นคำและชื่อที่ซับซ้อน แต่สะท้อนถึงการทรงสถิตอยู่นิรันดร์ของพระเจ้าตั้งแต่ปฐมกาล น่าสนใจที่ต่อมาพระเยซูก็ทรงสะท้อนสิ่งเดียวกัน เมื่อพระองค์ตรัสว่า “เรา [เป็น]อยู่ก่อนอับราฮัมเกิด”(ยน.8:58)
พระธรรมตอนนี้ส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อแจ็ค หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม ซี.เอส.- ลูอิส นี่คือทั้งหมดที่พระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียวทรงจำเป็นต้องบอก คือบอกว่าพระองค์เป็น “ผู้ซึ่งเราเป็น” ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตนั้น ลูอิส “ยอมจำนนและยอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า” นี่คือจุดเริ่มต้นการเดินทางของลูอิสไปสู่การต้อนรับพระเยซู
บางทีเราอาจสงสัยในความเชื่อเหมือนลูอิส หรืออาจมีความเชื่อแบบอุ่นๆ ไม่เย็นไม่ร้อน เราคงต้องถามตัวเองว่าพระเจ้าทรงเป็น “ผู้ซึ่งเราเป็น” จริงๆในชีวิตของเราหรือไม่