Category  |  ODB

บัญญัติใหม่ให้รักกัน

ในประเพณีที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่สิบสาม สมาชิกราชวงศ์ในสหราชอาณาจักรจะมอบของขวัญแก่คนยากจนในวันพฤหัสก่อนวันศุกร์ประเสริฐ (Maundy Thursday) ธรรมเนียมปฏิบัตินี้มีต้นกำเนิดมาจากความหมายของคำว่า maundy ซึ่งมาจากคำว่า mandatum ในภาษาละติน ที่แปลว่า “คำสั่ง” คำสั่งที่มีการระลึกถึงนี้ก็คือบัญญัติใหม่ที่พระเยซูประทานแก่สหายของพระองค์ในคืนก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ “ให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น” (ยน.13:34)

พระเยซูทรงเป็นผู้นำที่ทำหน้าที่ของผู้รับใช้เมื่อพระองค์ทรงล้างเท้าสหายของพระองค์ (ข้อ 5) และทรงบอกให้พวกเขาทำเช่นเดียวกัน “เราได้วางแบบแก่ท่านแล้ว เพื่อให้ท่านทำเหมือนดังที่เราได้กระทำแก่ท่านด้วย” (ข้อ 15) และในการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นคือการที่พระองค์ได้ทรงสละชีวิต และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน (19:30) ด้วยพระเมตตาและความรัก พระองค์ได้ประทานพระองค์เองเพื่อให้เราได้ชื่นชมกับชีวิตที่ครบบริบูรณ์

ประเพณีการรับใช้ผู้ยากไร้ของราชวงศ์อังกฤษยังคงเป็นสัญลักษณ์ถึงการทำตามแบบอย่างอันยิ่งใหญ่ของพระเยซู เราอาจจะไม่ได้เกิดมาในสถานะที่พิเศษ แต่เมื่อเราเชื่อในพระเยซู เราก็เข้ามาเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระองค์ และเราเองก็สำแดงความรักโดยการดำเนินชีวิตตามบัญญัติใหม่ของพระองค์ได้เช่นกัน เมื่อเราพึ่งพาพระวิญญาณของพระเจ้าให้ทรงเปลี่ยนแปลงเราจากภายใน เราก็สามารถหยิบยื่นความห่วงใย การยอมรับ และพระคุณ ให้กับผู้อื่นได้

ผู้เชื่อที่เกิดผลในพระคริสต์

ซินดี้ตื่นเต้นกับงานใหม่ของเธอในบริษัทที่ไม่แสวงผลกำไร นี่เป็นโอกาสที่จะได้สร้างความเปลี่ยนแปลง! แต่ไม่นานเธอก็พบว่าเพื่อนร่วมงานไม่ได้กระตือรือร้นเหมือนกับเธอ พวกเขาดูแคลนเป้าหมายของบริษัทและหาข้อแก้ตัวให้กับการทำงานอันย่ำแย่ของตน ในขณะที่มองหาตำแหน่งงานที่ทำรายได้มากกว่าจากที่อื่น ซินดี้ได้แต่คิดว่าไม่ควรสมัครงานนี้เลย สิ่งที่ดูดีเมื่อมองอยู่ไกลๆช่างน่าผิดหวังเมื่อเข้ามาใกล้

นี่เป็นปัญหาเดียวกับที่พระเยซูได้พบจากต้นมะเดื่อที่กล่าวถึงในข้อพระคัมภีร์ วันนี้ (มก.11:13) ขณะนั้นเป็นช่วงต้นฤดู แต่ใบของต้นมะเดื่อส่งสัญญาณว่าอาจจะมีผลออกแล้ว แต่ไม่เป็นเช่นนั้น ต้นไม้ผลิใบแต่ยังไม่ออกผล พระเยซูทรงสาปต้นไม้ด้วยความผิดหวังว่า “ตั้งแต่นี้ไปจะไม่มีใครได้กินผลจากเจ้าเลย” (ข้อ 14) เช้าวันรุ่งขึ้นต้นไม้นั้นก็เหี่ยวแห้งไปจนถึงราก (ข้อ 20)

ครั้งหนึ่งพระคริสต์ทรงเคยอดอาหารสี่สิบวัน ดังนั้นพระองค์ทรงรู้ว่าจะอยู่โดยไม่มีอาหารได้อย่างไร การสาปแช่งต้นไม้ไม่ได้เกิดจากที่ทรงหิว แต่เป็นการสอนด้วยตัวอย่าง ต้นไม้เป็นตัวแทนคนอิสราเอลที่ยึดติดกับศาสนาแท้จนหลงประเด็น พวกเขากำลังจะประหารพระเมสสิยาห์พระบุตรของพระเจ้า พวกเขาจะไม่เกิดผลไปอีกนานเท่าใด

เราอาจมองดูดีจากที่ไกลๆ แต่พระเยซูทรงเข้ามาใกล้เพื่อมองหาผลที่มีเพียงพระวิญญาณของพระองค์เท่านั้นที่ทำให้เกิดขึ้นได้ ผลของเราไม่จำเป็นต้องน่าประทับใจ แต่ควรจะเกิดขึ้นอย่างเหนือธรรมชาติ เช่น ความรัก ความชื่นชมยินดี และสันติสุขในช่วงเวลาที่ยากลำบาก (กท.5:22) เราสามารถเกิดผลเพื่อพระเยซูมากขึ้นได้โดยการพึ่งพาในองค์พระวิญญาณ

ลืมความรู้พื้นฐาน

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่แมคโดนัลด์เป็นเจ้าแห่งอาหารจานด่วนจากเมนูเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อบดขนาดหนึ่งในสี่ปอนด์ ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ธุรกิจคู่แข่งเกิดความคิดที่จะโค่นบริษัทที่มีโลโก้ซุ้มโค้งสีทองนี้ลง เอแอนด์ดับบลิวเสนอเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อบดขนาดหนึ่งในสามปอนด์ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าของแมคโดนัลด์แต่ขายในราคาเท่ากัน ยิ่งไปกว่านั้นเบอร์เกอร์ของเอแอนด์ดับบลิว ยังเอาชนะการทดสอบรสชาติหลายต่อหลายครั้ง แต่เบอร์เกอร์ของเอแอนด์ดับบลิวกลับขายไม่ออก จนในที่สุดพวกเขาต้องถอดจากเมนู ผลวิจัยเปิดเผยว่าลูกค้าเข้าใจผิดทางคณิตศาสตร์โดยคิดว่าเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อหนึ่งในสามมีขนาดเล็กกว่าเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อหนึ่งในสี่ ความคิดอันยิ่งใหญ่ล้มเหลวเพราะผู้คนลืมความรู้พื้นฐาน

พระเยซูเตือนว่าการลืมความรู้พื้นฐานนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายมาก พวกผู้นำศาสนาวางแผนร้ายที่จะจับผิดและทำให้พระองค์เสื่อมเสียชื่อเสียงในระหว่างสัปดาห์ก่อนจะทรงถูกตรึงที่กางเขน พวกเขาถามถึงสถานการณ์สมมุติแปลกๆเกี่ยวกับหญิงที่เป็นม่ายถึงเจ็ดครั้ง (มธ.22:23-28) พระเยซูทรงตอบโดยยืนยันว่าภาวะยุ่งเหยิงนี้ไม่ใช่ปัญหาเลย แต่ปัญหาคือการที่พวกเขาไม่ “รู้พระคัมภีร์หรือฤทธิ์เดชของพระเจ้า” (ข้อ 29) พระเยซูทรงย้ำว่าพระคัมภีร์ไม่ได้มีไว้เพื่อตอบปัญหาเชิงตรรกะหรือปรัชญาตั้งแต่แรก แต่เป้าหมายหลักคือนำเราให้รู้จักและรักพระเยซู และให้เรา “มีชีวิตนิรันดร์” (ยน.5:39) นี่คือความรู้พื้นฐานที่พวกผู้นำหลงลืมไป

เราเองก็มักจะลืมความรู้พื้นฐานเช่นกัน เป้าหมายหลักของพระคัมภีร์คือการได้พบกับพระเยซูผู้ทรงพระชนม์อยู่ คงน่าเสียใจอย่างยิ่งหากเราหลงลืมไป

รักพระเจ้าโดยการรักผู้อื่น

ครอบครัวอัลบามีประสบการณ์ที่หาได้ยากในการให้กำเนิดฝาแฝดแท้สองคู่ซึ่งมีอายุห่างกันเพียงสิบสามเดือน พวกเขาจะสลับกันทำหน้าที่พ่อแม่พร้อมกับทำงานของตัวเองได้อย่างไร กลุ่มเพื่อนๆและครอบครัวจึงได้เข้ามามีส่วน ปู่ย่าและตายายช่วยเลี้ยงฝาแฝดครอบครัวละคู่ในช่วงกลางวันเพื่อให้พ่อแม่ได้ทำงานและมีเงินจ่ายค่าประกันสุขภาพ มีบริษัทหนึ่งมอบผ้าอ้อมให้ใช้ตลอดทั้งปี เพื่อนร่วมงานของทั้งคู่โอนสิทธิ์วันลาป่วยให้ “เราคงทำไม่ได้ถ้าปราศจากชุมชนของเรา” พวกเขายอมรับ และที่จริงแล้วในระหว่างการสัมภาษณ์สด พิธีกรร่วมต้องถอดไมค์ออกแล้ววิ่งตามแฝดวัยหัดเดินซุกซนคนหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการลงทุนลงแรงเพื่อช่วยเหลือชุมชนด้วย!

ในมัทธิว 25:31-46 พระเยซูตรัสคำอุปมาเพื่อชี้ให้เห็นว่าเมื่อเรารับใช้ผู้อื่น เราก็กำลังรับใช้พระเจ้า หลังจากที่พระองค์ตรัสถึงการรับใช้ต่างๆรวมถึงการจัดหาอาหารให้แก่ผู้ที่หิวโหย ให้น้ำแก่ผู้ที่กระหาย ให้ที่พักแก่คนไร้บ้าน ให้เสื้อผ้าแก่ผู้ที่เปลือยกาย และรักษาผู้ที่เจ็บป่วย (ข้อ 35-36) พระเยซูทรงสรุปว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย” (ข้อ 40)

ภาพของพระเยซูซึ่งเป็นผู้ได้รับความกรุณาจากเราในท้ายที่สุดนั้น คือแรงจูงใจที่แท้จริงของเราในการรับใช้ในชุมชน ครอบครัว คริสตจักร และโลกของเรา เมื่อพระองค์ทรงเร้าใจเราให้ลงทุนเสียสละเพื่อความต้องการของผู้อื่นนั้น เราก็กำลังรับใช้พระองค์ เมื่อเรารักผู้อื่น เราก็กำลังรักพระเจ้า

บังเกิดใหม่ในพระเยซู

เรารู้ว่าลีโอนาร์โด ดาวินชี เป็นคนในยุคเรอเนสซองส์ (ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา) ความอัจฉริยะรอบรู้ของเขานำไปสู่ความก้าวหน้าทางการศึกษาและศิลปะหลายแขนง แต่ลีโอนาร์โดกลับบันทึกถึง “วันอันน่าสังเวชของเรา” และคร่ำครวญว่าเราตาย “โดยไม่ได้ทิ้งความทรงจำใดๆเกี่ยวกับตัวเราไว้กับมนุษย์เลย”

“เมื่อข้าพเจ้าคิดว่ากำลังเรียนรู้ถึงการมีชีวิต” ลีโอนาร์โดกล่าว “ข้าพเจ้าก็กำลังเรียนรู้ถึงการตาย” เขาเข้าใกล้ความจริงยิ่งกว่าที่คิด การเรียนรู้จักความตายคือหนทางของชีวิต หลังจากที่พระเยซูเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิต (ซึ่งปัจจุบันคือเทศกาลฉลองวันอาทิตย์ทางตาล; ดู ยน.12:12-19) พระองค์ตรัสว่า “ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก” (ข้อ 24) พระองค์ตรัสถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เองแต่ทรงขยายให้ครอบคลุมถึงเราทุกคนด้วย “ผู้ใดที่รักชีวิตของตนก็ต้องเสียชีวิต และผู้ที่ชังชีวิตของตนในโลกนี้ ก็จะธำรงชีวิตนั้นไว้นิรันดร์” (ข้อ 25)

เปาโลเขียนถึงการถูก “ฝัง” ไว้กับพระคริสต์ “โดยการรับบัพติศมาเข้าส่วนในการตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายโดยเดชพระสิริของพระบิดาแล้ว เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน เพราะว่าถ้าเราเข้าสนิทกับพระองค์แล้วในการตายอย่างพระองค์ เราก็จะเข้าสนิทกับพระองค์ ในการเป็นขึ้นมาอย่างพระองค์ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายด้วย” (รม.6:4-5)

พระเยซูประทานการบังเกิดใหม่แก่เราผ่านการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ นี่คือความหมายที่แท้จริงของเรอเนสซองส์ พระองค์ทรงสร้างหนทางไปสู่ชีวิตนิรันดร์กับพระบิดา

ความรักอันเหลือเฟือ

ผู้โดยสารที่นั่งข้างผมบนเที่ยวบินบอกว่าเธอไม่มีศาสนา และเธอได้อพยพมาอยู่ในเมืองซึ่งมีคริสเตียนจำนวนมาก เมื่อเธอเล่าว่าเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ของเธอไปโบสถ์ ผมจึงถามถึงประสบการณ์ของเธอ เธอบอกว่าเธอคงไม่สามารถตอบแทนความมีน้ำใจของพวกเขาได้ เมื่อเธอพาพ่อที่พิการมายังประเทศใหม่นี้ พวกเพื่อนบ้านมาช่วยสร้างทางลาดที่บ้านของเธอและบริจาคเตียงสำหรับผู้ป่วยรวมถึงอุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ เธอบอกว่า “ถ้าการเป็นคริสเตียนทำให้คนจิตใจดีเช่นนี้ ทุกคนก็ควรเป็นคริสเตียน”

สิ่งที่เธอพูดตรงกับสิ่งที่พระเยซูทรงคาดหวัง! พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (มธ.5:16) เปโตรได้ยินพระบัญชาของพระคริสต์และถ่ายทอดต่อ “จงรักษาความประพฤติอันดีของท่านไว้ในหมู่คนต่างชาติ เพื่อว่าเมื่อมีคนติเตียนท่านว่าประพฤติชั่ว เขาจะได้เห็นการดีของท่าน และเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้า” (1 ปต.2:12)

เพื่อนบ้านของเราที่ไม่ได้เชื่อพระเยซูอาจไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเชื่อและทำไมเราจึงเชื่อเช่นนั้น อย่าวิตกในเรื่องนี้ เพราะจะยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ นั่นคือความรักอันเหลือเฟือของเรา เพื่อนร่วมทางของผมประหลาดใจที่เพื่อนบ้านคริสเตียนของเธอยังคงเอาใจใส่เธอแม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็น “หนึ่งในพวกเขา” (ตามคำพูดของเธอ) เธอรู้ว่าเธอได้รับความรักเพราะพวกเขาเห็นแก่พระเยซู และเธอขอบคุณพระเจ้า เธออาจจะยังไม่เชื่อในพระองค์ แต่เธอรู้สึกขอบคุณที่คนอื่นๆเหล่านั้นเชื่อในพระองค์

อีกก้าวหนึ่งของความรัก

สิ่งใดหรือที่จะเป็นสาเหตุทำให้ใครสักคนช่วยเหลือคู่แข่ง สำหรับอดอลโฟซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารในรัฐวิสคอนซิน นี่คือโอกาสที่จะสนับสนุนเจ้าของร้านอาหารท้องถิ่นคนอื่นๆที่กำลังดิ้นรนปรับตัวให้เข้ากับมาตรการโควิด อดอลโฟรับรู้ถึงความท้าทายในการดำเนินธุรกิจในช่วงของการระบาดนี้ด้วยตัวเอง ด้วยการสนับสนุนอย่างเอื้อเฟื้อจากธุรกิจในท้องถิ่นอีกแห่ง อดอลโฟใช้เงินของตัวเองมากกว่าสองพันดอลล่าร์ เพื่อซื้อบัตรกำนัลมามอบให้่ลูกค้าของเขานำไปใช้ที่ร้านอาหารอื่นๆในชุมชน นี่คือการสำแดงความรักที่ไม่ได้เป็นแค่คำพูด แต่ด้วยการกระทำ

เป็นเพราะการสำแดงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่พระเยซูทรงเต็มใจสละพระชนม์ของพระองค์เพื่อมวลมนุษย์ (1 ยน.3:16) ยอห์นจึงหนุนใจผู้อ่านของท่านให้ก้าวต่อไปและสำแดงความรักด้วยการกระทำ สำหรับยอห์นแล้วการ “สละชีวิตของเราเพื่อพี่น้อง” (ข้อ 16) หมายถึงการสำแดงความรักแบบเดียวกับที่พระเยซูได้ทรงทำเป็นแบบอย่าง และส่วนมากมักอยู่ในรูปแบบของการกระทำในชีวิตประจำวัน เช่น การแบ่งปันวัตถุสิ่งของ การรักกันด้วยคำพูดยังไม่เพียงพอ ความรักต้องประกอบด้วยการกระทำที่จริงใจและมีความหมาย (ข้อ 18)

การสำแดงความรักด้วยการกระทำอาจทำได้ยากเพราะมักจะต้องมีการเสียสละส่วนตัว หรือเราอาจต้องเสียประโยชน์เพื่อผู้อื่น แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพระวิญญาณของพระเจ้า และโดยการระลึกถึงความรักอันท่วมท้นที่พระองค์ทรงมีต่อเรา เราจึงสามารถก้าวต่อไปในความรักได้

ช่วยผู้อื่นเหมือนที่พระเจ้าทรงช่วยเรา

โอเล แคซซาว์เป็นชาวเมืองโคเปนเฮเกนที่รักการปั่นจักรยาน เช้าวันหนึ่งเขาเห็นชายชรานั่งอยู่คนเดียวกับอุปกรณ์ช่วยพยุงเดินในสวนสาธารณะ โอเลเกิดแรงบันดาลใจจากความคิดง่ายๆว่า ทำไมไม่ช่วยให้ผู้สูงวัยได้มีความสุขและรู้สึกอิสระโดยการพาไปนั่งจักรยานเล่า ดังนั้นในวันที่แดดดีวันหนึ่ง เขาจึงไปบ้านพักคนชราพร้อมกับรถสามล้อ(จักรยานสามล้อ) และเสนอว่าจะพาไปนั่งจักรยานเล่น เขายินดีอย่างยิ่งเมื่อเจ้าหน้าที่และผู้สูงอายุที่นั่นได้กลายเป็นคนกลุ่มแรกของโครงการปั่นจักรยานเพื่อคนทุกวัย

ตอนนี้ผ่านมากว่ายี่สิบปีแล้ว ความฝันของโอเลที่ต้องการช่วยเหลือผู้ที่คิดถึงการปั่นจักรยานได้นำความสุขไปสู่ผู้สูงวัยกว่า 575,000 คน ซึ่งได้นั่งไปกับจักรยานสามล้อแล้วถึง 2.5 ล้านครั้ง โดยเขาจะพาผู้สูงวัยเหล่านั้นไปหาเพื่อน ไปทานไอศกรีมโคน และไป “รู้สึกถึงสายลมที่พัดผ่านเส้นผม” ผู้เข้าร่วมบอกว่าพวกเขาหลับสบายขึ้น ทานอาหารได้มากขึ้น และรู้สึกเหงาน้อยลง

ของขวัญเช่นนี้ทำให้พระวจนะอันงดงามของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ในอิสยาห์ 58:10-11 มีชีวิตขึ้นมา “ให้ผู้ถูกข่มใจได้อิ่มใจ” พระองค์ตรัสกับพวกเขา “แล้วความสว่างจะโผล่ขึ้นแก่เจ้าในความมืด และความมืดคลุ้มของเจ้าจะเป็นเหมือนเที่ยงวัน” พระเจ้าทรงสัญญาว่า “พระเจ้าจะนำเจ้าอยู่เป็นนิตย์ และให้เจ้าอิ่มด้วยของดี และกระทำให้กระดูกของเจ้าแข็ง และเจ้าจะเป็นเหมือนสวนที่มีน้ำรด เหมือนน้ำพุที่น้ำของมันไม่ขาด”

พระเจ้าตรัสกับประชากรของพระองค์ว่า “สิ่งปรักหักพังโบราณของเจ้าจะได้รับการสร้างขึ้นใหม่” (ข้อ 12) พระองค์จะทรงทำสิ่งใดผ่านเราได้บ้าง ขณะที่พระองค์ทรงช่วยเรานั้น ขอให้เราเตรียมพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ

วางใจอย่างเป็นสุข

ผู้หญิงคนหนึ่งช่วยรูดี้จากศูนย์พักพิงสัตว์ไม่กี่วันก่อนที่มันจะถูกทำการุณ-ยฆาต สุนัขตัวนี้จึงกลายมาเป็นเพื่อนคู่หูของเธอ เป็นเวลาสิบปีที่รูดี้นอนหลับอย่างสงบข้างเตียงของลินดา แต่จู่ๆมันกลับเริ่มกระโดดอยู่ข้างๆ และเลียหน้าของเธอ ลินดาดุมัน แต่มันกลับทำเหมือนเดิมทุกคืน “ไม่นานมันก็กระโดดมาบนตักแล้วเลียหน้าทุกครั้งที่ฉันนั่งลง” ลินดาบอก

ขณะวางแผนจะพารูดี้ไปศูนย์ฝึกสุนัข เธอเริ่มเอะใจที่รูดี้รบเร้าและมักจะเลียที่จุดเดิมบนกรามของเธอเสมอ ลินดาจึงไปพบแพทย์ด้วยความประหม่าและตรวจพบเนื้องอกขนาดเล็ก (มะเร็งกระดูก) แพทย์บอกลินดาว่าถ้ารอนานกว่านี้เธออาจเสียชีวิตได้ ลินดาจึงเชื่อในสัญชาตญาณของรูดี้ และเธอมีความสุขที่ทำเช่นนั้น

พระคัมภีร์ย้ำกับเราบ่อยครั้งว่าการวางใจพระเจ้านำไปสู่ชีวิตและความชื่นชมยินดี “คนใดที่วางใจในพระเจ้าก็เป็นสุข” ผู้เขียนสดุดีกล่าว (40:4) พระคัมภีร์บางฉบับแปลชัดเจนตรงตัวว่า “ความสุขมีแก่ผู้ที่ไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 4 TNCV) ความสุขในพระธรรมสดุดีสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ เป็นความชื่นชมยินดีอย่างเปี่ยมล้นที่ปะทุออกมา

เมื่อเราวางใจในพระเจ้า ผลลัพธ์สูงสุดคือความสุขอันลึกซึ้งและแท้จริง ความวางใจนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆและผลลัพธ์อาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้ แต่หากเราวางใจในพระเจ้า เราจะมีความสุขอย่างยิ่งที่ได้ทำเช่นนั้น

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา