Category  |  ODB

พระเจ้าทรงควบคุมอยู่

แครอลไม่เข้าใจว่าทำไมทุกอย่างถึงเกิดขึ้นพร้อมกัน ราวกับว่าเรื่องงานยังไม่เลวร้ายพอ ลูกสาวของเธอยังมากระดูกเท้าแตกที่โรงเรียน และตัวเธอเองติดเชื้อร้ายแรง ฉันทำอะไรจึงสมควรได้รับสิ่งนี้ แครอลรู้สึกสงสัย สิ่งเดียวที่เธอทำได้คือ ทูลขอกำลังจากพระเจ้า

โยบไม่รู้ว่าเหตุใดหายนะจึงโจมตีท่านอย่างหนักเช่นกัน ความเจ็บปวดและการสูญเสียนั้นใหญ่ยิ่งกว่าที่แครอลเผชิญมากนัก ไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าท่านรับรู้ถึงการต่อสู้ในจักรวาลเพื่อจิตวิญญาณของท่าน ซาตานต้องการทดสอบความเชื่อของโยบ โดยอ้างว่าท่านจะหันจากพระเจ้าถ้าท่านสูญเสียทุกสิ่งที่มี (โยบ 1:6-12) เมื่อเกิดภัยพิบัติ เพื่อนของโยบยืนกรานว่าท่านกำลังถูกลงโทษเพราะบาปของท่าน แม้นั่นจะไม่ใช่สาเหตุ แต่โยบคงต้องสงสัยว่า ทำไมต้องเป็นเรา สิ่งที่โยบไม่รู้คือ พระเจ้าทรงอนุญาตให้มันเกิดขึ้น

เรื่องราวของโยบให้บทเรียนที่ทรงพลังมากในด้านการทนทุกข์และด้านความเชื่อ เราอาจพยายามค้นหาสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังความเจ็บปวดของเรา แต่อาจมีเรื่องราวเบื้องหลังที่ใหญ่กว่านั้น ซึ่งเราจะไม่มีวันเข้าใจในช่วงชีวิตของเรา

เช่นเดียวกับโยบ เราสามารถยึดมั่นในสิ่งที่เรารู้ ซึ่งก็คือ พระเจ้าทรงควบคุมอยู่อย่างสมบูรณ์ นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพูดออกมา แต่ในท่ามกลางความเจ็บปวดนั้น โยบยังคงมองไปที่พระเจ้าและวางใจในอธิปไตยสูงสุดของพระองค์ “พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระเจ้า” (ข้อ 21) ขอให้เรายังคงวางใจในพระเจ้าต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และแม้ว่าเราจะไม่อาจเข้าใจได้ก็ตาม

สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์

มีสองใบหน้าบนโต๊ะนั้นที่เห็นเด่นชัด ใบหน้าหนึ่งบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด อีกใบหน้าหนึ่งเป็นความรู้สึกเจ็บปวด การกลับมาพบกันของเพื่อนเก่าได้กลายมาเป็นเสียงตะโกนที่ระเบิดใส่กัน โดยผู้หญิงคนหนึ่งตำหนิอีกคนในเรื่องความเชื่อของเธออย่างรุนแรง การโต้เถียงกันดำเนินต่อไปจนกระทั่งหญิงคนแรกเดินกระทืบเท้าออกไปจากร้าน ทิ้งอีกคนหนึ่งที่รู้สึกสะเทือนใจและอับอายเอาไว้

เรากำลังอยู่ในยุคที่ไม่สามารถยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่นได้จริงๆน่ะหรือ เพียงเพราะคนสองคนเห็นไม่ตรงกันไม่ได้หมายความว่าฝ่ายใดจะชั่วร้าย คำพูดที่รุนแรงหรือไม่ยอมใครนั้นไม่เคยโน้มน้าวใจใครได้ และทัศนคติที่แข็งกร้าวไม่ควรมีชัยชนะเหนือความสุภาพและความเมตตา

พระธรรมโรม 12 เป็นแนวทางที่ดีเยี่ยมในการ “ให้เกียรติแก่กันและกัน” และ “เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” กับผู้อื่น (ข้อ 10, 16) พระเยซูทรงชี้ให้เห็นว่าคุณลักษณะเฉพาะของผู้เชื่อในพระองค์ คือความรักที่เรามีต่อกัน (ยน.13:35) แม้ว่าความเย่อหยิ่งและความโกรธจะทำให้เราออกนอกทางได้โดยง่าย แต่สิ่งเหล่านี้ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับความรักที่พระเจ้าต้องการให้เราแสดงต่อผู้อื่น

เป็นเรื่องท้าทายที่เราจะไม่โทษผู้อื่นเมื่อเราไม่อาจควบคุมอารมณ์ของตนได้ แต่ถ้อยคำที่ว่า “เท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน” แสดงให้เราเห็นว่าเราไม่อาจโยนความรับผิดชอบในการดำเนินชีวิตที่สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์ไปให้ผู้อื่นได้ (รม.12:18) สิ่งนี้เป็นความรับผิดชอบของเราแต่ละคนซึ่งเป็นผู้ที่จะถ่ายทอดพระนามของพระองค์

ผมเป็นแค่คนขับรถ

“พ่อคะ หนูขอค้างคืนกับเพื่อนได้ไหมคะ” ลูกสาวถามผมตอนที่ก้าวขึ้นรถหลังการฝึกซ้อม “ลูกรัก หนูรู้คำตอบอยู่แล้ว” ผมพูด “พ่อเป็นแค่คนขับรถ พ่อไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ไปคุยกับแม่กันเถอะ”

“พ่อเป็นแค่คนขับรถ” กลายเป็นเรื่องตลกในบ้านเรา ทุกวันผมจะถามภรรยาที่เป็นคนจัดการว่าผมต้องอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ และจะพาใครไปที่ไหน เมื่อมีลูกวัยรุ่นถึงสามคน “งานพิเศษ” ของผมในการเป็น “คนขับรถ” นั้นบางครั้งก็ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นอาชีพเสริมนอกเวลางาน ผมมักจะไม่รู้เลยว่าตัวเองรู้หรือไม่รู้อะไรบ้าง ดังนั้นผมจึงต้องคอยตรวจเช็คกับผู้ควบคุมตารางงานประจำวัน

ในมัทธิวบทที่ 8 พระเยซูพบชายคนหนึ่งที่รู้บางอย่างเกี่ยวกับการมอบและการรับคำสั่ง นายร้อยชาวโรมันคนนี้รู้ดีว่าพระเยซูมีสิทธิอำนาจในการรักษา เหมือนที่นายร้อยมีอำนาจออกคำสั่งแก่ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา “ขอพระองค์ตรัสเท่านั้น บ่าวของข้าพระองค์ก็จะหายโรค ข้าพระองค์รู้ดี เพราะเหตุว่าข้าพระองค์อยู่ใต้วินัยทหาร แต่ก็ยังมีทหารอยู่ใต้บังคับบัญชาของข้าพระองค์” (ข้อ 8-9) พระคริสต์ทรงชมเชยความเชื่อของชายคนนี้ (ข้อ 10, 13) และทรงประหลาดใจที่เขาเข้าใจว่าพระองค์จะทรงใช้สิทธิอำนาจอย่างไรในทางปฏิบัติ

แล้วพวกเราล่ะ เราจะวางใจในพระเยซูในงานประจำวันที่ได้รับมอบหมายจากพระองค์อย่างไร เพราะถึงแม้เราคิดว่าตัวเองเป็น “แค่คนขับรถ” แต่งานที่ทรงมอบหมายให้ทุกอย่างนั้นก็มีทั้งความหมายและจุดมุ่งหมายเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า

เป็นผู้สำเร็จงานในพระคริสต์

บาร์บาร่าเสียชีวิตก่อนที่เธอจะถักเสื้อกันหนาวให้อีธานหลานชายจนเสร็จ เสื้อกันหนาวตัวนั้นถูกมอบหมายให้อยู่ในมือของนักถักที่กระตือรือร้นอีกคนหนึ่งที่จะทำให้เสร็จ ขอบคุณองค์กรที่ชื่อ “ผู้สำเร็จงาน” ซึ่งเชื่อมโยงช่างฝีมืออาสาให้กับคนที่สูญเสียผู้ที่เป็นที่รักไปก่อนจะเสร็จสิ้นโครงการของพวกเขา เหล่า “ผู้สำเร็จงาน” ลงทุนเวลาและฝีมือด้วยความรักเพื่อทำให้งานสำเร็จ ซึ่งจะนำการปลอบโยนไปถึงผู้ที่กำลังโศกเศร้า

พระเจ้าทรงแต่งตั้ง “ผู้สำเร็จงาน” ให้กับภารกิจของเอลียาห์ด้วย ผู้เผยพระวจนะรู้สึกโดดเดี่ยวและท้อแท้ที่คนอิสราเอลปฏิเสธพันธสัญญาของพระเจ้าและฆ่าผู้เผยพระวจนะ พระเจ้าทรงตอบสนองโดยบัญชาเอลียาห์ให้ “เจิมเอลีชา...เป็นผู้เผยพระวจนะแทนเจ้า” (1 พกษ.19:16) เรื่องนี้ทำให้แน่ใจได้ว่างานประกาศความจริงของพระเจ้าจะดำเนินต่อไปอีกยาวนานหลังจากเอลียาห์เสียชีวิต

เพื่อแสดงให้เอลีชาเห็นว่าพระเจ้าทรงเรียกเขาให้สืบทอดงานของเอลียาห์ในฐานะผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า เอลียาห์ได้ “ทิ้งเสื้อคลุมลงบน[เอลีชา]” (ข้อ 19) เพราะเสื้อคลุมของผู้เผยพระวจนะถูกใช้เพื่อบ่งบอกถึงสิทธิอำนาจในฐานะผู้ซึ่งทรงเลือกให้พูดแทนพระเจ้า (ดู 2 พกษ.2:8) การทำเช่นนี้ทำให้การทรงเรียกเอลีชาเป็นผู้เผยพระวจนะนั้นชัดเจน

ในฐานะผู้เชื่อพระเยซู เราได้รับการทรงเรียกให้แบ่งปันความรักของพระเจ้ากับผู้อื่นและ “ประกาศพระบารมีของพระองค์” (1 ปต.2:9) แม้ภาระหน้าที่นี้อาจจะยืนยาวกว่าชีวิตของเราเช่นกัน แต่เรามั่นใจได้ว่าพระองค์จะทรงผดุงการงานนั้นไว้และจะทรงเรียก “ผู้สำเร็จงาน” คนอื่นๆมารับช่วงต่องานอันบริสุทธิ์นี้ที่จะทำให้พระองค์เป็นที่รู้จักต่อไป

ความหวังของเด็กคนหนึ่ง

ตอนที่เอลีอาน่าหลานสาวของฉันอายุเพียงแค่เจ็ดขวบ เธอได้ดูวิดีโอที่โรงเรียนเกี่ยวกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในกัวเตมาลา เธอบอกแม่ว่า “เราต้องไปที่นั่นเพื่อช่วยพวกเขา” แม่ตอบเธอว่าพวกเราจะคิดถึงเรื่องนี้เมื่อหนูโตขึ้น

และเป็นไปตามที่คาด เอลีอาน่าไม่เคยลืม เมื่อเธออายุได้สิบขวบครอบครัวของเธอเดินทางไปช่วยที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้น สองปีต่อมาพวกเขากลับไปอีก คราวนี้พาครอบครัวอื่นจากโรงเรียนของเอลีอาน่าไปด้วย และเมื่อเอลีอาน่าอายุสิบห้าปี เธอกับพ่อไปรับใช้ที่กัวเตมาลาอีกครั้ง

บางครั้งเราคิดว่าความปรารถนาและความฝันของเด็กเล็กๆไม่จริงจังและสำคัญเท่ากับความปรารถนาของผู้ใหญ่ แต่ดูเหมือนว่าพระคัมภีร์ไม่ได้บอกเช่นนั้น พระเจ้าทรงเรียกเด็กเล็กๆ ดังเช่นในกรณีของซามูเอล (1 ซมอ.3:4) พระเยซูทรงยกย่องความเชื่อของเด็กเล็กๆ (ลก.18:16-17) และเปาโลกล่าวว่าผู้เชื่อที่อ่อนอาวุโสไม่ควรปล่อยให้ผู้คนหมิ่นประมาทเพียงเพราะพวกเขา “ยังเยาว์วัย” (1 ทธ.4:12) ดังนั้นเราจึงถูกเรียกให้ชี้แนะบุตรหลานของเรา (ฉธบ.6:6-7; สภษ.22:6) โดยรู้ว่าความเชื่อของพวกเขาเป็นแบบอย่างแก่เราทุกคน (มธ.18:3) และเข้าใจว่าการกีดกันพวกเขาเป็นสิ่งที่พระคริสต์ทรงกล่าวห้าม (ลก.18:15)

เมื่อเราเห็นประกายแห่งความหวังในตัวเด็กๆ งานของเราในฐานะผู้ใหญ่คือช่วยโหมไฟแห่งความหวังนั้นให้ลุกโชน และเมื่อพระเจ้าทรงนำเรา จงหนุนใจพวกเขาให้อุทิศชีวิตในการวางใจในพระเยซูและปรนนิบัติรับใช้พระองค์

ร่องรอยของพระเยซูที่มองเห็นได้

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียได้ทดลองชุดตรวจเก็บตัวอย่างโมเลกุลเพื่อระบุอุปนิสัยและกิจวัตรการใช้ชีวิตของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือแต่ละราย ในบรรดาสิ่งที่พวกเขาตรวจพบมีสบู่ โลชั่น แชมพูและเครื่องสำอางที่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือใช้ รวมทั้งประเภทของอาหาร เครื่องดื่มและยาที่พวกเขารับประทาน และประเภทของเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่ การศึกษานี้ช่วยให้นักวิจัยสามารถจัดเก็บประวัติรูปแบบการดำเนินชีวิตของแต่ละคนได้

พวกอภิรัฐมนตรีและอุปราชในบาบิโลนเปรียบเหมือน “ชุดเก็บตัวอย่าง”ชีวิตของผู้เผยพระวจนะดาเนียลเพื่อตรวจสอบและค้นหาอุปนิสัยหรือกิจวัตรการใช้ชีวิตในแง่ลบ แต่ท่านรับใช้จักรวรรดิอย่างสัตย์ซื่อมาเกือบเจ็ดสิบปี จนเป็นที่รู้กันดีว่าท่าน “เป็นคนซื่อสัตย์ จะหาความพลั้งพลาดหรือความผิดในท่านมิได้เลย” (ดนล.6:4) อันที่จริงดาเนียลได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์ดาริอัสให้เป็นหนึ่งใน “อภิรัฐมนตรีสามคนอยู่เหนือ” พวกอุปราชทั้งหลายของพระองค์(ข้อ 1-2) บางทีด้วยความอิจฉาริษยา พวกข้าหลวงอื่นๆจึงมองหาร่องรอยการทุจริตในตัวดาเนียลเพื่อจะกำจัดท่าน แต่ท่านรักษาความซื่อสัตย์ไว้ได้โดยไม่เสื่อมเสีย และยังคงปรนนิบัติและอธิษฐานต่อพระเจ้า “ดังที่ท่านได้เคยกระทำมาแต่ก่อน” (ข้อ 10) ในบั้นปลายผู้เผยพระวจนะท่านนี้จึงได้เจริญขึ้นในหน้าที่ของท่าน (ข้อ 28)

ชีวิตของเราทิ้งร่องรอยที่มองเห็นได้ไว้ ซึ่งบ่งบอกว่าเราเป็นใครและเราเป็นตัวแทนของใคร แม้ว่าเรายังต้องดิ้นรนต่อสู้และไม่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อผู้คนรอบตัว “เก็บตัวอย่าง” ชีวิตของเรา ขอให้พวกเขาพบร่องรอยที่มองเห็นได้ของความซื่อสัตย์และการอุทิศตัวต่อพระเยซูตามที่พระองค์ทรงนำเรา

ผู้ทรงงดงาม

เป็นเวลากว่า 130 ปีแล้วที่หอไอเฟลซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงอัจฉริยภาพและความงามทางสถาปัตยกรรมได้ตั้งตระหง่านอยู่เหนือกรุงปารีส ปารีสเองก็ยกย่องหอคอยนี้ด้วยความภาคภูมิใจว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เมืองงดงาม

แต่ในตอนที่กำลังสร้างหอคอยนี้ผู้คนมากมายกลับไม่ค่อยเห็นค่านัก เช่นที่นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้โด่งดัง กีย์ เดอ โมปาสซ็องค์บอกว่ามันมี “รูปทรงผอมพิลึกพิลั่นเหมือนปล่องไฟโรงงาน” เขามองไม่เห็นความงามของมัน

พวกเราที่รักพระเยซูและมอบหัวใจให้พระองค์ทรงมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรานั้น มองว่าพระองค์ทรงงดงามจากสิ่งที่พระองค์เป็นและได้ทรงกระทำเพื่อเรา กระนั้นผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กลับเขียนข้อความเหล่านี้ “ท่านไม่มีรูปร่างหรือความสวยงามซึ่งเราทั้งหลายจะมองท่าน และไม่มีความงามที่เราจะพึงปรารถนาท่าน” (53:2)

แต่พระเกียรติอันสูงส่งของสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเรานั้น คือรูปแบบของความงามที่เที่ยงแท้และบริสุทธิ์ที่สุดที่มนุษย์จะรู้จักและสัมผัสได้ พระองค์ทรง “แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย และหอบความเจ็บปวดของเราไป” (ข้อ 4) พระองค์ทรง “บาดเจ็บเพราะความทรยศของเราทั้งหลาย ท่านฟกช้ำเพราะความบาปผิดของเรา การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้น ตกแก่ท่าน ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี” (ข้อ 5)

เราจะไม่มีวันรู้จักใครที่งดงามและยิ่งใหญ่ได้เท่ากับพระองค์ผู้ทรงทนทุกข์เพื่อเราบนไม้กางเขน และรับโทษบาปของเราที่ไม่อาจบรรยายได้ไว้กับพระองค์เองผู้นั้นคือพระเยซู ผู้ทรงงดงาม ให้เราดำเนินชีวิตด้วยการมองที่พระองค์

ยัติภังค์ที่มีความหมาย

ขณะเตรียมการสำหรับพิธีฉลองเพื่อรำลึกถึงชีวิตแห่งการรับใช้ของคุณแม่ ฉันอธิษฐานขอถ้อยคำที่เหมาะสมเพื่อจะบรรยายถึง “ปียัติภังค์ (-)” คือช่วงปีที่อยู่ระหว่างการเกิด - การเสียชีวิตของท่าน ฉันนึกถึงช่วงเวลาที่ดีและไม่ค่อยดีนักในความสัมพันธ์ของเรา ฉันสรรเสริญพระเจ้าในวันที่แม่ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดหลังจากที่ได้เห็นพระองค์ทรง “เปลี่ยนแปลง” ฉัน ฉันขอบคุณพระองค์ที่ทรงช่วยให้เราเติบโตในความเชื่อด้วยกัน และสำหรับผู้คนที่แบ่งปันว่าแม่ได้หนุนใจและอธิษฐานเผื่อพวกเขาด้วยความเมตตาอย่างไร แม่ที่ไม่สมบูรณ์แบบของฉันมีความสุขกับยัติภังค์ที่มีความหมาย คือช่วงเวลาที่ดำเนินชีวิตอย่างดีเพื่อพระเยซู

ไม่มีผู้เชื่อพระเยซูคนใดที่สมบูรณ์แบบ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสามารถทำให้เรา “ประพฤติอย่างที่สมควรต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และทำตนให้เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์” (คส.1:10) ตามที่อัครทูตเปาโลบอก คริสตจักรในโคโลสีเป็นที่รู้จักในเรื่องความเชื่อและความรัก (ข้อ 3-6) พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทาน “ปัญญาและ...ความเข้าใจ” และเสริมกำลังพวกเขาให้ “เกิดผลในการดีทุกอย่าง และจำเริญขึ้นในความรู้ถึงพระเจ้า” (ข้อ 9-10) ในขณะที่เปาโลอธิษฐานเผื่อและชื่นชมผู้เชื่อเหล่านั้น ท่านก็ได้ประกาศพระนามของพระเยซูผู้ที่ “ในพระบุตรนั้นเราจึงได้รับการไถ่ ซึ่งเป็นการทรงโปรดยกบาปทั้งหลายของเรา” (ข้อ 14)

เมื่อเรายอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราเองก็สามารถเติบโตขึ้นได้ในความรู้ถึงพระเจ้า ในการรักพระองค์และผู้อื่น ในการประกาศข่าวประเสริฐ และชื่นชมยินดีกับยัติภังค์ที่มีความหมาย คือช่วงเวลาที่เราดำเนินชีวิตอย่างดีเพื่อพระเยซู

พระราชาที่มองไม่เห็น

ผู้แสวงบุญ คือชื่อละครเพลงที่อิงมาจากหนังสือปริศนาธรรม (โดยจอห์น บันยัน) ซึ่งเป็นนิทานเปรียบเทียบชีวิตของผู้เชื่อพระเยซูคนหนึ่ง ในเรื่องนี้พลังอำนาจที่มองไม่เห็นทั้งหมดในโลกฝ่ายวิญญาณถูกทำให้ปรากฏแก่ผู้ชม ตัวละครที่เป็นพระราชาซึ่งเล็งถึงพระเจ้าปรากฏบนเวทีเกือบตลอดการแสดง พระองค์สวมชุดสีขาวและสกัดกั้นการโจมตีจากศัตรูอย่างแข็งขัน โอบอุ้มผู้ที่เจ็บปวดอย่างอ่อนโยน และเตือนคนอื่นๆให้ทำความดี ถึงพระราชาจะเป็นตัวละครที่ขาดไม่ได้แต่ตัวละครหลักที่เป็นมนุษย์กลับไม่สามารถมองเห็นพระราชาได้ จะเห็นก็เพียงผลลัพธ์ที่เกิดจากการะกระทำของพระราชาเท่านั้น

พวกเราดำเนินชีวิตเหมือนกับว่าองค์กษัตริย์ที่แท้จริงทรงกระทำกิจอยู่ในชีวิตของเราแม้เราจะมองไม่เห็นพระองค์หรือไม่ ในเวลาที่เป็นทุกข์ผู้เผยพระวจนะดาเนียลได้เห็นนิมิตของผู้ส่งสารจากสวรรค์ (ดนล.10:7) ซึ่งถูกส่งมาโดยตรงเพื่อตอบคำอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อของท่าน (ข้อ 12) ผู้ส่งสารอธิบายว่าการสู้รบฝ่ายวิญญาณทำให้มาถึงช้า และมีทูตอีกองค์ที่ถูกส่งมาช่วยเหลือ (ข้อ 13) เรื่องนี้เตือนให้ดาเนียลระลึกว่า ถึงแม้ท่านจะมองไม่เห็นพระเจ้าแต่ท่านก็ถูกรายล้อมด้วยหลักฐานที่แสดงถึงการดูแลและเอาใจใส่ของพระองค์ “บุรุษผู้เป็นที่รักอย่างยิ่ง อย่ากลัวเลย” ผู้ส่งสารให้กำลังใจท่าน (ข้อ 19) ในตอนจบของผู้แสวงบุญ เมื่อตัวละครหลักไปถึงประตูสวรรค์หลังจากผ่านความทุกข์ยากมากมาย เขาร้องออกมาด้วยความยินดีเป็นครั้งแรกว่า “ข้าพเจ้ามองเห็นพระราชาแล้ว!” วันหนึ่งเราจะได้เห็นพระองค์ด้วยดวงตาใหม่ของเราบนสวรรค์ แต่ในวันนี้เราสามารถคาดหวังว่าจะเห็นสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำในชีวิตของเราได้

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา