Category  |  ODB

พระผู้สร้างที่เราวางใจได้

“อสุรกาย” ในนวนิยายของแมรี่ เชลลีย์เรื่อง แฟรงเกนสไตน์ เป็นหนึ่งในตัวละครที่รู้จักกันกว้างขวางที่สุด ตราตรึงอยู่ในจินตนาการ แต่ผู้ที่อ่านนวนิยายซึ่งเป็นที่ชื่นชอบนี้อย่างละเอียดจะรู้ว่า ที่จริงแล้วเชลลีย์พูดถึงบทบาทของวิคเตอร์ แฟรงเกนสไตน์นักวิทยาศาสตร์ที่มีอาการทางจิตผู้สร้างสิ่งมีชีวิตดังกล่าว ว่าเขาคืออสุรกายตัวจริง หลังจากสร้างสิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาดแล้ว วิคเตอร์ปฏิเสธที่จะชี้แนะ ให้ความเป็นเพื่อนหรือความหวังในเรื่องความสุขใดๆกับอสุรกาย เหมือนเป็นการยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตนี้จะดำดิ่งลงสู่ความสิ้นหวังและความโกรธเกรี้ยว เมื่อเผชิญหน้ากัน อสุรกายคร่ำครวญว่า “ท่านผู้สร้างข้า จะฉีกข้าเป็นชิ้นๆและฉลองความสำเร็จหรือ”

พระคัมภีร์เปิดเผยให้เห็นความแตกต่างขององค์พระผู้สร้างที่แท้จริง ผู้สร้างทุกสิ่งด้วยความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยต่อสิ่งที่ทรงสร้าง พระเจ้าไม่ได้สร้างตามความเพ้อฝัน แต่ทรงสร้างโลกที่สวยงามและ “ดีนัก” (ปฐก.1:31) ด้วยความรัก และแม้ว่ามนุษยชาติจะหันไปจากพระองค์โดยเลือกเอาอสุรกายแห่งความชั่วร้าย แต่ความมุ่งมั่นและความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาตินั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ดังที่พระเยซูอธิบายกับนิโคเดมัสว่า ความรักที่พระเจ้ามีต่อสิ่งซึ่งทรงสร้างนั้นยิ่งใหญ่มาก ทรงเต็มใจประทานแม้กระทั่งสิ่งที่ทรงรักมากที่สุด คือ “พระบุตรองค์เดียวของพระองค์” (ยน.3:16) เพื่อโลกจะได้รับความรอด พระเยซูสละพระองค์เอง รับโทษบาปของเราเพื่อ“ทุกคนที่วางใจในพระองค์จะได้ชีวิตนิรันดร์” (ข้อ 15)

เรามีพระผู้สร้างที่เราวางชีวิตและหัวใจของเราไว้กับพระองค์ได้

สิทธิอำนาจของพระเยซู

แม้พระเยซูปลดปล่อยเจฟฟ์ลูกชายผมเป็นอิสระจากการใช้สารเสพติดมา เป็นเวลาหลายปีแล้ว ผมก็ยังกังวลอยู่ เราผ่านอะไรด้วยกันมามาก และบางครั้งผมจดจ่ออยู่กับอดีตที่มีปัญหาของเขาแทนที่จะเป็นอนาคตซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้เขา พ่อแม่ของผู้ติดยามักกังวลเรื่องการกลับไปใช้ยา แล้ววันหนึ่งที่งานรวมญาติ ผมดึงเจฟฟ์ออกมา “จำไว้นะ...เรามีศัตรู และมันมีอำนาจมาก” ผมบอกลูก “ผมรู้พ่อ” เขาตอบ “มันมีอำนาจ แต่มันไม่มีสิทธิอำนาจเหนือทุกอย่าง”

ในเวลานั้น ผมนึกถึงสิทธิอำนาจอันหาที่เปรียบไม่ได้ของพระเยซูในการช่วยกู้เราจากบาป และเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราเมื่อเราพึ่งพาพระองค์ ทันใดนั้นผมก็นึกถึงพระวจนะที่พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวก ก่อนที่จะเสด็จกลับไปหาพระบิดาในสวรรค์ “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไป...” (มธ.28:18-19)

พระเยซูผู้ถูกตรึงและทรงเป็นขึ้นได้เปิดทางให้เรามาหาพระองค์ไม่ว่าอดีตของเราจะเป็นอย่างไร พระองค์ทรงถือรักษาทั้งอดีตและอนาคตของเราไว้ เพราะพระองค์ทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราเสมอ (ข้อ 20) เราจึงมั่นใจได้ว่าพระองค์จะทรงทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ และชีวิตของเราอยู่ในพระหัตถ์ที่ไม่เคยผิดพลาดของพระองค์ พระเยซูประทานความหวังอันหาที่เปรียบไม่ได้แก่เรา เป็นความหวังอันประเสริฐจนเราไม่อาจเก็บไว้คนเดียวได้ มารร้ายและโลกนี้อาจมีอำนาจบางส่วนในชั่วขณะหนึ่ง แต่ “สิทธิอำนาจทั้งสิ้น” เป็นของพระเยซูตลอดไปเป็นนิตย์

ไม่มีทางชนะพระเจ้าในเรื่องความรัก

ตอนที่ฮาเวียร์ลูกชายของฉันซึ่งตอนนี้โตเป็นผู้ใหญ่แล้วยังอยู่อนุบาล เขากางแขนออกกว้างและพูดว่า “ผมรักแม่มากขนาดนี้” ฉันยืดแขนที่ยาวกว่าออกและพูดว่า “แม่รักลูกมากขนาดนี้” เขายืนกำหมัดเท้าเอวและพูดว่า “ผมรักแม่ก่อน” ฉันส่ายหน้า “แม่รักลูกก่อนตั้งแต่พระเจ้าส่งลูกมาอยู่ในท้องของแม่” ดวงตาของฮาเวียร์เบิกกว้าง “แม่ชนะ” ฉันตอบว่า “เราชนะทั้งคู่ เพราะพระเยซูทรงรักเราทั้งคู่ก่อน”

ขณะที่ฮาเวียร์เตรียมพร้อมสำหรับลูกคนแรกของเขาที่กำลังจะถือกำเนิดนั้น ฉันอธิษฐานที่เขาจะมีความสุขกับการแข่งกันแสดงความรักกับลูกชายของเขาขณะที่พวกเขาสร้างความทรงจำที่ดี แต่ในระหว่างที่เตรียมตัวเป็นคุณย่า ฉันรู้สึกอัศจรรย์ใจที่ฉันรักหลานชายมากตั้งแต่วินาทีที่ฮาเวียร์และภรรยาของเขาบอกว่ากำลังจะมีลูก

อัครสาวกยอห์นยืนยันว่า ความรักที่พระเยซูทรงมีต่อเราทำให้เราสามารถรักตอบพระองค์และรักผู้อื่นได้ (1ยน.4:19) การรู้ว่าพระองค์ทรงรักเราทำให้เรารู้สึกมั่นคงปลอดภัย และทำให้ความสัมพันธ์ส่วนตัวของเรากับพระองค์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น (ข้อ 15-17) เมื่อเราตระหนักถึงความรักอันลึกซึ้งที่พระองค์ทรงมีต่อเรา (ข้อ 19) เราก็จะสามารถเติบโตขึ้นในการรักพระองค์และแสดงความรักออกมาในความสัมพันธ์อื่นๆ (ข้อ 20) พระเยซูไม่เพียงทรงให้กำลังเราที่จะรักผู้อื่น แต่พระองค์ยังทรงสั่งให้เรารักด้วย “พระบัญญัตินี้เราทั้งหลายก็ได้มาจากพระองค์ คือว่าให้คนที่รักพระเจ้านั้นรักพี่น้องของตนด้วย” (ข้อ 21) เมื่อใดที่มีการพูดถึงเรื่องความรัก พระเจ้าจะทรงชนะเสมอ ไม่ว่าเราจะพยายามมากแค่ไหน เราก็ไม่สามารถชนะพระเจ้าได้ในเรื่องความรัก

อธิษฐานและเฝ้าระวัง

ในการต่อสู้ฝ่ายวิญญาณ ผู้เชื่อในพระเยซูควรจริงจังกับการอธิษฐาน แต่มีหญิงชาวฟลอริด้าคนหนึ่งพบว่าการถือปฏิบัติอย่างไม่ฉลาดนั้นอันตรายเพียงใด เวลาอธิษฐานเธอจะหลับตา วันหนึ่งขณะขับรถและอธิษฐาน (โดยการหลับตา!) เธอไม่ได้หยุดรถที่ป้ายให้หยุด และเหินข้ามทางแยกออกนอกถนนเข้าไปในสนามของบ้านหลังหนึ่ง จากนั้นเธอพยายามถอยรถออกจากสนามแต่ไม่สำเร็จ แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่เธอก็ได้รับใบสั่งจากตำรวจในข้อหาขับรถด้วยความประมาทและทำให้ทรัพย์สินเสียหาย นักรบแห่งการอธิษฐานคนนี้พลาดส่วนสำคัญของเอเฟซัส 6:18 ที่บอกว่า จงระวังตัว

ในเอเฟซัส 6 อัครทูตเปาโลได้รวมเอาสองสิ่งสุดท้ายเข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า สิ่งแรกคือ เราควรต่อสู้ในสงครามฝ่ายวิญญาณด้วยการอธิษฐาน คือการอธิษฐานในพระวิญญาณโดยพึ่งพาในฤทธานุภาพของพระเจ้า วางใจในการทรงนำของพระองค์และตอบสนองต่อการกระตุ้นเตือนจากพระองค์ คือ อธิษฐานทุกอย่างทุกเวลา (ข้อ 18) สิ่งที่สอง เปาโลสนับสนุนให้เรา “ระวังตัว” การเฝ้าระวังฝ่ายวิญญาณสามารถช่วยให้เราเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาของพระเยซู (มก.13:33) ได้รับชัยชนะเหนือการทดลอง (14:38) และอธิษฐานวิงวอนเพื่อผู้เชื่อคนอื่นๆ (อฟ.6:18)

ขณะที่เราต่อสู้ในสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวัน ขอให้ชีวิตของเรามีท่าทีของการ “อธิษฐานและเฝ้าระวัง” คือต่อสู้กับอำนาจชั่วร้ายและฝ่าทะลุความมืดด้วยแสงสว่างของพระคริสต์

ทูตสวรรค์ร่วมทาง

เมื่อต้องทำการตรวจทางการแพทย์ครั้งแล้วครั้งเล่าตามตารางที่วางไว้ เบฟ รู้สึกหนักใจและเหนื่อยล้า เธอรู้สึกกลัวตอนที่แพทย์บอกว่าพวกเขากำลังหามะเร็งในที่ใดที่หนึ่งในร่างกายของเธอ ในแต่ละวันพระเจ้าทรงหนุนใจเธออย่างสัตย์ซื่อด้วยพระสัญญาแห่งการสถิตอยู่ด้วยของพระองค์ และสันติสุขที่จะคงอยู่เมื่อเธอหันมาหาพระองค์หรืออ่านพระคัมภีร์ เธอต่อสู้กับความไม่แน่นอนและได้เรียนรู้บ่อยครั้งที่จะมอบ “สิ่งที่อาจเกิดขึ้น” ไว้บนบ่าของพระเจ้า เช้าวันหนึ่งเบฟบังเอิญพบข้อความในอพยพ 23 ที่สะดุดใจของเธอก่อนต้องเข้ารับการผ่าตัดครั้งสำคัญ “เราใช้ทูตของเราเดินนำหน้าพวกเจ้า เพื่อคอยระวังรักษาพวกเจ้าตามทาง” (ข้อ 20)

พระเจ้าตรัสถ้อยคำเหล่านั้นผ่านทางโมเสสมาถึงประชากรของพระองค์คือชนอิสราเอล พระองค์ได้ประทานกฎบัญญัติให้ประชากรของพระองค์ปฏิบัติตามและทรงนำพวกเขาไปสู่ดินแดนใหม่ (ข้อ 14-26) แต่ในท่ามกลางข้อกำหนดเหล่านั้น พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่าพระองค์จะส่งทูตสวรรค์มาเดินนำหน้าพวกเขา “เพื่อคอยระวังรักษา [พวกเขา] ตามทาง” (ข้อ 20) แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเบฟ แต่เธอก็จำได้ว่าในพระวจนะตอนอื่นมีการกล่าวถึงการดูแลของทูตสวรรค์ไว้ด้วย สดุดี 91:11 กล่าวว่า “พระองค์จะรับสั่งเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ในเรื่องท่าน ให้ระแวดระวังท่านในทางทั้งปวงของท่าน” และฮีบรู 1:14 บอกเราว่าพระเจ้าทรงส่งทูตสวรรค์มาเป็น “วิญญาณผู้ปรนนิบัติ” เพื่อรับใช้ผู้ที่เชื่อในพระเยซู

ถ้าเรารู้จักพระคริสต์ พระองค์ก็ได้ทรงส่งทูตสวรรค์มาอยู่ใกล้เราเพื่อจะปรนนิบัติเราด้วยเช่นกัน

ถอนวัชพืชแห่งความกังวล

หลังจากเอาเมล็ดพืชสองสามเมล็ดใส่ลงในดินในกระถางที่สวนหลังบ้าน ฉันก็รอดูว่าผลจะเป็นอย่างไร ฉันอ่านข้อมูลที่บอกว่าเมล็ดจะงอกภายในสิบถึงสิบสี่วัน ฉันจึงตรวจดูบ่อยๆตอนรดน้ำ ไม่ช้าฉันก็เห็นใบไม้สีเขียวสองสามใบโผล่ขึ้นมาจากดิน แต่ความดีใจของฉันสลายไปอย่างรวดเร็วเมื่อสามีบอกว่านั่นเป็นวัชพืช เขาบอกให้ฉันรีบถอนมันออกเพื่อไม่ให้มันรบกวนต้นไม้ที่ฉันพยายามจะปลูก

พระเยซูก็ทรงบอกถึงความสำคัญของการจัดการกับผู้บุกรุกที่สามารถขัดขวางการเติบโตฝ่ายวิญญาณของเรา พระองค์ทรงอธิบายส่วนหนึ่งของคำอุปมาของพระองค์ดังนี้ว่า เมื่อผู้หว่านหว่านเมล็ดพืช บางส่วนก็ “ตกกลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอกขึ้นปกคลุมเสีย” (มธ.13:7) หนามหรือวัชพืชจะหยุดการเจริญเติบโตของพืชนั้น (ข้อ 22) และความกังวลจะทำให้การเติบโตฝ่ายวิญญาณของเราหยุดชะงักอย่างแน่นอน การอ่านพระคัมภีร์และอธิษฐานเป็นวิธีที่ดีมากในการเติบโตขึ้นในความเชื่อ แต่ฉันพบว่าฉันต้องคอยเฝ้าระวังหนามแห่งความกังวลที่จะมา “รัด” พระวจนะที่ถูกปลูกไว้ในตัวฉัน ซึ่งทำให้ฉันจดจ่ออยู่กับความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น

ผลของพระวิญญาณที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ได้แก่ ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข (กท.5:22) แต่เพื่อให้เราเกิดผลเหล่านั้น เราต้องอาศัยกำลังจากพระเจ้าเพื่อจะถอนวัชพืชแห่งความสงสัยหรือความกังวลใดๆ ที่อาจทำให้เราเสียสมาธิและมุ่งความสนใจไปยังสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้า

รับใช้ด้วยกันในพระเยซู

เจ้าหน้าที่กู้ภัยร่วมมือกันช่วยเหลือชายสามคนที่ติดอยู่บนเกาะในไมโครนีเซีย การทำงานเป็นทีมมีความจำเป็นเพราะวิกฤตการณ์ด้านสุขภาพที่ขยายวงกว้างทำให้พวกเขาต้องจำกัดการติดต่อสัมผัสกัน นักบินซึ่งเห็นคนที่เรืออับปางเป็นคนแรกได้วิทยุไปยังเรือของกองทัพเรือออสเตรเลียที่อยู่ใกล้เคียง เรือลำดังกล่าวได้ส่งเฮลิคอปเตอร์สองลำเพื่อนำอาหาร น้ำ และการรักษาพยาบาลไปให้ ต่อมาหน่วยยามฝั่งของสหรัฐฯก็มาถึงเพื่อตรวจดูชายทั้งสามและนำอุปกรณ์วิทยุมาให้ ในที่สุดเรือตรวจการณ์ของไมโครนีเซียก็พาพวกเขาไปถึงที่หมาย

เราสามารถทำภารกิจให้สำเร็จได้มากมายเมื่อทำงานร่วมกัน ผู้เชื่อชาวฟีลิปปีระดมกำลังเพื่อสนับสนุนอัครทูตเปาโล นางลิเดียและครอบครัวได้เชิญท่านมาพักที่บ้านของพวกเขา (กจ.16:13-15) เคลเมนท์ และแม้แต่นางยูโอเดียและนางสินทิเค (ซึ่งไม่ถูกกัน) ต่างได้ทำงานเคียงข้างเปาโลในการประกาศข่าวประเสริฐ (ฟป.4:2-3) ต่อมาเมื่อเปาโลถูกคุมขังในกรุงโรม คริสตจักรได้รวบรวมเครื่องใช้ที่จำเป็นและส่งไปให้ผ่านทางเอปาโฟรดิทัส (ข้อ 14-18) บางทีสิ่งที่สำคัญที่สุดอาจเป็นการที่ชาวเมืองฟีลิปปีได้อธิษฐานเผื่อท่านตลอดการทำพันธกิจของท่าน (1:19)

ตัวอย่างของผู้เชื่อที่รับใช้ร่วมกันในคริสตจักรเก่าแก่แห่งนี้สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้ในวันนี้ การร่วมมือกับเพื่อนผู้เชื่อเพื่ออธิษฐานและรับใช้ผู้อื่นด้วยการทรงนำและการเสริมกำลังจากพระเจ้า จะทำให้เราประสบความสำเร็จมากเกินกว่าที่เราจะสามารถทำได้ด้วยตัวเอง มีคำกล่าวไว้ว่า “หนึ่งคนก็แค่หนึ่งหยดน้ำ รวมกันเราคือมหาสมุทร”

พระเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า

ราเล่ย์ เพื่อนของผมกำลังพุ่งทะยานเข้าสู่วันครบรอบวันเกิดปีที่แปดสิบห้า! เขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับผมตั้งแต่เราได้คุยกันครั้งแรกเมื่อกว่าสามสิบห้าปีก่อน เมื่อเร็วๆนี้เขาเล่าว่าตั้งแต่เกษียณ เขาเขียนต้นฉบับหนังสือเสร็จหนึ่งเล่ม และเริ่มต้นงานพันธกิจอื่นอีก ผมรู้สึกทึ่งแต่ไม่แปลกใจ

ในพระคัมภีร์ คาเลบในวัยแปดสิบห้าก็ยังไม่พร้อมที่จะหยุดเช่นกัน ความเชื่อและการอุทิศตนต่อพระเจ้าค้ำจุนท่านตลอดหลายสิบปีของการใช้ชีวิตในถิ่นทุรกันดาร และในการสู้รบเพื่อรักษามรดกที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้กับอิสราเอล ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้ายังมีกำลังแข็งแรง เช่นเดียวกับวันที่โมเสสใช้ให้ข้าพเจ้าไป กำลังของข้าพเจ้าในการทำศึกสงคราม หรือออกไปและเข้ามาเดี๋ยวนี้ก็เป็นเหมือนครั้งนั้น” (ยชว.14:11) ท่านจะเอาชนะด้วยวิธีใด คาเลบประกาศว่า “พระเจ้าจะทรงสถิตกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะขับไล่เขาออกไปได้ ดังที่พระเจ้าตรัสไว้แล้ว” (ข้อ 12)

พระเจ้าจะทรงช่วยเหลือทุกคนที่ไว้วางใจในพระองค์อย่างสุดใจโดยไม่เกี่ยงเรื่องอายุ สถานะในชีวิต หรือสถานการณ์ เราเห็นพระเจ้าได้ในองค์พระเยซู พระผู้ช่วยให้รอดของเรา หนังสือพระกิตติคุณทำให้เราเกิดความเชื่อในพระเจ้าผ่านสิ่งที่เรามองเห็นในพระคริสต์ พระเยซูทรงสำแดงความห่วงใยและพระเมตตาของพระเจ้าต่อทุกคนที่ขอความช่วยเหลือจากพระองค์ ดังที่ผู้เขียนฮีบรูยอมรับว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว” (ฮบ.13:6) ไม่ว่าเราจะเป็นเด็กหรือคนชรา คนอ่อนแอหรือแข็งแรง ถูกพันธนาการหรือเป็นอิสระ กระฉับกระเฉงหรือเดินกะเผลก แล้วจะมีอะไรที่ขัดขวางไม่ให้เราขอความช่วยเหลือจากพระองค์ในวันนี้ได้

เอกภาพบนความหลากหลายในพระคริสต์

ในบทความเรื่อง “การรับใช้และออทิสติก” ของศาสตราจารย์ดาเนียล โบว์แมน จูเนียร์ ได้บรรยายถึงความยากลำบากในการตัดสินใจเกี่ยวกับการรับใช้ในคริสตจักรของเขาในฐานะคนที่มีภาวะออทิสติก เขาอธิบายว่า “ในการก้าวไปข้างหน้าในแต่ละวัน คนที่มีอาการออทิสติกต้องสร้างทางเดินใหม่ทุกครั้ง เป็นเส้นทางที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งต้องคำนึงถึง...พลังงานทางจิตใจ อารมณ์ และร่างกาย...ช่วงเวลาที่อยู่คนเดียวเพื่อจะพัก การรับรู้ทางประสาทสัมผัสและระดับความสบาย...ช่วงเวลาของวันนั้นว่าเราได้รับการชื่นชมในจุดเด่นของเรา และได้รับการอำนวยความสะดวกในสิ่งที่จำเป็นหรือไม่ หรือเราถูกแบ่งแยกอันเนื่องมาจากทั้งภาวะการรับรู้ที่บกพร่องของเราและเรื่องอื่นๆอีกมากมาย” โบว์แมนเขียนถึงการตัดสินใจเหล่านี้ว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ “ในขณะที่การปรับเวลาและพลังงานของคนอื่นอาจไม่ส่งผลร้ายแรงต่อพวกเขา แต่การตัดสินใจแบบเดียวกันนั้นอาจทำให้ผมแย่ได้”

โบว์แมนเชื่อว่าภาพของการผูกพันซึ่งกันและกันที่เปาโลอธิบายไว้ใน 1 โครินธ์ 12 อาจเป็นวิธีแก้ปัญหา ในข้อ 4-6 เปาโลบรรยายว่าพระเจ้ามอบของประทานให้กับประชากรแต่ละคนของพระองค์เป็นพิเศษเพื่อ “ประโยชน์ร่วมกัน” (ข้อ 7) แต่ละคนเป็นอวัยวะที่ “ขาดเสียไม่ได้” ในพระกายของพระคริสต์ (ข้อ 22) เมื่อคริสตจักรเข้าใจธรรมชาติและของประทานที่พระเจ้าทรงมอบให้คนแต่ละคนแล้ว แทนที่จะกดดันให้ทุกคนรับใช้ในลักษณะเดียวกัน พวกเขาสามารถสนับสนุนสมาชิกของตนให้รับใช้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับของประทานของพวกเขา

โดยวิธีนี้ แต่ละคนจะจำเริญขึ้นและพบความสมบูรณ์ และรู้สึกมั่นคงในบทบาทที่มีคุณค่าของตนในพระกายของพระคริสต์ (ข้อ 26)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา