Category  |  ODB

พระคัมภีร์บนเบาะหลัง

แอนดรูว์จอดรถโฟล์คสวาเก้นและเจ้าหน้าที่ก็เดินเข้ามา เขาอธิษฐานเช่นเคยเหมือนทุกครั้งว่า “ข้าแต่พระเจ้า เมื่อพระองค์ทรงอยู่บนโลกนี้ พระองค์ทรงทำให้คนตาบอดมองเห็นได้ บัดนี้ขอโปรดให้ดวงตานั้นมองไม่เห็นด้วยเถิด” เจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้นรถและไม่พูดอะไรเกี่ยวกับพระคัมภีร์ที่อยู่ในกระเป๋าเดินทางของเขาเลย แอนดรูว์ข้ามพรมแดนมาเพื่อส่งพระคัมภีร์ให้กับคนที่ไม่สามารถเป็นเจ้าของพระคัมภีร์ได้

แอนดรูว์ ฟาน เดอร์ เบลจ์ หรือบราเดอร์แอนดรูว์ พึ่งพาฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าสำหรับงานที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าทรงเรียกเขาให้ทำ นั่นก็คือการนำพระคัมภีร์ไปยังประเทศที่การเป็นคริสเตียนเป็นสิ่งผิดกฎหมาย “ผมเป็นคนธรรมดา” เขากล่าว พร้อมกับย้ำถึงข้อจำกัดด้านการศึกษาและทุนทรัพย์ของตัวเอง “สิ่งที่ผมทำ ใครๆก็ทำได้” ปัจจุบันองค์กรของเขาที่ชื่อโอเพ่นดอร์ (Open Doors International) ได้ทำงานกับผู้เชื่อที่ถูกข่มเหงเพราะพระเยซูทั่วโลก

เมื่อเศรุบบาเบลผู้ว่าราชการของยูดาห์ เผชิญกับภารกิจที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในการสร้างพระวิหารขึ้นใหม่หลังจากที่ชาวยิวกลับจากการเป็นเชลย ท่านรู้สึกท้อแท้ แต่พระเจ้าทรงเตือนท่านไม่ให้พึ่งพากำลังหรือความสามารถของมนุษย์ แต่ให้พึ่งพาพระวิญญาณของพระองค์ (ศคย.4:6) พระองค์ทรงให้กำลังใจท่านผ่านนิมิตที่ทรงสำแดงต่อผู้เผยพระวจนะเศคาริยาห์เกี่ยวกับตะเกียงที่ได้รับน้ำมันจากต้นมะกอกที่อยู่ข้างๆ (ข้อ 2-3) เช่นเดียวกับตะเกียงที่ติดไฟเนื่องจากมีน้ำมันหล่อเลี้ยงอยู่ตลอด เศรุบบาเบลและชนอิสราเอลก็สามารถทำงานของพระเจ้าโดยพึ่งพาฤทธิ์อำนาจที่มาจากพระองค์ได้ตลอดเวลา

เมื่อเราพึ่งพาพระเจ้า ขอให้เราวางใจในพระองค์และทำสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้เราทำ

พระเจ้าทรงเห็นเรา

มีต้นไม้หนึ่งหมื่นสี่พันล้านต้นในรัฐมิชิแกน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป กระนั้น ทางรัฐยังเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “ตามล่าต้นไม้ใหญ่” ประจำปี เพื่อตามหาต้นไม้ที่เก่าแก่และมีขนาดใหญ่ที่สุดซึ่งจะได้รับการยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ที่มีชีวิต การแข่งขันนี้เป็นการช่วยยกระดับต้นไม้ธรรมดาขึ้น เพราะในผืนป่าทุกแห่งอาจมีต้นที่จะชนะรางวัลรอคอยให้มีใครบางคนสังเกตเห็นมัน 

พระเจ้าไม่เหมือนกับคนส่วนใหญ่ พระองค์ทรงสังเกตเห็นสิ่งธรรมดาทั่วไปเสมอ ทรงใส่พระทัยในสิ่งของหรือบุคคลที่คนอื่นมองข้าม พระเจ้าทรงส่งคนธรรมดาคนหนึ่งชื่ออาโมสไปยังอิสราเอลในรัชสมัยของกษัตริย์เยโรโบอัม อาโมสตักเตือนประชากรให้หันจากความชั่วร้ายและแสวงหาความยุติธรรม แต่ท่านถูกขับไล่และบอกให้เงียบ พวกเขาพูดจาดูถูกท่านว่า “ท่านผู้ทำนาย ไปเถิด จงหนีไปเสียที่แผ่นดินยูดาห์...และเผยพระวจนะที่นั่นเถิด” (อมส.7:12) อาโมสตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่ผู้เผยพระวจนะ หรือลูกของผู้เผยพระวจนะ ข้าพเจ้าเป็นคนเลี้ยงสัตว์ และเป็นคนดูแลสวนมะเดื่อ และพระเจ้าทรงนำข้าพเจ้ามาจากการติดตามฝูงแพะแกะ และพระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘ไปซิ จงเผยพระวจนะแก่อิสราเอลประชากรของเรา’” (ข้อ 14-15)

พระเจ้าทรงรู้จักและสังเกตเห็นอาโมสเมื่อท่านเป็นเพียงคนเลี้ยงแกะทั่วไปที่คอยดูแลฝูงแกะและต้นไม้ หลายร้อยปีต่อมา พระเยซูทรงสังเกตเห็นและทรงเรียกคนธรรมดาอย่างนาธานาเอล (ยน.1:48) และศักเคียส (ลก.19:4-5) ขณะที่พวกเขายืนอยู่ใกล้กับต้นมะเดื่อ ไม่ว่าเราจะรู้สึกมืดมนเพียงใด พระองค์ทรงเห็นเรา รักเรา และทรงใช้เราตามพระประสงค์ของพระองค์์

พระเจ้าทรงใช้เรื่องราวของเรา

ฉันเปิดกล่องความทรงจำแล้วดึงเข็มกลัดสีเงินอันเล็กๆซึ่งมีขนาดและรูปร่างเท่ากับเท้าของทารกในครรภ์อายุ 10 สัปดาห์ออกมา ขณะที่สัมผัสนิ้วเท้าเล็กๆทั้งสิบนิ้ว ฉันนึกถึงตอนที่ต้องสูญเสียลูกในครรภ์คนแรกไป และคนที่บอกว่าฉัน “โชคดี” ที่ไม่ได้อุ้มท้อง “ไปนานกว่านั้น” ฉันโศกเศร้าเมื่อรู้ว่าเท้าของลูกนั้นเหมือนกับหัวใจดวงน้อยที่เคยเต้นอยู่ในครรภ์ของฉันจริงๆ ฉันขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยปลดปล่อยฉันจากภาวะซึมเศร้าและใช้เรื่องราวนี้เพื่อปลอบโยนคนที่ต้องเสียใจจากการสูญเสียลูก เป็นเวลากว่า 20 ปีหลังจากที่ฉันแท้งลูก ฉันและสามีได้ตั้งชื่อลูกที่เสียไปว่า ไค ซึ่งในบางภาษาแปลว่า “ชื่นชมยินดี” แม้ว่าฉันยังคงเจ็บปวดจากการสูญเสีย แต่ฉันขอบคุณพระเจ้าที่ทรงเยียวยาหัวใจและใช้เรื่องราวของฉันเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น

ผู้เขียนสดุดี 107 ชื่นชมยินดีในพระลักษณะของพระเจ้าและร้องสรรเสริญ “จงโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์” (ข้อ 1) พระองค์ทรงเรียกร้องให้ “ผู้ที่พระเจ้าทรงไถ่ไว้” เล่าเรื่องราวของพวกเขา (ข้อ 2) “ให้เขาขอบพระคุณพระเจ้า เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ เพราะการอัศจรรย์ของพระองค์ที่มีต่อบุตรของมนุษย์” (ข้อ 8) พระองค์ทรงหยิบยื่นความหวังพร้อมกับพระสัญญาที่บอกว่า พระเจ้าผู้เดียวที่ “ทรงให้เขาอิ่ม และผู้ที่หิว พระองค์ทรงให้เขาหนำใจด้วยของดี” (ข้อ 9)

ไม่มีใครหลีกหนีความเศร้าโศกหรือความทุกข์ใจได้ แม้แต่คนที่ได้รับการไถ่ผ่านการสละพระชนม์บนกางเขนของพระคริสต์ แต่เราสามารถสัมผัสถึงพระเมตตาของพระเจ้าได้เมื่อพระองค์์ทรงใช้เรื่องราวของเรา เพื่อนำผู้อื่นมาถึงความรักแห่งการทรงไถ่ของพระองค์

การตอบสนองอย่างพระคริสต์

จอร์จกำลังทำงานก่อสร้างท่ามกลางความร้อนระอุจากดวงอาทิตย์ในหน้าร้อนของรัฐแคโรไลน่าขณะที่เพื่อนบ้านซึ่งอาศัยอยู่ในละแวกนั้นเดินเข้ามาในพื้นที่ที่เขาทำงานอยู่ ชายคนนั้นเริ่มก่นด่าและวิพากษ์วิจารณ์ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับโครงการ รวมทั้งวิธีการดำเนินงานด้วยความโกรธอย่างเห็นได้ชัด จอร์จรับฟังคำวิจารณ์เหล่านั้นโดยไม่ตอบโต้จนกระทั่งเพื่อนบ้านที่โกรธเกรี้ยวหยุดตะโกนใส่เขา จากนั้นเขาก็ตอบอย่างสุภาพว่า “วันนี้คุณคงเจออะไรแย่ๆมาใช่ไหมครับ” ใบหน้าของเพื่อนบ้านที่กำลังโกรธขึ้งพลันอ่อนลง เขาก้มศีรษะและพูดว่า “ผมขอโทษที่พูดกับคุณไม่ดี” ความเมตตาของจอร์จได้ช่วยบรรเทาความโกรธเกรี้ยวของเพื่อนบ้าน

มีหลายครั้งที่เราอยากจะตอบโต้คนที่ดูถูกและทำไม่ดีกับเราแบบตาแทนตาฟันแทนฟัน แต่จอร์จทำสิ่งที่ตรงกันข้ามคือแสดงความเมตตา ซึ่งเราได้เห็นความเมตตาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดจากการที่พระเยซูต้องรับผลของบาปที่เราทำ “เมื่อเขากล่าวคำหยาบคายต่อพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงกล่าวตอบเขาด้วยคำหยาบคายเลย เมื่อพระองค์ทรงทนทุกข์ พระองค์ไม่ได้ทรงมาดร้าย แต่ทรงมอบเรื่องของพระองค์ไว้แก่พระเจ้าผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรม” (1 ปต.2:23)

เราทุกคนจะมีช่วงเวลาที่ถูกเข้าใจผิด ถูกใส่ความ หรือถูกโจมตี เราอาจจะอยากตอบโต้ แต่พระเยซูเรียกร้องให้เราแสดงความเมตตา แสวงหาสันติสุข และแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น โดยความช่วยเหลือจากพระเจ้าในวันนี้ พระองค์อาจจะใช้เราเพื่ออวยพรคนที่กำลังเผชิญกับวันที่ยากลำบากก็เป็นได้

ตอบตกลงด้วยความเชื่อ

เมื่อมีคนถามว่าฉันยินดีจะตอบรับทำงานในความรับผิดชอบใหม่ๆหรือไม่ ฉันอยากจะตอบปฏิเสธ ฉันคิดถึงความท้าทายที่จะตามมาและรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอจะทำงานเหล่านั้น แต่ขณะที่ฉันอธิษฐานและแสวงหาการทรงนำจากพระคัมภีร์และผู้เชื่อคนอื่นๆ ฉันก็ตระหนักว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ฉันตอบตกลง ฉันได้รับความมั่นใจจากพระคัมภีร์ว่าความช่วยเหลือจะมาจากพระองค์ ดังนั้น ฉันจึงตอบรับงานนั้นแม้จะยังมีความกลัวอยู่บ้าง

ฉันเห็นภาพตัวเองในชนชาติอิสราเอลและผู้สอดแนมทั้งสิบคนที่ล่าถอยจากการเข้าไปยึดครองแผ่นดินคานาอัน (กดว.13:27-29, 31-33; 14:1-4) พวกเขามองเห็นความลำบากและสงสัยว่าพวกเขาจะเอาชนะผู้ที่มีกำลังในแผ่นดินนั้นและทำลายเมืองที่เป็นป้อมปราการนั้นได้อย่างไร “เราเหมือนเป็นตั๊กแตนโม” ผู้สอดแนมกล่าว (13:33) และชนอิสราเอลก็บ่นว่า “พระเจ้านำเราเข้ามาในประเทศนี้ให้ตายด้วยคมกระบี่ทำไมเล่า” (14:3)

มีเพียงโยชูวาและคาเลบเท่านั้นที่จำได้ว่าพระเจ้าทรงสัญญาจะมอบแผ่นดินคานาอันแก่ประชากรของพระองค์ (ปฐก.17:8; กดว.13:2) พวกเขามีความมั่นใจจากพระสัญญาของพระเจ้าและมองข้ามความยากลำบากที่อยู่เบื้องหน้า ไปยังการทรงสถิตและความช่วยเหลือของพระองค์ พวกเขาเผชิญความยากลำบากโดยพึ่งในฤทธานุภาพ การคุ้มครอง และทรัพยากรของพระเจ้า ไม่ใช่ของพวกเขาเอง (กดว.14:6-9)

งานที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ฉันทำนั้นไม่ง่าย แต่พระองค์ทรงช่วยให้ฉันผ่านมันไปได้ แม้เราจะหนีไม่พ้นความยากลำบากในการทำงานของพระเจ้า แต่เราสามารถเผชิญหน้ากับมันได้เช่นเดียวกับโยชูวาและคาเลบ โดยรู้ว่า “พระเจ้าสถิตฝ่ายเรา” (ข้อ 9)

พระลักษณะของพระคริสต์

หลังจากการไปปฏิบัติหน้าที่ที่ท้าทายในอัฟกานิสถาน ชีวิตของจ่าสิบเอกสก็อตต์แห่งกองทัพอังกฤษก็แตกเป็นเสี่ยงๆ เขาจำได้ว่า “ผมอยู่ในความมืดมิด” แต่เมื่อเขา “พบพระเยซูและเริ่มติดตามพระองค์” ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้เขาพยายามแบ่งปันความรักของพระคริสต์กับผู้อื่น โดยเฉพาะกับบรรดาทหารผ่านศึกที่ลงแข่งในการแข่งขันกีฬาทหารผ่านศึกนานาชาติที่จัดขึ้นสำหรับทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม

สำหรับสก็อตต์ การอ่านพระคัมภีร์ การอธิษฐาน และการฟังเพลงนมัสการ ช่วยเตรียมชีวิตของเขาก่อนจะไปเข้าร่วมการแข่งขัน จากนั้นพระเจ้าทรงช่วยเขาให้สามารถ “สะท้อนพระลักษณะของพระเยซูและสำแดงความเมตตา ความอ่อนสุภาพ และพระคุณ” ต่อเพื่อนทหารผ่านศึกที่ลงแข่งขันด้วยกัน

สก็อตต์ได้เอ่ยถึงผลของพระวิญญาณบางประการที่อัครทูตเปาโลเขียนถึงผู้เชื่อในกาลาเทีย พวกเขาต้องต่อสู้ดิ้นรนภายใต้อิทธิพลของผู้สอนเท็จ ดังนั้น เปาโลจึงพยายามหนุนใจพวกเขาให้ยืนหยัดในความจริงต่อพระเจ้าและพระคุณของพระองค์ โดยให้ “พระวิญญาณทรงนำ” (กท.5:18) เมื่อทำดังนั้น พวกเขาจะบังเกิดผลของพระวิญญาณ คือ “ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม และการรู้จักบังคับตน” (ข้อ 22-23)

เมื่อพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ภายในเรา เราจะเปี่ยมล้นด้วยความดีงามและความรักของพระองค์ และจะแสดงความอ่อนโยนและความเมตตาต่อคนรอบข้างเช่นกัน

การปกป้องของพระเจ้า

ผมกับภรรยาปั่นจักรยานเป็นระยะทางหลายร้อยไมล์ต่อปีบนเส้นทางรอบมิชิแกนฝั่งตะวันตก และเราได้ติดอุปกรณ์เสริมที่จักรยานเพื่อประสบการณ์ในการขี่ที่ดียิ่งขึ้น ซูมีไฟหน้า ไฟท้าย มาตรวัดระยะทาง และตัวล็อกจักรยาน ส่วนผมมีที่วางขวดน้ำ ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถขี่จักรยานไปบนเส้นทางนั้นได้ทุกวันในระยะทางเท่าเดิมโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมเหล่านี้เลย มันมีประโยชน์ก็จริงแต่ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่จำเป็น

ในพระธรรมเอเฟซัส อัครทูตเปาโลเขียนถึงอุปกรณ์เสริมอีกชุดหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวเลือกแต่เป็นสิ่งจำเป็น ท่านกล่าวว่าเราต้อง “สวม” สิ่งเหล่านี้เพื่อเราจะประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตตามความเชื่อในพระเยซู ชีวิตของเราไม่ใช่เรื่องง่าย เรากำลังอยู่ในสงครามที่ต้อง “ต่อต้านยุทธอุบายของพญามาร” (6:11) ดังนั้น เราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม

หากปราศจากสติปัญญาจากพระคัมภีร์ เราอาจถูกชักจูงให้โอนอ่อนกับข้อผิดพลาด หากไม่มีพระเยซูคอยช่วยเราให้ดำเนินชีวิตตาม “ความจริง” ของพระองค์ เราก็จะพ่ายแพ้แก่คำโกหก (ข้อ 14) หากไม่มี “ข่าวประเสริฐ” เราก็ขาด “สันติสุข” (ข้อ 15) หากไม่มี “ความเชื่อ” เป็นโล่ที่คอยปกป้องเรา เราก็จะถูกความสงสัยโจมตี (ข้อ 16) “ความรอด” และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีเพื่อพระเจ้าได้ (ข้อ 17) และทั้งหมดนี้คือชุดเกราะของเรา

เราจำเป็นต้องเดินไปบนเส้นทางแห่งชีวิตโดยมีสิ่งที่คอยปกป้องเราจากอันตราย เราจะเป็นเช่นนั้นได้เมื่อพระคริสต์ทรงเตรียมเราให้พร้อมสำหรับความท้าทายในระหว่างเส้นทาง ด้วยการ “สวม” ยุทธภัณฑ์ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้

การอัศจรรย์ “ในสิ่งเล็กน้อย”

ในงานแต่งงานของเรา เดฟเพื่อนที่ขี้อายยืนอยู่ตรงมุมห้องโดยถือสิ่งของทรงสี่เหลี่ยมที่ห่อด้วยกระดาษบางๆเอาไว้ เมื่อถึงเวลาที่จะมอบของขวัญเขาจึงนำมันออกมา ฉันกับอีวานแกะห่อออกแล้วพบงานไม้แกะสลักรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีแผ่นลายไม้ทรงกลมอยู่ตรงกลางอย่างสมบูรณ์แบบ และมีประโยคที่สลักไว้ว่า “การอัศจรรย์ที่พระเจ้าทำนั้น บางอย่างก็เป็นแค่เรื่องเล็กๆ” แผ่นป้ายนั้นแขวนอยู่ในบ้านของเราเป็นเวลาสี่สิบห้าปีแล้ว เตือนเราครั้งแล้วครั้งเล่าว่าพระเจ้าทรงกระทำกิจแม้ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ทั้งการจ่ายบิล การจัดหาอาหาร การรักษาโรคหวัด ล้วนเป็นบันทึกอันน่าประทับใจถึงการจัดเตรียมของพระเจ้าที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น

เศรุบบาเบลผู้ว่าราชการของยูดาห์ได้รับถ้อยคำที่คล้ายกันจากพระเจ้าผ่านทางผู้พยากรณ์เศคาริยาห์ เกี่ยวกับการบูรณะกรุงเยรูซาเล็มและพระวิหารขึ้นใหม่ หลังกลับจากการเป็นเชลยของบาบิโลน ช่วงเวลาของกระบวนการจึงเริ่มขึ้นอย่างช้าๆ และคนอิสราเอลรู้สึกท้อแท้มากขึ้น “ใครบังอาจดูถูกสิ่งเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในวันนี้” พระเจ้าประกาศ (ศคย.4:10 TNCV) พระองค์ทรงทำให้ความปรารถนาของพระองค์สำเร็จผ่านทางเราและบางครั้งโดยที่ไม่มีเรา “‘มิใช่ด้วยกำลัง มิใช่ด้วยฤทธานุภาพ แต่ด้วยวิญญาณของเรา’ พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ” (ข้อ 6)

เมื่อเรารู้สึกเหนื่อยล้ากับงานของพระเจ้าที่ดูเหมือนเล็กน้อยซึ่งทรงกระทำภายในเราและรอบๆตัวเรา ขอให้เราจดจำไว้ว่าการอัศจรรย์บางอย่างของพระองค์อาจ “เล็กน้อย” แต่พระองค์ทรงใช้สิ่งเล็กน้อย เพื่อก่อให้เกิดพระประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่าของพระองค์

สุขภาพของหัวใจ

หัวใจมนุษย์เป็นอวัยวะที่น่าทึ่ง สถานีสูบน้ำขนาดเท่ากำปั้นนี้มีน้ำหนักราว 200 ถึง 425 กรัม ในแต่ละวันจะเต้นประมาณ 100,000 ครั้งและสูบฉีดเลือดราว 7,600 ลิตรผ่านหลอดเลือดในร่างกายที่ยาวประมาณ 97,000 กิโลเมตร! ด้วยภาระหน้าที่ที่มีความสำคัญและเป็นงานที่หนัก เราจึงเข้าใจได้ว่าทำไมสุขภาพของหัวใจจึงเป็นศูนย์กลางของความเป็นอยู่ที่ดีของร่างกายทุกส่วน วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์สนับสนุนให้เราสร้างนิสัยที่ดีต่อสุขภาพเพราะสถานภาพของหัวใจเรานั้นขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของเรา

แม้ว่าวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับหัวใจในร่างกายของเรา แต่พระเจ้าตรัสด้วยสิทธิอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าเกี่ยวกับ “หัวใจ”อีกประเภทหนึ่ง พระองค์ทรงกล่าวถึง “ศูนย์กลาง” ด้านความคิด อารมณ์ วิญญาณและศีลธรรมของความเป็นเรา เนื่องจากหัวใจเป็นหน่วยประมวลผลกลางของชีวิต จึงจำเป็นต้องได้รับการปกป้อง “จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ” (สภษ.4:23) การรักษาใจจะช่วยเราในการพูด (ข้อ 24) ทำให้เรามองสิ่งต่างๆอย่างพินิจพิเคราะห์ (ข้อ 25) และเลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับย่างเท้าของเรา (ข้อ 27) ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดหรือช่วงชีวิตใด เมื่อเรารักษาใจของเรา ชีวิตของเราจะได้รับการสงวนรักษา ความสัมพันธ์ของเราได้รับการปกป้อง และพระเจ้าจะทรงได้รับเกียรติ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา