ยอร์นผู้ถ่อมตน
พวกเขาไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักจากยอร์นซึ่งเป็นคนเช่าที่ดินทำไร่ แม้จะสายตาไม่ดีและมีข้อจำกัดทางร่างกายอื่นๆ แต่ยอร์นก็อุทิศตนเองให้กับคนในหมู่บ้านของเขาในนอร์เวย์โดยการอธิษฐานในยามค่ำคืนที่เขานอนไม่หลับเพราะความเจ็บปวด ในคำอธิษฐานเขาจะเอ่ยชื่อของแต่ละคนที่อาศัยอยู่ในบ้านแต่ละหลัง แม้แต่เด็กๆที่เขายังไม่เคยพบ ชาวบ้านรักที่เขามีจิตใจอ่อนสุภาพและมักขอความรู้และคำแนะนำจากเขา แม้ถ้าเขาไม่สามารถช่วยเหลือได้จริงๆชาวบ้านจะยังคงรู้สึกดีที่ได้รับความรักจากเขา และเมื่อยอร์นเสียชีวิต งานศพของเขาถือเป็นงานศพที่ใหญ่ที่สุดในชุมชนนั้น แม้ว่าเขาจะไม่มีครอบครัวอยู่ที่นั่นก็ตาม คำอธิษฐานของเขาเบ่งบานและเกิดผลเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้
ชายผู้ถ่อมตนนี้ดำเนินตามแบบอย่างของอัครสาวกเปาโลที่รักผู้คนที่ท่านได้ปรนนิบัติรับใช้และยังอธิษฐานเผื่อพวกเขาในระหว่างที่ท่านถูกคุมขัง ท่านเขียนถึงชาวเมืองเอเฟซัสขณะที่ท่านอาจถูกคุมขังในกรุงโรมและอธิษฐานขอให้พระเจ้าประทาน “จิตใจอันประกอบด้วยสติปัญญา และความประจักษ์แจ้งในเรื่องความรู้ถึงพระองค์” แก่พวกเขา และขอให้ตาใจของพวกเขา “สว่างขึ้น” (อฟ.1:17-18) ท่านปรารถนาให้พวกเขาได้รู้จักพระเยซูและดำเนินชีวิตด้วยความรักและความสามัคคีโดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์
ยอร์นและอัครสาวกเปาโลอุทิศตนเองแด่พระเจ้า และมอบถวายผู้คนที่พวกเขารักและรับใช้แด่พระองค์ในคำอธิษฐาน ขอให้เราพิจารณาแบบอย่างของพวกเขาว่าเราจะรักและรับใช้ผู้อื่นอย่างไรในวันนี้
ยำเกรงพระเจ้า
โรคโฟเบียหรือภาวะกลัว หมายถึง “ความกลัวอย่างไม่มีเหตุผล” ในสิ่งของหรือสถานการณ์บางอย่าง เช่น โรคกลัวแมงมุม (แม้บางคนอาจแย้งว่าการกลัวแมงมุมเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลที่สุด) นอกจากนั้นยังมีโรคกลัวลูกโป่ง โรคกลัวช็อกโกแลต และโรคกลัวอีกประมาณสี่ร้อยชนิดที่มีอยู่จริงและมีการบันทึกข้อมูลไว้ ดูเหมือนว่าคนเราจะกลัวอะไรได้เกือบทุกอย่าง
พระคัมภีร์พูดถึงความกลัวของชนชาติอิสราเอลหลังจากได้รับพระบัญญัติสิบประการว่า “คนทั้งหลายเมื่อได้ยินได้เห็นฟ้าร้อง ฟ้าแลบ...ต่างก็ยืนตัวสั่นอยู่แต่ไกล” (อพย.20:18) โมเสสปลอบใจพวกเขาโดยกล่าวถ้อยคำที่น่าสนใจที่สุดว่า “อย่ากลัวเลย เพราะว่าพระเจ้าเสด็จมาเพื่อลองใจท่านทั้งหลาย เพื่อพวกท่านจะได้ยำเกรงพระองค์” (ข้อ 20) ดูเหมือนโมเสสจะย้อนแย้งในตัวเอง “อย่ากลัวเลย แต่จงเกรงกลัว” อันที่จริง คำภาษาฮีบรูที่แปลว่า “ความกลัว” มีความหมายอย่างน้อยสองประการ คือ ความหวาดกลัวจนตัวสั่นต่อบางสิ่งบางอย่าง หรือความยำเกรงอย่างสูงต่อพระเจ้า
เราอาจหัวเราะเมื่อรู้ว่ามีโรคกลัวลูกโป่งและโรคกลัวช็อกโกแลต แต่สาระสำคัญที่สุดเกี่ยวกับโรคกลัวเหล่านี้คือ เราสามารถกลัวอะไรได้ทุกอย่าง ความกลัวคืบคลานเข้ามาในชีวิตเราเหมือนแมงมุม และโลกอาจเป็นสถานที่ที่น่ากลัว ขณะที่เราต่อสู้กับโรคกลัวนี้และความหวาดกลัวต่างๆ ขอให้เราระลึกเสมอว่าพระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่น่ายำเกรง และพระองค์ประทานการปลอบประโลมแก่เราในเวลานี้ในท่ามกลางความมืดมิด
ร่ำรวยในความดี
หลังจากทำงานหนักมาเจ็ดสิบปีในอาชีพคนซักรีดที่ต้องซัก ตากและรีดเสื้อผ้าด้วยมือ ในที่สุดโอซีโอล่า แม็กคาร์ตี้ก็พร้อมที่จะเกษียณในวัยแปดสิบหกปี เธอตั้งใจเก็บออมเงินที่หามาได้น้อยนิดในตลอดระยะหลายปีนั้น และได้สร้างความประหลาดใจให้กับชุมชนของเธอด้วยการบริจาคเงิน 150,000 ดอลล่าร์ให้กับมหาวิทยาลัยในละแวกนั้น เพื่อเป็นกองทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่ขัดสน ของขวัญที่ไม่เห็นแก่ตัวของเธอเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนหลายร้อยร่วมบริจาคจนจำนวนเงินเพิ่มเป็นสามเท่าจากที่เธอให้
โอซีโอล่าเข้าใจดีว่ามูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินที่เธอมีไม่ได้อยู่ที่การใช้มันเพื่อประโยชน์ของตนเอง แต่เพื่อเป็นพรแก่ผู้อื่น อัครสาวกเปาโลเตือนทิโมธีให้สั่งสอนผู้คนที่มั่งมีฝ่ายโลก “ให้กระทำดีมากๆ” (1 ทธ.6:18) เราแต่ละคนได้รับหน้าที่ให้ดูแลทรัพย์สินไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเงินทองหรือทรัพยากรด้านอื่นๆ แทนที่จะวางใจในทรัพย์สมบัติของเรา เปาโลเตือนให้เรามุ่งหวังในพระเจ้าเท่านั้น (ข้อ 17) และส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์โดยการ “เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และไม่เห็นแก่ตัว” (ข้อ 18)
ในระบบเศรษฐกิจของพระเจ้า การยึดเอาไว้และไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีแต่จะนำไปสู่ความว่างเปล่า แต่การให้ผู้อื่นด้วยความรักเป็นหนทางสู่ความอิ่มเอมใจ การมีทั้งความชอบธรรมและความพึงพอใจในสิ่งที่เรามี แทนที่จะดิ้นรนเพื่อให้มีมากขึ้นก็เป็นประโยชน์มากมาย (ข้อ 6) เราจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ทรัพยากรของเราเหมือนที่โอซีโอล่าทำได้อย่างไร ขอให้เรามุ่งมั่นที่จะกระทำความดีให้มากในวันนี้ตามที่พระเจ้าทรงนำเรา
นิเวศแห่งการนมัสการ
เมื่อมีการทิ้งระเบิดใส่สภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่ 2 นายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิลล์บอกกับรัฐสภาว่าพวกเขาจะต้องสร้างสภาแห่งนี้ขึ้นใหม่ตามแบบเดิม ห้องประชุมจะต้องมีขนาดเล็กเพื่อให้การโต้แย้งยังคงเป็นไปอย่างใกล้ชิด และห้องจะต้องมีลักษณะยาวแทนที่จะเป็นแบบครึ่งวงกลมเพื่อนักการเมืองจะสามารถ “เคลื่อนไปรอบๆศูนย์กลางได้” การทำเช่นนี้เพื่อคงไว้ซึ่งระบบพรรคการเมืองแบบอังกฤษ ที่พรรคฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาหันหน้าเข้าหากันจากคนละฝั่งของห้อง ทำให้ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะย้ายข้าง เชอร์ชิลล์สรุปว่า “เรากำหนดลักษณะอาคารของเรา และหลังจากนั้นอาคารจะกำหนดลักษณะของเรา”
พระเจ้าทรงดูเหมือนจะเห็นด้วย โดยเจ็ดบทในหนังสืออพยพ (บทที่ 25-31) เป็นคำสั่งเกี่ยวกับการสร้างพลับพลา และอีกหกบท (บทที่ 35-40) บรรยายว่าอิสราเอลได้ทำอย่างไร พระเจ้าทรงใส่พระทัยเรื่องการนมัสการของพวกเขา เมื่อผู้คนเข้าไปในลานพลับพลา แสงสีทองวาววับของผ้าม่านหลากสีของพลับพลา (26:1, 31-37) ทำให้พวกเขาตื่นตาตื่นใจ แท่นเครื่องเผาบูชา (27:1-8) และขันน้ำ (30:17-21) เตือนใจให้คิดถึงราคาของการอภัยโทษบาปของพวกเขา ในพลับพลามีคันประทีป (25:31-40) โต๊ะขนมปัง (25:23-30) แท่นเครื่องหอม (30:1-6) และหีบพระโอวาท (25:10-22) สิ่งของแต่ละอย่างล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง
พระเจ้าไม่ได้ทรงมีคำสั่งโดยละเอียดเรื่องสถานที่นมัสการของเราเหมือนดังที่ทรงสั่งชนชาติอิสราเอล แต่การนมัสการของเราก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ตัวของเราจะต้องเป็นพลับพลาที่แยกไว้เพื่อพระองค์จะประทับอยู่ภายใน ขอให้ทุกสิ่งที่เราทำนั้นย้ำเตือนว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใดและทรงกระทำสิ่งใด
โปรดใช้ข้าพระองค์
ครั้งหนึ่งเจมส์ มอร์ริสได้รับการขนานนามว่าเป็น “ฆราวาสผู้ไม่รู้หนังสือแต่มีใจเมตตา” พระเจ้าทรงใช้เขาเพื่อนำออกัสตัส ท็อปเลดีให้มาถึงความเชื่อที่ช่วยให้รอดในพระเยซูคริสต์ ท็อปเลดี ซึ่งเป็นนักประพันธ์แห่งศตวรรษที่สิบแปดผู้เขียนเพลงนมัสการอมตะชื่อ “พระเยซูเปรียบดังศิลา” เล่าถึงตอนที่เขาได้ยินมอร์ริสเทศนาว่า “แปลกที่ผม...ถูกนำเข้ามาใกล้พระเจ้า...ในท่ามกลางผู้เชื่อพระเจ้ากลุ่มเล็กๆที่มารวมตัวกันในโรงนา ภายใต้พันธกิจของคนที่สะกดชื่อตัวเองเกือบจะไม่ได้ นี่เป็นการทำงานของพระเจ้าอย่างแน่นอน และเป็นการอัศจรรย์อย่างยิ่ง”
ที่จริงแล้วพระเจ้าทรงกระทำสิ่งอัศจรรย์ในสถานที่ซึ่งเหนือความคาดหมาย ผ่านทางผู้คนที่เราอาจถือว่า “ขาดคุณสมบัติ” หรือเป็นคนธรรมดา ใน 1 โครินธ์ 1 เปาโลเตือนความจำของผู้เชื่อในพระเยซูว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีความโดดเด่น “มีน้อยคนที่โลกนิยมว่ามีปัญญา มีน้อยคนที่มีอำนาจ มีน้อยคนที่มีตระกูลสูง” (ข้อ 26) แต่ถึงแม้ผู้เชื่อในเมืองโครินธ์จะเป็นเพียงคนธรรมดา แต่โดยพระคุณของพระเจ้าพวกเขาไม่ได้ขาดของประทานหรือไร้ประโยชน์เลย (ดูข้อ 7) และพระเจ้าผู้ทรงสามารถทำให้คนที่ชอบโอ้อวดถ่อมใจลง (ข้อ 27-29) ได้ทรงทำงานในท่ามกลางพวกเขาและผ่านทางพวกเขา
คุณมองว่าตัวเองเป็นคน “ธรรมดา” “พื้นๆ” หรือแม้แต่ “ด้อยกว่าคนทั่วไป” หรือไม่ อย่ากังวลเลย ถ้าคุณมีพระเยซูและเต็มใจให้พระองค์ทรงใช้คุณ คุณก็ดีเพียงพอแล้ว ขอให้คุณอธิษฐานจากใจว่า “พระเจ้าข้า โปรดใช้ข้าพระองค์!”
ใหม่และแน่นอน
สามปีมาแล้วที่ซูซานไม่ได้ซื้ออะไรให้ตัวเองเลยนอกจากของใช้จำเป็นในบ้าน การระบาดใหญ่ของโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเพื่อนฉันคนนี้ และเธอใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย “วันหนึ่งขณะทำความสะอาดอพาร์ทเมนต์ ฉันสังเกตเห็นว่าข้าวของของฉันดูเก่าและหมองแค่ไหน” เธอเล่า “ในเวลานั้นเองฉันเริ่มคิดถึงการมีสิ่งของใหม่ๆ ที่ทำให้รู้สึกสดชื่นและน่าตื่นเต้น สิ่งต่างๆรอบตัวฉันดูซ้ำซากและน่าเบื่อ ฉันรู้สึกราวกับว่าไม่มีสิ่งใดให้รอคอย”
ซูซานได้พบคำหนุนใจจากพระธรรมเล่มหนึ่งในพระคัมภีร์ที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ ซึ่งเขียนโดยเยเรมีย์หลังจากที่กรุงเยรูซาเล็มตกเป็นของบาบิโลน บทเพลงคร่ำครวญบรรยายถึงบาดแผลแห่งความทุกข์โศกที่เกิดแก่ผู้เผยพระวจนะและประชาชน อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความสิ้นหวังและเศร้าเสียใจ ความรักของพระเจ้ายังคงเป็นความหวังที่มั่นคง เยเรมีย์บันทึกไว้ว่า “พระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด... เป็นของใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า” (3:22-23)
ซูซานได้รับการย้ำเตือนว่าความรักมั่นคงของพระเจ้าเกิดขึ้นใหม่อย่างไม่เคยหยุดยั้งในทุกๆวัน เมื่อสถานการณ์ทำให้เรารู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดให้รอคอยอีกต่อไป เราสามารถระลึกถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าได้และรอคอยว่าพระองค์จะจัดเตรียมให้เราอย่างไร เราตั้งความหวังไว้ในพระเจ้าได้อย่างมั่นใจด้วยรู้ว่าความหวังของเราจะไม่สูญเปล่า (ข้อ 24-25) เพราะความหวังนั้นตั้งมั่นอยู่ในความรักมั่นคงและพระเมตตาของพระเจ้า
“ความรักของพระเจ้าคือ ‘สิ่งใหม่’ ของฉันในแต่ละวัน” ซูซานกล่าว “ฉันสามารถมองไปข้างหน้าได้อย่างมีความหวัง”
พระเจ้าแห่งอิสรภาพ
ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ได้ประกาศการเลิกทาสไปแล้วเป็นเวลานานถึงสองปีครึ่ง โดยที่ฝ่ายสมาพันธรัฐได้ยอมจำนนแล้ว แต่รัฐเท็กซัสยังคงไม่ยอมรับในเสรีภาพของพวกทาส อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 1865 นายพลกอร์ดอน เกรนเจอร์แห่งกองทัพสหภาพได้ขี่ม้าไปยังเมืองกัลเวสตัน รัฐเท็กซัส และเรียกร้องให้ปล่อยทาสทั้งหมด ลองจินตนาการถึงความตกใจและความยินดีเมื่อโซ่ตรวนหลุดออกและผู้ที่ถูกพันธนาการได้ยินเสียงประกาศอิสรภาพ
พระเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็นผู้ที่ถูกกดขี่ และในที่สุดพระองค์จะทรงประกาศอิสรภาพแก่ผู้ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของความอยุติธรรม เรื่องนี้เป็นจริงในปัจจุบันเช่นเดียวกับในสมัยของโมเสส พระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านจากพุ่มไม้ที่มีไฟลุกโชนพร้อมกับตรัสสิ่งที่สำคัญเร่งด่วนว่า “เราเห็นความทุกข์ของประชากรของเราที่อยู่ในประเทศอียิปต์แล้ว” (อพย.3:7) พระองค์ไม่เพียงเห็นความโหดร้ายที่ชาวอียิปต์กระทำต่อคนอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังทรงมีแผนการที่จะทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย พระเจ้าทรงประกาศว่า “เราลงมาเพื่อจะช่วยเขาให้รอด...และนำเขา...ไปยังแผ่นดินที่อุดมกว้างขวาง” (ข้อ 8) พระองค์ทรงมีเป้าหมายที่จะประกาศอิสรภาพแก่อิสราเอล และโมเสสคือผู้ที่จะเป็นกระบอกเสียง พระเจ้าตรัสกับผู้รับใช้ของพระองค์ว่า “เราจะใช้เจ้าไปเฝ้าฟาโรห์ เพื่อจะได้พาประชากรของเราคือชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์” (ข้อ 10)
แม้เวลาของพระเจ้าอาจไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างที่เราคาดหวัง แต่วันหนึ่งพระองค์จะทรงปลดปล่อยเราจากพันธนาการและความอยุติธรรมทั้งสิ้น พระองค์จะประทานความหวังและการปลดปล่อยมาถึงทุกคนที่ถูกกดขี่
เป็นเพื่อนกับคนว้าเหว่
ฮอลลี่ คุกไม่มีเพื่อนเลยสักคนเมื่อย้ายไปทำงานที่ลอนดอน เธอรู้สึกเศร้าหมองในวันหยุดสุดสัปดาห์ จากผลสำรวจทั่วโลกเมืองนี้ติดอันดับต้นๆในเรื่องความหดหู่ มีชาวลอนดอนร้อยละ 55 ที่บอกว่าพวกตนเหงา ในขณะที่ชาวเมืองลิสบอนในประเทศโปรตุเกสซึ่งอยู่ติดกันมีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่รู้สึกเช่นนี้
ฮอลลี่ต้องการมีเพื่อน เธอต่อสู้กับความกลัวของเธอและก่อตั้งกลุ่มโซเชียลมีเดียชื่อ ชมรมสาวขี้เหงาแห่งลอนดอน และมีคนมาเข้าร่วมกลุ่มราวสามหมื่นห้าพันคน มีการพบปะเป็นกลุ่มเล็กทุกๆสองสามสัปดาห์เพื่อปิกนิกในสวนสาธารณะ เรียนศิลปะ เรียนทำเครื่องประดับ กินอาหารเย็น และแม้กระทั่งร่วมกันออกกำลังกายกลางแจ้งกับลูกสุนัข
ความท้าทายในเรื่องความเหงาไม่ใช่สิ่งใหม่ องค์พระผู้เยียวยาความรู้สึกโดดเดี่ยวของเราก็เช่นกัน ดาวิดได้บันทึกถึงพระเจ้าของเราผู้ทรงดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ว่า “ทรงให้ผู้ว้าเหว่เดียวดายเข้าอยู่ในครอบครัว พระองค์ทรงนำผู้ถูกจองจำออกมาด้วยการร้องเพลง” (สดด.68:6 TNCV) การขอให้พระเจ้าทรงนำเราให้ได้พบกับเพื่อนที่มีลักษณะเหมือนพระคริสต์คือสิทธิพิเศษจากพระเจ้า ด้วยเหตุนี้เราจึงทูลขอจากพระองค์ได้ ดาวิดกล่าวเพิ่มเติมว่า “พระเจ้าในที่ประทับบริสุทธิ์ของพระองค์ ทรงเป็นพระบิดาของคนกำพร้าและทรงเป็นผู้ป้องกันหญิงม่าย” (ข้อ 5) “สาธุการแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงค้ำชูเราทั้งหลายอยู่ทุกวัน พระเจ้าผู้ทรงเป็นความรอดของเรา” (ข้อ 19)
พระเยซูทรงเป็นสหายเลิศของเรา! พระองค์ทรงให้เรามีเพื่อนแท้ โดยเริ่มต้นด้วยการทรงสถิตอันเปี่ยมด้วยสง่าราศีของพระองค์ในทุกเวลา ดังที่ฮอลลี่กล่าวไว้ว่า “การมีเพื่อนก็ดีต่อจิตวิญญาณ”
ความเชื่ออย่างเหลือล้น
เมื่อไม่กี่ปีก่อน มีการเชิญชวนให้คริสตจักรของเราช่วยจัดที่พักแก่ผู้ลี้ภัยที่หนีความวุ่นวายจากการเปลี่ยนผู้นำทางการเมืองในประเทศของพวกเขา ครอบครัวเหล่านั้นมาพร้อมกับข้าวของเท่าที่พวกเขาจะใส่ลงไปได้ในกระเป๋าใบเล็กๆมีหลายครอบครัวในคริสตจักรของเราที่เปิดบ้านให้เป็นที่พัก รวมถึงบางคนที่มีห้องเล็กๆ
การมีน้ำใจรับรองแขกของพวกเขาสะท้อนถึงพระบัญชาสามประการที่พระเจ้ามีต่อชนอิสราเอลเมื่อพวกเขาเดินทางเข้าสู่ดินแดนแห่งพระสัญญา (ฉธบ. 24:19-21) เนื่องด้วยเป็นสังคมเกษตรกรรม พวกเขาจึงเข้าใจถึงความสำคัญของการเก็บเกี่ยว พืชผลมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการดำรงชีวิตให้ถึงปีหน้า นี่ทำให้พระบัญชาของพระเจ้าที่ “ให้ [ฟ่อนข้าว]เป็นของคนต่างด้าว ลูกกำพร้าและแม่ม่าย” (ข้อ 19) เป็นการเรียกร้องให้พวกเขาเชื่อวางใจในพระองค์ด้วย ชาวอิสราเอลต้องแสดงความมีน้ำใจด้วยการให้ไม่ใช่แค่ในเวลาที่พวกเขารู้ว่าตนมีพอ แต่ต้องให้ด้วยหัวใจที่เชื่อมั่นในการทรงจัดเตรียมของพระเจ้าด้วย
การต้อนรับขับสู้นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า “[พวกเขา]เคยเป็นทาสอยู่ในอียิปต์” (ข้อ 18, 22) ครั้งหนึ่งพวกเขาถูกกดขี่และขัดสน ความมีน้ำใจของพวกเขาเตือนให้ระลึกถึงพระกรุณาคุณของพระเจ้าที่ช่วยปลดปล่อยพวกเขาจากพันธนาการ
ในทำนองเดียวกัน ผู้เชื่อในพระเยซูก็ถูกเรียกร้องให้มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ด้วย เปาโลเตือนเราว่า “แม้ [พระเยซู]มั่งคั่ง พระองค์ก็ยังทรงยอมเป็นคนยากจน เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนมั่งมี เนื่องจากความยากจนของพระองค์” (2 คร.8:9) เราให้เพราะพระองค์ทรงให้เราก่อน