Category  |  ODB

พระบิดาผู้ทรงไว้วางใจได้

เซเวียร์ลูกชายของฉันที่สูง 190 เซนติเมตร ได้ยกตัวเซเรียนลูกวัยหัดเดินอารมณ์ดีของเขาชูขึ้นกลางอากาศอย่างง่ายดาย เขาใช้มืออันใหญ่โตนั้นจับเท้าเล็กๆของลูกชายไว้ ทำให้สองเท้ามั่นคงอยู่ในฝ่ามือของเขา เขาเหยียดแขนออกและบอกให้ลูกชายทรงตัวด้วยตัวเองโดยมืออีกข้างที่ว่างอยู่คอยเตรียมพร้อมรอรับ เซเรียนยืดขาออกและยืนขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้างและแขนสองข้างปล่อยลงข้างตัว ดวงตาของเขาจับจ้องอยู่ที่สายตาของพ่อ

ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวถึงข้อดีของการจดจ่อที่พระบิดาของเราในสวรรค์ “ใจแน่วแน่นั้นพระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” (อสย.26:3) ท่านหนุนใจให้คนของพระเจ้าทุ่มเทที่จะแสวงหาพระองค์จากพระคัมภีร์ และติดสนิทกับพระองค์ผ่านคำอธิษฐานและการนมัส-การ คนเหล่านั้นที่สัตย์ซื่อจะมีความไว้วางใจอันมั่นคงที่ถูกสร้างผ่านความสัมพันธ์ที่พวกเขามีกับพระบิดา

ในฐานะลูกที่รักของพระเจ้า เราป่าวร้องด้วยความกล้าหาญได้ว่า “จงวางใจในพระเจ้าเป็นนิตย์เพราะพระเจ้าทรงเป็นศิลานิรันดร์” (ข้อ 4) เพราะพระบิดาในสวรรค์ของเราทรงไว้วางใจได้ พระองค์และพระคำของพระองค์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

เมื่อเราจดจ่ออยู่ที่พระบิดาในสวรรค์ของเรา พระองค์จะทรงให้เท้าของเราตั้งมั่นคงอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ เราวางใจได้ว่าพระองค์จะทรงรัก สัตย์ซื่อ และดีต่อเราตลอดไป!

รับใช้พระเจ้าเพื่อสิ่งดี

แบรดย้ายไปอยู่ที่อีกเมืองหนึ่งและพบคริสตจักรที่เขาจะไปร่วมนมัสการอย่างรวดเร็ว เขาไปร่วมนมัสการอยู่หลายสัปดาห์ และในวันอาทิตย์หนึ่งเขาพูดคุยกับศิษยาภิบาลถึงความปรารถนาที่จะได้รับใช้ในด้านใดก็ตามที่ต้องการให้ช่วย เขาพูดว่า “ผมแค่อยากจะกวาดพื้น” เขาเริ่มด้วยการช่วยจัดเก้าอี้สำหรับการนมัสการและทำความสะอาดห้องน้ำ คริสตจักรได้ค้นพบในภายหลังว่าของประทานของแบรดคือการสอน แต่เขาเต็มใจที่จะทำทุกอย่าง

พระเยซูทรงสอนสาวกสองคนของพระองค์คือ ยากอบกับยอห์นและมารดาของพวกเขาในเรื่องการปรนนิบัติ ผู้เป็นแม่ทูลขอให้ลูกทั้งสองได้ที่นั่งทรงเกียรติขนาบอยู่คนละข้างของพระคริสต์เมื่อพระองค์ไปยังอาณาจักรของพระองค์ (มธ.20:20-21) สาวกคนอื่นได้ยินและโกรธเขาทั้งสอง บางทีพวกสาวกอาจต้องการตำแหน่งนั้นไว้สำหรับตนเองก็เป็นได้ พระเยซูบอกพวกเขาว่าการวางอำนาจเหนือผู้อื่นไม่ใช่หนทางในการดำเนินชีวิต (ข้อ 25-26) แต่คือการรับใช้ต่างหากที่สำคัญที่สุด “ผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย” (ข้อ 26)

คำพูดของแบรดที่ว่า “แค่อยากจะกวาดพื้น” เป็นภาพของสิ่งที่เราทุกคนสามารถลงมือทำได้ในชุมชนและในคริสตจักรของเราเพื่อรับใช้พระเจ้า แบรดอธิบายถึงภาระใจที่เขามีเพื่อพระเจ้าว่า “ผมอยากรับใช้เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า เพื่อสิ่งดีในโลกนี้ และเพื่อความชื่นชมยินดีของผมเอง” คุณและฉันจะ “กวาดพื้น” ตามที่พระเจ้าทรงนำได้อย่างไรบ้าง

เวลาที่ถูกใช้อย่างคุ้มค่า

วันที่ 14 มีนาคม 2019 จรวดของนาซ่าถูกจุดระเบิดขึ้นเพื่อส่งนักบินอวกาศคริสติน่า คอชขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ คอชจะไม่กลับมาที่โลกเป็นเวลา 328 วัน นี่ทำให้เธอเป็นผู้หญิงที่มีสถิติการบินในอวกาศเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานที่สุด ทุกวันเธอใช้ชีวิตอยู่เหนือจากพื้นโลกประมาณ 408 กิโลเมตร มีหน้าจอคอยจับเวลาของนักบินอวกาศทุกห้านาที เธอมีรายการที่ต้องทำมากมาย(ตั้งแต่กินข้าวไปจนถึงการทดลอง) แต่ละชั่วโมงผ่านไป เส้นสีแดงขยับทีละนิดบนหน้าจอเพื่อแสดงว่าคอชกำลังนำหน้าหรือตามหลังตารางงาน ไม่มีการเสียเวลาเลย

แน่นอนว่าอัครทูตเปาโลไม่แนะนำให้มีสิ่งที่รุกล้ำชีวิตเหมือนกับเส้นสีแดงนี้ที่กำหนดชีวิตเรา แต่ท่านก็หนุนใจให้เราใช้เวลาอันมีค่าที่มีอย่างจำกัดด้วยความระมัดระวัง “เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี” ท่านเขียน “อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา แต่ให้เหมือนคนมีปัญญา จงฉวยโอกาส เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว” (อฟ.5:15-16) พระปัญญาของพระเจ้าชี้แนะให้เราใช้แต่ละวันด้วยความตั้งใจและระมัดระวัง เพื่อฝึกฝนที่จะเชื่อฟังพระองค์ ที่จะรักเพื่อนบ้าน และเพื่อจะมีส่วนร่วมในพันธกิจแห่งการทรงไถ่ของพระเยซูที่ยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องบนโลกนี้ แต่น่าเศร้าใจที่เรามีแนวโน้มที่จะละเลยคำแนะนำแห่งสติปัญญาและใช้เวลาอย่างโง่เขลา (ข้อ 17) โดยการเสียเวลาไปกับการไล่ตามสิ่งที่เห็นแก่ตัวและไม่เป็นผลดี

ประเด็นสำคัญไม่ใช่การกระวนกระวายอยู่กับเรื่องเวลา แต่คือการติดตามพระเจ้าด้วยความเชื่อฟังและไว้วางใจ พระองค์จะช่วยให้เราใช้ทุกวันอย่างคุ้มค่า

การแตกแยกครั้งใหญ่

ในการ์ตูนคลาสสิกเรื่องพีนัทส์ เพื่อนของไลนัสตำหนิเขาที่เชื่อเรื่องเจ้าแห่งฟักทอง ไลนัสเดินคอตกจากไปแล้วพูดว่า “ฉันได้เรียนรู้สามสิ่งที่ไม่ควรพูดกับคนอื่น ...ศาสนา การเมือง และเจ้าแห่งฟักทอง!”

เจ้าแห่งฟักทองมีตัวตนอยู่แค่ในความคิดของไลนัส แต่เป็นความจริงที่อีกสองหัวข้อนั้นทำให้เกิดการแตกแยกในประเทศชาติ ครอบครัว และเพื่อนฝูง ปัญหานี้เกิดขึ้นในสมัยของพระเยซูเช่นกัน พวกฟาริสีเคร่งครัดในเรื่องศาสนาและพยายามปฏิบัติตามกฎในพันธสัญญาเดิมทุกตัวอักษร พวกเฮโรเดียนฝักใฝ่ทางการเมืองมากกว่า แต่ทั้งสองกลุ่มต้องการเห็นชาวยิวหลุดพ้นจากการกดขี่ของโรม ดูเหมือนว่าพระเยซูจะไม่ได้มีเป้าหมายเดียวกับพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงมาทูลถามพระองค์ด้วยคำถามที่จะจับผิดเรื่องการเมืองว่า ประชาชนควรเสียภาษีให้ซีซาร์หรือไม่ (มก.12:14-15) ถ้าพระเยซูตอบว่าควร ประชาชนก็จะไม่พอใจพระองค์ ถ้าพระองค์ตอบว่าไม่ควร พวกโรมจะสามารถจับกุมพระองค์ในข้อหากบฏได้

พระเยซูขอให้นำเหรียญมาและตรัสถามว่า “รูปและคำจารึกนี้เป็นของใคร” (ข้อ 16) ทุกคนรู้ว่าเป็นของซีซาร์ คำตรัสของพระเยซูยังดังก้องอยู่ในทุกวันนี้ “ของของซีซาร์จงถวายแก่ซีซาร์ และของของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า” (ข้อ 17) พระเยซูทรงจัดความสำคัญตามลำดับเพื่อหลีกเลี่ยงกับดักของพวกเขา

พระเยซูเสด็จมาเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระบิดา เมื่อเราติดตามการทรงนำของพระองค์ เราเองก็จะแสวงหาพระเจ้าและอาณาจักรของพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด โดยการหันความสนใจไปจากความขัดแย้งทั้งหมดและจดจ่อที่พระองค์ผู้ทรงเป็นความจริง

ความประหลาดใจที่งดงาม

พื้นดินที่ถูกไถพรวนนั้นมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ ในการเตรียมงานวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าสิบ ลี วิลสันได้จัดแบ่งพื้นที่กว่าสองร้อยไร่ในที่ดินของเขาเพื่อปลูกดอกไม้เป็นของขวัญที่อลังการที่สุดเท่าที่ภรรยาของเขาเคยเห็น เขาแอบปลูกเมล็ดทานตะวันจำนวนนับไม่ถ้วน ซึ่งในที่สุดได้งอกขึ้นเป็นดอกไม้สีเหลืองทองที่ภรรยาของเขาโปรดปรานถึง 1.2 ล้านต้น เมื่อดอกทานตะวันชูช่อราวกับมงกุฎสีเหลืองนั้น เรเน่ทั้งตกใจและซาบซึ้งกับการแสดงความรักที่งดงามของลี

เมื่อพระเจ้าตรัสกับคนยูดาห์ผ่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ พระองค์ทรงเผยความลับต่อพวกเขา แม้พวกเขาจะยังมองไม่เห็นในเวลานี้ แต่ภายหลังการพิพากษาของพระเจ้าถึงความไม่สัตย์ซื่อของพวกเขานั้น (อสย.3:1-4:1) วันใหม่อันรุ่งโรจน์จะมาถึง “ในวันนั้นบรรดาสิ่งที่งอกเพราะพระเจ้าจะงดงามและรุ่งโรจน์ และพืชผลของแผ่นดินนั้นจะเป็นความภูมิใจ และเป็นเกียรติของอิสราเอลผู้รอดตายมา” (4:2) ใช่แล้ว พวกเขาจะต้องประสบกับหายนะและถูกจับไปเป็นเชลยด้วยน้ำมือของบาบิโลน แต่จะมี “กิ่ง” ที่งดงาม หรือหน่อใหม่งอกจากผืนดินปรากฏให้เห็น ประชากรที่เหลืออยู่ของพระองค์จะถูกแยกออกมา (“บริสุทธิ์” ข้อ 3) ได้รับการชำระให้สะอาด (ข้อ 4) และพระองค์จะทรงนำและดูแลพวกเขาด้วยความรัก (ข้อ 5-6)

วันเวลาของเราอาจดูมืดมน และสิ่งที่จะเกิดตามพระสัญญาของพระเจ้าอาจถูกซ่อนอยู่ แต่เมื่อเรายึดพระองค์ไว้ด้วยความเชื่อ วันหนึ่ง “พระสัญญาอันประเสริฐและใหญ่ยิ่ง” ทั้งสิ้นของพระองค์จะสำเร็จ (2 ปต.1:4) วันใหม่ที่งดงามนั้นกำลังรอคอยเราอยู่

หยุดเพื่ออธิษฐาน

นักอุตุนิยมวิทยาคนหนึ่งในรัฐมิสซิสซิปปี้กลายเป็นกระแสโด่งดังหลังเอ่ยคำพูดสั้นๆที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งระหว่างการพยากรณ์อากาศเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2023 แมท ล็อบฮานกำลังติดตามพายุขนาดใหญ่เมื่อเขาตระหนักว่าพายุทอร์นาโดแห่งความหายนะนี้กำลังจะพัดถล่มเมืองอโมรี นั่นคือตอนที่ล็อบฮานหยุดการรายงานในการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เพื่อกล่าวคำอธิษฐานที่ได้ยินไปทั่วโลก “ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยพวกเขาด้วย อาเมน” ในภายหลังมีผู้ชมบางคนบอกว่าคำอธิษฐานนั้นกระตุ้นให้พวกเขาเร่งหาที่หลบภัย คำอธิษฐานที่เป็นธรรมชาติและจริงใจของเขาอาจได้ช่วยชีวิตคนไว้นับไม่ถ้วน

คำอธิษฐานของเราก็สร้างความเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน คำอธิษฐานไม่จำเป็นต้องยืดยาว อาจสั้นๆใช้ถ้อยคำรื่นหูและสามารถพูดได้ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าเราจะอยู่ในที่ทำงาน ทำธุระ หรือไปเที่ยวพักผ่อน เราก็สามารถ “อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ” ได้ (1 ธส.5:17)

พระเจ้าพอพระทัยที่จะสดับฟังเราอธิษฐานตลอดทั้งวัน อัครทูตเปาโลเตือนว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นทาสของความกังวลหรือความกลัว แต่เราสามารถนำทุกความห่วงใยและความกังวลมาหาพระเจ้า “อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ฟป.4:6-7)

ไม่ว่าเราจะกำลังเพลิดเพลินกับวันที่แสงแดดสดใส หรือถูกลมพายุหรือพายุแห่งชีวิตพัดโหมกระหน่ำก็ตาม ขอให้เราไม่ลืมที่จะหยุดเพื่ออธิษฐานในตลอดทั้งวัน

กำจัดสัมภาระ

ฉันเรียนเกี่ยวกับงานเขียนของวิลเลี่ยม เชคสเปียร์เป็นเวลาหนึ่งเทอมในมหาวิทยาลัย วิชานี้ต้องใช้หนังสือเรียนเล่มใหญ่ซึ่งบันทึกงานเขียนทุกชิ้นของเชคสเปียร์เอาไว้ หนังสือหนักหลายกิโลกรัมและฉันต้องแบกมันครั้งละหลายชั่วโมง การแบกของหนักไปมาทำให้ปวดหลัง และในที่สุดก็ทำให้ตัวล็อกโลหะบนกระเป๋าหนังสือของฉันพัง!

ของบางอย่างก็หนักเกินกว่าที่เราจะแบกไหว เช่น ความรู้สึกที่หลงเหลืออยู่จากความเจ็บปวดในอดีต ซึ่งอาจกดทับเราด้วยความขมขื่นและความเกลียดชัง แต่พระเจ้าทรงต้องการให้เรามีอิสรภาพโดยการให้อภัยผู้อื่น และเมื่อถึงเวลาที่เป็นไปได้ก็ให้คืนดีกับพวกเขา (คส.3:13) ยิ่งความเจ็บปวดฝังลึกเท่าไรก็ยิ่งใช้เวลานานเท่านั้น แต่นั่นไม่เป็นไร เอซาวยังต้องใช้เวลาหลายปีในการให้อภัยยาโคบที่ขโมยสิทธิบุตรหัวปีและคำอวยพรของเขาไป (ปฐก.27:36)

ในที่สุดเมื่อทั้งสองได้กลับมาพบกันอีก เอซาวได้ให้อภัยน้องชายของเขาด้วยความยินดี และแม้กระทั่ง “กอด...เขา” (33:4) ไม่มีการแลกเปลี่ยนคำพูดใดๆก่อนที่ทั้งคู่จะร้องไห้ เมื่อเวลาผ่านไปเอซาวก็ละวางความโกรธแค้นที่ทำให้เขาคิดจะฆ่าน้อง (27:41) และตลอดหลายปีที่ผ่านมายาโคบก็มีโอกาสได้เห็นว่าท่านทำร้ายพี่ชายของตนมากเพียงใด ท่านถ่อมตัวและให้เกียรติในตลอดการได้พบกันอีกครั้ง (33:8-11)

ในที่สุดพี่น้องคู่นี้ก็มาถึงจุดที่ไม่ต้องการอะไรจากอีกฝ่าย (ข้อ 9, 15) การให้อภัย ได้รับการอภัย และหลุดพ้นจากภาระหนักอึ้งในอดีตนั้นก็เพียงพอแล้ว

บังเกิดใหม่หรือ

“บังเกิดใหม่หรือ มันหมายความว่าอะไร” ผู้จัดการพิธีศพถาม “ผมไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน” บุตรชายของพ่อผู้ล่วงลับจึงฉวยโอกาสอธิบายความหมายของคำนี้โดยใช้ข้อความจากยอห์นบทที่ 3

“คำนี้มาจากความจริงที่ว่าเราทุกคนเกิดมาในโลกนี้เพียงครั้งเดียว” เขากล่าว “พระเจ้าไม่ได้ใช้ตราชั่งวิเศษเพื่อชั่งน้ำหนักความดีเทียบกับความชั่วของเรา พระเจ้าทรงต้องการให้เราเกิดจากพระวิญญาณ” เขาพูดต่อ “จึงเป็นเหตุให้พระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ทรงชดใช้ความบาปของเราและทรงทำให้เราสามารถมีชีวิตนิรันดร์กับพระองค์ ซึ่งเราไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง”

ในยอห์นบทที่ 3 นิโคเดมัสเริ่มสงสัยว่าตนเองมีความรู้ความเข้าใจทุกอย่างจริงหรือไม่ เขาเป็นครูที่ผ่านการอบรมคนหนึ่งในพระคัมภีร์ (ข้อ 1) ที่เห็นว่าพระเยซูทรงแตกต่างและคำสอนของพระองค์มีสิทธิอำนาจ (ข้อ 2) เขาต้องการหาคำตอบด้วยตัวเองจึงไปพบพระคริสต์ในคืนหนึ่งเพื่อไขข้อข้องใจ นิโคเดมัสคงได้ยอมรับพระดำรัสของพระเยซูที่ว่า “ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่” (ข้อ 7) และเชื่อเช่นนั้น เพราะเขาช่วยเตรียมพระศพขององค์พระผู้ช่วยให้รอดเพื่อนำไปฝังหลังจากที่พระองค์ทรงถูกตรึงกางเขน (19:39)

ผู้จัดการพิธีศพรับปากว่าจะกลับบ้านไปอ่านพระกิตติคุณยอห์นบทที่สาม ขอให้เราเป็นเหมือนกับบุตรชายผู้นี้ ที่จะสะสมพระดำรัสของพระเยซูไว้ในใจและแบ่งปันแก่ผู้อื่นขณะที่พระองค์ทรงช่วยเรา

ความหวังในพระเจ้า

เจเรมี่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะต้องเจอเข้ากับอะไร เมื่อเขาไปถึงมหาวิทยาลัยเพื่อเรียนหลักสูตรสามปีและขอห้องที่ถูกที่สุดที่มีในหอพัก “มันเลวร้ายมาก” เขาเล่า “ห้องพักและห้องน้ำแย่มาก” แต่เขามีเงินไม่มากและมีทางเลือกน้อยนิด “ทั้งหมดที่ผมสามารถทำได้” เขาบอก “คือการคิดว่า ผมมีบ้านดีๆที่จะกลับไปในอีกสามปีข้างหน้า ดังนั้นผมจะอยู่กับสิ่งนี้และใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุดที่นี่”

เรื่องราวของเจเรมี่สะท้อนถึงความท้าทายในแต่ละวันของการดำเนินชีวิตใน “เรือนดิน” คือร่างกายมนุษย์ที่ต้องตาย (2 คร.5:1) ซึ่งอาศัยในโลกที่กำลังล่วงไป (1 ยน.2:17) ดังนั้นเราจึง “ครวญคร่ำเป็นทุกข์” (2 คร.5:4) ขณะดิ้นรนเพื่อรับมือกับความยากลำบากมากมายของชีวิตที่ถาโถมเข้าใส่เรา

สิ่งที่ทำให้เราดำเนินต่อไปได้คือความหวังอันแน่นอนว่าวันหนึ่งเราจะมี “กายใหม่” (ข้อ 4) คือร่างกายที่ฟื้นขึ้นใหม่และเป็นอมตะ และอาศัยอยู่ในโลกที่ปราศจากการคร่ำครวญและความอนิจจัง (รม.8:19-22) อย่างในปัจจุบัน ความหวังนี้ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตในปัจจุบันที่พระเจ้าประทานด้วยความรักให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด พระองค์ยังทรงช่วยให้เราสามารถใช้ของประทานและความสามารถที่พระองค์ประทานให้ได้ เพื่อเราจะสามารถรับใช้พระองค์และผู้อื่น และนั่นจึงเป็นเหตุให้ “เราตั้งเป้าของเราว่า จะอยู่ในกายนี้ก็ดีหรือไม่อยู่ก็ดี เราก็จะทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์” (2 คร.5:9)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา