ตอบสนองด้วยใจขอบพระคุณ
ปลาดิบและน้ำฝน นักแล่นเรือชาวออสเตรเลียชื่อทิโมธีประทังชีวิตด้วยอาหารเพียงเท่านั้นเป็นเวลาถึงสามเดือน เขารู้สึกสิ้นหวังที่ต้องติดอยู่บนเรือคาตามารันที่ได้รับความเสียหายจากพายุ และลอยอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกห่างจากแผ่นดินถึง 1,200 ไมล์ทะเล แต่แล้วลูกเรือของเรือจับปลาทูน่าสัญชาติเม็กซิกันได้มองเห็นเรือที่เสียหายของเขาและช่วยเหลือเขาไว้ได้ ต่อมาชายร่างผอมบางที่มีสภาพคล้ำแดดคล้ำฝนได้ประกาศว่า “ถึงกัปตันและบริษัทประมงที่ช่วยชีวิตผมไว้ ผมรู้สึกขอบคุณเหลือเกิน”
ทิโมธีแสดงความขอบคุณหลังจากที่เขาพบกับความทุกข์ยาก แต่ผู้เผยพระวจนะดาเนียลแสดงถึงใจที่ขอบพระคุณทั้งก่อน ในระหว่าง และหลังจากวิกฤติ หลังจากต้องออกจากยูดาห์ไปเป็นเชลยยังบาบิโลนพร้อมกับชาวยิวคนอื่นๆ (ดนล.1:1-6) ดาเนียลได้ขึ้นสู่อำนาจแต่กลับถูกคุกคามโดยพวกผู้นำที่ต้องการให้ท่านตาย (6:1-7) ศัตรูของท่านได้ให้กษัตริย์บาบิโลนตรากฎหมายที่ระบุว่าใครก็ตามที่อธิษฐาน “ต่อพระ...นอกเหนือพระองค์” จะถูก “โยน...ลงในถ้ำสิงห์เสีย” (ข้อ 7) ดาเนียลผู้ที่รักและรับใช้พระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวจะทำอย่างไร ท่าน “คุกเข่าลง...อธิษฐานและโมทนาพระคุณต่อพระเจ้าของท่าน ดังที่ท่านได้เคยกระทำมาแต่ก่อน” (ข้อ 10) ท่านขอบพระคุณพระเจ้า และหัวใจแห่งการขอบพระคุณของท่านได้รับการตอบแทนเมื่อพระเจ้าทรงไว้ชีวิตของท่านและนำเกียรติมาสู่ท่าน (ข้อ 26-28)
ขอพระเจ้าทรงช่วยเราทำดังที่อัครทูตเปาโลได้บันทึกไว้ว่า “จงขอบพระคุณในทุกกรณี” (1 ธส.5:18) ไม่ว่าเราจะกำลังเผชิญกับวิกฤติหรือเพิ่งผ่านพ้นวิกฤติมาได้ การตอบสนองด้วยใจขอบพระคุณเป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้าและช่วยให้ความเชื่อของเรามั่นคง
คำสั่งห้ามติดต่อ
ชายคนหนึ่งยื่นฟ้องให้ศาลออกคำสั่งห้ามพระเจ้าติดต่อกับเขา เขาอ้างว่าพระเจ้า “ไร้ความเมตตาอย่างยิ่ง” ต่อเขา และทรงแสดง “ทัศนคติเชิงลบอย่างร้ายแรง” ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะยกฟ้องคดีดังกล่าว โดยกล่าวว่าชายผู้นี้ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากศาล แต่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต นี่เป็นเรื่องจริงที่น่าขบขันแต่ก็น่าเศร้าเช่นกัน
แล้วเราแตกต่างจากชายคนนั้นหรือ บางครั้งเราไม่อยากพูดหรือว่า “ได้โปรดหยุดเถอะพระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่ไหวแล้ว” โยบพูดเช่นนั้น ท่านสู้คดีกับพระเจ้า หลังจากอดทนกับโศกนาฏกรรมอันโหดร้ายเกินบรรยายที่เกิดขึ้นกับตัวท่าน โยบกล่าวว่า “ข้า...ปรารถนาจะสู้คดีของข้ากับพระเจ้า” (โยบ 13:3) และจินตนาการถึงการนำ “พระองค์ขึ้นศาล” (9:3 THA-ERV) ท่านถึงกับออกคำสั่งห้ามว่า “ขอทรงหดพระหัตถ์ให้ไกลจากข้าพระองค์ และขออย่าให้ความครั่นคร้ามพระองค์ทำให้ข้าพระองค์คร้ามกลัว” (13:21) โยบไม่ได้โต้แย้งในเรื่องความบริสุทธิ์ของตัวท่านเอง แต่ในสิ่งที่ท่านมองว่าเป็นความรุนแรงอันไร้เหตุผลของพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงเห็นชอบแล้วหรือที่จะบีบบังคับ” (10:3)
บางครั้งเรารู้สึกว่าพระเจ้าไม่ยุติธรรม ในความเป็นจริงแล้วเรื่องราวของโยบนั้นซับซ้อนและไม่ได้มีคำตอบที่ง่าย ในตอนท้ายพระเจ้าทรงให้โยบได้รับทรัพย์สมบัติจำนวนมากกลับคืน แต่นั่นไม่ใช่แผนการที่พระองค์เตรียมไว้ให้เราเสมอไป บางทีเราอาจพบคำชี้ขาดในสิ่งที่โยบยอมรับในที่สุดว่า “ข้าพระองค์จึงกล่าวถึงสิ่งที่ข้าพระองค์ไม่เข้าใจ สิ่งที่ประหลาดเกินแก่ข้าพระองค์ซึ่งข้าพระองค์ไม่ทราบ” (42:3) ประเด็นสำคัญก็คือพระเจ้าทรงมีเหตุผลที่เราไม่อาจล่วงรู้ และมีความหวังอันอัศจรรย์อยู่ในเหตุผลเหล่านั้น
รับการยกโทษจากพระเจ้า
ในช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าซึ่งเป็นวันหยุดประจำชาติ ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้รับมอบไก่งวงสองตัวที่ทำเนียบขาวก่อนที่จะทำการไถ่ชีวิตไก่งวงสองตัวนั้น แทนที่จะถูกเสิร์ฟเป็นอาหารมื้อหลักในวันขอบคุณพระเจ้าตามประเพณีดั้งเดิม ไก่งวงนั้นจะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างปลอดภัยในฟาร์ม แม้ว่าไก่งวงนั้นจะไม่อาจเข้าใจถึงอิสรภาพที่พวกมันได้รับ แต่ประเพณีประจำปีที่ไม่ธรรมดานี้ชี้ให้เห็นถึงฤทธิ์อำนาจแห่งการอภัยที่ให้ชีวิต
ผู้เผยพระวจนะมีคาห์เข้าใจถึงความสำคัญของการอภัยโทษเมื่อท่านเขียนคำเตือนรุนแรงถึงชาวอิสราเอลที่ยังอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม การบันทึกของมีคาห์มีลักษณะคล้ายกับการฟ้องร้องในศาล โดยกล่าวว่าพระเจ้าทรงเป็นพยานกล่าวโทษชนชาตินั้น (มคา.1:2) ที่ปรารถนาสิ่งชั่วร้ายและหลงระเริงในความโลภ ความไม่ซื่อสัตย์ และความทารุณ (6:10-15)
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการกระทำที่ไม่เชื่อฟังเหล่านี้ มีคาห์จบลงด้วยความหวังที่ตั้งอยู่บนพระสัญญาที่ว่าพระเจ้ามิได้ทรงถือพระพิโรธเนืองนิตย์ แต่ “ทรงยกโทษ และทรงให้อภัย” (7:18) ในฐานะพระผู้สร้างและองค์ผู้พิพากษาเหนือสรรพสิ่ง พระองค์ทรงสามารถประกาศด้วยสิทธิอำนาจว่าพระองค์จะไม่ทรงถือโทษในการกระทำของเราเพราะพระสัญญาที่พระองค์ทรงมีต่ออับราฮัม (ข้อ 20) ซึ่งสำเร็จสมบูรณ์ในการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู
การทรงยกโทษในความล้มเหลวที่เราไม่อาจดำเนินชีวิตตามมาตรฐานของพระเจ้า ถือเป็นของประทานแห่งพระพรอันยิ่งใหญ่ที่เราไม่คู่ควร เมื่อเราได้เข้าใจมากขึ้นถึงประโยชน์ของการทรงยกโทษโดยสมบูรณ์ของพระองค์แล้ว ขอให้เราตอบสนองด้วยการสรรเสริญและขอบพระคุณ
แสงแห่งพระคริสต์ส่องสว่าง
เมื่อแสงไฟบนถนนดับลงในไฮแลนด์พาร์ค รัฐมิชิแกน พลังงานจากดวงอาทิตย์จึงเป็นที่ต้องการ เมืองที่ขัดสนแห่งนี้ไม่มีเงินจ่ายค่าไฟให้กับบริษัทผลิตไฟฟ้า บริษัทจึงปิดไฟถนนและถอดหลอดไฟออกจากเสาไฟฟ้าจำนวน 1,400 ต้น ทำให้ผู้อยู่อาศัยไร้ความปลอดภัยและอยู่ในความมืด ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าให้นักข่าวฟังว่า “ตอนนี้มีเด็กสองคนกำลังเดินทางไปโรงเรียน ไม่มีแสงไฟ พวกเขาต้องเสี่ยงเดินไปตามถนน”
ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อมีการก่อตั้งกลุ่มไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อติดตั้งไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่เมืองนั้น องค์กรด้านมนุษยธรรมได้ร่วมมือกันจนทำให้ประหยัดเงินค่าไฟในเมืองไปพร้อมๆกับจัดหาแหล่งกำเนิดแสงสว่างที่ตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัย
สำหรับชีวิตของเราในพระคริสต์นั้น แหล่งกำเนิดแสงที่เราไว้วางใจได้คือองค์พระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ดังที่อัครทูตยอห์นบันทึกไว้ว่า “พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย” (1 ยน.1:5) ยอห์นกล่าวว่า “ถ้าเราดำเนินอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างพระองค์ทรงสถิตในความสว่าง เราก็ร่วมสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน และพระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ก็ชำระเราทั้งหลายให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น” (ข้อ 7)
องค์พระเยซูเองได้ทรงประกาศว่า “เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต” (ยน.8:12) โดยองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงนำทางเราในทุกย่างก้าว เราจะไม่มีวันเดินในความมืด เพราะแสงของพระองค์ส่องสว่างอยู่เสมอ
ร่วมมือกับพระเจ้า
เมื่อเพื่อนของผมและสามีของเธอมีปัญหามีบุตรยาก แพทย์ได้แนะนำให้เธอใช้วิธีทางการแพทย์ แต่เพื่อนผมลังเล “การอธิษฐานไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาของเราหรือ” เธอพูด “ฉันจำเป็นต้องใช้วิธีนั้นจริงๆหรือ” เพื่อนของผมกำลังพยายามหาคำตอบว่ามนุษย์มีบทบาทอย่างไรในการทำงานของพระเจ้า
เรื่องที่พระเยซูทรงเลี้ยงอาหารฝูงชนสามารถช่วยเราได้ (มก.6:35-44) เราคงรู้แล้วว่าเรื่องนั้นจบลงโดยที่หลายพันคนได้มีอาหารกินอย่างน่าอัศจรรย์ด้วยขนมปังเพียงเล็กน้อยกับปลาไม่กี่ตัว (ข้อ 42) แต่ให้เราสังเกตว่าใครเป็นคนเลี้ยงฝูงชน คำตอบคือบรรดาสาวก (ข้อ 37) แล้วใครเป็นคนจัดหาอาหาร ก็พวกเขาอีกนั่นแหละ (ข้อ 38) ใครเป็นคนแจกอาหารและเก็บกวาดในภายหลัง ก็พวกสาวก (ข้อ 39-43) พระเยซูตรัสว่า “พวกท่านจงเลี้ยงเขาเถิด” (ข้อ 37) พระเยซูทรงกระทำการอัศจรรย์แต่นั่นเกิดขึ้นเมื่อเหล่าสาวกลงมือทำ
ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์คือของขวัญจากพระเจ้า (สดด.65:9-10) แต่ชาวนายังคงต้องลงมือลงแรง พระเยซูทรงสัญญาว่าเปโตรจะได้ “จับปลา” แต่ชาวประมงผู้นี้ยังคงต้องทอดอวน (ลก.5:4-6) องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสามารถดูแลโลกและสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นได้โดยไม่มีเรา แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว พระองค์ทรงเลือกที่จะทำงานผ่านความร่วมมือระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์
เพื่อนของผมใช้วิธีที่แพทย์แนะนำและต่อมาก็ตั้งครรภ์ได้สำเร็จ แม้นี่จะไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับปาฏิหาริย์ แต่ก็เป็นบทเรียนสำหรับผมและเพื่อน พระเจ้ามักจะทรงทำการอัศจรรย์ของพระองค์ผ่านวิธีการที่พระองค์ได้ทรงมอบไว้ในมือของเราแล้ว
ขอบพระคุณแม้ในยามลำบาก
ฉันได้ติดตามและอธิษฐานเผื่อเพื่อนนักเขียนคนหนึ่งที่โพสต์เรื่องราวการรักษาโรคมะเร็งของเธอ เธอเล่าความคืบหน้าของอาการทางร่างกายและความท้าทายต่างๆ สลับกับขอการอธิษฐานเผื่อพร้อมกับข้อพระคัมภีร์และการสรรเสริญพระเจ้า เป็นสิ่งสวยงามที่ได้เห็นรอยยิ้มอันกล้าหาญของเธอไม่ว่าจะอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อรอการรักษา หรืออยู่ที่บ้านโดยมีผ้าโพกศีรษะเนื่องจากผมร่วง ในความท้าทายแต่ละครั้งเธอไม่เคยพลาดที่จะหนุนใจผู้อื่นให้ไว้วางใจพระเจ้าในท่ามกลางความทุกข์ยาก
ขณะกำลังเผชิญความยากลำบาก อาจเป็นเรื่องยากที่เราจะหาเหตุผลมาขอบคุณและสรรเสริญพระเจ้า แต่สดุดี 100 ได้ให้เหตุผลที่เราจะชื่นชมยินดีและสรรเสริญพระเจ้าไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ผู้เขียนสดุดีกล่าวว่า “จงรู้เถิดว่าพระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้า คือพระองค์เองที่ทรงสร้างเราทั้งหลาย และเราก็เป็นของพระองค์ เราเป็นประชากรของพระองค์ เป็นแกะแห่งทุ่งหญ้าของพระองค์” (ข้อ 3) และท่านยังกล่าวอีกว่า “เพราะพระเจ้าประเสริฐ ความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์ และความสัตย์สุจริตของพระองค์ดำรงอยู่ทุกชั่วชาติพันธุ์” (ข้อ 5)
ไม่ว่าเราจะพบเจอการทดลองอะไร เราอุ่นใจได้เมื่อรู้ว่าพระเจ้าอยู่ใกล้ผู้ที่จิตใจฟกช้ำ (34:18) ยิ่งเราใช้เวลากับพระเจ้าในการอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ เราก็จะยิ่ง “เข้าประตูของพระองค์ด้วยการโมทนา และเข้าบริเวณพระนิเวศของพระองค์ด้วยการสรรเสริญ” และ “ถวายโมทนาขอบพระคุณพระองค์ จงถวายสาธุการแด่พระนามของพระองค์” ได้มากขึ้นเท่านั้น (100:4) เราสามารถ “เปล่งเสียงชื่นบานถวายแด่พระเจ้า” (ข้อ 1) เพราะพระเจ้าของเราทรงสัตย์ซื่อ
ตัวตนที่เปลี่ยนไป
ครอบครัวมารวมตัวกันรอบเตียงของโดมินิค บูอูร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวยากรณ์แห่งศตวรรษที่ 17 ที่กำลังจะสิ้นใจ เล่ากันว่าขณะที่เขาหายใจเฮือกสุดท้าย เขาพูดว่า “ข้าพเจ้าใกล้จะ หรือกำลังจะตาย คำพูดทั้งสองนี้ถูกต้อง” ใครจะไปสนใจเรื่องไวยากรณ์ขณะที่ตัวเองกำลังนอนใกล้ตายอยู่บนเตียง จะมีก็เพียงคนที่ใส่ใจในเรื่องไวยากรณ์มาตลอดชีวิตเท่านั้น
เมื่อเข้าสู่วัยชราคนเราก็มีวิถีชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองแล้วเป็นส่วนใหญ่ เราใช้เวลาทั้งชีวิตในการตัดสินใจเรื่องต่างๆจนพัฒนามาเป็นนิสัยที่กลายมาเป็นตัวตนของเราทั้งในแบบที่ดีและแย่ เราเป็นคนเลือกเองว่าจะเป็นคนแบบไหน
การพัฒนานิสัยในทางของพระเจ้านั้นเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าในขณะที่ตัวตนของเรายังเยาว์วัยและปรับเปลี่ยนได้ เปโตรเรียกร้องว่า “จงอุตส่าห์จนสุดกำลังที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อ เอาความรู้เพิ่มคุณธรรม เอาความเหนี่ยวรั้งตนเพิ่มความรู้ เอาขันตีเพิ่มความเหนี่ยวรั้งตน และเอาธรรมเพิ่มขันตี เอาความรักฉันพี่น้องเพิ่มธรรม และเอาความรักคนทั่วไปเพิ่มความรักฉันพี่น้อง” (2 ปต.1:5-7) จงฝึกฝนคุณธรรมเหล่านี้ และ “ท่านทั้งหลายจะมีสิทธิสมบูรณ์ ที่จะเข้าในอาณาจักรนิรันดร์ของพระเยซูคริสตเจ้า พระผู้ช่วยให้รอดของเรา” (ข้อ 11)
จากบรรดาสิ่งที่เปโตรกล่าวไว้มีข้อใดที่อยู่ในตัวคุณมากที่สุด และคุณสมบัติในข้อใดบ้างที่ยังต้องปรับปรุง เราไม่สามารถเปลี่ยนตัวเราเองได้อย่างแท้จริง แต่พระเยซูทรงทำได้ จงขอให้พระองค์เปลี่ยนแปลงและเสริมกำลังคุณ นี่อาจเป็นขั้นตอนที่ช้าและยากลำบาก แต่พระเยซูทรงเชี่ยวชาญในการจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ตามความจำเป็นของเรา จงขอให้พระองค์เปลี่ยนตัวตนของคุณเพื่อคุณจะเป็นเหมือนพระองค์มากยิ่งขึ้น
ตัวแทนแห่งสันติสุข
ในปี 2015 กลุ่มผู้รับใช้ท้องถิ่นของเมืองโคโลราโดสปริงส์ รัฐโคโลราโดได้รวมตัวกันเพื่อรับใช้ชุมชน และกลุ่มซีโอเอสไอเลิฟยู (COSILoveYou) ได้ถือกำเนิดขึ้น ในฤดูใบไม้ร่วงของทุกปีพวกเขาจะส่งผู้เชื่อออกไปรับใช้ชุมชนในกิจกรรมที่เรียกว่า ซิตี้เซิร์ฟ (CityServe)
เมื่อหลายปีก่อน ผมและลูกๆได้รับมอบหมายให้ไปที่โรงเรียนประถมในตัวเมืองภายใต้กิจกรรมซิตี้เซิร์ฟ พวกเราทำความสะอาด ถอนวัชพืช และทำโครงงานศิลปะโดยสอดเทปพลาสติกสีต่างๆ ไปตามรั้วตาข่ายในลักษณะที่เหมือนกับภูเขา เรียบง่ายแต่สวยงามอย่างไม่น่าเชื่อ
ทุกครั้งที่ผมขับรถผ่านโรงเรียนแห่งนั้น โครงงานศิลปะเล็กๆของเราเตือนให้ผมนึกถึงเยเรมีย์ 29 ในเวลานั้นพระเจ้าทรงสั่งให้คนของพระองค์ตั้งถิ่นฐานและรับใช้ในเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่ พระองค์บัญชาเช่นนั้นถึงแม้พวกเขาจะเป็นเชลยและไม่ได้ต้องการจะอยู่ที่นั่น
ผู้เผยพระวจนะกล่าวว่า “จงบากบั่นเพื่อสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองของนครซึ่งเราให้เจ้าไปตกเป็นเชลยนั้น จงอธิษฐาน...เพื่อนครนั้น เพราะหากมันเจริญ เจ้าก็เจริญด้วย” (ข้อ 7 TNCV) คำว่า สันติสุขในที่นี้มาจากคำภาษาฮีบรูว่า ชาโลม มีความหมายครอบคลุมถึงความสมบูรณ์และความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งมีเพียงความประเสริฐและการทรงไถ่ของพระเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้เกิดขึ้นได้
เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงเรียกเราแต่ละคนให้เป็นตัวแทนแห่งสันติสุข(ชาโลม)ของพระองค์ในที่ที่เราอยู่ พระองค์ทรงเชื้อเชิญเราให้สร้างความงดงามและสำแดงถึงชีวิตที่ได้รับการไถ่ ด้วยวิธีที่เรียบง่ายและเป็นรูปธรรมในสถานที่ที่พระองค์ทรงจัดให้เราอยู่
การตัดสินใจที่ฉลาด
ให้ขายบ้านของแม่ผู้ล่วงลับน่ะหรือ การตัดสินใจนั้นทำให้ฉันคิดหนักหลังจากคุณแม่ที่รักและเป็นม่ายของฉันเสียชีวิตลง ฉันรู้สึกอ่อนไหว ถึงกระนั้นฉันกับน้องสาวใช้เวลาสองปีในการทำความสะอาดและซ่อมแซมบ้านที่ว่างเปล่าของแม่ และยอมที่จะขายมัน ตอนนั้นเป็นปี 2008 และภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกทำให้ไม่มีใครซื้อ เราลดราคาลงเรื่อยๆแต่ก็ไม่มีข้อเสนอใดๆเข้ามา และแล้วในเช้าวันหนึ่งขณะที่ฉันอ่านพระคัมภีร์ ฉันสะดุดตากับข้อนี้ว่า “ที่ใดไม่มีวัวผู้ รางหญ้าก็ว่างเปล่า แต่พืชผลมากมายได้มาด้วยแรงวัว” (สภษ.14:4 THSV11)
สุภาษิตข้อนี้พูดถึงการทำเกษตร แต่ฉันรู้สึกทึ่งกับความหมายคอกสัตว์ที่ว่างเปล่านั้นดูเรียบร้อย แต่ด้วย “ความรกรุงรัง” ของสิ่งที่อยู่ในคอกเท่านั้นที่จะทำให้เกิดผลผลิต หรือสำหรับเราก็คือผลผลิตที่มีคุณค่าและมรดกของครอบครัว ฉันโทรหาน้องสาวแล้วถามว่า “ถ้าเราจะเก็บบ้านของแม่ไว้ล่ะ เราปล่อยให้เช่าก็ได้”
ทางเลือกนั้นทำให้เราประหลาดใจ พวกเราไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนบ้านของแม่ให้เป็นการลงทุน แต่พระคัมภีร์ที่เป็นดั่งเครื่องนำทางฝ่ายวิญญาณได้มอบสติปัญญาที่นำมาใช้ได้จริงในชีวิต ดังที่ดาวิดอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงกระทำให้ข้าพระองค์รู้จักพระมรรคาของพระองค์ ขอทรงสอนวิถีของพระองค์แก่ข้าพระองค์” (สดด.25:4)
จากการตัดสินใจของฉันและน้องสาว เราได้รับการอวยพรจากการให้หลายครอบครัวที่น่ารักได้เช่าบ้านของแม่ และเรายังได้เรียนรู้ความจริงที่เปลี่ยนชีวิตว่า พระคัมภีร์ช่วยชี้แนะการตัดสินใจของเรา ผู้เขียนสดุดีบันทึกไว้ว่า “พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์ และเป็นความสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์” (สดด.119:105) ขอให้เราเดินในแสงสว่างของพระเจ้า