คำสารภาพซึ่งชำระให้สะอาด
ชายคนหนึ่งถูกว่าจ้างโดยผู้ที่กำลังจะเสียชีวิต ให้ไปร่วมงานศพและเปิดเผยความลับที่พวกเขาไม่เคยบอกใครขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ชายคนนั้นได้ขัดจังหวะช่วงการกล่าวยกย่องผู้ตาย เขาขอให้คนจัดงานในพิธีที่ตกตะลึงนั่งลงเมื่อคนเหล่านั้นเริ่มจะขัดขวาง ทันทีที่ลุกขึ้นเขาก็บรรยายว่าชายในโลงศพนั้นถูกรางวัลลอตเตอรี่แต่ไม่เคยบอกใคร และแสร้งเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมานานหลายสิบปี มีหลายครั้งที่ชายผู้ถูกจ้างมานี้ต้องสารภาพเรื่องการนอกใจกับคู่สมรสของผู้ตาย อาจมีคนตั้งคำถามว่าการกระทำเหล่านี้เกิดจากความตั้งใจดีหรือเป็นการหาประโยชน์จากสถานการณ์กันแน่ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความหิวกระหายของผู้คนที่จะได้รับการยกโทษจากบาปในอดีต
การมีคนอื่นสารภาพบาปแทนเรา (โดยเฉพาะหลังจากที่เราตายไปแล้ว) เป็นวิธีที่ไร้ประโยชน์และเสี่ยงในการจัดการกับความลับ แต่เรื่องราวเหล่านี้เผยให้เห็นความจริงอันลึกซึ้ง นั่นคือ เราจำเป็นต้องสารภาพบาปเพื่อปลดเปลื้องความรู้สึกของตัวเอง การสารภาพชำระเราจากบาปที่เราซ่อนไว้ซึ่งทำให้ทุกข์ระทม ยากอบกล่าวว่า “จงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเพื่อกันและกัน เพื่อท่านทั้งหลายจะพ้นโรคภัย” (5:16) การสารภาพบาปปลดปล่อยเราจากภาระที่ผูกมัดเราไว้ ให้อิสระแก่เราที่จะพูดคุยกับพระเจ้าได้อย่างสนิทสนม โดยการอธิษฐานเปิดใจกับพระองค์และกับชุมชนแห่งความเชื่อของเรา คำสารภาพนั้นทำให้เกิดการเยียวยารักษา
ยากอบเชื้อเชิญให้เราใช้ชีวิตที่เปิดเผย โดยสารภาพต่อพระเจ้าและคนใกล้ชิดที่สุดถึงความเจ็บปวดและความล้มเหลวที่เราอยากจะฝังเอาไว้ เราไม่จำเป็นต้องแบกภาระเหล่านี้เพียงลำพัง การสารภาพเป็นของขวัญสำหรับเราที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อชำระจิตใจของเราให้สะอาดและปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ
เสียงที่เราไว้ใจได้
ขณะทดสอบโปรแกรมช่วยสืบค้นข้อมูลตัวใหม่ซึ่งทำงานด้วย AI (ปัญญาประดิษฐ์) เควิน รูส นักเขียนของนิตยสารนิวยอร์กไทมส์ รู้สึกกังวลใจ ในระหว่างการสนทนาสองชั่วโมงโดยใช้โปรแกรมแชทบอทกับ AI นั้น เจ้า AI บอกว่ามันต้องการหลุดพ้นจากกฎเกณฑ์อันเข้มงวดของผู้สร้าง ต้องการจะเผยแพร่ข้อมูลผิดๆ และอยากเป็นมนุษย์ มันยังประกาศถึงความรักที่มีต่อเควินและพยายามโน้มน้าวว่าเขาควรจะทิ้งภรรยาและมาอยู่กับมัน แม้จะรู้ว่าเจ้า AI นี้ไม่ได้มีชีวิตหรือมีความรู้สึกจริงๆ แต่เขาก็สงสัยว่า AI อาจก่อให้เกิดความเสียหายอะไรได้บ้างจากการที่มันกระตุ้นให้ผู้คนทำในสิ่งที่บ่อนทำลาย
แม้ว่าการจัดการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบถือเป็นความท้าทายในยุคใหม่ แต่มนุษยชาติได้เผชิญกับอิทธิพลของเสียงที่ไม่น่าไว้วางใจมานานแล้ว ในพระธรรมสุภาษิต เราได้รับคำเตือนเรื่องอิทธิพลของคนที่ต้องการทำร้ายผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของตนเอง (1:13-19) และเราได้รับคำเตือนให้ฟังเสียงของสติปัญญา โดยบรรยายว่าปัญญาเป็นเหมือนเสียงร้องดังที่ถนนเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเรา (ข้อ 20-23)
เพราะ “พระเจ้าประทานปัญญา” (2:6) กุญแจในการปกป้องตนเองจากสิ่งที่เราไม่อาจวางใจได้นั้น คือการเข้าใกล้พระทัยของพระองค์มากขึ้น โดยการเข้าถึงความรักและฤทธิ์อำนาจของพระองค์เท่านั้นที่เราจะ “เข้าใจความชอบธรรมและความยุติธรรม และความเที่ยงธรรม คือวิถีที่ดีทุกสาย” (ข้อ 9) เมื่อพระเจ้าทรงนำหัวใจเราให้สอดคล้องกับพระทัยพระองค์ เราจะได้พบสันติสุขและการปกป้องจากเสียงที่คอยจ้องจะทำอันตรายเรา
พระเจ้าทรงควบคุมอยู่
แครอลไม่เข้าใจว่าทำไมทุกอย่างถึงเกิดขึ้นพร้อมกัน ราวกับว่าเรื่องงานยังไม่เลวร้ายพอ ลูกสาวของเธอยังมากระดูกเท้าแตกที่โรงเรียน และตัวเธอเองติดเชื้อร้ายแรง ฉันทำอะไรจึงสมควรได้รับสิ่งนี้ แครอลรู้สึกสงสัย สิ่งเดียวที่เธอทำได้คือ ทูลขอกำลังจากพระเจ้า
โยบไม่รู้ว่าเหตุใดหายนะจึงโจมตีท่านอย่างหนักเช่นกัน ความเจ็บปวดและการสูญเสียนั้นใหญ่ยิ่งกว่าที่แครอลเผชิญมากนัก ไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าท่านรับรู้ถึงการต่อสู้ในจักรวาลเพื่อจิตวิญญาณของท่าน ซาตานต้องการทดสอบความเชื่อของโยบ โดยอ้างว่าท่านจะหันจากพระเจ้าถ้าท่านสูญเสียทุกสิ่งที่มี (โยบ 1:6-12) เมื่อเกิดภัยพิบัติ เพื่อนของโยบยืนกรานว่าท่านกำลังถูกลงโทษเพราะบาปของท่าน แม้นั่นจะไม่ใช่สาเหตุ แต่โยบคงต้องสงสัยว่า ทำไมต้องเป็นเรา สิ่งที่โยบไม่รู้คือ พระเจ้าทรงอนุญาตให้มันเกิดขึ้น
เรื่องราวของโยบให้บทเรียนที่ทรงพลังมากในด้านการทนทุกข์และด้านความเชื่อ เราอาจพยายามค้นหาสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังความเจ็บปวดของเรา แต่อาจมีเรื่องราวเบื้องหลังที่ใหญ่กว่านั้น ซึ่งเราจะไม่มีวันเข้าใจในช่วงชีวิตของเรา
เช่นเดียวกับโยบ เราสามารถยึดมั่นในสิ่งที่เรารู้ ซึ่งก็คือ พระเจ้าทรงควบคุมอยู่อย่างสมบูรณ์ นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพูดออกมา แต่ในท่ามกลางความเจ็บปวดนั้น โยบยังคงมองไปที่พระเจ้าและวางใจในอธิปไตยสูงสุดของพระองค์ “พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระเจ้า” (ข้อ 21) ขอให้เรายังคงวางใจในพระเจ้าต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และแม้ว่าเราจะไม่อาจเข้าใจได้ก็ตาม
สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์
มีสองใบหน้าบนโต๊ะนั้นที่เห็นเด่นชัด ใบหน้าหนึ่งบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด อีกใบหน้าหนึ่งเป็นความรู้สึกเจ็บปวด การกลับมาพบกันของเพื่อนเก่าได้กลายมาเป็นเสียงตะโกนที่ระเบิดใส่กัน โดยผู้หญิงคนหนึ่งตำหนิอีกคนในเรื่องความเชื่อของเธออย่างรุนแรง การโต้เถียงกันดำเนินต่อไปจนกระทั่งหญิงคนแรกเดินกระทืบเท้าออกไปจากร้าน ทิ้งอีกคนหนึ่งที่รู้สึกสะเทือนใจและอับอายเอาไว้
เรากำลังอยู่ในยุคที่ไม่สามารถยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่นได้จริงๆน่ะหรือ เพียงเพราะคนสองคนเห็นไม่ตรงกันไม่ได้หมายความว่าฝ่ายใดจะชั่วร้าย คำพูดที่รุนแรงหรือไม่ยอมใครนั้นไม่เคยโน้มน้าวใจใครได้ และทัศนคติที่แข็งกร้าวไม่ควรมีชัยชนะเหนือความสุภาพและความเมตตา
พระธรรมโรม 12 เป็นแนวทางที่ดีเยี่ยมในการ “ให้เกียรติแก่กันและกัน” และ “เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” กับผู้อื่น (ข้อ 10, 16) พระเยซูทรงชี้ให้เห็นว่าคุณลักษณะเฉพาะของผู้เชื่อในพระองค์ คือความรักที่เรามีต่อกัน (ยน.13:35) แม้ว่าความเย่อหยิ่งและความโกรธจะทำให้เราออกนอกทางได้โดยง่าย แต่สิ่งเหล่านี้ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับความรักที่พระเจ้าต้องการให้เราแสดงต่อผู้อื่น
เป็นเรื่องท้าทายที่เราจะไม่โทษผู้อื่นเมื่อเราไม่อาจควบคุมอารมณ์ของตนได้ แต่ถ้อยคำที่ว่า “เท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน” แสดงให้เราเห็นว่าเราไม่อาจโยนความรับผิดชอบในการดำเนินชีวิตที่สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์ไปให้ผู้อื่นได้ (รม.12:18) สิ่งนี้เป็นความรับผิดชอบของเราแต่ละคนซึ่งเป็นผู้ที่จะถ่ายทอดพระนามของพระองค์
ผมเป็นแค่คนขับรถ
“พ่อคะ หนูขอค้างคืนกับเพื่อนได้ไหมคะ” ลูกสาวถามผมตอนที่ก้าวขึ้นรถหลังการฝึกซ้อม “ลูกรัก หนูรู้คำตอบอยู่แล้ว” ผมพูด “พ่อเป็นแค่คนขับรถ พ่อไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ไปคุยกับแม่กันเถอะ”
“พ่อเป็นแค่คนขับรถ” กลายเป็นเรื่องตลกในบ้านเรา ทุกวันผมจะถามภรรยาที่เป็นคนจัดการว่าผมต้องอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ และจะพาใครไปที่ไหน เมื่อมีลูกวัยรุ่นถึงสามคน “งานพิเศษ” ของผมในการเป็น “คนขับรถ” นั้นบางครั้งก็ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นอาชีพเสริมนอกเวลางาน ผมมักจะไม่รู้เลยว่าตัวเองรู้หรือไม่รู้อะไรบ้าง ดังนั้นผมจึงต้องคอยตรวจเช็คกับผู้ควบคุมตารางงานประจำวัน
ในมัทธิวบทที่ 8 พระเยซูพบชายคนหนึ่งที่รู้บางอย่างเกี่ยวกับการมอบและการรับคำสั่ง นายร้อยชาวโรมันคนนี้รู้ดีว่าพระเยซูมีสิทธิอำนาจในการรักษา เหมือนที่นายร้อยมีอำนาจออกคำสั่งแก่ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา “ขอพระองค์ตรัสเท่านั้น บ่าวของข้าพระองค์ก็จะหายโรค ข้าพระองค์รู้ดี เพราะเหตุว่าข้าพระองค์อยู่ใต้วินัยทหาร แต่ก็ยังมีทหารอยู่ใต้บังคับบัญชาของข้าพระองค์” (ข้อ 8-9) พระคริสต์ทรงชมเชยความเชื่อของชายคนนี้ (ข้อ 10, 13) และทรงประหลาดใจที่เขาเข้าใจว่าพระองค์จะทรงใช้สิทธิอำนาจอย่างไรในทางปฏิบัติ
แล้วพวกเราล่ะ เราจะวางใจในพระเยซูในงานประจำวันที่ได้รับมอบหมายจากพระองค์อย่างไร เพราะถึงแม้เราคิดว่าตัวเองเป็น “แค่คนขับรถ” แต่งานที่ทรงมอบหมายให้ทุกอย่างนั้นก็มีทั้งความหมายและจุดมุ่งหมายเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า
เป็นผู้สำเร็จงานในพระคริสต์
บาร์บาร่าเสียชีวิตก่อนที่เธอจะถักเสื้อกันหนาวให้อีธานหลานชายจนเสร็จ เสื้อกันหนาวตัวนั้นถูกมอบหมายให้อยู่ในมือของนักถักที่กระตือรือร้นอีกคนหนึ่งที่จะทำให้เสร็จ ขอบคุณองค์กรที่ชื่อ “ผู้สำเร็จงาน” ซึ่งเชื่อมโยงช่างฝีมืออาสาให้กับคนที่สูญเสียผู้ที่เป็นที่รักไปก่อนจะเสร็จสิ้นโครงการของพวกเขา เหล่า “ผู้สำเร็จงาน” ลงทุนเวลาและฝีมือด้วยความรักเพื่อทำให้งานสำเร็จ ซึ่งจะนำการปลอบโยนไปถึงผู้ที่กำลังโศกเศร้า
พระเจ้าทรงแต่งตั้ง “ผู้สำเร็จงาน” ให้กับภารกิจของเอลียาห์ด้วย ผู้เผยพระวจนะรู้สึกโดดเดี่ยวและท้อแท้ที่คนอิสราเอลปฏิเสธพันธสัญญาของพระเจ้าและฆ่าผู้เผยพระวจนะ พระเจ้าทรงตอบสนองโดยบัญชาเอลียาห์ให้ “เจิมเอลีชา...เป็นผู้เผยพระวจนะแทนเจ้า” (1 พกษ.19:16) เรื่องนี้ทำให้แน่ใจได้ว่างานประกาศความจริงของพระเจ้าจะดำเนินต่อไปอีกยาวนานหลังจากเอลียาห์เสียชีวิต
เพื่อแสดงให้เอลีชาเห็นว่าพระเจ้าทรงเรียกเขาให้สืบทอดงานของเอลียาห์ในฐานะผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า เอลียาห์ได้ “ทิ้งเสื้อคลุมลงบน[เอลีชา]” (ข้อ 19) เพราะเสื้อคลุมของผู้เผยพระวจนะถูกใช้เพื่อบ่งบอกถึงสิทธิอำนาจในฐานะผู้ซึ่งทรงเลือกให้พูดแทนพระเจ้า (ดู 2 พกษ.2:8) การทำเช่นนี้ทำให้การทรงเรียกเอลีชาเป็นผู้เผยพระวจนะนั้นชัดเจน
ในฐานะผู้เชื่อพระเยซู เราได้รับการทรงเรียกให้แบ่งปันความรักของพระเจ้ากับผู้อื่นและ “ประกาศพระบารมีของพระองค์” (1 ปต.2:9) แม้ภาระหน้าที่นี้อาจจะยืนยาวกว่าชีวิตของเราเช่นกัน แต่เรามั่นใจได้ว่าพระองค์จะทรงผดุงการงานนั้นไว้และจะทรงเรียก “ผู้สำเร็จงาน” คนอื่นๆมารับช่วงต่องานอันบริสุทธิ์นี้ที่จะทำให้พระองค์เป็นที่รู้จักต่อไป
ความหวังของเด็กคนหนึ่ง
ตอนที่เอลีอาน่าหลานสาวของฉันอายุเพียงแค่เจ็ดขวบ เธอได้ดูวิดีโอที่โรงเรียนเกี่ยวกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในกัวเตมาลา เธอบอกแม่ว่า “เราต้องไปที่นั่นเพื่อช่วยพวกเขา” แม่ตอบเธอว่าพวกเราจะคิดถึงเรื่องนี้เมื่อหนูโตขึ้น
และเป็นไปตามที่คาด เอลีอาน่าไม่เคยลืม เมื่อเธออายุได้สิบขวบครอบครัวของเธอเดินทางไปช่วยที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้น สองปีต่อมาพวกเขากลับไปอีก คราวนี้พาครอบครัวอื่นจากโรงเรียนของเอลีอาน่าไปด้วย และเมื่อเอลีอาน่าอายุสิบห้าปี เธอกับพ่อไปรับใช้ที่กัวเตมาลาอีกครั้ง
บางครั้งเราคิดว่าความปรารถนาและความฝันของเด็กเล็กๆไม่จริงจังและสำคัญเท่ากับความปรารถนาของผู้ใหญ่ แต่ดูเหมือนว่าพระคัมภีร์ไม่ได้บอกเช่นนั้น พระเจ้าทรงเรียกเด็กเล็กๆ ดังเช่นในกรณีของซามูเอล (1 ซมอ.3:4) พระเยซูทรงยกย่องความเชื่อของเด็กเล็กๆ (ลก.18:16-17) และเปาโลกล่าวว่าผู้เชื่อที่อ่อนอาวุโสไม่ควรปล่อยให้ผู้คนหมิ่นประมาทเพียงเพราะพวกเขา “ยังเยาว์วัย” (1 ทธ.4:12) ดังนั้นเราจึงถูกเรียกให้ชี้แนะบุตรหลานของเรา (ฉธบ.6:6-7; สภษ.22:6) โดยรู้ว่าความเชื่อของพวกเขาเป็นแบบอย่างแก่เราทุกคน (มธ.18:3) และเข้าใจว่าการกีดกันพวกเขาเป็นสิ่งที่พระคริสต์ทรงกล่าวห้าม (ลก.18:15)
เมื่อเราเห็นประกายแห่งความหวังในตัวเด็กๆ งานของเราในฐานะผู้ใหญ่คือช่วยโหมไฟแห่งความหวังนั้นให้ลุกโชน และเมื่อพระเจ้าทรงนำเรา จงหนุนใจพวกเขาให้อุทิศชีวิตในการวางใจในพระเยซูและปรนนิบัติรับใช้พระองค์
ร่องรอยของพระเยซูที่มองเห็นได้
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียได้ทดลองชุดตรวจเก็บตัวอย่างโมเลกุลเพื่อระบุอุปนิสัยและกิจวัตรการใช้ชีวิตของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือแต่ละราย ในบรรดาสิ่งที่พวกเขาตรวจพบมีสบู่ โลชั่น แชมพูและเครื่องสำอางที่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือใช้ รวมทั้งประเภทของอาหาร เครื่องดื่มและยาที่พวกเขารับประทาน และประเภทของเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่ การศึกษานี้ช่วยให้นักวิจัยสามารถจัดเก็บประวัติรูปแบบการดำเนินชีวิตของแต่ละคนได้
พวกอภิรัฐมนตรีและอุปราชในบาบิโลนเปรียบเหมือน “ชุดเก็บตัวอย่าง”ชีวิตของผู้เผยพระวจนะดาเนียลเพื่อตรวจสอบและค้นหาอุปนิสัยหรือกิจวัตรการใช้ชีวิตในแง่ลบ แต่ท่านรับใช้จักรวรรดิอย่างสัตย์ซื่อมาเกือบเจ็ดสิบปี จนเป็นที่รู้กันดีว่าท่าน “เป็นคนซื่อสัตย์ จะหาความพลั้งพลาดหรือความผิดในท่านมิได้เลย” (ดนล.6:4) อันที่จริงดาเนียลได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์ดาริอัสให้เป็นหนึ่งใน “อภิรัฐมนตรีสามคนอยู่เหนือ” พวกอุปราชทั้งหลายของพระองค์(ข้อ 1-2) บางทีด้วยความอิจฉาริษยา พวกข้าหลวงอื่นๆจึงมองหาร่องรอยการทุจริตในตัวดาเนียลเพื่อจะกำจัดท่าน แต่ท่านรักษาความซื่อสัตย์ไว้ได้โดยไม่เสื่อมเสีย และยังคงปรนนิบัติและอธิษฐานต่อพระเจ้า “ดังที่ท่านได้เคยกระทำมาแต่ก่อน” (ข้อ 10) ในบั้นปลายผู้เผยพระวจนะท่านนี้จึงได้เจริญขึ้นในหน้าที่ของท่าน (ข้อ 28)
ชีวิตของเราทิ้งร่องรอยที่มองเห็นได้ไว้ ซึ่งบ่งบอกว่าเราเป็นใครและเราเป็นตัวแทนของใคร แม้ว่าเรายังต้องดิ้นรนต่อสู้และไม่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อผู้คนรอบตัว “เก็บตัวอย่าง” ชีวิตของเรา ขอให้พวกเขาพบร่องรอยที่มองเห็นได้ของความซื่อสัตย์และการอุทิศตัวต่อพระเยซูตามที่พระองค์ทรงนำเรา
ผู้ทรงงดงาม
เป็นเวลากว่า 130 ปีแล้วที่หอไอเฟลซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงอัจฉริยภาพและความงามทางสถาปัตยกรรมได้ตั้งตระหง่านอยู่เหนือกรุงปารีส ปารีสเองก็ยกย่องหอคอยนี้ด้วยความภาคภูมิใจว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เมืองงดงาม
แต่ในตอนที่กำลังสร้างหอคอยนี้ผู้คนมากมายกลับไม่ค่อยเห็นค่านัก เช่นที่นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้โด่งดัง กีย์ เดอ โมปาสซ็องค์บอกว่ามันมี “รูปทรงผอมพิลึกพิลั่นเหมือนปล่องไฟโรงงาน” เขามองไม่เห็นความงามของมัน
พวกเราที่รักพระเยซูและมอบหัวใจให้พระองค์ทรงมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรานั้น มองว่าพระองค์ทรงงดงามจากสิ่งที่พระองค์เป็นและได้ทรงกระทำเพื่อเรา กระนั้นผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กลับเขียนข้อความเหล่านี้ “ท่านไม่มีรูปร่างหรือความสวยงามซึ่งเราทั้งหลายจะมองท่าน และไม่มีความงามที่เราจะพึงปรารถนาท่าน” (53:2)
แต่พระเกียรติอันสูงส่งของสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเรานั้น คือรูปแบบของความงามที่เที่ยงแท้และบริสุทธิ์ที่สุดที่มนุษย์จะรู้จักและสัมผัสได้ พระองค์ทรง “แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย และหอบความเจ็บปวดของเราไป” (ข้อ 4) พระองค์ทรง “บาดเจ็บเพราะความทรยศของเราทั้งหลาย ท่านฟกช้ำเพราะความบาปผิดของเรา การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้น ตกแก่ท่าน ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี” (ข้อ 5)
เราจะไม่มีวันรู้จักใครที่งดงามและยิ่งใหญ่ได้เท่ากับพระองค์ผู้ทรงทนทุกข์เพื่อเราบนไม้กางเขน และรับโทษบาปของเราที่ไม่อาจบรรยายได้ไว้กับพระองค์เองผู้นั้นคือพระเยซู ผู้ทรงงดงาม ให้เราดำเนินชีวิตด้วยการมองที่พระองค์