Category  |  ODB

ผู้ที่เราเชื่อฟัง

“ผมต้องขอประกาศภาวะฉุกเฉิน นักบินของผมเสียชีวิตแล้ว” ดั๊ก ไวท์กล่าวคำพูดเหล่านั้นด้วยความกังวลไปยังหอควบคุมที่ดูแลเที่ยวบินของเขา ไม่กี่นาทีหลังเครื่องขึ้น นักบินประจำเครื่องบินที่ครอบครัวของดั๊กเช่าเหมาลำได้เสียชีวิตลงกะทันหัน ดั๊กก้าวเข้าสู่ห้องนักบินด้วยประสบการณ์การฝึกบินเพียงแค่สามเดือนกับเครื่องบินที่มีความซับซ้อนน้อยกว่า ในเวลานั้นเขาตั้งใจฟังเจ้าหน้าที่หอควบคุมที่สนามบินท้องถิ่นซึ่งคอยบอกวิธีนำเครื่องลงจอด ดั๊ก กล่าวในภายหลังว่า “[พวกเขา ]ช่วยครอบครัวของผมให้รอดจากความตายในกองไฟ”

เรามีผู้หนึ่งที่สามารถนำพาเราผ่านอุปสรรคต่างๆในชีวิตได้ โมเสสบอกกับคนอิสราเอลว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะโปรดให้ผู้เผยพระวจนะอย่างข้าพเจ้านี้เกิดขึ้นในหมู่พวกท่าน...ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังเขา” (ฉธบ.18:15) คำสัญญานี้ชี้ไปถึงเหล่าผู้เผยพระวจนะคนต่อๆมาผู้ซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมเพื่อประชากรของพระองค์ และก็เป็นการกล่าวถึงพระเมสสิยาห์ด้วย ทั้งเปโตรและสเทเฟนจะกล่าวในภายหลังว่าผู้เผยพระวจนะสูงสุดคนนี้คือพระเยซู (กจ.3:19-22; 7:37, 51-56) พระองค์ทรงเป็นผู้เดียวที่เสด็จมาเพื่อบอกเราถึงพระบัญชาอันกอปรด้วยสติปัญญาและความรักของพระเจ้า (ฉธบ.18:18)

ในช่วงพระชนม์ชีพของพระคริสต์ พระเจ้าพระบิดาตรัสว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา...จงเชื่อฟังท่านเถิด” (มก.9:7) ในการดำเนินชีวิตอย่างชาญฉลาดและหลีกเลี่ยงความพินาศในชีวิตนี้ ขอให้เราทั้งหลายฟังพระเยซูขณะที่ทรงตรัสผ่านพระคัมภีร์และพระวิญญาณบริสุทธิ์ การฟังพระองค์ส่งผลให้สถานการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

พระเยซูผู้ช่วยกู้

สิ่งเริ่มจากการนั่งกระเช้าลอยฟ้าธรรมดาข้ามหุบเขาในปากีสถานกลับกลายเป็นประสบการณ์อันน่าสะพรึงกลัว หลังออกเดินทางได้ไม่นาน สายเคเบิ้ลสองเส้นขาดลง ทำให้ผู้โดยสารแปดคนรวมเด็กนักเรียนถูกแขวนอยู่กลางอากาศสูงหลายสิบเมตร สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดปฏิบัติการกู้ภัยที่ยากลำบากถึง 12 ชั่วโมงโดยกำลังทหารปากีสถานที่ต้องใช้ทั้งการโหนตัวบนเชือกสลิง เฮลิคอปเตอร์ และอื่นๆอีกมากเพื่อช่วยชีวิตผู้โดยสาร

ผู้กู้ชีวิตที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเหล่านั้นควรได้รับการยกย่อง แต่งานของพวกเขาไม่อาจเทียบได้กับพระราชกิจอันเป็นนิรันดร์ของพระเยซูในการช่วยกู้และช่วยเราให้รอดจากบาปและความตาย ก่อนการบังเกิดของพระคริสต์ ทูตสวรรค์บอกกับโยเซฟให้รับมารีย์ไว้ที่บ้านของตน เพราะการตั้งครรภ์ของนางเกิดจาก “พระวิญญาณบริสุทธิ์” (มธ.1:18, 20) โยเซฟได้รับคำสั่งให้ตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู เพราะว่าท่านจะ “โปรดช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา” (ข้อ 21) แม้ว่าชื่อนี้จะเป็นชื่อที่ใช้กันทั่วไปในศตวรรษแรก แต่เด็กคนนี้เท่านั้นที่มีคุณสมบัติที่จะเป็นพระผู้ช่วยให้รอด (ลก.2:30-32) พระคริสต์เสด็จมาในเวลาที่เหมาะสมเพื่อผนึกตราและรับประกันความรอดนิรันดร์ของทุกคนที่สำนึกบาปและเชื่อในพระองค์

เราทุกคนติดอยู่ในกระเช้าลอยฟ้าแห่งบาปและความตาย ซึ่งแขวนไว้เหนือหุบเขาแห่งการแยกขาดจากพระเจ้าชั่วนิรันดร์ แต่โดยพระคุณและความรักของพระองค์ พระเยซูเสด็จมาช่วยกู้เราและพาเรากลับบ้านไปสู่พระบิดาผู้ทรงสถิตในสวรรค์อย่างปลอดภัย ขอถวายคำสรรเสริญแด่พระองค์!

หนุนใจกันในพระคริสต์

ครูในโรงเรียนที่รัฐอินเดียน่า แนะนำให้นักเรียนของเธอเขียนข้อความหนุนใจและสร้างแรงบันดาลใจแก่เพื่อนร่วมชั้น หลายวันต่อมาเมื่อเกิดโศกนาฏกรรมในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่อยู่อีกด้านของประเทศ ข้อความของพวกเขาช่วยหนุนใจเพื่อนนักเรียนในยามที่ต้องรับมือกับความเจ็บปวดและความกลัวว่าอาจเกิดเหตุการณ์กับพวกเขาได้เช่นกัน

การหนุนใจและความห่วงใยซึ่งกันและกันอยู่ในใจของเปาโลเช่นกัน เมื่อท่านเขียนจดหมายถึงผู้เชื่อในเมืองเธสะโลนิกา คนเหล่านั้นสูญเสียเพื่อนๆ และเปาโลกำชับพวกเขาให้หวังใจในคำสัญญาของพระเยซูที่จะเสด็จกลับมาและนำบรรดาคนที่พวกเขารักกลับสู่ชีวิตอีกครั้ง (1ธส.4:14) แม้พวกเขาไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่เปาโลเตือนว่าในฐานะผู้เชื่อพวกเขาไม่จำเป็นต้องรอคอยด้วยความกลัวการพิพากษาของพระเจ้าเมื่อพระองค์เสด็จกลับมา (5:9) แต่จะรอคอยด้วยความมั่นใจในเรื่องชีวิตอนาคตกับพระองค์ และในระหว่างนั้น “จงหนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น” (ข้อ 11)

เมื่อเราประสบกับการสูญเสียอันเจ็บปวดหรือเหตุการณ์ร้ายแรงที่ไม่ทันตั้งตัว เป็นเรื่องง่ายที่จะถูกครอบงำด้วยความกลัวและความโศกเศร้า แต่ถ้อยคำของเปาโลเป็นประโยชน์กับเราในปัจจุบันเหมือนในเวลานั้นที่ได้เขียนไว้ ขอให้เรารอคอยด้วยความหวังว่าพระคริสต์จะทรงฟื้นฟูทุกสิ่ง และในระหว่างนั้นเราสามารถหนุนใจกันและกันได้ ทั้งด้วยข้อความ คำพูด การปรนนิบัติกัน และการสวมกอด

ความเชื่อของคุณยาย

พวกเรานั่งล้อมวงอยู่ที่โต๊ะอาหารมื้อเย็นตอนที่หลานชายอายุเก้าขวบของฉันพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “ผมก็เหมือนคุณยาย ผมชอบอ่านหนังสือครับ!” คำพูดของเขาทำให้ฉันมีความสุข ฉันนึกย้อนไปเมื่อปีที่แล้วตอนที่เขาป่วยและต้องหยุดเรียนอยู่บ้าน หลังจากที่เขาได้งีบหลับยาว เราก็นั่งอ่านหนังสืออยู่
ข้างๆกัน ฉันมีความสุขที่ได้ส่งต่อมรดกรักการอ่านที่ฉันได้รับจากแม่ของฉัน

แต่นั่นไม่ใช่มรดกสำคัญที่สุดที่ฉันอยากจะส่งต่อให้หลานๆ ฉันอธิษฐานว่ามรดกแห่งความเชื่อที่ฉันได้รับจากพ่อแม่และพยายามส่งต่อให้ลูกๆของฉันจะช่วยพวกหลานๆในการเดินทางไปสู่ความเชื่อด้วย

ทิโมธีได้รับมรดกจากแม่และยายผู้เชื่อในพระเจ้า และจากพี่เลี้ยงฝ่ายวิญญาณคืออัครทูตเปาโล เปาโลได้เขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน อันเป็นความเชื่อซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน และในยูนีสมารดาของท่าน และบัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีอยู่ในท่าน” (2 ทธ.1:5)

เราอาจคิดว่าชีวิตของเรายังไม่ดีพอที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้อื่น บางทีมรดกที่ส่งต่อมาถึงเราอาจไม่ใช่มรดกที่ดี แต่ก็ไม่มีอะไรที่สายเกินไปที่จะสร้างมรดกแห่งความเชื่อให้กับลูกๆหลานๆ หรือเด็กคนใดคนหนึ่ง โดยความช่วยเหลือของพระเจ้า เราเป็นผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อ พระองค์ทรงเป็นผู้ที่ทำให้ความเชื่อนั้นเติบโตขึ้น (1 คร.3:6-9)

ความรักเข้มแข็งอย่างความตาย

หากคุณได้เดินเล่นไปตามกำแพงอิฐเก่าที่ทอดยาวกั้นระหว่างสุสานโปรเตส-แตนต์และสุสานคาทอลิกในเมืองโรมอนด์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ คุณจะพบภาพหนึ่งที่น่าสนใจ คือภาพแผ่นหินจารึกหน้าหลุมศพที่สูงตระหง่านสองแผ่นวางติดกำแพงสองฝั่ง แผ่นหนึ่งสำหรับสามีโปรเตสแตนต์ และอีกแผ่นหนึ่งสำหรับภรรยาคาทอลิก ธรรมเนียมปฏิบัติในช่วงศตวรรษที่ 19 กำหนดว่าพวกเขาจะต้องฝังในสุสานที่แยกจากกัน แต่พวกเขาไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น แผ่นหินหน้าหลุมศพที่ไม่ธรรมดานี้จึงสูงเหนือกำแพงที่เป็นรั้วกั้น เพื่อว่าที่ด้านบนสุดจะมีช่องว่างเพียงประมาณหนึ่งหรือสองฟุตเท่านั้นที่แยกพวกเขาออกจากกัน ที่ด้านบนสุดของแผ่นหินทั้งสอง มีการแกะสลักเป็นรูปแขนที่ยื่นออกไปจับมือกันไว้ ทั้งคู่ปฏิเสธที่จะแยกจากกันแม้ในความตาย

เพลงซาโลมอนอธิบายถึงพลังแห่งความรัก ซาโลมอนกล่าวว่า “เพราะความรักนั้นเข้มแข็งอย่างความตาย ความรักรุนแรงก็ดุเดือดเหมือนแดนคนตาย” (8:6) รักแท้นั้นทรงพลังและรุนแรง “ประกายแห่งความรักรุนแรงนั้นก็คือประกายเพลิง” (ข้อ 6) รักแท้ไม่มีวันยอมแพ้ ไม่นิ่งเงียบ และไม่อาจถูกทำลายได้ ซาโลมอนได้เขียนไว้ว่า “น้ำมากหลายไม่อาจดับความรักให้มอดเสียได้ อุทกธารทั้งหลายไม่อาจท่วมความรักให้สำลักตายเสียได้” (ข้อ 7)

“พระเจ้าทรงเป็นความรัก” (1 ยอห์น 4:16) ความรักที่แข็งแกร่งที่สุดของเราเป็นเพียงภาพสะท้อนถึงเศษเสี้ยวของความรักอันทรงพลังที่พระองค์มีต่อเรา พระองค์ทรงเป็นแหล่งที่มาทั้งหมดของความรักที่แท้จริงและมั่นคง

การสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า

ขณะที่หลานๆดูหนังสือรุ่นในชั้นมัธยมปลายของฉัน พวกเขาประหลาดใจกับทรงผม เสื้อผ้าที่ล้าสมัย และรถยนต์ “โบราณ” ในภาพ ส่วนฉันเห็นบางสิ่งแตกต่างออกไป สิ่งแรกคือรอยยิ้มของเพื่อนเก่า บางคนก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ แต่ยิ่งกว่านั้น ฉันเห็นฤทธิ์อำนาจในการดูแลของพระเจ้า การทรงสถิตอันอ่อนโยนอยู่ล้อมรอบฉันในโรงเรียนที่ฉันพยายามปรับตัวให้เป็นที่ยอมรับ ความประเสริฐของพระองค์ที่ทรงคอยดูแลฉันนั้น เป็นพระเมตตาที่ประทานให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์

ดาเนียลรู้ถึงการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า ระหว่างที่เป็นเชลยในบาบิโลนท่านได้อธิษฐานใน “เรือนของท่าน ที่มีหน้าต่างห้องชั้นบนของท่านเปิดตรงไปยังกรุงเยรูซาเล็ม” (ดนล.6:10) แม้พระราชาจะมีคำสั่งไม่ให้ทำเช่นนั้น (ข้อ 7-9) จากจุดที่ท่านเฝ้าอธิษฐานนั้น ดาเนียลจดจำได้ถึงพระเจ้าผู้ซึ่งการทรงสถิตของพระองค์ค้ำจุนท่านไว้โดยทรงสดับฟังและตอบคำอธิษฐาน เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจึงจะสดับฟัง ตรัสตอบ และช่วยเหลือท่านอีกครั้ง

แต่ถึงแม้จะมีกฎหมายใหม่ ดาเนียลก็ยังคงแสวงหาการทรงสถิตของพระเจ้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ท่านจึงอธิษฐานเหมือนเช่นที่เคยทำมาหลายครั้งก่อนหน้านี้ (ข้อ 10) ขณะอยู่ในถ้ำสิงโต ทูตสวรรค์ของพระเจ้าปกป้องดาเนียลให้ปลอดภัย ขณะที่พระเจ้าผู้สัตย์ซื่อทรงช่วยกู้ท่านไว้ (ข้อ 22)

การมองย้อนอดีตขณะที่เผชิญการทดลองในปัจจุบันอาจช่วยให้เราระลึกได้ถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ดังที่กษัตริย์ดาริอัสกล่าวถึงพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงช่วยกู้และช่วยให้พ้นภัย พระองค์ทรงกระทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในฟ้าสวรรค์และบนพื้นพิภพ” (ข้อ 27) พระเจ้าทรงประเสริฐในเวลานั้น และพระองค์ยังทรงประเสริฐในเวลานี้ การทรงสถิตของพระองค์จะดูแลปกป้องคุณ

ห้องว่างสำหรับพระเยซู

ผมมีความสุขกับวันหยุดสุดสัปดาห์ในรัฐนิวออร์ลีนส์ จากการที่ได้ชมขบวนพาเหรดในย่านเฟรนซ์ควอเตอร์ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 และได้ลองชิมหอยนางรมย่าง แต่ขณะที่ผมกำลังจะหลับไปในห้องพักที่บ้านเพื่อน ผมก็คิดถึงภรรยาและลูกๆ ผมชอบที่ได้มีโอกาสไปเทศนาที่เมืองอื่น แต่ผมชอบอยู่บ้านมากที่สุด

ด้านหนึ่งของชีวิตพระเยซูที่มักถูกมองข้ามคือเหตุการณ์สำคัญที่สุดหลายครั้งของพระองค์นั้นเกิดขึ้นในขณะเดินทาง พระบุตรของพระเจ้าเสด็จเข้ามาในโลกของเราที่เมืองเบธเลเฮม ซึ่งมีระยะทางไกลจากบ้านบนสวรรค์ของพระองค์เกินกว่าจะคำนวณได้ และห่างไกลจากนาซาเร็ธบ้านเกิดของครอบครัวพระองค์ เมืองเบธเลเฮมเต็มไปด้วยญาติพี่น้องที่พากันมาจดทะเบียนสำมะโนครัว ลูกาจึงบอกว่าไม่มีแม้แต่ ห้องคาทาลูมา หรือ “ห้องพักสำหรับแขก” ว่างอยู่เลย (ลก.2:7)

สิ่งที่ขาดหายไปตอนพระเยซูประสูตินั้นปรากฏขึ้นในตอนสิ้นพระชนม์ ขณะที่พระเยซูทรงนำเหล่าสาวกเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์บอกเปโตรและยอห์นให้เตรียมมื้อปัสกา ให้พวกเขาตามชายที่ทูนหม้อน้ำไปที่เรือนของเขาและขอเจ้าของเรือนสำหรับคาทาลูมา ซึ่งเป็นห้องรับรองแขกที่พระคริสต์และเหล่าสาวกของพระองค์จะได้รับประทานอาหารมื้อสุดท้าย (22:10-12) ที่นั่นในพื้นที่ที่ขอยืมมา พระเยซูทรงเป็นผู้เริ่มต้นพิธีซึ่งปัจจุบันนี้เรียกว่าศีลมหาสนิท ที่เป็นการบอกล่วงหน้าว่าการถูกตรึงที่กางเขนของพระองค์ใกล้เข้ามาแล้ว (ข้อ 17-20)

เรารักบ้านของเรา แต่ถ้าเราเดินทางไปโดยมีพระวิญญาณของพระเยซู แม้แต่ห้องพักสำหรับแขกก็จะกลายเป็นสถานที่แห่งการสามัคคีธรรมกับพระองค์ได้

พระเจ้าจะทรงตอบ

เมื่อศิษยาภิบาลทิโมธีสวมแถบคอเสื้อของนักเทศน์ขณะเดินทาง มักจะมีคนแปลกหน้าเข้ามาหา “ขอช่วยอธิษฐานเผื่อฉันด้วย” คนในสนามบินพูดเมื่อเห็นแถบคอเสื้อด้านบนเสื้อสูทสีเข้มธรรมดาๆของเขา ในเที่ยวบินครั้งล่าสุด หญิงคนหนึ่งสังเกตเห็นจึงคุกเข่าลงข้างที่นั่งของเขาและร้องขอว่า “คุณเป็นศิษยาภิบาลหรือเปล่า คุณอธิษฐานเผื่อฉันได้ไหม” แล้วศิษยาภิบาลก็อธิษฐาน

ข้อความตอนหนึ่งในเยเรมีย์ให้ความกระจ่างว่าทำไมเราจึงรู้ว่าพระเจ้าทรงได้ยินและทรงตอบคำอธิษฐาน พระเจ้าทรงห่วงใย! พระองค์ให้สัญญากับคนที่พระองค์ทรงรักซึ่งเป็นคนบาปและถูกเนรเทศว่า “เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ” (29:11) พระเจ้าทรงรอคอยเวลาที่พวกเขาจะกลับมาหาพระองค์ “แล้วเจ้าจะทูลขอต่อเรา และมาอธิษฐานต่อเรา” แล้วพระองค์ตรัสว่า “และเราจะฟังเจ้า เจ้าจะแสวงหาเราและพบเราเมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสิ้นสุดใจของเจ้า” (ข้อ 12-13)

ผู้เผยพระวจนะได้เรียนรู้ถึงสิ่งนี้และอีกหลายสิ่งเกี่ยวกับการอธิษฐานขณะที่ท่านถูกคุมขังในเรือนจำ พระเจ้าทรงรับรองกับท่านว่า “จงทูลเรา และเราจะตอบเจ้า และจะบอกสิ่งที่ใหญ่ยิ่งและที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเจ้าไม่รู้นั้นให้แก่เจ้า” (33:3)

พระเยซูทรงหนุนใจให้เราอธิษฐานเช่นกัน พระองค์ตรัสว่า “พระบิดาของท่านทรงทราบก่อนที่ท่านทูลขอแล้ว” (มธ.6:8) ดังนั้นจง “ขอ” “หา” และ “เคาะ” เมื่ออธิษฐาน (7:7) ทุกคำร้องทูลของเราจะนำเราให้ใกล้ชิดมากขึ้นกับพระองค์ผู้ทรงตอบคำอธิษฐานของเรา เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนแปลกหน้าในการอธิษฐานต่อพระเจ้า พระองค์ทรงรู้จักเราและอยากได้ยินจากเรา เราสามารถนำความกังวลของเราทูลต่อพระองค์ได้ในเวลานี้

ของขวัญที่ดีที่สุด

ขณะที่ฉันอยู่ในงานประกาศครั้งหนึ่งในระหว่างการเดินทางไปทำพันธกิจระยะสั้นที่ประเทศเปรู มีชายหนุ่มคนหนึ่งมาขอเงินฉัน ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ทีมของฉันได้รับคำแนะนำว่าอย่าให้เงินใคร แล้วฉันจะช่วยเขาอย่างไร แล้วฉันก็นึกถึงคำตอบของอัครทูตเปโตรและยอห์นที่บอกคนง่อยในกิจการ 3 ฉันอธิบายให้เขาฟังว่าฉันให้เงินเขาไม่ได้ แต่ฉันสามารถแบ่งปันข่าวดีเรื่องความรักของพระเจ้ากับเขาได้ เมื่อเขาบอกว่าเขาเป็นเด็กกำพร้า ฉันบอกเขาว่าพระเจ้าทรงต้องการเป็นพ่อของเขา เขาก็ร้องไห้ และฉันได้แนะนำเขากับสมาชิกคนหนึ่งของคริสตจักรที่จัดงานให้ดูแลเขาต่อไป

บางครั้งเราอาจรู้สึกว่าคำพูดที่มีนั้นไม่เพียงพอ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถเสริมกำลังเราเมื่อเราแบ่งปันเรื่องของพระเยซูกับผู้อื่น

เมื่อเปโตรและยอห์นได้พบชายคนนั้นที่ลานพระวิหาร พวกเขารู้ว่าการแบ่งปันเรื่องของพระคริสต์เป็นของขวัญที่ดีที่สุด “เปโตรกล่าวว่า ‘เงินและทองเราไม่มี แต่ที่เรามีอยู่เราจะให้ท่าน คือในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธ จงเดินเถิด’” (ข้อ 6) ชายคนนั้นได้รับความรอดและการรักษาในวันนั้น พระเจ้ายังคงใช้เราเพื่อนำผู้ที่หลงหายมาหาพระองค์

ขณะที่เรามองหาของขวัญที่ดีที่สุดเพื่อมอบให้ผู้อื่นในช่วงคริสต์มาสนี้ ให้เราจดจำว่าของขวัญที่แท้จริงนั้นคือการได้รู้จักพระเยซู และได้รับของขวัญแห่งความรอดนิรันดร์ที่พระองค์มอบให้กับเรา ขอให้เรายังคงแสวงหาที่พระเจ้าจะทรงใช้เราต่อไปเพื่อนำผู้คนมาหาพระผู้ช่วยให้รอด

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา