ถิ่นทุรกันดาร
เมื่อตอนเป็นผู้เชื่อใหม่ ฉันคิดว่าประสบการณ์ “บนยอดเขา” คือสถานที่ที่ฉันได้พบพระเยซู แต่ความสำเร็จเหล่านั้นคงอยู่ไม่นานและไม่ได้นำไปสู่การเติบโต นักเขียนชื่อลิน่า อบูจัมรากล่าวว่า ถิ่นทุรกันดารคือที่ที่เราได้พบพระเจ้าและเติบโต ในคู่มือศึกษาพระคัมภีร์เรื่อง ผ่านถิ่นทุรกันดาร (Through the Desert) เธอเขียนไว้ว่า “พระประสงค์ของพระเจ้าคือการใช้ถิ่นทุรกันดารในชีวิตของเราเพื่อทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น” เธอกล่าวต่อว่า “เราจะพบความประเสริฐของพระเจ้าได้ในท่ามกลางความเจ็บปวด ไม่ใช่เวลาที่เราไม่มีความเจ็บปวด”
สถานการณ์แห่งความโศกเศร้า การสูญเสีย และความเจ็บปวด คือที่ซึ่งพระเจ้าทรงช่วยให้เราเติบโตในความเชื่อและใกล้ชิดพระองค์มากขึ้นดังที่ลิน่าได้เรียนรู้ว่า “ถิ่นทุรกันดารไม่ใช่ความผิดพลาดในแผนการของพระเจ้า แต่เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการแห่งการเติบโต [ของเรา]”
พระเจ้าทรงนำบรรดาผู้นำในพันธสัญญาเดิมหลายคนไปในทะเลทราย อับราฮัม อิสอัค และยาโคบต่างก็มีประสบการณ์ในถิ่นทุรกันดาร ในทะเลทรายนั้นเองที่พระเจ้าทรงเตรียมจิตใจของโมเสสและเรียกท่านให้นำชนชาติของพระองค์ออกจากการเป็นทาส (อพย.3:1-2, 9-10) และในทะเลทรายนั้นเองที่พระเจ้าทรง “ทราบทางที่ [ชนอิสราเอล] ได้เดิน” เป็นเวลาสี่สิบปีด้วยความช่วยเหลือและการทรงนำของพระองค์ (ฉธบ.2:7)
พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโมเสสและคนอิสราเอลในทุกๆย่างก้าวที่พวกเขาเดินผ่านถิ่นทุรกันดาร และพระองค์ทรงอยู่กับคุณและฉันในถิ่นทุรกันดารของเราด้วย ในทะเลทรายนั้นเราเรียนรู้ที่จะพึ่งพาพระเจ้า ที่นั่นพระองค์ทรงมาพบเรา และนั่นคือที่ซึ่งเราได้เติบโตขึ้น
การแข่งขันด้านอวกาศ
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1955 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศว่าจะส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ หลังจากนั้นไม่นานสหภาพโซเวียตก็ประกาศแผนที่จะทำเช่นเดียวกัน การแข่งขันด้านอวกาศได้เริ่มต้นขึ้น โซเวียตส่งดาวเทียมดวงแรก (สปุตนิก) ขึ้นสู่อวกาศ และได้ส่งมนุษย์คนแรกคือ ยูริ กาการิน ขึ้นไปโคจรรอบโลกหนึ่งรอบ การแข่งขันดำเนินต่อไปจนกระทั่งวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 “ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ” คือนีล อาร์มสตรองบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้ทำให้การแข่งขันยุติลงอย่างไม่เป็นทางการ ต่อมาไม่นานฤดูกาลแห่งความร่วมมือได้เริ่มต้นขึ้นและนำไปสู่การสร้างสถานีอวกาศนานาชาติ
บางครั้งการแข่งขันก็มีข้อดีที่ผลักดันเราให้บรรลุสิ่งต่างๆที่เราอาจไม่เคยทำมาก่อน อย่างไรก็ตามในบางครั้งการแข่งขันก็เป็นอันตราย นี่เป็นปัญหาของคริสตจักรในเมืองโครินธ์เมื่อกลุ่มต่างๆยึดเอาพวกผู้นำคริสตจักรเป็นความหวังของพวกเขา เปาโลพยายามกล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อท่านเขียนว่า “คนที่ปลูกและคนที่รดน้ำไม่สำคัญอะไร แต่พระเจ้าผู้ทรงโปรดให้เติบโตนั้นต่างหากที่สำคัญ” (1คร.3:7) และสรุปไว้ว่า “เพราะว่าเราทั้งหลายร่วมกันทำงาน” (ข้อ 9)
พวกเราเป็นเพื่อนร่วมงานกันไม่ใช่คู่แข่ง และไม่ได้มีเฉพาะพวกเรากันเองเท่านั้น แต่ร่วมกับพระเจ้าด้วย โดยการทรงเสริมกำลังและการทรงนำของพระองค์ เราสามารถรับใช้ร่วมกันในฐานะเพื่อนร่วมงานเพื่อเผยแพร่ข่าวประเสริฐของพระเยซู เพื่อถวายพระเกียรติที่เป็นของพระองค์ไม่ใช่ของตัวเราเอง
เดินไปในเส้นทางใหม่
เสียงปรบมือดังขึ้นเมื่อบรรดานักเรียนที่มีคะแนนสูงสุดรับใบประกาศนียบัตรความเป็นเลิศด้านผลการเรียน แต่รายการยังไม่จบ รางวัลต่อไปเป็นการยกย่องนักเรียนที่ไม่ได้ “เก่งที่สุด” แต่มีการพัฒนามากที่สุด เด็กเหล่านี้พยายามอย่างหนักที่จะดึงเกรดที่ตกให้ดีขึ้น แก้ไขพฤติกรรมก่อกวน หรือตั้งใจเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ ผู้ปกครองของพวกเขาพากันยิ้มแย้มและปรบมือที่เห็นลูกๆเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น พวกเขาไม่ได้มองข้อบกพร่องในอดีต แต่มองว่าเด็กเหล่านี้กำลังเดินไปในเส้นทางใหม่
เหตุการณ์อันน่าชื่นใจนี้สะท้อนถึงภาพที่พระบิดาในสวรรค์ทอดพระเนตรเห็นเรา คือไม่ใช่เราในวิถีชีวิตเก่า แต่เป็นเราในปัจจุบันที่อยู่ในพระคริสต์ในฐานะลูกของพระองค์ ยอห์นบันทึกไว้ว่า “แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า” (ยน.1:12) ช่างเป็นมุมมองที่งดงามจริงๆ! ด้วยเหตุนี้เปาโลจึงเตือนผู้เชื่อใหม่ว่า ครั้งหนึ่ง “ท่านตายแล้วโดยการละเมิด และการบาป” (อฟ.2:1) แต่แท้จริงแล้ว “เราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ” (ข้อ 10)
เปโตรเขียนไว้ดังนี้ว่า เราทั้งหลาย “เป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์” และบัดนี้พวกเรา “เป็นชนชาติของพระเจ้าแล้ว” (1 ปต.2:9-10) ในสายพระเนตรของพระเจ้า เส้นทางเก่าของเราไม่มีอิทธิพลเหนือเราอีก ให้เรามองเห็นตนเองอย่างที่พระเจ้าทรงเห็น และเดินไปในเส้นทางใหม่นี้
จิตใจที่สำนึกผิด
เพื่อนคนหนึ่งได้ละเมิดคำปฏิญาณแห่งการแต่งงานของเขา ผมเจ็บปวดที่เห็นเขาทำลายครอบครัวของตัวเอง ขณะที่ขอคืนดีกับภรรยาเขาขอคำแนะนำจากผม ผมบอกว่าเขาต้องทำมากกว่าแค่คำพูด เขาจำเป็นต้องแสดงความรักต่อภรรยาอย่างจริงจัง และขจัดนิสัยบาปออกไป
ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ให้คำแนะนำที่คล้ายกันนี้แก่ผู้ที่ละเมิดพันธสัญญาของพระเจ้าและไปติดตามพระอื่น การกลับมาหาพระองค์เพียงเท่านั้นไม่พอ (ยรม.4:1)แม้นั่นจะเป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้องก็ตาม พวกเขายังต้องปรับการกระทำให้สอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขาพูดด้วย คือการกำจัด “สิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน” (ข้อ 1) เยเรมีย์กล่าวว่า ถ้าพวกเขามุ่งมั่นที่จะทำ “อย่างสัจจริง อย่างยุติธรรม และอย่างเที่ยงตรง” พระเจ้าก็จะทรงอวยพรบรรดาประชาชาติ (ข้อ 2) ปัญหาคือพวกเขาเพียงแค่ให้คำสัญญาที่ว่างเปล่า หัวใจของพวกเขาไม่ได้อยู่ในนั้น
พระเจ้าไม่ต้องการแค่เพียงคำพูด พระองค์ทรงต้องการหัวใจของเรา ดังที่พระเยซูตรัสว่า “ด้วยว่าปากนั้น พูดจากสิ่งที่มาจากใจ” (มธ.12:34) นั่นเป็นเหตุผลที่เยเรมีย์หนุนใจผู้ที่ยอมรับฟังว่า ให้พวกเขาทุบดินแห่งจิตใจของตนที่ไถไว้แล้วนั้น และอย่าหว่านลงกลางพงหนาม (ยรม.4:3)
น่าเศร้าที่เพื่อนของผมไม่ฟังคำแนะนำตามหลักพระคัมภีร์ ซึ่งส่งผลให้ชีวิตแต่งงานของเขาต้องจบลงเช่นเดียวกับอีกหลายๆคน เมื่อเราทำบาป เราต้องสารภาพบาปและหันหลังกลับ พระเจ้าไม่ต้องการคำสัญญาที่ว่างเปล่า พระองค์ทรงปรารถนาชีวิตที่เชื่อฟังพระองค์อย่างแท้จริง
วางไว้ในกล่องของพระเจ้า
แม่คนหนึ่งอธิษฐานเป็นเวลาหลายปีในขณะที่ช่วยลูกสาวที่โตแล้วหาหนทางในการรับรักษาพยาบาล รับคำปรึกษาจากแพทย์และยาที่ดีที่สุด ในแต่ละวัน แม่ผู้นี้แบกรับภาระอันเกิดจากอารมณ์สุดขั้วทั้งในทางดีและแย่ของลูกสาว เธอมักจะเหนื่อยล้าจากความโศกเศร้าและตระหนักว่าเธอต้องดูแลตัวเองด้วย เพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้เธอเขียนความกังวลและสิ่งต่างๆที่เธอไม่สามารถควบคุมได้ลงในกระดาษแผ่นเล็กๆแล้ววางไว้ใน “กล่องของพระเจ้า” ที่ข้างเตียงนอน การปฏิบัติง่ายๆนี้ไม่ได้ขจัดความเครียดทั้งหมดไป แต่การมองเห็นกล่องใบนั้นเตือนใจเธอว่าความกังวลเหล่านั้นอยู่ในการดูแลของพระเจ้า ไม่ใช่ของเธอ
ในแง่หนึ่ง เพลงสดุดีของดาวิดหลายบทก็เป็นการที่ท่านเขียนถึงปัญหาต่างๆ ที่มีและมอบไว้ในการดูแลของพระเจ้า (สดด.55:1, 16-17) หากความพยายามก่อการกบฏของอับซาโลมโอรสของดาวิดเป็นไปตามที่บรรยายไว้ นั่นก็เท่ากับว่าอาหิโธเฟล “เพื่อนสนิท” ของดาวิดได้ทรยศต่อท่านและมีส่วนเกี่ยวข้องในแผนการสังหารท่านจริง (2 ซมอ.15-16) ดังนั้น “ทั้งเวลาเช้า เวลาเย็น และเวลาเที่ยง ข้าพเจ้าร้องทุกข์และคร่ำครวญ” และพระเจ้าทรงฟังคำอธิษฐานของท่าน (สดด.55:1-2, 16-17) ท่านเลือกที่จะ “มอบภาระของท่านไว้กับพระเจ้า” และอยู่ในการทรงดูแลของพระองค์ (ข้อ 22)
เราสามารถยอมรับได้อย่างตรงไปตรงมาว่าความกังวลและความกลัวส่งผลต่อเราทุกคน เราอาจมีความคิดแบบเดียวกับดาวิดว่า “โอ ข้าอยากมีปีกอย่างนกพิราบ จะได้บินหนีไปและอยู่สงบ” (ข้อ 6) พระเจ้าทรงอยู่ใกล้และทรงเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ จงวางทุกอย่างลงในกล่องของพระองค์
ชีวิตในคำสี่คำ
นักวิชาการและนักเขียนเจมส์ อินเนล แพ็คเกอร์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ เจ. ไอ. แพ็คเกอร์ เสียชีวิตลงในปี 2020 ก่อนวันเกิดปีที่เก้าสิบสี่ของเขาเพียงห้าวัน หนังสือที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขาคือ รู้จักพระเจ้า (Knowing God) ขายได้มากกว่า 1.5 ล้านเล่มนับตั้งแต่ตีพิมพ์ แพ็คเกอร์ให้ความสำคัญกับสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์และการสร้างสาวก และกระตุ้นเตือนให้ผู้เชื่อในพระคริสต์ทุกแห่งหนดำเนินชีวิตเพื่อพระเยซูอย่างจริงจัง ในช่วงบั้นปลายชีวิตเขาเคยถูกถามถึงคำสั่งเสียสุดท้ายสำหรับคริสตจักร แพ็คเกอร์กล่าวประโยคที่มีคำเพียงสี่คำว่า “สรรเสริญพระคริสต์ทุกทาง”
ถ้อยคำเหล่านี้สะท้อนถึงชีวิตของอัครทูตเปาโล หลังการกลับใจใหม่อย่างอัศจรรย์ ท่านก็ตั้งใจทำพันธกิจที่อยู่ตรงหน้าท่านอย่างสัตย์ซื่อและวางใจพระเจ้าในผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ถ้อยคำของเปาโลที่พบในหนังสือโรมเป็นถ้อยคำที่อัดแน่นไปด้วยหลักศาสนศาสตร์มากที่สุดในพันธสัญญาใหม่ และแพ็คเกอร์ได้สรุปอย่างสอดคล้องกับสิ่งที่อัครทูตเขียนไว้ว่า “สรรเสริญพระเจ้า ผู้ทรงเป็นพระบิดาของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (15:6 )
ชีวิตของเปาโลเป็นตัวอย่างสำหรับเรา เราสามารถยกย่อง (ถวายเกียรติ) พระเจ้าได้หลายวิธี วิธีหนึ่งคือการดำเนินชีวิตตามที่ได้ทรงกำหนดไว้สำหรับเรา และฝากผลลัพธ์ไว้ในพระหัตถ์ซึ่งไม่มีวันเปลี่ยนแปลงของพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหนังสือ การเดินทางเผยแผ่ศาสนา การสอนในชั้นประถม หรือการดูแลพ่อแม่สูงอายุ เป้าหมายยังคงเดิมคือการ สรรเสริญพระคริสต์ทุกทาง! เมื่อเราอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ พระเจ้าจะทรงช่วยให้เราดำเนินชีวิตที่อุทิศตัวในการเชื่อฟัง และมีชีวิตในแต่ละวันเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเยซูในทุกสิ่งที่เราพูดและทำ
ผลกระทบที่เรามีต่อผู้อื่น
เมื่อดร.ลี ศาสตราจารย์ในโรงเรียนพระคริสตธรรมของฉันสังเกตเห็นว่า เบ็นจี้ ผู้ดูแลโรงเรียนของเรามาร่วมรับประทานอาหารกลางวันสาย ดร.ลีจึงตักอาหารใส่จานแบ่งไว้ให้เขา ขณะที่ฉันกับเพื่อนนักศึกษาคุยกัน ดร.ลี ค่อยๆวางเค้กข้าวชิ้นสุดท้ายลงในจานสำหรับเบ็นจี้ แถมยังโรยมะพร้าวขูดให้เพื่อความอร่อย การแสดงความเมตตาเช่นนี้ของนักศาสนศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงเป็นหนึ่งในหลายๆตัวอย่างที่ฉันมองว่าเป็นการสำแดงออกถึงความสัตย์ซื่อที่ดร.ลีมีต่อพระเจ้า แม้ในอีกยี่สิบปีต่อมา ความประทับใจอันลึกซึ้งที่ฉันมีต่อท่านนั้นก็ยังคงอยู่
อัครสาวกยอห์นมีเพื่อนรักคนหนึ่งซึ่งทำให้ผู้เชื่อหลายคนประทับใจเช่นกัน พวกเขาพูดถึงกายอัสในฐานะผู้ที่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและพระวจนะ โดยดำเนินตาม “สัจจะนั้น” อย่างคงเส้นคงวา (3 ยน.1:3) กายอัสให้การรับรองผู้ประกาศข่าวประเสริฐที่เดินทางผ่านมา แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนแปลกหน้า (ข้อ 5) ยอห์นจึงได้กล่าวแก่เขาว่า “เขาเหล่านั้นได้เป็นพยานต่อคริสตจักรในเรื่องความรักของท่าน” (ข้อ 6) ความสัตย์ซื่อของกายอัสต่อพระเจ้าและผู้เชื่อคนอื่นๆในพระเยซูได้ช่วยส่งเสริมการประกาศข่าวประเสริฐ
ผลกระทบที่ศาสตราจารย์มีต่อฉันและที่กายอัสสร้างไว้ในสมัยของเขาเป็นเครื่องเตือนใจอันทรงพลังว่าเราสามารถสร้างผลกระทบต่อผู้อื่นได้ ซึ่งพระเจ้าจะทรงใช้ผลกระทบนั้นเพื่อนำพวกเขามาหาพระคริสต์ เมื่อเราเดินไปกับพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ ให้เราใช้ชีวิตและกระทำสิ่งที่ช่วยให้ผู้เชื่อคนอื่นๆได้ดำเนินไปอย่างสัตย์ซื่อกับพระองค์ด้วยเช่นกัน
ห้องมืดในป่า
กองทัพไม่ได้ให้โอกาสโทนี่ แวคคาโรในการเป็นช่างภาพ แต่นั่นหยุดเขาไม่ได้ เขายังคงถ่ายภาพ แม้ในระหว่างช่วงเวลาอันน่ากลัวที่ต้องหลบกระสุนปืนใหญ่และลูกกระสุนที่กระจายกลางอากาศจนดูเหมือนตกลงมาจากต้นไม้ จากนั้น ตอนที่เพื่อนๆนอนหลับ เขาใช้หมวกทหารของเพื่อนเป็นที่ผสมน้ำยาสำหรับล้างรูปถ่ายของเขา ป่ายามค่ำคืนกลายเป็นห้องมืดที่โทนี่ใช้สร้างสรรค์สมุดบันทึกเหนือกาลเวลาแห่งสมรภูมิรบในป่าเฮิร์ตเกน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
กษัตริย์ดาวิดใช้ชีวิตผ่านสมรภูมิรบและช่วงเวลาแห่งความมืดมนมากมาย 2 ซามูเอล 22 กล่าวว่า “พระเจ้าทรงช่วยกู้ดาวิดให้พ้นจากมือของศัตรูทั้งสิ้นของพระองค์ท่าน และให้พ้นจากพระหัตถ์ของซาอูล” (ข้อ 1) ดาวิดใช้ประสบการณ์เหล่านั้นจัดทำเป็นบันทึกเรื่องราวความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ท่านกล่าวว่า “เพราะคลื่นมัจจุราชล้อมข้าพเจ้า กระแสแห่งความหายนะท่วมทับข้าพเจ้า กระทำให้กลัว” (ข้อ 5)
ในเวลาไม่นาน ดาวิดเปลี่ยนจากความทดท้อไปสู่ความหวัง ท่านหวนคิดว่า “ในยามทุกข์ใจข้าพเจ้าร้องทูลต่อพระเจ้า...จากพระวิหารของพระองค์ พระองค์ทรงสดับเสียงของข้าพเจ้า” (ข้อ 7) ดาวิดตั้งใจมั่นที่จะสรรเสริญพระเจ้าสำหรับการทรงช่วยเหลืออันไม่สิ้นสุดของพระองค์ ท่านกล่าวว่า “พระเจ้าทรงกระทำให้ความมืดของข้าพเจ้าสว่าง...ข้าพระองค์ตะลุยกองทัพได้โดยพระองค์ โดย พระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากระโดดข้ามกำแพงได้” (ข้อ 29-30)
ดาวิดเปลี่ยนความทุกข์ยากของท่านเป็นโอกาสที่จะบอกให้โลกรู้ถึงพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ เราเองก็ทำเช่นนี้ได้ เพราะที่สุดแล้ว เราต่างพึ่งพาในพระองค์ผู้ทรงเปลี่ยนความมืดให้กลายเป็นความสว่าง
สวรรค์กำลังร้องเพลง
ความชื่นชมยินดีปรากฏชัดในน้ำเสียงของคณะนักร้องประสานเสียงมัธยมที่ร้องเพลงของประเทศอาร์เจนตินาชื่อ “เอล ซีเอโล กันตา อลิเกรีย (El Cielo Canta Alegria)” ฉันเพลิดเพลินกับการแสดงแต่ไม่เข้าใจเนื้อเพลงเพราะไม่รู้ภาษาสเปน แต่ไม่นานฉันก็ได้ยินคำที่คุ้นเคยเมื่อคณะประสานเสียงร้องด้วยความปีติยินดีว่า “อาเลลูยา!” ฉันได้ยินคำว่า “อาเลลูยา” ซ้ำหลายครั้ง นี่เป็นเสียงป่าวร้องสรรเสริญแด่พระเจ้าซึ่งฟังดูคล้ายกันในภาษาส่วนใหญ่ทั่วโลก ด้วยความอยากรู้ความเป็นมาของเพลงนั้น หลังจบคอนเสิร์ตฉันจึงค้นหาในอินเทอร์เน็ตและพบว่าชื่อเพลงแปลว่า “สวรรค์กำลังร้องอย่างชื่นชมยินดี”
ในข้อพระคำแห่งการเฉลิมฉลองในวิวรณ์ 19 เราได้เห็นภาพของความเป็นจริงที่แสดงออกในบทเพลงประสานเสียงนั้น ทั้งหมดในสวรรค์กำลังชื่นชมยินดี! ในนิมิตเกี่ยวกับอนาคตของอัครสาวกยอห์นในหนังสือเล่มสุดท้ายของพันธสัญญาใหม่ ท่านเห็นผู้คนและทูตสวรรค์จำนวนมหาศาลมารวมตัวกันในสวรรค์เพื่อประกาศความกตัญญูต่อพระเจ้า ยอห์นบันทึกไว้ว่าคณะนักร้องส่งเสียงแซ่ซ้องเฉลิมฉลองฤทธานุภาพของพระเจ้าผู้ทรงมีชัยเหนือความชั่วร้ายและความอยุติธรรม การปกครองของพระองค์ทั่วทั้งแผ่นดินโลก และชีวิตนิรันดร์ร่วมกับพระองค์ตลอดไป แล้วชาวสวรรค์ทุกคนก็ประกาศก้องซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “ฮาเลลูยา!” (ข้อ 1, 3, 4, 6 TNCV) หรือ “สรรเสริญพระเจ้า!”
สักวันหนึ่ง ผู้คนจาก “ทุกเผ่า ทุกภาษา ทุกชาติ และทุกประเทศ” (5:9) จะประกาศพระสิริของพระเจ้า และเสียงของพวกเราในทุกๆภาษาจะตะโกนพร้อมกันด้วยความยินดีว่า “ฮาเลลูยา!”