Category  |  ODB

ฝึกฝนการกู้คืน

คุณเคยไหมที่กำลังเล่าเรื่องอยู่แล้วต้องหยุดกลางคันเพราะนึกรายละเอียดบางอย่างไม่ออก เช่น ชื่อหรือวันที่่ เรามักเข้าใจว่าเป็นเพราะอายุที่มากขึ้นโดยเชื่อว่าความทรงจำเลือนหายไปตามเวลา แต่งานวิจัยล่าสุดไม่สนับสนุนความคิดนี้ ที่จริงแล้วงานวิจัยบ่งชี้ว่าความทรงจำของเราไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นความสามารถในการกู้คืนความทรงจำของเราต่างหาก หากไม่มีการฝึกฝนอย่างเป็นประจำแล้ว การเข้าถึงความทรงจำจะทำได้ยากขึ้น

หนึ่งในวิธีที่จะพัฒนาความสามารถในการกู้หรือเรียกคืนความทรงจำนั้นคือการจัดตารางอย่างสม่ำเสมอที่จะทำสิ่งเดิมนั้นหรือไปอยู่ในเหตุการณ์บางเรื่องที่จะช่วยรื้อฟื้นความทรงจำ พระเจ้าองค์พระผู้สร้างของเราทรงทราบสิ่งนี้ พระองค์จึงทรงให้ลูกหลานของชนชาติอิสราเอลจัดเวลาหนึ่งวันต่อสัปดาห์ไว้สำหรับการนมัสการและหยุดพัก นอกจากการพักผ่อนทางกายที่ได้จากวันหยุดแล้ว เรายังได้มีโอกาสฝึกฝนจิตใจที่จะระลึกว่า “ในหกวันพระเจ้าทรงสร้างฟ้าและแผ่นดิน ทะเล และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในที่เหล่านั้น” (อพย.20:11) สิ่งนี้ช่วยให้เราจดจำได้ว่ามีพระเจ้าอยู่ และทุกสิ่งไม่ได้มาจากเรา

ในท่ามกลางความเร่งรีบของชีวิต บางครั้งเราลืมสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำเพื่อเราและผู้อื่น เราลืมว่าใครกันที่เฝ้าดูชีวิตของเราอย่างใกล้ชิด และใครที่สัญญาว่าจะอยู่กับเราในเวลาที่เรารู้สึกท่วมท้นและโดดเดี่ยว การหยุดพักจากกิจวัตรประจำวันจะทำให้เรามีโอกาสที่จะ “ฝึกฝนการกู้คืน” ที่จำเป็นนั้น คือ การตัดสินใจอย่างมีเป้าหมายที่จะหยุดและระลึกถึงพระเจ้าของเราและ “อย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์” (สดด.103:2)

สีสันแห่งความหวัง

ในวันที่ 11 กันยายน 2023 ซึ่งเป็นวันครบรอบยี่สิบสองปีของการโจมตีตึกแฝดในสหรัฐอเมริกา มีรุ้งสองสายอันงดงามแต่งแต้มอยู่บนท้องฟ้าเหนือเมืองนิวยอร์กซึ่งเคยเป็นเมืองที่ตึกแฝดนี้ตั้งอยู่ เมืองนี้เผชิญกับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดจากการโจมตี เวลาผ่านไปกว่าสองทศวรรษ รุ้งสองสายนี้ได้นำพลังแห่งความหวังและการเยียวยามาสู่คนที่พบเห็น คลิปวิดีโอได้บันทึกภาพของสายรุ้งซึ่งปรากฏขึ้นตรงจุดที่เคยเป็นตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์นั่นเอง

รุ้งบนท้องฟ้าเป็นคำยืนยันถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้ามาตั้งแต่ในสมัยของโนอาห์ เมื่อครั้งที่พระเจ้าทรงพิพากษาความบาปซึ่งส่งผลเป็นความเสียหายที่เกินจินตนาการ พระองค์ทรงให้มีสัญลักษณ์หลากสีเพื่อเป็นที่ระลึกถึง “พันธสัญญาถาวรระหว่างพระเจ้ากับบรรดาสัตว์โลกที่มีชีวิต” (ปฐก.9:16) หลังจากสี่สิบวันอันมืดมนเพราะฝนตกและเวลาหลายเดือนที่น้ำท่วม (7:17-24) เราไม่อาจรู้ได้เลยว่ารุ้งซึ่งเป็น “เครื่องหมายแห่งพันธสัญญา” จะทำให้โนอาห์และครอบครัวปีติยินดีเพียงใด (9:12-13) เพราะรุ้งเป็นสิ่งเตือนใจถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่จะ “ไม่ทำลายบรรดามนุษย์และสัตว์โดยให้น้ำท่วมอีก” (ข้อ 11)

เมื่อเราเผชิญกับวันอันมืดมนและการสูญเสียที่น่าสลดใจ ไม่ว่าจะเกิดจากภัยธรรมชาติ ความเจ็บปวดด้านร่างกายหรืออารมณ์ หรือโรคร้าย ขอให้เรามองไปที่พระเจ้าเพื่อจะพบความหวังในท่ามกลางสถานการณ์เหล่านั้น แม้เราจะไม่เห็นแม้สักเสี้ยวหนึ่งของรุ้งกินน้ำในช่วงเวลาเหล่านั้น แต่เราก็มั่นใจได้ว่าพระองค์จะทรงสัตย์ซื่อต่อพระสัญญาของพระองค์

ราชวงศ์ฝ่ายวิญญาณ

เมื่อเจย์ สเปตซ์จากเมืองร็อควิลล์ รัฐแมรี่แลนด์เข้ารับการตรวจดีเอ็นเอ เขาไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับผลที่จะได้รับซึ่งซ่อนความประหลาดใจยิ่งใหญ่เอาไว้ นั่นคือเขาเป็นเจ้าชายของชนชาติแอฟริกันตะวันตกแห่งเบนิน! หลังจากนั้นไม่นานเขาโดยสารเครื่องบินไปเยี่ยมที่ประเทศแห่งนั้น เมื่อไปถึง เหล่าราชวงศ์ให้การต้อนรับและจัดงานเลี้ยงต้อนรับกลับบ้าน มีการเต้นรำ ร้องเพลง จัดขบวนพาเหรดพร้อมป้ายข้อความให้กับเขา

พระเยซูเสด็จมายังโลกเพื่อประกาศข่าวดีของพระเจ้า พระองค์เสด็จไปหาคนของพระองค์คือชนชาติอิสราเอล เพื่อบอกข่าวดีแก่พวกเขาและชี้ให้เห็นทางออกจากความมืดมน หลายคนตอบสนองต่อข่าวนั้นด้วยการเพิกเฉย ปฏิเสธ “ความสว่างแท้” (ยน.1:9) และไม่ยอมรับพระองค์ในฐานะพระเมสสิยาห์ (ข้อ 11) แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นเช่นนั้น บางคนยอมรับการเชื้อเชิญของพระคริสต์ด้วยความยินดีและถ่อมใจ โดยยอมรับพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นเครื่องถวายบูชาสุดท้ายของพระเจ้าเพื่อชำระบาป และเชื่อในพระนามของพระองค์ มีเรื่องน่าประหลาดใจรอคอยผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อเหล่านี้อยู่ คือ พระองค์ “ทรงประทานสิทธิให้ [พวกเขา] เป็นบุตรของพระเจ้า” (ข้อ 12) คือเป็นบุตรแห่งราชวงศ์ของพระองค์ผ่านการบังเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณ

เมื่อเราหันกลับจากความบาปและความมืด ต้อนรับพระเยซูและเชื่อในพระนามของพระองค์ เราก็ได้พบว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้า ถูกรับเข้ามาเป็นสมาชิกครอบครัวของกษัตริย์ ขอให้เราชื่นชมยินดีในพระพรนานัปการและใช้ชีวิตให้สมกับหน้าที่ในการเป็นบุตรขององค์กษัตริย์

คงอยู่ในพระเยซู

เปลวเพลิงเผาไหม้คริสตจักรแบ๊บติสต์บัลโซราจนพังทลายลง เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยและคนในชุมชนมารวมตัวกันหลังจากไฟมอดลงแล้ว พวกเขาประหลาดใจที่เห็นไม้กางเขนไหม้เกรียมตั้งตรงอยู่ท่ามกลางควันและเถ้าถ่านในอากาศ พนักงานดับเพลิงพูดว่าไฟ “เผาทำลายโครงสร้างอาคาร แต่ไม่เผาไม้กางเขน (นี่คือสิ่งย้ำเตือน) ว่าตัวอาคารก็เป็นแค่สิ่งก่อสร้าง แต่คริสตจักรคือกลุ่มคนที่มาอยู่ร่วมกัน”

คริสตจักรไม่ใช่ตัวอาคาร แต่เป็นชุมชนที่มารวมกันเป็นหนึ่งเดียวโดยกางเขนของพระคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ ทรงถูกฝัง และเป็นขึ้นมาอีกครั้ง ในตอนที่พระเยซูทรงใช้ชีวิตบนโลก พระองค์บอกกับเปโตรว่าจะทรงสร้างคริสตจักรของพระองค์ไว้และจะไม่มีสิ่งใดมาทำลายได้ (มธ.16:18) พระองค์จะทรงรวบรวมผู้เชื่อจากทั่วโลกให้เป็นกลุ่มที่จะดำรงอยู่ในทุกช่วงเวลา ชุมชนผู้เชื่อนี้จะพบกับความยากลำบาก แต่พวกเขาจะผ่านพ้นไปได้ในที่สุด พระเจ้าจะสถิตอยู่กับพวกเขาและค้ำจุนพวกเขาไว้ (อฟ.2:22)

เมื่อเราพบความลำบากในการสร้างคริสตจักรท้องถิ่นที่ในที่สุดจะหยุดชะงักไปเมื่อตัวอาคารถูกทำลาย หรือเมื่อเรากังวลถึงผู้เชื่อที่กำลังลำบากในส่วนอื่นๆของโลก ขอให้เราจดจำไว้ว่าพระเยซูยังทรงพระชนม์อยู่ และยังคงช่วยให้คนของพระเจ้ายืนหยัดอยู่ได้ เราเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรที่พระองค์ กำลังสร้างในวันนี้ พระองค์ทรงอยู่กับเราและเพื่อเรา ไม้กางเขนของพระองค์ยังคงดำรงอยู่

รวมกันในบั้นปลาย

ในปีค.ศ.1960 อ็อตโต พรีมิงเกอร์ทำให้เกิดข้อขัดแย้งขึ้นด้วยภาพยนตร์เรื่อง ชนวนไฟสงคราม (Exodus) ของเขา ภาพยนตร์อ้างอิงมาจากนิยายของลีออน ยูริสซึ่งเป็นเรื่องราวของผู้อพยพชาวยิวที่ย้ายไปประเทศปาเลสไตน์หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ในภาพยนตร์มีภาพของร่างเด็กสาวลูกครึ่งยุโรปและยิวกับชายชาวอาหรับ ทั้งคู่เป็นเหยื่อที่ถูกสังหารและถูกฝังไว้ในหลุมเดียวกันในที่ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นประเทศอิสราเอล

พรีมิงเกอร์ทิ้งตอนสุดท้ายไว้ให้เราสรุป ว่านี่คือสัญลักษณ์แห่งความสิ้นหวังและความฝันที่ถูกฝังไว้ตลอดกาล หรือเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง ที่ทั้งสองคนซึ่งมีอดีตเป็นศัตรูและเกลียดชังกันได้มาอยู่ร่วมกัน ทั้งในชีวิตและความตาย

บรรดาบุตรชายของโคราห์ผู้เขียนพระธรรมสดุดี 87 อาจมองดูสถานการณ์นี้จากมุมมองที่สอง พวกเขารอคอยสันติที่พวกเรายังรอคอยอยู่ พวกเขาเขียนถึงเยรูซาเล็มว่า “โอ นครแห่งพระเจ้าเอ๋ย เขากล่าวสรรเสริญเธอ” (ข้อ 3) พวกเขาร้องเพลงถึงวันที่ชนชาติทั้งหลายที่เคยทำสงครามกับคนยิว จะมาร่วมกันสรรเสริญพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว ทั้งราหับ(อียิปต์) บาบิโลน ฟีลิสเตีย ไทระ และเอธิโอเปีย (ข้อ 4) ทุกชนชาติจะถูกนำมาสู่เยรูซาเล็มและพระเจ้า

บทสรุปของพระธรรมสดุดีนี้คือการเฉลิมฉลอง คนในเยรูซาเล็มจะร้องว่า “น้ำพุทั้งสิ้นของเราอยู่ในเธอ” (ข้อ 7) พวกเขาร้องถึงพระองค์ผู้ทรงเป็นน้ำแห่งชีวิต และเป็นแหล่งแห่งชีวิตทั้งมวล (ยน.4:14) พระเยซูเป็นผู้เดียวที่จะนำมาซึ่งสันติสุขและเอกภาพนิรันดร์

ก้าวออกไปด้วยความเชื่อ

นักเทศน์รับเชิญได้พูดถึงเรื่องสติปัญญาในการไว้วางใจพระเจ้าและการ “ก้าวลงไปในแม่น้ำ” เขาเล่าถึงศิษยาภิบาลคนหนึ่งที่วางใจพระเจ้าและเลือกที่จะพูดความจริงจากพระคัมภีร์ในการเทศนา แม้จะขัดกับกฎหมายใหม่ในประเทศของเขา เขาจึงถูกตั้งข้อหาสร้างความเกลียดชังและต้องติดคุกอยู่สามสิบวัน แต่เขาได้รับการอุทธรณ์และศาลตัดสินว่าเขามีสิทธิ์ที่จะแบ่งปันความเข้าใจส่วนตัวในเรื่องพระคัมภีร์และหนุนใจให้ผู้อื่นทำตามได้

ปุโรหิตผู้หามหีบพันธสัญญาก็ต้องเลือกเช่นกัน ไม่ว่าจะก้าวลงไปในน้ำ หรือยืนอยู่ที่ริมฝั่ง ภายหลังการหนีออกจากอียิปต์ ชนชาติอิสราเอลอยู่ในทะเลทรายเป็นเวลาสี่สิบปี ในเวลานี้พวกเขาได้มายืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดนซึ่งน้ำกำลังท่วมสูงในระดับที่อันตราย แต่พวกเขาก้าวออกไป และพระเจ้าทรงให้น้ำไหลกลับ “เมื่อ...เท้าของปุโรหิต...ก้าวลงแม่น้ำแล้ว น้ำที่ไหลมาจากข้างบนก็หยุด” (ยชว.3:15-16)

เมื่อเราวางใจพระเจ้าด้วยชีวิตของเรา พระองค์จะประทานความกล้าหาญให้เราก้าวไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นการเลือกพูดความจริงจากพระคัมภีร์หรือการก้าวไปในดินแดนที่เราไม่รู้จัก ในระหว่างการพิจารณาคดีของศิษยาภิบาล ศาลได้ยินข่าวประเสริฐผ่านคำเทศนาของเขา และในพระธรรมโยชูวา ชนชาติอิสราเอลข้ามแม่น้ำอย่างปลอดภัยไปสู่ดินแดนแห่งพระสัญญา และได้แบ่งปันถึงฤทธานุภาพของพระเจ้าแก่คนรุ่นหลัง (ข้อ 17; 4:24)

เมื่อเราก้าวออกไปด้วยความเชื่อ พระเจ้าจะทรงดูแลส่วนที่เหลือ

พูดความจริงในพระคริสต์

ชายคนหนึ่งช่ำชองในการเอาตัวรอดจากใบสั่งจราจรด้วยการโกหก เมื่อเขาอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษาแต่ละท่าน เขาจะเล่าเรื่องเดิมว่า “ผมเลิกกับแฟนและเธอเอารถของผมไปโดยที่ผมไม่รู้ตัว” นอกจากนี้เขายังถูกตำหนิเรื่องความประพฤติที่ไม่เหมาะสมขณะทำงานอยู่หลายครั้ง ในที่สุดอัยการดำเนินคดีเขาด้วยข้อหาให้การเท็จสี่กระทงและข้อหาการปลอมแปลงอีกห้ากระทงจากการเบิกความเท็จต่อศาลภายใต้การสาบานตนและให้รายงานเท็จต่อตำรวจ สำหรับชายคนนี้แล้วการโกหกได้กลายเป็นนิสัยถาวรไปแล้ว

ในทางตรงกันข้าม อัครทูตเปาโลกล่าวว่าการพูดความจริงเป็นอุปนิสัยที่สำคัญซึ่งผู้เชื่อในพระเยซูควรมี ท่านเตือนชาวเอเฟซัสว่าพวกเขาได้ทิ้งการใช้ชีวิตแบบเก่าไปแล้วโดยการมอบชีวิตให้พระคริสต์ (อฟ.2:1-5) บัดนี้พวกเขาต้องดำเนินชีวิตให้สมกับที่เป็นคนใหม่ นำการประพฤติใหม่มาใช้ในชีวิต หนึ่งในนั้นคือการหยุดบางอย่าง “จงเลิกพูดมุสาเสีย” และอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องนำมาปฏิบัติคือ “จงพูดความจริงต่อกัน” (4:25) เพื่อเป็นการรักษาความเป็นหนึ่งเดียวกันของคริสตจักร ชาวเอเฟซัสจะต้องให้คำพูดและการกระทำของพวกเขา “เป็นคุณแก่คนที่ได้ยินได้ฟัง” เสมอ (ข้อ 29)

โดยการช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ข้อ 3-4) ผู้เชื่อในพระเยซูสามารถยืนหยัดเพื่อความจริงทั้งในคำพูดและการกระทำของพวกเขาได้ และคริสตจักรจะเป็นหนึ่งเดียวกัน และพระเจ้าจะทรงได้รับเกียรติ

ความเมตตาในเวลานี้

เรารีบไปที่ร้านอาหารจานด่วนเพื่อรับประทานอาหารเที่ยงระหว่างช่วงพักสั้นๆของเจอร์รี่เพื่อนของฉัน เราไปถึงหน้าร้านพร้อมๆกับชายหนุ่มหกคนที่เพิ่งเดินเข้าไปในร้านก่อนเรา พวกเราบ่นในใจเพราะรู้ว่าเราไม่มีเวลามากนัก พวกเขายืนเป็นกลุ่มอยู่ที่จุดสั่งอาหารทั้งสองจุดเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนในกลุ่มได้สั่งก่อน แล้วฉันก็ได้ยินเจอร์รี่พึมพำบอกตัวเองว่า “จงแสดงความเมตตาในเวลานี้” โอ้! แน่นอนว่าการให้เราสั่งก่อนจะเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่นี่ช่างเป็นการเตือนที่ดี จริงๆให้นึกถึงความต้องการและความปรารถนาของคนอื่นที่ไม่ใช่แค่ของฉันเอง

พระคัมภีร์สอนว่าความรักนั้นอดทนนาน กระทำคุณให้ และไม่เห็นแก่ตัว ความรัก “ไม่ฉุนเฉียว” (1คร.13:5) นักวิชาการแมทธิว เฮนรี่เขียนอธิบายความรักนี้ว่า “ความรักนั้นมักจะ...เห็นแก่ความสุข ความพอใจและประโยชน์ (ของผู้อื่น) มากกว่าของตัวเอง” ความรักในแบบของพระเจ้านั้นจะคิดถึงผู้อื่นก่อน

ในโลกนี้ที่หลายคนรู้สึกฉุนเฉียวได้ง่าย เราจึงมีโอกาสอยู่บ่อยครั้งที่จะได้ขอความช่วยเหลือและขอพระเมตตาจากพระเจ้าให้เราเลือกที่จะอดทนและมีใจปรานีต่อผู้อื่น (ข้อ 4) พระธรรมสุภาษิต 19:11 (TNCV) เสริมว่า “ความสุขุมรอบคอบจะทำให้คนเราอดทน และเกียรติยศของเขาคือการให้อภัยความผิดของคนอื่น”

นี่คือการกระทำของความรักที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า และพระองค์อาจใช้สิ่งนี้เพื่อนำเรื่องราวความรักของพระองค์ไปสู่ผู้อื่นด้วย

ด้วยกำลังที่มาจากพระเจ้า ขอให้เราใช้ทุกโอกาสเพื่อแสดงความเมตตาในเวลานี้

จงพุ่งทะยานสูงขึ้น!

บางครั้งข้อความฝ่ายวิญญาณก็ปรากฏขึ้นในที่ซึ่งเราไม่คาดคิด อย่างเช่นในหนังสือการ์ตูน สแตน ลีผู้จัดพิมพ์หนังสือการ์ตูนมาร์เวลเสียชีวิตในปี 2018 ทิ้งมรดกไว้เบื้องหลังเป็นเหล่าฮีโร่ที่มีเอกลักษณ์ เช่น สไปเดอร์แมน ไอรอนแมน สี่พลังคนกายสิทธิ์ ฮัลค์ยักษ์เขียวจอมพลัง และอื่นๆอีกมากมาย

ชายผู้โด่งดังที่ยิ้มแย้มและสวมแว่นกันแดดนี้มีวลีติดปากที่เขาใช้ลงท้ายคอลัมน์ในการ์ตูนมาร์เวลฉบับรายเดือนมากว่าทศวรรษ คือคำว่า จงพุ่งทะยานสูงขึ้น ในข้อความที่ลีทวีตในปี 2010 เขาอธิบายความหมายไว้ว่าคือ “การก้าวสูงขึ้นและมุ่งหน้าไปสู่ความรุ่งเรืองยิ่งขึ้น” นี่คือสิ่งที่ผมปรารถนาต่อทุกคนเมื่อผมทวีตข้อความ! จงพุ่งทะยานสูงขึ้น!

ผมชอบคำพูดนั้น ไม่ว่าสแตน ลีจะรู้หรือไม่ก็ตามแต่การใช้คำพูดที่พิเศษนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เปาโลเขียนถึงชาวฟีลิปปี เมื่อท่านเตือนสติให้ผู้เชื่อเลิกมองอดีตแต่ให้มองไปเบื้องหน้าและเบื้องบน “แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมา แล้วโน้มตัวไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า และข้าพเจ้าบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลคือการทรงเรียกแห่งเบื้องบนซึ่งมีในพระเยซูคริสต์” (3:13-14 THSV11)

เรามักติดอยู่กับความเสียใจและความสงสัยถึงการตัดสินใจในอดีต แต่ในพระคริสต์นั้น พระองค์เชื้อเชิญให้เรามอบวางความเสียใจโดยมุ่งมองไปข้างหน้าและบากบั่นไปสู่พระสิริอันรุ่งเรืองยิ่งกว่าของพระเจ้า ด้วยการตอบรับการอภัยโทษของพระองค์และเป้าประสงค์ที่พระองค์ทรงประทานให้กับเราด้วยพระเมตตา! จงพุ่งทะยานสูงขึ้น!

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา