Category  |  ODB

สังเกตหาความจริง

เมื่อคิดทบทวนถึงเหตุผลที่คนมักจะเชื่อหมดใจว่าตัวเองถูก แม้ในเวลาที่พวกเขาเป็นฝ่ายผิดก็ตาม นักเขียนจูเลีย กาเลฟกล่าวว่านั่นเป็นเพราะการมี “วิธีคิดแบบทหาร” ซึ่งหมายความว่าเราให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งที่เราเชื่ออยู่ก่อนแล้วจากสิ่งที่เรามองว่าเป็นภัยคุกคาม กาเลฟเสนอวิธีคิดที่เป็นประโยชน์กว่าคือวิธีคิดแบบลูกเสือซึ่งมีลักษณะของการสังเกตการณ์ โดยไม่ได้มองหาแต่ภัยคุกคามเพื่อจะกำจัดเท่านั้นแต่ยังสืบหาความจริงทั้งหมดด้วยการทำความเข้าใจ “ข้อเท็จจริงในสถานการณ์นั้นจริงๆอย่างถูกต้องตรงไปตรงมาเท่าที่จะทำได้ แม้ว่ามันจะไม่สวยงาม สะดวกสบาย หรือถูกใจก็ตาม” คนที่มีมุมมองแบบนี้จะมีความถ่อมใจที่จะเติบโตในความเข้าใจได้ต่อไป

แง่คิดจากกาเลฟนี้ทำให้นึกถึงการหนุนใจของยากอบที่ให้ผู้เชื่อมีมุมมองคล้ายกัน คือให้พวกเขา “ไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ” (ยก.1:19) แทนที่จะมีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการด่วนตัดสินคนอื่น ยากอบหนุนใจให้ผู้เชื่อในพระเยซูระลึกว่าความโกรธของมนุษย์ไม่ได้นำไปสู่ความชอบธรรมของพระเจ้า (ข้อ 20) การเพิ่มพูนของสติปัญญาจะเกิดขึ้นผ่านการยอมจำนนด้วยความถ่อมใจต่อพระคุณของพระองค์เท่านั้น (ข้อ 21, ดู ทต.2:11-14)

เมื่อเราระลึกได้ว่าแต่ละเหตุการณ์ในชีวิตเรานั้นขึ้นอยู่กับพระคุณของพระเจ้า ไม่ใช่จากตัวเรา เราก็สามารถปล่อยวางความต้องการที่จะเป็นฝ่ายถูกเสมอลงได้ และพึ่งพาในการทรงนำของพระองค์เพื่อจะใช้ชีวิตและใส่ใจดูแลผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม (ยก.1:25-27)

พระเจ้าจะลงมือทำ

เอรินเป็นพนักงานที่ทำงานหนัก เธอทำงานได้ดีเสมอ แต่หลังจากถูกกล่าวหาว่าไม่ซื่อสัตย์ เอรินถูกให้พักงานระหว่างการสอบสวน เธอรู้สึกอยากลาออกเพื่อประท้วงแต่ได้รับคำแนะนำให้รอก่อน “ถ้าลาออกก็เท่ากับว่าเธอทำผิดจริง” มีคนบอกเธอเช่นนั้น เอรินจึงอยู่รอและอธิษฐานขอพระเจ้าทรงมอบความยุติธรรมให้กับเธอ และแน่นอนว่าไม่กี่เดือนต่อมาเธอก็พ้นข้อกล่าวหา

มาระโกอาจรู้สึกเช่นเดียวกันเมื่อเปาโลตัดเขาออกจากทีมที่เดินทางไปประกาศ เป็นเรื่องจริงที่ชายหนุ่มทิ้งพวกเขาไปก่อนหน้านั้น (กจ.15:37-38) แต่บางทีเขาอาจรู้สึกเสียใจกับเรื่องนั้นและหวังจะได้เข้าร่วมในครั้งนี้ เขาคงรู้สึกว่าถูกเปาโลตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม มีแต่บารนาบัสที่เชื่อในตัวเขา

หลายปีต่อมา เปาโลเปลี่ยนใจโดยกล่าวว่า “จงไปตามมาระโกและพาเขามาด้วย เพราะเขาช่วยปรนนิบัติข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี” (2 ทธ.4:11) มาระโกคงรู้สึกเบาใจที่ชื่อเสียงของเขาได้รับการกู้คืน

เมื่อเราถูกตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม ขอให้เราจำไว้ว่าพระเยซูทรงเข้าใจความรู้สึกของเรา พระองค์เองถูกตัดสินว่าเป็นคนบาปทั้งๆที่ไม่ได้เป็น และพระองค์ได้รับการปฏิบัติที่แย่ยิ่งกว่าอาชญากรแม้ว่าพระองค์คือพระบุตรของพระเจ้า แต่พระองค์ยังคงทำตามพระประสงค์ของพระบิดาต่อไป โดยรู้ว่าพระองค์จะได้รับการพิสูจน์และแสดงให้เห็นว่าทรงชอบธรรม ถ้าคุณถูกตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม อย่ายอมแพ้ พระเจ้าทรงทราบและจะลงมือทำในเวลาของพระองค์

จากปากของ...

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณสามารถเข้าใจสิ่งที่สุนัขของคุณกำลังพูดได้ เทคโนโลยีใหม่ใช้การจำแนก “เสียงเห่า” เพื่อช่วยบอกความรู้สึกของสุนัขเมื่อพวกมันเห่า ปลอกคอเทคโนโลยีขั้นสูงแปลเสียงเห่าของสุนัขโดยใช้ฐานข้อมูลจากเสียงเห่ามากกว่าหมื่นเสียง เพื่อจำแนกความรู้สึกท่ีพวกมันกำลังแสดงออก แม้ว่าปลอกคอจะไม่สามารถแปลเป็นคำพูดได้ แต่ก็ได้ช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างสัตว์เลี้ยงกับเจ้าของมากขึ้น

พระเจ้าทรงใช้สัตว์เพื่อเรียกความสนใจของบาลาอัมเช่นกัน บาลาอัมนั่งลาไปโมอับเพื่อตอบสนองต่อพระดำรัสของพระเจ้าที่สั่งให้ “ไป...แต่เจ้าจงกระทำตามที่เราสั่งเจ้าเท่านั้น” (กดว.22:20) ลาหยุดเดินเมื่อเห็นทูตสวรรค์ของพระเจ้า “ถือดาบยืนอยู่ในหนทาง” แต่บาลาอัมมองไม่เห็น (ข้อ 23) บาลาอัมพยายามที่จะไปต่อ พระเจ้าจึงให้ลาพูดเป็นภาษามนุษย์ เมื่อตาของบาลาอัมถูกเปิดให้มองเห็นอันตรายแล้ว “บาลาอัมก็ก้มศีรษะซบหน้าลงกราบ” (ข้อ 31) และยอมรับว่าตั้งใจอยากที่จะได้รับรางวัลหรือได้สาปแช่งคนของพระเจ้าซึ่งตรงข้ามกับพระดำรัสของพระองค์ (ข้อ 15-18, 37-38) เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้กระทำบาป เพราะข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านยืนอยู่ในหนทางกั้นข้าพเจ้า” (ข้อ 34)

ขอให้เราเอาใจใส่ในคำชี้แนะที่พระเจ้าได้ประทานแก่เราในพระคัมภีร์ และประทานผ่านการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ รวมถึงคำปรึกษาด้วยสติปัญญาจากผู้อื่น ไม่ใช่แค่เพียงภายนอกเท่านั้น แต่ภายในใจด้วย

สิ่งที่พระคัมภีร์เปิดเผย

ในเดือนเมษายน ค.ศ.1817 หญิงสาวที่ดูสับสนคนหนึ่งถูกพบขณะเดินเตร็ดเตร่ในบริเวณเมืองกลอสเตอร์เชียร์ประเทศอังกฤษ เธอสวมชุดจากต่างถิ่นและพูดภาษาซึ่งไม่เป็นที่รู้จัก เจ้าหน้าที่คิดว่าเธอเป็นขอทานจึงนำเธอไปขังคุก อย่างไรก็ตามเธอสามารถโน้มน้าวให้คนที่จับเธอเชื่อว่าเธอคือเจ้าหญิงคาราบูจากเกาะจาวาซู เป็นเวลาสิบสัปดาห์ที่ชุมชนดูแลเธอราวกับเป็นเชื้อพระวงศ์ จนกระทั่งผู้ดูแลหอพักเปิดเผยว่าเธอเป็นสาวใช้ชื่อ แมรี่ วิลค็อกส์

เราอาจสงสัยว่าหญิงสาวนี้หลอกคนทั้งชุมชนเป็นเวลากว่าสามเดือนได้อย่างไร แต่พระธรรม 2 ยอห์นเตือนเราว่าการหลอกลวงไม่ใช่สิ่งใหม่ โดยระบุว่า “ผู้ล่อลวงเป็นอันมากเที่ยวจาริกไปในโลก” (1:7) คนเหล่านี้คือคนที่ไม่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมา “เป็นมนุษย์” (ข้อ 7) หรือคนเหล่านั้นที่ไม่อยู่ในโอวาทพระคริสต์ (ข้อ 9) และประกาศว่าพระคัมภีร์ไม่เพียงพอสำหรับเราในปัจจุบัน ผู้ล่อลวงทั้งสองประเภทอาจทำให้เราไม่ได้ “รับบำเหน็จเต็มที่” (ข้อ 8) และแม้กระทั่งล่อลวงให้เรามีส่่วนช่วยงานของพวกเขา (ข้อ 11)

ไม่มีใครอยากถูกหลอก คนที่กลอสเตอร์เชียร์ไม่ได้สูญเสียอะไรมากนัก มีแค่เสื้อผ้าและอาหารไม่กี่มื้อ แต่พระคัมภีร์กล่าวว่าผลของความบาปและการล่อลวงจะยังคงคุกคามเราอยู่ เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ พระเจ้าจะทรงช่วยเราให้หลีกเลี่ยงจากการล่อลวงได้ถ้าเรา ”ประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์” (ข้อ 6)

ดีกว่าชีวิต

หลังจากความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดอีกครั้ง ฉันได้ไปพักผ่อนที่ภูเขากับสามีและคนอื่นๆ ฉันเดินขึ้นบันไดไม้ที่นำไปสู่โบสถ์เล็กๆบนยอดเขาอย่างเหน็ดเหนื่อย ฉันหยุดพักบนขั้นบันไดที่หักเพียงลำพังในความมืด “พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ด้วย” ฉันกระซิบขณะที่เสียงดนตรีเริ่มขึ้น ฉันเดินอย่างช้าๆจนไปถึงห้องเล็กๆ ฉันสูดลมหายใจผ่านความเจ็บปวดที่ยังคงอยู่ รู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ทรงได้ยินเราในถิ่นทุรกันดารที่ยากลำบาก!

ช่วงเวลาแห่งการนมัสการพระเจ้าที่ลึกซึ้งที่สุดหลายครั้งที่ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์นั้นเกิดขึ้นในถิ่นทุรกันดาร ขณะที่ซ่อนตัวอยู่ที่ทะเลทรายยูดาห์และอาจกำลังวิ่งหนีจากบุตรชายของตนเอง คือ อับซาโลม กษัตริย์ดาวิดทรงร้องว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์แสวงพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์กระหายหาพระองค์ เนื้อหนังของข้าพระองค์กระเสือกกระสนหาพระองค์” (สดด.63:1) ดาวิดมีประสบการณ์ในฤทธิ์อำนาจและในพระสิริของพระเจ้า พระองค์จึงบอกว่าความรักของพระเจ้า “ดีกว่าชีวิต” (ข้อ 3) และนั่นเป็นเหตุผลที่พระองค์ทรงอุทิศทั้งชีวิตในการนมัสการ แม้ในถิ่นทุรกันดาร (ข้อ 2-6) ดาวิดตรัสว่า “เพราะพระองค์ทรงเป็นความอุปถัมภ์ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เปรมปรีดิ์อยู่ในร่มปีกของพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์เกาะติดอยู่ที่พระองค์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ชูข้าพระองค์ไว้” (ข้อ 7-8)

ดังเช่นดาวิดที่ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรหรือสิ่งที่ต่อต้านเราจะรุนแรงแค่ไหน เราก็สามารถแสดงความมั่นใจในพระเจ้าได้โดยการสรรเสริญพระองค์ (ข้อ 11) แม้ว่าเราจะทุกข์ยาก และบางครั้งไม่ได้มาจากความผิดของเรา เรายังคงวางใจได้ว่าความรักของพระเจ้านั้นดีกว่าชีวิตเสมอ

หัวใจของคนหูหนวก

เลอิซ่าพาตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของคนหูหนวกเพื่อจะพัฒนาทักษะภาษามือของเธอ ไม่นานเธอก็พบปัญหาที่พวกเขาเผชิญ คนหูหนวกมักถูกมองข้ามจากคนที่ได้ยิน ถูกคาดหวังให้อ่านปากได้โดยไม่ผิดพลาด และพลาดการเลื่อนตำแหน่งในที่ทำงานเป็นประจำ งานที่จัดขึ้นส่วนใหญ่ก็ไม่มีการแปลเป็นภาษามือ

ภาษามือของเลอิซ่าพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเธอรู้สึกคุ้นเคยกับคนหูหนวก ที่งานเลี้ยงหนึ่ง คนหูหนวกคนหนึ่งประหลาดใจเมื่อรู้ว่าเลอิซ่าไม่ได้หูหนวก ก่อนที่เลอิซ่าจะตอบ เพื่อนอีกคนหนึ่งใช้ภาษามือพูดว่า “เธอมีหัวใจของคนหูหนวก” กุญแจสำคัญคือเลอิซ่าเต็มใจที่จะอยู่ในโลกของพวกเขา

เลอิซ่าไม่ได้ “ลดตัวลงมา” อยู่กับคนหูหนวก นอกจากเรื่องการได้ยินของเธอแล้ว เธอเองก็เหมือนกับพวกเขา แต่พระเยซูได้เสด็จลงมาเพื่อเข้าหาเราทุกคน เพื่อใช้ชีวิตอยู่ในโลกของเรา “พระองค์ทรง[ถูก]ทำให้ต่ำกว่าทูตสวรรค์เพียงชั่วระยะหนึ่ง” (ฮบ.2:9) “บุตรทั้งหลายร่วมสายโลหิตกันฉันใด พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย เพื่อโดยทางความตายนั้นเอง พระองค์จะได้ทรงทำลายผู้ที่มีอำนาจแห่งความตาย คือมารเสียได้” (ข้อ 14) โดยการทำเช่นนั้นพระองค์ทรงปลดปล่อย “เขาเหล่านั้นให้พ้นจากการเป็นทาสชั่วชีวิต เพราะเหตุกลัวความตาย” (ข้อ 15) ยิ่งกว่านั้นพระองค์ทรง “เป็นเหมือนกับพี่น้องทุกอย่าง เพื่อว่าพระองค์จะได้ทรงเป็นมหาปุโรหิต ผู้กอปรด้วยความเมตตาและความสัตย์ซื่อ ในการกระทำกิจกับพระเจ้า” (ข้อ 17)

ไม่ว่าเราจะเผชิญกับสิ่งใด พระเยซูทรงรู้และเข้าใจเรา พระองค์ทรงได้ยินหัวใจของเรา พระองค์ทรงอยู่กับเราในทุกสถานการณ์

มองเห็นพระเจ้าในสิ่งทรงสร้าง

เคนนี่ยืนขึ้นต่อหน้าที่ประชุมในคริสตจักรที่เขาได้จากมาเมื่อหลายปีก่อนหลังสูญเสียความเชื่อในพระเจ้า เขาแบ่งปันถึงความเชื่อที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ โดยการที่พระเจ้าทรงสัมผัสหัวใจของเขาผ่านความงดงามและการออกแบบที่เขาได้เห็นในสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง เคนนี่จึงมีความยำเกรงในพระเจ้าอีกครั้งผ่านคำพยานของโลกธรรมชาติที่ได้สำแดงถึงพระเจ้า และตอนนี้เขายอมรับในสติปัญญาที่ได้พบในการเปิดเผยสำแดงจากพระคัมภีร์ หลังจากแบ่งปันเรื่องราวของตนแล้ว เคนนี่ก้าวลงไปในอ่างบรรจุน้ำขนาดใหญ่หน้าคริสตจักร พ่อของเขาได้ทำพิธีบัพติสมาให้กับเขาด้วยความเชื่อและน้ำตาแห่งความชื่นชมยินดี

หลังจากที่โยบสูญเสียหลายสิ่งในชีวิต ความเชื่อของท่านก็สั่นคลอนเช่นเดียวกัน ท่านกล่าวว่า “ข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์ และพระองค์หาทรงตอบข้าพระองค์ไม่ ข้าพระองค์ยืนขึ้น และพระองค์หาทรงมองไม่” (โยบ 30:20) พระเจ้า “ทรงตอบโยบออกมาจากพายุ” (38:1) ตรัสว่า ไม่ใช่เพราะพระองค์มองไม่เห็นโยบแต่มุมมองของโยบต้องได้รับการขยายเมื่อท่านพิจารณาการทรงสร้างอันอัศจรรย์และซับซ้อนของพระเจ้า “รากฐานของแผ่นดินโลก” และ “ดาวรุ่ง” (ข้อ 4,7) และบรรดาสิ่งทรงสร้าง ต้นไม้และพื้นน้ำในโลก (ข้อ 8-41) ชี้ไปถึงพระองค์ผู้ซึ่งโยบวางใจได้ คือพระเจ้าแห่งความรักอัศจรรย์และฤทธิ์อำนาจ โยบตอบกลับว่า “ข้าพระองค์เคยได้ยินถึงพระองค์ด้วยหู แต่บัดนี้ตาของข้าพระองค์เห็นพระองค์” (42:5)

เมื่อความสงสัยทำให้ความเชื่อในพระคริสต์ของคุณสั่นคลอน จงพิจารณาดูความงดงามแห่งสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า พระองค์ทรงเปิดเผยพระองค์เองผ่านสิ่งเหล่านั้นขอเพียงแค่เราเปิดตามอง

เมืองเล็กๆที่ชื่อเบธเลเฮม

ฟิลลิปส์ บรู้คส์เขียนเนื้อเพลงคริสต์มาสที่เราชื่นชอบ “มีบ้านหมู่น้อยชื่อเบธเลเฮม” หลังจากที่ได้ไปเที่ยวที่เบธเลเฮม บรู้คส์ผู้เป็นศิษยาภิบาลของคริสตจักรในสหรัฐอเมริการู้สึกประทับใจกับประสบการณ์นี้จนต้องเขียนไปถึงนักเรียนของเขาในชั้นรวีวันอาทิตย์ว่า “ผมจำได้ว่า ในคืนก่อนวันคริสต์มาส เมื่อผมยืนอยู่ในโบสถ์เก่าแก่ที่เมืองเบธเลเฮม ใกล้กับจุดที่พระเยซูประสูติ เมื่อทั้งโบสถ์ร้องเพลงนมัสการอันไพเราะเพื่อสรรเสริญพระเจ้าชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า มันเหมือนกับว่าผมได้ยินเสียงที่ผมรู้จักดีซ้ำไปซ้ำมา บอกกันและกันถึง ‘คืนอันประเสริฐ’ แห่งการบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอด”

ในปีค.ศ.1868 บรู้คส์ถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นบทกวี และนักออร์แกนที่โบสถ์ของเขาทำให้กลายเป็นบทเพลง เพลงนี้ถ่ายทอดสันติสุขและความนิ่ง สงบไปยังความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นหลังสงครามกลางเมืองในอเมริกา “โอ หมู่บ้านน้อยชื่อเบธเลเฮม / ชาวชนหลับเงียบสบาย / ...ความกลัวและสิ่งที่หวังนานมา ปรากฏแก่เราคืนนี้”

มัทธิวเขียนถึงการบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอดของเราในบทที่ 2 เมื่อ “โหราจารย์จากทิศตะวันออก” (ข้อ 1) ตามดวงดาวไปยังเบธเลเฮม (ดู มคา.5:2) พวกเขา “ก็มีความยินดียิ่งนัก” เมื่อพบพระเยซู (มธ.2:10)

ในวันนี้ เมื่อเราฉลองวันเอพิฟานี(วันระลึกถึงเหตุการณ์ที่พระคริสต์ได้พบพวกโหราจารย์) เราเองก็ต้องการข่าวประเสริฐแห่งการบังเกิดขององค์พระผู้ช่วยให้รอด ดังที่เพลงนมัสการนี้ย้ำกับเราว่า พระองค์ทรงมาเพื่อ “ชำระความบาป สถิตในเรา” และ “บังเกิดในเรา” ในพระองค์นั้นเราจึงได้พบกับสันติสุข

พระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่ง

พระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่งอย่างแท้จริง แต่จากบทความในหนังสือพิมพ์ เดอะวอลล์สตรีท เจอร์นัล สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติรู้หลายอย่างเกี่ยวกับเราเช่นกันผ่านร่องรอยข้อมูลในโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของเรา ทุกคนที่มีโทรศัพท์มือถือได้สร้าง “บัญชีข้อมูล” ที่ทิ้งไว้ซึ่ง “ร่องรอยทางดิจิตอล” แม้ว่าเศษเสี้ยวของข้อมูลแต่ละอย่างจะดูไม่สำคัญ แต่เมื่อมันถูกรวบรวมและวิเคราะห์แล้ว ก็จะกลายเป็น “หนึ่งในเครื่องมือสืบสวนที่ทรงพลังที่สุดที่เคยมีมา” ผู้สืบสวนสามารถรู้ที่ซึ่งเราเคยไปหรือที่ที่เราอยู่ได้ในเวลาอันสั้นโดยการติดตามบัญชีข้อมูลของเรา 

สิ่งที่ล้ำหน้ายิ่งกว่าการวิเคราะห์ร่องรอยทางดิจิตอลของสำหนักงานความมั่นคงแห่งชาติ การที่ดาวิดบอกว่าพระเจ้าทรงรู้ว่าเราอยู่ที่ไหน ในสดุดี 139 ท่านอธิษฐานต่อพระเจ้าซึ่งเป็นผู้เดียวที่สามารถตรวจดูและเห็นสิ่งที่อยู่ภายในเรา (ข้อ 1) ผู้เขียนสดุดีเขียนว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงค้นดูข้าพระองค์และทรงทราบจิตใจของข้าพระองค์” (ข้อ 23) พระองค์ทรงทราบทุกสิ่งเกี่ยวกับเรา (ข้อ 2-6) ทรงอยู่ในทุกหนแห่ง (ข้อ 7-12) และ “ทรงปั้นส่วนภายในของข้าพระองค์” (ข้อ13-16) ความคิดของพระองค์เลิศล้ำกว่าความเข้าใจของมนุษย์ (ข้อ 17-18) และพระองค์ทรงอยู่กับเราในยามเมื่อเราเผชิญหน้าศัตรู (ข้อ 19-22)

เพราะพระเจ้าทรงสัพพัญญู ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ และทรงเปี่ยมด้วยฤทธิ์อำนาจทั้งสิ้น พระองค์จึงรู้อย่างชัดเจนว่าเราเคยไปที่ไหน เคยทำอะไร และถูกสร้างมาจากอะไร แต่พระองค์ยังทรงเป็นพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรักที่จะช่วยให้เราเดินในทางของพระองค์ด้วย ขอให้เราติดตามพระองค์ไปในทางเดินแห่งชีวิตวันนี้

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา