ปรารถนาที่จะกลับบ้าน
เอเธลและเอ๊ดอาศัยอยู่ในทะเลทรายบนพื้นที่สูงของเทือกเขาร็อกกี้ ขณะที่เราไปเยี่ยมพวกเขาที่ฟาร์มปศุสัตว์ซึ่งมีเรื่องราวที่น่าจดจำมากมาย บทสนทนาได้เปลี่ยนไปสู่เรื่องราวในวัยเด็กของการขี่ม้าไปบนทุ่งหญ้าในรัฐนอร์ทดาโกต้าและการเลี้ยงวัวในรัฐมอนทาน่า ตอนนี้พวกเขามีอายุมากแล้วและปรารถนาที่จะกลับไปบ้านเกิดเมื่อฟังจากน้ำเสียงของพวกเขา
สดุดีบทที่ 137 ถ่ายทอดอารมณ์ที่คล้ายกันนี้ ชนอิสราเอลเคยถูกบังคับเป็นเชลยและปรารถนาที่จะกลับบ้าน “ณ ริมฝั่งลำน้ำแห่งบาบิโลนเรานั่งลง...ร่ำไห้” พวกเขากล่าว “เพราะที่นั่นผู้ที่นำไปเป็นเชลย ต้องการให้เราร้องเพลง” (ข้อ 1, 3) คนอิสราเอลจึงถามว่า “เราจะร้องเพลงของพระเจ้าได้อย่างไรที่ในแผ่นดินต่างด้าว” (ข้อ 4)
ความปรารถนาที่จะกลับจากการเป็นเชลยเป็นหัวข้อหลักที่ผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมมักจะพูดถึง ในที่สุดชนอิสราเอลก็ได้กลับมา พวกเขาสร้างเยรูซาเล็มขึ้นใหม่และตั้งถิ่นฐานใหม่ในแผ่นดินนั้น แต่ทุกอย่างไม่เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อพระวิหารถูกสร้างขึ้นใหม่ ผู้ที่ระลึกถึงสง่าราศีของพระวิหารในอดีตต่างพากันร่ำไห้ เพราะนี่เป็นเพียงเงาของพระวิหารหลังแรก (อสร.3:12)
วัยชราอาจทำให้เรารู้สึกเหมือนกับถูกเนรเทศออกจากตัวตนของเราในอดีต เพราะกาลเวลาจะส่งผลกระทบต่อจิตใจและร่างกาย สำหรับผู้ที่รู้จักพระเยซู ความปรารถนานี้ไม่ได้ชี้ไปที่อดีต แต่ชี้ไปยังอนาคต นั่นคือจุดหักมุมของบทสนทนาระหว่างผมกับเอเธลและเอ๊ด คือความปรารถนาที่จะไปยังบ้านในอนาคตของเรา ที่ซึ่งทุกสิ่งจะถูกเปลี่ยนให้ถูกต้องและดีเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้
ความยินดีในพระเยซู
คุณเคยโหยหาบางสิ่งที่มองเห็นแค่แวบเดียว แต่ไม่อาจฉวยมันเอาไว้ได้หรือไม่ ซี. เอส. ลูอิสโหยหาความยินดี เขาเขียนไว้ว่า “ความปรารถนาที่จะกลับมาเป็นหนึ่งเดียวกับบางสิ่งในจักรวาลซึ่งเรารู้สึกเหมือนถูกตัดขาดออกมาในขณะนี้ และที่จะได้เข้าไปอยู่ในประตูบานใดบานหนึ่งซึ่งเราเคยเห็นจากภายนอกมาโดยตลอด คือ...ดัชนีชี้วัดที่แท้จริงที่สุดของสถานการณ์ที่แท้จริงของเรา และสุดท้ายการถูกเรียกให้กลับเข้ามาข้างในก็คือ...การเยียวยาความเจ็บปวดนั้น...มนุษย์ที่สมบูรณ์จะดื่มความยินดีจากน้ำพุแห่งความยินดี”
ลูอิสบรรยายถึงความยินดีอย่างเต็มเปี่ยมที่เราจะได้รับเมื่อเราได้พบพระเยซูแบบหน้าต่อหน้า ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เรามีความยินดีในพระคริสต์ผ่านทางความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์และพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ภายในเรา แต่น่าเศร้าที่ความยินดีของเราถูกขัดขวางโดยบาปและความตาย โดยพลังของความชั่วร้ายและโลกที่แตกสลาย เปาโลเขียนว่า “บัดนี้เราเห็นสลัวๆเหมือนดูในกระจก แต่เวลานั้นจะได้เห็นพระพักตร์ชัดเจน เดี๋ยวนี้ความรู้ของข้าพเจ้าไม่สมบูรณ์ เวลานั้นข้าพเจ้าจะรู้แจ้งเหมือนพระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้า” (1 คร.13:12) ในข้อ 10 เปาโลกล่าวถึง “ความสมบูรณ์” ที่กำลังจะมาถึง นั่นคือเวลาที่เราจะได้รู้จักและประสบกับความยินดีอย่างเต็มเปี่ยม เพราะเราจะได้อยู่กับพระเยซู
แม้ว่าเราจะรอคอยวันนั้นด้วยความคาดหวัง แต่ในเวลานี้พระองค์ทรงโปรดให้เราได้ลิ้มรสล่วงหน้าถึงเสี้ยวหนึ่งของความยินดีในสวรรค์ที่ไหลล้นออกมาโดยไม่มีสิ่งกีดขวางผ่านความสัมพันธ์ที่เรามีกับพระองค์
ถวายทุกสิ่งที่มีให้กับพระเจ้า
เช่นเดียวกับผู้ชายชาวสิงคโปร์ทุกคน ผมต้องเข้ารับราชการในกองทัพของประเทศเมื่ออายุได้สิบแปดปี พูดตามตรงว่าผมเข้ารับราชการทหารซึ่งกินเวลานานสองปีครึ่งอย่างไม่เต็มใจนัก เช่นเดียวกับชายหนุ่มคนอื่นๆ ผมพยายามปฏิบัติตามเกณฑ์ขั้นต่ำ คือการเชื่อฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด ไม่มากหรือน้อยไปกว่านี้
แต่ก็มีบางคนที่ทุ่มเทให้กับงานที่ได้รับมอบหมาย และท้ายที่สุดก็ได้เรียนรู้หลายอย่างจากประสบการณ์เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการมีภาวะผู้นำและความอดทน เมื่อมองย้อนกลับไป ผมตระหนักว่าความพยายามและทัศนคติเชิงบวกเช่นนี้ทำให้พระเจ้าพอพระทัย เหมือนกับที่โยเซฟแสดงให้เห็นในพระคัมภีร์
แม้จะถูกขายเป็นทาสและถูกจำคุกในภายหลัง แต่โยเซฟกลับปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายทั้งสิ้นด้วยความทุ่มเท แทนที่จะรู้สึกขุ่นเคืองกับสถานการณ์ ท่านกลับปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายอย่างจริงจังจนโปทิฟาร์ “มอบของทุกอย่างของเขาไว้ในความดูแลของโยเซฟ” (ปฐก.39:6) นอกจากนี้ โยเซฟยังได้รับความไว้วางใจให้ดูแลเรือนจำ และท้ายที่สุดคือได้ดูแลอียิปต์ทั้งประเทศ
หลายศตวรรษต่อมา อัครสาวกเปาโลยังกระตุ้นเตือนผู้เชื่อในพระเยซูว่า “เมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยกายก็ตาม จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า” (คส.3:17) แม้ว่าสถานการณ์ของเราอาจห่างไกลจากอุดมคติที่คิดไว้ แต่ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เราสัตย์ซื่อในพันธกิจที่ได้รับมอบหมาย เพราะเรากำลังทำงานเพื่อพระองค์ ผู้ทรงเห็นหัวใจที่แท้จริงของเรา
กายวิภาคของหัวใจที่แข็งกระด้าง
การได้เห็นหัวใจของตัวเองเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง ซึ่งผมมีประสบการณ์นั้นเมื่อไม่นานมานี้ อาการเจ็บหน้าอกทำให้ผมต้องไปพบแพทย์ซึ่งได้สั่งตรวจร่างกาย และพบว่าหัวใจของผมมีแคลเซียมสะสมมากกว่าปกติ หรือที่แพทย์เรียกว่า ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว
ผมได้ปรับเปลี่ยนชนิดของอาหารที่รับประทานและวิธีการออกกำลังกายใหม่ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ผมตระหนักว่าโรคหัวใจที่ผมเป็นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลมาจากการเลือกสิ่งต่างๆที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เมื่อเวลาผ่านไป นิสัยเหล่านั้นก็ส่งผลต่อสุขภาพหัวใจของผมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พระคัมภีร์กล่าวไว้คล้ายกันเพื่ออธิบายถึงสุขภาพที่ไม่สมบูรณ์ฝ่ายวิญญาณ เราอาจมีใจแข็งกระด้างต่อพระเจ้าทีละนิดจากการตัดสินใจในแต่ละครั้ง ฮีบรู 3:7-8 (อ้างอิงจากสดุดี 95:7-8) กล่าวว่า “วันนี้ถ้าท่านทั้งหลายฟังพระสุรเสียงของพระองค์ อย่าให้จิตใจของท่านดื้อรั้นอย่างในครั้งกบฏนั้น” หลังจากที่พระเจ้าทรงปลดปล่อยประชากรของพระองค์ออกจากอียิปต์ พวกเขา “ก็ทดลอง[พระองค์]โดยเอา [พระองค์]เข้าพิสูจน์” (ข้อ 9) ระหว่างที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร
พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งต่างๆให้กับประชากรของพระองค์อย่างสัตย์ซื่อ แต่พวกเขากลับปฏิเสธที่จะดู (ข้อ 9-10) แล้วเราล่ะ มีนิสัยอะไรบ้างที่ผลักดันเราให้ออกห่างจากพระเจ้าและมีใจแข็งกระด้างกับพระองค์มากขึ้นทุกวัน เราทุกคนล้วนมีบางสิ่งที่ต้องตัดสินใจ ดังนั้นผมรู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่วันนี้ และเดี๋ยวนี้ พระองค์ทรงเสนอที่จะเปลี่ยนหัวใจที่แข็งกระด้างของเราให้เป็นใจที่อ่อนนุ่มลงด้วยความรักของพระองค์ (ดู อสค.36:26)
หยั่งรากลึก
ขณะที่ดักลาส เคนท์สถาปนิกภูมิทัศน์ได้เดินสำรวจพื้นที่ที่ไหม้เกรียมรอบเมืองลอสแองเจลิสหลังเหตุการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่ในปี 2025 เขาได้พบกับสิ่งแปลกประหลาดอันน่าทึ่ง นั่นก็คือ ต้นไม้ที่ยังคงมีชีวิตและเขียวสดอยู่ข้างๆ รถยนต์ที่ละลายและอาคารที่ถูกไฟไหม้ มีต้นไม้หลายต้นที่แตกใบปาล์มและใบที่เขียวชอุ่ม โดยผลิดอกออกผลมากมาย แล้วยังมีลำต้นและกิ่งก้านที่แข็งแรง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
หลังจากผ่านฤดูหนาวสองครั้งที่มีฝนตกติดต่อกัน ต้นไม้ได้หยั่งรากลึกลงไปในดินเพื่อดูดซับความชุ่มชื้นไปเลี้ยงกิ่งก้านและใบ ในยามที่เกิดเพลิงไหม้พวกมันจึงสามารถต้านทานความร้อนได้ “สิ่งที่ผมเห็น” เคนท์กล่าว “คือ หากคุณหยั่งรากลึก คุณก็รอด”
ความเชื่อของเราในช่วงเวลาแห่งการทดสอบอันแสนสาหัสของชีวิตก็เป็นเช่นนั้น เมื่อเราหยั่งรากฝ่ายวิญญาณลึกลงไปในพระคริสต์และความรักของพระองค์ เราจะเป็น “เหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมน้ำ ซึ่งหยั่งรากของมันออกไปข้างลำน้ำ เมื่อแดดส่องมาถึงก็ไม่กลัว เพราะใบของมันคงเขียวอยู่เสมอ และไม่กระวนกระวายในปีที่แห้งแล้ง เพราะมันไม่หยุดที่จะออกผล” (ยรม.17:8)
เยเรมีย์ผู้ไม่เคยพูดจาอ้อมค้อมเตือนว่า ผู้ที่วางใจใน “เนื้อหนัง” ย่อม “เป็นที่แช่งสาป” (ข้อ 5) “เขาเป็นเหมือนพุ่มไม้ที่อยู่ในทะเลทราย และไม่เห็นความดีอันใดมาถึงเลย เขาจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินที่แตกระแหงที่ในถิ่นทุรกันดาร ในแผ่นดินเค็มที่ไม่มีคนอาศัย” (ข้อ 5-6) แต่การวางใจในพระเจ้านั้นดียิ่งกว่า! เมื่อเราได้รับการรดน้ำด้วยความรักของพระองค์ที่ค้ำจุนเราไว้ เราจะเติบโตขึ้นได้แม้ในภาวะวิกฤติและจะบังเกิดผลในฝ่ายวิญญาณ
ฟังเสียงผู้เลี้ยงที่ดี
ฉันเปิดแอปธนาคารออนไลน์และพบว่ามีการถอนเงินออกไปสองครั้ง ครั้งละกว่า 500 ดอลลาร์ซึ่งฉันไม่ได้เป็นคนถอน ด้วยความตกใจฉันจึงรีบโทรไปที่ธนาคารและพบว่าข้อมูลส่วนตัวของฉันถูกขโมยไป โดยความช่วยเหลือจากธนาคาร ฉันสามารถกู้คืนสถานะเดิมของฉันกลับมาได้ แต่ประสบการณ์นี้สอนฉันให้ระมัดระวังขึ้นเพื่อป้องกันการโจรกรรมเช่นนี้ในอนาคต
ในยอห์น 10:10 พระเยซูทรงเตือนว่า “ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย” พระเยซูทรงตำหนิผู้นำศาสนาที่ต่อต้านพระองค์เรื่องการรักษาโรคในวันสะบาโต (9:13-15) โดยทรงเปิดเผยเจตนาของพวกเขาที่จะลัก ฆ่า และทำลาย ศัตรูฝ่ายวิญญาณของเราคือซาตาน มันกำลังวางแผนที่จะขโมยความเข้าใจของเราในเรื่องพระคุณพระเจ้า รวมทั้งเสรีภาพที่เราได้รับผ่านการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู ความหวังและความช่วยเหลือได้ปรากฏอยู่ในข้อพระคัมภีร์ก่อนหน้านี้ ซึ่งพระเยซูทรงเรียกพระองค์เองว่าเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้ทรงเรียกแกะของพระองค์ตามชื่อของมัน (10:2-4) แกะของผู้เลี้ยงที่ดี “จะหนีไปจาก [ขโมย] เพราะไม่รู้จักเสียงของผู้อื่น” (ข้อ 5)
บางครั้งเราก็พบว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อของความชั่วร้ายในโลก แต่พระเจ้าผู้ทรงรักเราได้ทรงเชื้อเชิญให้เราฝึกที่จะแยกแยะ เพื่อเราจะเรียนรู้ในการจดจำและหลีกเลี่ยงเสียงของศัตรูที่ต้องการมาลัก ฆ่า และทำลายเรา เมื่อเราตั้งใจฟังเสียงของผู้เลี้ยงที่ดี เราก็สามารถวางใจได้ว่าพระองค์จะทรงนำเราไปสู่ชีวิตที่ “ครบบริบูรณ์” (ข้อ 10)
เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
ในบทกวี “ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า” โดยเจอราร์ด แมนลีย์ ฮอปกินส์กวีในศตวรรษที่ 19 เขาได้ยกย่องถึงรูปแบบอันหลากหลายนับไม่ถ้วนที่สรรพสิ่งต่างๆ “ได้บรรจุ” หรือเปี่ยมล้นไปด้วย “ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า” ฮอปกินส์พรรณนาถึงพระสิริอันน่าตื่นตะลึงของพระเจ้าที่ลุกโชนและส่องประกาย “ดุจแสงแวววาวจากแผ่นฟอยล์ที่สั่นไหว” แต่ถ้าความงดงามของพระเจ้านั้นเจิดจ้ายิ่ง เหตุใดผู้คนมากมายจึงมองข้าม ฮอปกินส์เสนอเหตุผลข้อหนึ่งว่า คนในโลกได้คลุมทุกสิ่งไว้ด้วย “มลทินของมนุษย์” และ “กลิ่นของมนุษย์” ทำให้หลายคนมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากตนเอง
สดุดี 104 เป็นบทเพลงสรรเสริญความงดงามของพระเจ้าในสิ่งทรงสร้างเช่นกัน ผู้ประพันธ์ได้ใช้ภาพพจน์ที่มีชีวิตชีวาพรรณนาว่าพระเจ้า “ทรงเกียรติและความสูงส่งเป็นฉลองพระองค์” (ข้อ 1) โดยเผยให้เห็นความงาม ฤทธานุภาพและการดูแลจากพระองค์ในลมและไฟ (ข้อ 4) ฟ้าร้องและคลื่นในทะเล (ข้อ 7) น้ำ หญ้าและต้นไม้ (ข้อ 10-16)
ของประทานนับไม่ถ้วนที่ผดุงทั้งร่างกายและจิตวิญญาณนี้ไว้ (ข้อ 15) ชี้ไปที่ “พระสิริของพระเจ้า”(ข้อ 31) ไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่ก็ตาม ในบทกวีของฮอปกินส์เขาสรุปว่า แม้มนุษย์จะมองไม่เห็นพระสิริของพระเจ้า แต่เพราะความประเสริฐของพระองค์ จึงยังมี “ความสดชื่นอันซ่อนเร้นอยู่ในทุกสิ่ง” เสมอ หากเพียงแต่เราหยุดมองและพินิจพิเคราะห์ ก็จะพบเหตุผลนับไม่ถ้วนที่เราจะมองเห็น เชื่อ และยกย่องสรรเสริญในความงดงามและความดีงามของพระเจ้า “ตราบเท่าที่ [เรา] มีชีวิตอยู่” (ข้อ 33…
ดินดีในพระเจ้า
ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิของทุกปี ฉันจะปลูกเมล็ดแตงกวาไว้ในสวน เมล็ดจะแตกใบอย่างรวดเร็วแต่ต้องใช้เวลากว่าจะออกผล อันที่จริงวันหนึ่งในฤดูร้อนหลังจากที่ฉันรดน้ำแล้วรอ ฉันก็เกิดคำถามว่าแตงกวาจะออกผลไหม ฉันหวนคิดว่า ฉันหว่านเมล็ดพันธุ์ติดกันเกินไปไหม หรือดินอาจไม่อุ่นพอตอนปลูก แต่วันหนึ่งฉันสังเกตเห็นหัวแตงกวาหนึ่งหัว สัปดาห์ต่อมาก็เห็นอีกหนึ่ง แล้วก็อีกหนึ่ง ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์จากที่เป็นเพียงไม้เถา แตงกวาก็ออกผลจนเกือบจะมากพอสำหรับทำสลัดได้หนึ่งสัปดาห์
บางครั้งการเติบโตฝ่ายวิญญาณก็ดูเหมือนอย่างนั้น เราไม่ได้เห็นสิ่งที่เราอธิษฐานขอเสมอไป เช่น ความอดกลั้นใจ การรู้จักบังคับตน ความสุภาพอ่อนน้อมและความรัก (ดู กท.5:22-23) แต่ถ้าเราทูลขอพระเจ้าให้ทรงช่วยเราทำในสิ่งซึ่งเป็นปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการเติบโต เช่น การอธิษฐาน การศึกษาพระคัมภีร์ การนมัสการและการรับใช้ผู้อื่น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทรงทำให้เราเติบโตขึ้น
นี่คือแก่นแท้ของอุปมาที่พระเยซูทรงเล่าในลูกา 8 ว่า “มีคนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพืชของตน” (ข้อ 5) “นก...มากิน” เมล็ดพืชนั้นที่ตกตามหนทางบ้าง (ข้อ 5) บ้างก็ตกลงบนพื้นหินซึ่งไม่ได้รับความชุ่มชื้นแล้วก็เหี่ยวแห้งไป (ข้อ 6) บ้างก็ตกกลางต้นหนามและถูกหนามปกคลุมจึงไม่งอกขึ้น (ข้อ 7) แต่เมล็ดพืชที่หว่านลงบนดินดีนั้น “งอกขึ้นเกิดผลร้อยเท่า” (ข้อ 8)
เพราะพระเจ้าทรงช่วยเรา ขอให้เราพัฒนาเพื่อเป็น “ดินดี” และเติบโตในพระองค์
รอคอยการเก็บเกี่ยว
ในปี ค.ศ. 1962 โจแอนน์ เชทเลอร์กับแอนน์ เฟตเซอร์เดินทางอย่างยากลำบากด้วยรถบัสและเดินเท้าเข้าไปในเทือกเขาสูงชันของประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อแบ่งปันข่าวประเสริฐกับผู้คนที่ไม่เคยได้ยินเรื่องราวของพระเยซูมาก่อน
พวกเขาใช้เวลาห้าปีในการแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาท้องถิ่น แต่ชนเผ่าบาลังเกากลับไม่ยอมรับ อย่างไรก็ตามพวกเขาได้ช่วยกันสร้างลานบินอย่างง่ายๆ เพื่อจะจัดส่งเสบียงใหม่ๆเข้ามาได้ วันหนึ่งเครื่องบินลำหนึ่งที่ชาวบ้านขนานนามว่า “เวทมนตร์จากอีกโลกหนึ่ง” ได้เดินทางมาถึง นักบินได้นำหญิงในหมู่บ้านที่ตั้งครรภ์และป่วยหนักไปยังคลินิกที่อยู่ห่างไกล เมื่อเครื่องบินกลับมาพร้อมกับหญิงที่หายดีและทารกแรกเกิดที่แข็งแรง ผู้คนก็เริ่มถามเกี่ยวกับ “พระเจ้าองค์นี้” ที่พวกเขาเคยได้รับการบอกเล่า ในไม่ช้าหมู่บ้านก็มีคริสตจักรที่เต็มไปด้วยผู้เชื่อในพระคริสต์
เราทุกคนที่แบ่งปันเรื่องราวของพระเยซูต่างมีช่วงเวลาที่ท้อแท้เมื่อผู้ฟังดูเหมือนจะไม่รับฟัง อัครทูตเปาโลรู้ดีว่าเรื่องเช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้ หลังจากอธิบายให้ชาวกาลาเทียฟังถึงความสำคัญของการหว่านและเก็บเกี่ยวข่าวประเสริฐ ท่านตระหนักดีว่าผู้หว่านอาจเหนื่อยล้า ดังนั้นท่านจึงท้าทายผู้ฟังของท่านไม่ให้ “เมื่อยล้าในการทำดี” (กท.6:9)
แน่นอนว่าช่วงห้าปีแรกในการทำงานของโจแอนน์กับแอนน์นั้นเป็นที่น่าท้อแท้ใจ แต่พวกเขายังคงหว่านต่อไป และในที่สุดก็ได้เก็บเกี่ยว ขอให้เราอย่า “ท้อใจ” (ข้อ 9) และเราจะได้ “เกี่ยวเก็บชีวิตนิรันดร์” อันเป็นผลจากข่าวสารแห่งความรอดนั้น (ข้อ 8) อย่างแน่นอน