Category  |  ODB

บังเกิดใหม่หรือ

“บังเกิดใหม่หรือ มันหมายความว่าอะไร” ผู้จัดการพิธีศพถาม “ผมไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน” บุตรชายของพ่อผู้ล่วงลับจึงฉวยโอกาสอธิบายความหมายของคำนี้โดยใช้ข้อความจากยอห์นบทที่ 3

“คำนี้มาจากความจริงที่ว่าเราทุกคนเกิดมาในโลกนี้เพียงครั้งเดียว” เขากล่าว “พระเจ้าไม่ได้ใช้ตราชั่งวิเศษเพื่อชั่งน้ำหนักความดีเทียบกับความชั่วของเรา พระเจ้าทรงต้องการให้เราเกิดจากพระวิญญาณ” เขาพูดต่อ “จึงเป็นเหตุให้พระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ทรงชดใช้ความบาปของเราและทรงทำให้เราสามารถมีชีวิตนิรันดร์กับพระองค์ ซึ่งเราไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง”

ในยอห์นบทที่ 3 นิโคเดมัสเริ่มสงสัยว่าตนเองมีความรู้ความเข้าใจทุกอย่างจริงหรือไม่ เขาเป็นครูที่ผ่านการอบรมคนหนึ่งในพระคัมภีร์ (ข้อ 1) ที่เห็นว่าพระเยซูทรงแตกต่างและคำสอนของพระองค์มีสิทธิอำนาจ (ข้อ 2) เขาต้องการหาคำตอบด้วยตัวเองจึงไปพบพระคริสต์ในคืนหนึ่งเพื่อไขข้อข้องใจ นิโคเดมัสคงได้ยอมรับพระดำรัสของพระเยซูที่ว่า “ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่” (ข้อ 7) และเชื่อเช่นนั้น เพราะเขาช่วยเตรียมพระศพขององค์พระผู้ช่วยให้รอดเพื่อนำไปฝังหลังจากที่พระองค์ทรงถูกตรึงกางเขน (19:39)

ผู้จัดการพิธีศพรับปากว่าจะกลับบ้านไปอ่านพระกิตติคุณยอห์นบทที่สาม ขอให้เราเป็นเหมือนกับบุตรชายผู้นี้ ที่จะสะสมพระดำรัสของพระเยซูไว้ในใจและแบ่งปันแก่ผู้อื่นขณะที่พระองค์ทรงช่วยเรา

ความหวังในพระเจ้า

เจเรมี่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะต้องเจอเข้ากับอะไร เมื่อเขาไปถึงมหาวิทยาลัยเพื่อเรียนหลักสูตรสามปีและขอห้องที่ถูกที่สุดที่มีในหอพัก “มันเลวร้ายมาก” เขาเล่า “ห้องพักและห้องน้ำแย่มาก” แต่เขามีเงินไม่มากและมีทางเลือกน้อยนิด “ทั้งหมดที่ผมสามารถทำได้” เขาบอก “คือการคิดว่า ผมมีบ้านดีๆที่จะกลับไปในอีกสามปีข้างหน้า ดังนั้นผมจะอยู่กับสิ่งนี้และใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุดที่นี่”

เรื่องราวของเจเรมี่สะท้อนถึงความท้าทายในแต่ละวันของการดำเนินชีวิตใน “เรือนดิน” คือร่างกายมนุษย์ที่ต้องตาย (2 คร.5:1) ซึ่งอาศัยในโลกที่กำลังล่วงไป (1 ยน.2:17) ดังนั้นเราจึง “ครวญคร่ำเป็นทุกข์” (2 คร.5:4) ขณะดิ้นรนเพื่อรับมือกับความยากลำบากมากมายของชีวิตที่ถาโถมเข้าใส่เรา

สิ่งที่ทำให้เราดำเนินต่อไปได้คือความหวังอันแน่นอนว่าวันหนึ่งเราจะมี “กายใหม่” (ข้อ 4) คือร่างกายที่ฟื้นขึ้นใหม่และเป็นอมตะ และอาศัยอยู่ในโลกที่ปราศจากการคร่ำครวญและความอนิจจัง (รม.8:19-22) อย่างในปัจจุบัน ความหวังนี้ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตในปัจจุบันที่พระเจ้าประทานด้วยความรักให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด พระองค์ยังทรงช่วยให้เราสามารถใช้ของประทานและความสามารถที่พระองค์ประทานให้ได้ เพื่อเราจะสามารถรับใช้พระองค์และผู้อื่น และนั่นจึงเป็นเหตุให้ “เราตั้งเป้าของเราว่า จะอยู่ในกายนี้ก็ดีหรือไม่อยู่ก็ดี เราก็จะทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์” (2 คร.5:9)

วิ่งหนีจากพระเจ้า

จูลี่และลิซพายเรือคายัคออกนอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนียเพื่อมองหาวาฬหลังค่อม เป็นที่รู้กันว่าวาฬหลังค่อมจะว่ายอยู่ใกล้ผิวน้ำ ทำให้มองเห็นพวกมันได้ง่าย หญิงสองคนนี้ต้องพบกับเรื่องประหลาดใจที่สุดในชีวิตเมื่อวาฬตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำใต้เรือของพวกเธอพอดี ผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งจับภาพการเผชิญหน้าซึ่งแสดงให้เห็นปากวาฬขนาดใหญ่ที่กำลังฮุบพวกเธอและเรือคายัค หลังจากจมหายลงไปใต้น้ำครู่หนึ่ง พวกเธอก็หนีออกมาได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ

ประสบการณ์ของพวกเธอทำให้เห็นภาพเรื่องราวในพระคัมภีร์ของผู้เผยพระวจนะโยนาห์ที่ถูก “ปลามหึมา” ตัวหนึ่งกลืนเข้าไป” (ยนา.1:17) พระเจ้าทรงใช้ให้ท่านไปร้องกล่าวโทษชาวเมืองนีนะเวห์ แต่เพราะพวกเขาปฏิเสธพระเจ้า โยนาห์จึงไม่รู้สึกว่าพวกเขาคู่ควรที่จะได้รับการอภัยจากพระองค์ แทนที่จะเชื่อฟังท่านกลับหนีและไปขึ้นเรือ พระเจ้าทรงให้เกิดพายุใหญ่ และท่านก็ถูกจับโยนลงไปในทะเล

พระเจ้าทรงจัดเตรียมหนทางช่วยชีวิตโยนาห์ให้รอดจากท้องทะเลลึก ทรงไว้ชีวิตท่านจากผลการกระทำที่เลวร้ายยิ่งกว่าของท่าน โยนาห์ “ร้องทุกข์ต่อพระเจ้า” และพระองค์ทรงฟัง (2:2) หลังจากที่โยนาห์ยอมรับผิดและแสดงออกถึงการสรรเสริญและรับรู้ถึงความประเสริฐของพระเจ้า พระเจ้าจึงตรัสสั่งให้ปลาสำรอกท่าน “บนแผ่นดินแห้ง” (ข้อ 10)

โดยพระคุณของพระเจ้า เมื่อเรายอมรับในความบาปที่มีและสำแดงความเชื่อในการเสียสละของพระเยซู เราก็รอดพ้นจากความตายฝ่ายวิญญาณที่เราสมควรจะได้รับ และได้รับประสบการณ์ของชีวิตใหม่ผ่านทางพระองค์

อาหารสำหรับผู้ที่หิว

เป็นเวลาหลายปีที่กลุ่มประเทศทางภาคตะวันออกในบริเวณที่เรียกว่าจะงอยแอฟริกาต้องทนทุกข์จากภัยแล้งอันโหดร้ายซึ่งทำลายพืชผล ทำให้ปศุสัตว์ล้มตาย และทำให้คนนับล้านตกอยู่ในอันตราย สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายเข้าไปอีกในท่ามกลางประชากรที่อ่อนแอที่สุด เช่นผู้คนในค่ายผู้ลี้ภัยคาคูมาของเคนย่าที่หนีจากสงครามและการกดขี่ข่มเหง รายงานล่าสุดบรรยายถึงคุณแม่ยังสาวที่พาลูกน้อยไปหาเจ้าหน้าที่ค่าย ทารกน้อยทุกข์ทรมานจากภาวะขาดสารอาหารจนทำให้ “ผมและผิวหนังของเธอ...แห้งและเปราะ” เธอไม่ยิ้มและไม่ยอมกินอะไร ร่างเล็กๆของเธอกำลังจะหมดลม ผู้เชี่ยวชาญจึงเข้าช่วยเหลือทันที ยังดีที่แม้ว่าความต้องการยังคงมีมหาศาล แต่ก็ได้มีการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานขึ้นเพื่อจัดเตรียมสิ่งจำเป็นเร่งด่วนในการช่วยชีวิต

สถานที่สิ้นหวังเหล่านี้เป็นที่ที่คนของพระเจ้าถูกเรียกให้ฉายแสงและสำแดงความรักของพระองค์ (อสย.58:8) เมื่อผู้คนอดอยาก เจ็บป่วย หรือถูกคุกคาม พระเจ้าทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้เป็นคนแรกที่จัดเตรียมอาหาร ยา และความปลอดภัยทั้งสิ้นในพระนามพระเยซู อิสยาห์ตำหนิคนอิสราเอลในอดีตที่คิดว่าพวกเขาสัตย์ซื่อกับการอดอาหารและอธิษฐาน แต่ละเลยการกระทำที่แสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจเมื่อเกิดวิกฤติ เช่น การแบ่งปัน “อาหารของเจ้าให้กับผู้หิว” นำ “คนยากจนไร้บ้านเข้ามาในบ้าน” และคลุมกาย “คนเปลือยกาย” (ข้อ 7)

พระเจ้าทรงปรารถนาให้ผู้ที่หิวได้รับอาหารทั้งทางร่างกายและจิตวิญญาณ และพระองค์จะทรงทำงานในเราและผ่านทางเราในขณะที่พระองค์ทรงตอบสนองความต้องการของคนเหล่านั้น

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตอยู่

ขณะตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนออกเดินทางของเที่ยวบินจากเมืองชาร์ลอตต์ รัฐนอร์ทแคโรไลน่า ไปยังนิวยอร์กซิตี้ พนักงานต้อนรับบนเครื่องสังเกตเห็นผู้โดยสารคนหนึ่งกระวนกระวายและกังวลเกี่ยวกับการบินอย่างเห็นได้ชัด เขาจึงนั่งลงตรงทางเดิน จับมือเธอไว้แล้วอธิบายแต่ละขั้นตอนในการบิน และให้ความมั่นใจว่าเธอจะปลอดภัย “เมื่อคุณขึ้นมาบนเครื่องบินแล้ว เรื่องของคุณต้องมาก่อน” เขากล่าว “และถ้าคุณรู้สึกไม่ดี ผมอยากจะอยู่ที่นั่นแล้วพูดว่า ‘เกิดอะไรขึ้นครับ ให้ผมช่วยอะไรไหม’” การแสดงออกถึงความห่วงใยของเขานั้นทำให้เห็นภาพในสิ่งที่พระเยซูตรัสว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงทำเพื่อผู้เชื่อในพระองค์

การสิ้นพระชนม์ การฟื้นคืนพระชนม์ และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระคริสต์ เป็นสิ่งจำเป็นและส่งผลต่อการช่วยผู้คนให้พ้นจากบาป แต่ก็สร้างความสับสนทางอารมณ์และความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งในใจของเหล่าสาวกด้วย (ยน.14:1) ดังนั้นพระองค์จึงทรงให้ความมั่นใจว่าพวกเขาจะไม่ถูกทิ้งให้ทำพันธกิจของพระองค์ในโลกนี้ตามลำพัง พระองค์จะทรงส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มาอยู่กับพวกเขา เป็น “ผู้ช่วย [พวกเขา]...เพื่อจะได้อยู่กับ [พวกเขา] ตลอดไป” (ข้อ 16) พระวิญญาณจะทรงเป็นพยานถึงพระเยซูและเตือนพวกเขาถึงทุกสิ่งที่พระคริสต์ทรงกระทำและตรัส (ข้อ 26) พวกเขาจะได้รับ “ความหนุนใจจาก” พระองค์ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก (กจ.9:31)

ในชีวิตนี้เราทุกคนรวมถึงผู้เชื่อในพระคริสต์จะต้องเผชิญกับความสับสนทางอารมณ์ทั้งความกังวล ความกลัว และความโศกเศร้า แต่พระองค์ทรงสัญญาว่าขณะที่พระองค์ไม่ได้อยู่กับเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงสถิตอยู่เพื่อปลอบโยนเรา

เปลี่ยนแปลงจากภายใน

ในเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่พักอาศัยในสหราชอาณาจักรครั้งเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ไฟได้ลุกไหม้อาคารเกรนเฟลล์ทาวเวอร์ที่สูงยี่สิบสี่ชั้นในลอนดอนตะวันตก คร่าชีวิตผู้คนไปเจ็ดสิบคน การสอบสวนพบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วคือแผ่นผนังที่ใช้ห่อหุ้มอาคารด้านนอกจากการบูรณะตึก แผ่นผนังนี้เป็นอะลูมิเนียมแต่ไส้ในเป็นพลาสติกที่ติดไฟได้ง่ายมาก

วัสดุอันตรายเช่นนี้ได้รับอนุญาตให้ขายและใช้ติดตั้งได้อย่างไร ผู้ขายผิดพลาดที่ไม่เปิดเผยข้อมูลผลทดสอบการป้องกันไฟที่ต่ำมาก และผู้ซื้อซึ่งถูกดึงดูดจากป้ายราคาถูกก็ผิดพลาดที่ไม่ใส่ใจสัญญาณเตือน แผ่นผนังที่แวววาวนี้ดูดีเมื่อมองจากภายนอก

คำพูดที่รุนแรงที่สุดของพระเยซูบางคำพุ่งเป้าไปที่ครูสอนศาสนาซึ่งพระองค์กล่าวหาว่าปิดบังการฉ้อฉลไว้เบื้องหลังรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดี พระองค์ตรัสว่าพวกเขาเป็นเหมือน “อุโมงค์ฝังศพซึ่งฉาบด้วยปูนขาว” ที่ “ข้างนอกดูงดงาม” แต่ข้างในเต็มไปด้วยกระดูกคนตาย (มธ.23:27) แทนที่จะแสวงหา “ความยุติธรรม ความเมตตา ความเชื่อ” (ข้อ 23) พวกเขากลับให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ที่ดี โดยชำระ “ถ้วยชามแต่ภายนอก” แต่ละเลยการ “โจรกรรมและการมัวเมากิเลส” ภายใน (ข้อ 25)

เป็นเรื่องง่ายที่จะให้ความสำคัญกับการมีภาพลักษณ์ที่ดี มากกว่าที่จะนำความบาปและความแตกสลายมาต่อพระพักตร์พระเจ้าอย่างจริงใจ แต่รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดีไม่ได้ทำให้จิตใจที่ฉ้อฉลมีอันตรายน้อยลง พระเจ้าทรงเชื้อเชิญเราที่จะยอมให้พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงเราทั้งหมดจากภายใน (1 ยน.1:9)

พระเยซูผู้เป็นกิ่ง

โบสถ์โฮลี่ครอสอันงดงามตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาหินสีแดงในเมืองเซโดน่า รัฐอริโซน่า ทันทีที่เข้าไปในโบสถ์เล็กๆแห่งนี้ฉันก็ถูกดึงดูดด้วยรูปปั้นพระเยซูบนกางเขนที่ดูต่างไปจากปกติ แทนที่จะเป็นกางเขนแบบดั้งเดิม พระเยซูกลับถูกตรึงบนกิ่งของต้นไม้ที่มีลำต้นสองต้น ลำต้นแนวนอนซึ่งถูกตัดและตายแล้วแสดงถึงชนเผ่าอิสราเอลในพันธสัญญาเดิมที่ปฏิเสธพระเจ้า ลำต้นอีกต้นเติบโตขึ้นและแตกกิ่งก้านออกไปเป็นสัญลักษณ์ของชนเผ่ายูดาห์ที่เจริญรุ่งเรืองและเป็นเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิด

ศิลปะที่มีนัยสำคัญในเชิงสัญลักษณ์นี้เล็งถึงคำพยากรณ์สำคัญในพันธสัญญาเดิมเกี่ยวกับพระเยซู แม้ชนเผ่ายูดาห์จะตกเป็นเชลย แต่ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ได้มอบพระดำรัสแห่งความหวังจากพระเจ้าว่า “เราจะให้คำสัญญาที่เรากระทำไว้...สำเร็จ” (ยรม.33:14) ในการประทานพระผู้ช่วยซึ่งจะ “ให้ความยุติธรรมและความชอบธรรมในแผ่นดินนั้น” (ข้อ 15) หนทางเดียวที่ผู้คนจะทราบว่าองค์พระผู้ช่วยนี้คือใครก็คือ พระองค์จะ “ให้อังกูรชอบธรรมเกิดมาเพื่อดาวิด” (ข้อ 15) หมายความว่าองค์พระผู้ช่วยนี้จะสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ดาวิด

ประติมากรรมนี้รวบรวมความจริงสำคัญซึ่งอยู่ในรายละเอียดเชื้อสายตระกูลของพระเยซูไว้ได้อย่างมีฝีมือ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อที่จะกระทำทุกสิ่งตามที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ และยังเป็นสิ่งที่เตือนเราว่า ความสัตย์ซื่อของพระองค์ในอดีตทำให้เรามั่นใจว่าพระองค์จะทรงสัตย์ซื่อในการรักษาพระสัญญาที่ทรงมีต่อเราในอนาคตด้วย

ผลตอบแทน

ในปีค.ศ. 1921 ศิลปินแซม โรเดียเริ่มก่อสร้างงานประติมากรรมทรงสูงชื่อวัตต์ทาวเวอร์ สามสิบสามปีต่อมา ประติมากรรมสิบเจ็ดชิ้นก็ตั้งสูงขึ้นไปถึงสามสิบเมตรเหนือนครลอสแองเจลิส นักดนตรีเจอร์รี่ การ์เซียด้อยค่าผลงานชิ้นสำคัญในช่วงชีวิตของโรเดียนี้ว่า “นี่คือผลตอบแทนที่คงอยู่หลังจากที่คุณตายไป” แล้วเขาก็บอกว่า “ว้าว นั่นไม่ใช่สำหรับผมหรอก”

ถ้าเช่นนั้นแล้วผลตอบแทนของเขาคืออะไร บ๊อบ เวียร์เพื่อนร่วมวงของเขา สรุปปรัชญาของพวกเขาไว้ว่า “ในนิรันดร์กาล ไม่มีใครจดจำคุณได้หรอก แล้วทำไมไม่เพียงสนุกไปกับมันก็พอ”

ครั้งหนึ่งชายผู้มั่งคั่งและเฉลียวฉลาดเคยพยายามค้นหา “ผลตอบแทน” โดยการทำทุกอย่างที่ท่านทำได้ ท่านเขียนว่า “ข้าพเจ้ารำพึงว่า ‘มาเถอะ มาลองสนุกสนานกันดู เอ้า จงสนุกสบายใจไป’” (ปญจ.2:1) แต่ท่านเขียนด้วยว่า “ไม่มีใครระลึกถึงคนมีสติปัญญาเช่นเดียวกับคนเขลา” (ข้อ 16) ท่านสรุปว่า “การงานที่เขาทำกันภายใต้ดวงอาทิตย์ก่อความสลดใจให้แก่ข้าพเจ้า” (ข้อ 17)

ชีวิตและคำสอนของพระเยซูนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการดำเนินชีวิตแบบคนสายตาสั้นเช่นนั้น พระเยซูเสด็จมาเพื่อประทาน “ชีวิต...อย่างครบบริบูรณ์” (ยน.10:10) แก่เรา และสอนเราให้ดำเนินชีวิตนี้โดยคำนึงถึงชีวิตบนสวรรค์ด้วย “อย่าส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในโลก” พระองค์ตรัส “แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์” (มธ.6:19-20) แล้วพระองค์ทรงสรุปไว้ว่า “จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” (ข้อ 33)

นี่คือผลตอบแทนที่เราจะได้รับทั้งภายใต้ดวงอาทิตย์นี้และในชีวิตนิรันดร์

ผู้ชมแต่เพียงองค์เดียว

ในฐานะ “เสียงของทีมเดนเวอร์ นักเก็ตส์” ไคล์ สเปลเลอร์อนุศาสกของทีม เป็นที่รู้จักจากเสียงตะโกนคำรามในการบรรยายการแข่งขันชิงแชมป์สโมสรบาสเกตบอล “ไปเลย!” เขาส่งเสียงดังลั่นใส่ไมค์ แฟนบาสเกตบอลเอ็นบีเอหลายพันคนที่สนามพร้อมกับอีกหลายล้านคนที่กำลังดูหรือฟังอยู่ ตอบสนองต่อเสียงซึ่งทำให้ไคล์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงผู้บรรยายการแข่งขันยอดเยี่ยมประจำปี 2022 “ผมสามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฝูงชนและบรรยากาศในสนามเหย้า” เขากล่าว แต่กระนั้นทุกถ้อยคำจากทักษะการใช้เสียงของเขาซึ่งยังปรากฏในโฆษณาทางโทรทัศน์และวิทยุ มีไว้เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า ไคล์เสริมว่างานของเขาคือ “แค่ทำทุกสิ่งเพื่อผู้ชมแต่เพียงองค์เดียว”

อัครทูตเปาโลเน้นย้ำคำสอนที่คล้ายกันนี้กับคริสตจักรโคโลสี ซึ่งสมาชิกปล่อยให้ความสงสัยเกี่ยวกับความเป็นพระเจ้าและอำนาจอธิปไตยของพระคริสต์แทรกซึมเข้ามาแม้กระทั่งในการใช้ชีวิตของพวกเขา แทนที่จะให้เป็นเช่นนั้น เปาโลเขียนว่า “เมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยกายก็ตาม จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า และขอบพระคุณพระบิดาเจ้า โดยพระองค์นั้น” (คส.3:17)

เปาโลเสริมว่า “ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์” (ข้อ 23) สำหรับไคล์แล้วนี่ยังรวมถึงบทบาทของเขาในฐานะอนุศาสก ซึ่งเขาบอกว่า “นั่นคือวัตถุประสงค์ของผมที่นี่ ...และการเป็นผู้บรรยายก็ช่วยส่งเสริมบทบาทของผมให้ดียิ่งขึ้น งานของเราที่ทำเพื่อพระเจ้าก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นใจสำหรับผู้ชมเแต่เพียงองค์เดียวเช่นกัน

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา