Category  |  ODB

ยืนหยัดในการอธิษฐาน

มิล่าเป็นผู้ช่วยในร้านเบเกอรี่ เธอรู้สึกว่าไม่สามารถปกป้องตัวเองได้เมื่อหัวหน้ากล่าวหาว่าเธอขโมยขนมปังลูกเกด การกล่าวโทษโดยไม่มีหลักฐานและการหักเงินเดือนเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในการกระทำที่ไม่ถูกต้องมากมายจากหัวหน้าของเธอ “พระเจ้าข้า โปรดช่วยด้วย” มิล่าอธิษฐานทุกวัน “เป็นเรื่องยากมากที่จะทำงานกับหัวหน้าคนนี้ แต่ลูกต้องการงานนี้”

พระเยซูเล่าถึงเรื่องของหญิงม่ายที่รู้สึกจนมุมและแสวงหา “ความยุติธรรมแก่ [เธอ]ในการสู้ความ” (ลก.18:3) เธอหันไปหาคนมีอำนาจที่จะแก้คดีความของเธอ คือผู้พิพากษา แม้เธอจะรู้ว่าผู้พิพากษานั้นไม่มีความยุติธรรม เธอยังยืนยันที่จะเข้าไปหาเขา

การตอบสนองในท้ายที่สุดของผู้พิพากษา (ข้อ 4-5) นั้นต่างจากพระบิดาในสวรรค์ของเราโดยสิ้นเชิง พระองค์ทรงตอบสนองอย่างรวดเร็วด้วยความรักและการช่วยเหลือ ถ้าการยืนหยัดอย่างไม่ลดละทำให้ผู้พิพากษาอธรรมยอมช่วยหญิงม่ายแล้ว พระเจ้าองค์ผู้พิพากษาผู้เที่ยงธรรมจะสามารถและจะทรงทำเพื่อเรามากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด (ข้อ 7-8) เราวางใจให้พระองค์ “ประทานความยุติ-ธรรมแก่คนที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้” ได้ (ข้อ 7) และการยืนหยัดในการอธิษฐานเป็นหนึ่งในวิธีที่แสดงถึงความไว้วางใจของเรา เรายืนหยัดเพราะเรามีความเชื่อว่าพระเจ้าจะตอบสนองด้วยพระปัญญาอันบริบูรณ์ต่อสถานการณ์ของเรา

ท้ายที่สุดหัวหน้าของมิล่าลาออกหลังจากที่พนักงานหลายคนร้องเรียนถึงพฤติกรรมของเธอ ขณะที่เราดำเนินไปด้วยการเชื่อฟังพระเจ้า ขอให้เรายืนหยัดในการอธิษฐาน โดยรู้ว่าฤทธิ์อำนาจของการอธิษฐานนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ผู้ทรงได้ยินเราและช่วยกู้เรา

ความเมตตาที่ไม่อาจวัดได้

ขณะที่เพื่อนสองคนกำลังเลือกซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาอยู่ในร้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พวกเขาได้เจอกับนักบาสเกตบอลคนดังชาคีลล์ โอนีล พวกเขารู้ว่าโอนีลเพิ่งจะเผชิญกับการสูญเสียน้องสาวและอดีตเพื่อนร่วมทีม พวกเขาจึงพูดแสดงความเสียใจด้วยความรู้สึกเห็นใจ เมื่อชายสองคนกลับไปเลือกซื้อของต่อ ชาคีลล์เดินเข้าไปหาและบอกให้พวกเขาเลือกคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดโดยเขาได้จ่ายเงินให้ชายทั้งสอง เพียงเพราะทั้งสองมองเห็นตัวเขาในฐานะคนคนหนึ่งที่กำลังผ่านช่วงเวลายากลำบากและชาคีลล์ซาบซึ้งในความดีนั้น

กว่าหนึ่งพันปีก่อนที่เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น ซาโลมอนเขียนไว้ว่า “ผู้ที่มีใจเมตตากรุณาก็นำประโยชน์สุขมาให้ตนเอง” (สภษ.11:17 TNCV) เมื่อเรานึกถึงความต้องการของผู้อื่นและให้ความช่วยเหลือและหนุนใจพวกเขา เราก็ได้รับรางวัลเช่นกัน ซึ่งอาจไม่ใช่คอมพิวเตอร์หรือสิ่งของอื่นๆ แต่พระเจ้าทรงมีวิธีอวยพรเราในแบบที่โลกนี้ไม่สามารถวัดได้ ดังที่ซาโลมอนอธิบายในข้อก่อนหน้าว่า “หญิงผู้มีใจกรุณาย่อมได้รับความนับถือ ส่วนชายใจร้ายย่อมได้แต่เงินเท่านั้น” (ข้อ 16 TNCV) มีของขวัญจากพระเจ้าที่ล้ำค่ามากกว่าเงินทอง และพระองค์ทรงวัดค่านั้นด้วยพระเมตตาตามวิถีและพระปัญญาอันสมบูรณ์แบบของพระองค์

ความกรุณาและความเมตตาเป็นพระลักษณะของพระเจ้า และพระองค์ทรงรักที่จะเห็นสิ่งเหล่านี้สำแดงออกมาในชีวิตและจิตใจของเรา ซาโลมอนสรุปไว้อย่างดีว่า “บุคคลที่รดน้ำ เขาเองจะรับการรดน้ำ” (ข้อ 25)

ข้าวหนึ่งกำมือ

รัฐมิโซรัมทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดียก้าวออกจากความยากจนอย่างช้าๆ แม้ว่ารัฐนี้จะขาดรายได้ แต่เมื่อข่าวประเสริฐเข้ามาสู่พื้นที่นี้ ผู้เชื่อในพระเยซูได้ทำตามธรรมเนียมปฏิบัติท้องถิ่นที่เรียกว่า “ข้าวหนึ่งกำมือ” โดยทุกคนที่ทำอาหารในแต่ละวันจะแบ่งข้าวสารไว้หนึ่งกำมือและมอบให้คริสตจักร ตามมาตรฐานของโลกแล้วคริสตจักรในมิโซรัมถือว่ายากจน แต่ได้บริจาคเงินนับล้านให้กับการประกาศและส่งมิชชันนารีไปทั่วโลก คนมากมายในรัฐนั้นได้มารู้จักพระคริสต์

ใน 2 โครินธ์ 8 เปาโลพูดถึงคริสตจักรที่พบความท้าทายคล้ายกัน ผู้เชื่อในมาซิโดเนียนั้นยากจน แต่นั่นไม่ได้หยุดพวกเขาที่จะให้ด้วยใจยินดีและเต็มกำลัง (ข้อ 1-2) พวกเขามองว่าการให้นั้นเป็นสิทธิพิเศษและได้ให้ “เกินความสามารถของเขา” (ข้อ 3) เพื่อจะได้มีส่วนร่วมกับเปาโล โดยเข้าใจดีว่าพวกเขาเป็นเพียงผู้อารักขาในของประทานจากพระเจ้า การให้จึงเป็นการแสดงถึงความเชื่อวางใจของพวกเขาในพระองค์ผู้ทรงจัดเตรียมสำหรับความจำเป็นทุกอย่างของเรา

เปาโลใช้เรื่องราวของชาวมาซิโดเนียเพื่อหนุนใจชาวโครินธ์ให้แบ่งปันเช่นเดียวกัน ชาวโครินธ์มีพร้อม “บริบูรณ์ทุกสิ่ง คือความเชื่อ ฝีปาก ความรู้ ความกระตือรือร้น และความรัก” บัดนี้พวกเขาจึงต้อง “ประกอบการกุศลนี้อย่างบริบูรณ์เหมือนกัน” (ข้อ 7)

ดังเช่นชาวมาซิโดเนียและผู้เชื่อในมิโซรัม เราเองก็สามารถสะท้อนถึงความเมตตาของพระบิดาได้โดยการให้ด้วยใจกว้างขวางในสิ่งที่เรามี

รักศัตรูของเรา

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ลินน์ เวสตันซึ่งเป็นพยาบาลทหารของกองทัพเรือ สหรัฐฯ ได้ขึ้นฝั่งไปกับนาวิกโยธินเมื่อพวกเขาเข้าค้นเกาะที่ศัตรูได้ยึดไว้ มีการบาดเจ็บเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ลินน์ทำแผลให้ทหารอย่างดีที่สุดเพื่อการถอนกำลังพล ในช่วงจังหวะหนึ่งหน่วยของเขาพบกับทหารฝ่ายศัตรูที่มีแผลฉกรรจ์บริเวณท้อง เนื่องจากลักษณะของบาดแผลชายคนนั้นจึงไม่สามารถดื่มน้ำได้ จ่าตรีเวสตันจึงฉีดพลาสม่าเข้าในเส้นเลือดเพื่อช่วยชีวิตเขา

“เก็บพลาสม่าไว้ช่วยพวกเราเอง ทหารเรือ!” นาวิกโยธินตะโกน จ่าตรีเวสตันไม่สนใจ เขารู้ว่าพระเยซูจะทำแบบนี้คือ “รักศัตรูของท่าน” (มธ.5:44)

พระเยซูทรงทำมากยิ่งกว่าเพียงแค่ตรัสคำพูดท้าทายเหล่านี้ เพราะพระองค์ทรงดำเนินชีวิตตามนั้นจริงๆ เมื่อมีกลุ่มคนมาจับพระองค์ไปหามหาปุโรหิต “ฝ่ายคนที่คุมพระเยซูก็เยาะเย้ยโบยตีพระองค์” (ลก.22:63) การข่มเหงดำเนินไปตลอดการไต่สวนและสั่งประหารชีวิตพระองค์ พระเยซูไม่เพียงแต่อดทนต่อสิ่งนั้น เมื่อพวกทหารโรมันตรึงพระองค์ พระองค์ทรงอธิษฐานขอการยกโทษให้พวกเขาด้วย (23:34)

เราอาจไม่ได้เผชิญหน้ากับศัตรูที่พยายามจะฆ่าเราจริงๆ แต่ทุกคนรู้ถึงความรู้สึกเมื่อต้องอดทนกับการเยาะเย้ยและการดูถูก การตอบสนองตามธรรมชาติของเราคือความโกรธ แต่พระเยซูได้กำหนดมาตรฐานไว้สูงกว่านั้น “จงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน” (มธ.5:44)

ในวันนี้ขอให้เราดำเนินในความรักเช่นนั้น โดยสำแดงความเมตตาอย่างที่พระเยซูทำ แม้แต่กับศัตรูของเรา

พระเจ้าทรงมองเห็นคุณ

“ลงมา!” เพื่อนของฉันพูดอย่างหนักแน่นกับลูกชายของเธอเมื่อเขาปีนขึ้นบนม้านั่งยาวในโบสถ์และโบกมือ “ผมอยากให้ศิษยาภิบาลมองเห็นผม” เขาตอบอย่างไร้เดียงสา “ถ้าผมไม่ยืนขึ้น เขาจะมองไม่เห็นผม”

แม้การยืนบนม้านั่งอาจเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำสำหรับโบสถ์ส่วนใหญ่ แต่ลูกชายของเพื่อนฉันก็มีเหตุผลที่ดี การยืนขึ้นและโบกมือเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้ศิษยาภิบาลมองเห็นและสนใจเขา

เมื่อเราพยายามจะเรียกความสนใจจากพระเจ้านั้น เราไม่ต้องกังวลในเรื่องที่จะให้พระองค์มองเห็นเรา เพราะพระเจ้าทรงมองเห็นเราตลอดเวลา พระองค์ทรงเป็นผู้เดียวกับที่ได้เปิดเผยพระองค์เองต่อฮาการ์เมื่อเธออยู่ในช่วงเวลาที่ตกต่ำ โดดเดี่ยวและสิ้นหวังมากที่สุดในชีวิต เธอถูกใช้เป็นเครื่องมือและมอบให้กับอับรามโดยนางซารายภรรยาของท่านเพื่อให้มีบุตรชาย (ปฐก.16:3) และเมื่อเธอตั้งครรภ์ อับรามปล่อยให้ซารายเคี่ยวเข็ญฮาการ์ “นางซารายเคี่ยวเข็ญหญิงนั้น จนนางหนีไปให้พ้นหน้า” (ข้อ 6)

หญิงคนใช้ที่วิ่งหนีไปนั้นกำลังตั้งครรภ์ โดดเดี่ยว และเป็นทุกข์อย่างยิ่ง แต่ในท่ามกลางความสิ้นหวังในถิ่นทุรกันดารนั้น พระเจ้าทรงเมตตาและส่งทูตสวรรค์ไปพูดกับเธอ ทูตสวรรค์บอกเธอว่าพระเจ้าทรง “รับฟังความทุกข์ร้อนของเจ้า” (ข้อ 11) เธอตอบกลับว่า “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ผู้ทรงเห็นข้าพเจ้า” (ข้อ 13 THSV11)

ช่างเป็นความเข้าใจอันประเสริฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่ามกลางถิ่นทุรกันดาร พระเจ้าทรงมองเห็นฮาการ์และทรงมีพระเมตตา และไม่ว่าเรื่องราวจะยากลำบากมากแค่ไหน พระเจ้าก็ทรงมองเห็นคุณเช่นกัน

รับใช้ด้วยความรัก

เมื่อคริสตัลเริ่มทำงานที่ร้านกาแฟเวอร์จิเนียครั้งแรกนั้น เธอมีลูกค้าชื่ออิบบี้ เนื่องจากอิบบี้มีความบกพร่องทางการได้ยิน เขาจึงสั่งด้วยการพิมพ์บนมือถือ หลังจากคริสตัลรู้ว่าอิบบี้เป็นลูกค้าประจำ เธอจึงตั้งใจจะบริการเขาให้ดียิ่งขึ้นด้วยการเรียนภาษามือเพิ่มเพื่อที่เขาจะสามารถสั่งออเดอร์ได้โดยไม่ต้องเขียนโน้ต

ด้วยการกระทำที่เล็กน้อยนั้น คริสตัลได้แสดงให้อิบบี้เห็นถึงความรักและการรับใช้ที่เปโตรหนุนใจให้เราทำให้แก่กันและกัน ในจดหมายที่มีถึงผู้เชื่อพระเยซูที่กระจัดกระจายและถูกขับไล่ไปนั้น อัครสาวกบอกให้พวกเขา “รักซึ่งกันและกันให้มาก” และใช้ของประทาน “เพื่อประโยชน์แก่กันและกัน” (1 ปต.4:8,10) ทักษะและความสามารถที่พระเจ้ามอบให้นั้นเป็นของประทานที่เราใช้เพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่นได้ และเมื่อเราทำเช่นนั้น คำพูดและการกระทำของเราจะนำมาซึ่งพระเกียรติแด่พระเจ้า

คำพูดของเปโตรมีความสำคัญเป็นพิเศษต่อคนเหล่านั้นที่ท่านเขียนถึง เพราะพวกเขากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดและโดดเดี่ยว ท่านหนุนใจให้พวกเขารับใช้ซึ่งกันและกันในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากเพื่อจะเสริมกำลังกันขึ้นขณะเผชิญการทดลอง แม้เราจะไม่รู้ถึงความเจ็บปวดที่อีกคนหนึ่งกำลังเผชิญ แต่พระเจ้าทรงช่วยให้เราแสดงความเห็นอกเห็นใจและรับใช้กันและกันด้วยความเมตตาและใจยินดีผ่านทางคำพูด สติปัญญา และความสามารถได้ ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เรารับใช้ผู้อื่นเพื่อจะสะท้อนให้เห็นถึงความรักของพระองค์

เวลาของพระเจ้า

แม็กรอคอยการไปเที่ยวต่างประเทศที่เธอวางแผนไว้แล้ว แต่เช่นเดียวกับที่เธอทำมาตลอด เธออธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อน “ก็แค่วันหยุดเท่านั้นเอง” เพื่อนของเธอทัก “ทำไมเธอต้องปรึกษาพระเจ้าด้วย” แต่แม็กเชื่อในการวางมอบทุกอย่างไว้กับพระองค์ ครั้งนี้เธอรู้สึกว่าพระเจ้าหนุนใจให้เธอยกเลิกการเดินทาง เธอจึงทำตามนั้น และต่อมาในช่วงเวลาที่เธอควรจะอยู่ที่นั่น ได้เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ที่ประเทศนั้น เธอบอกว่า “ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงปกป้องฉัน”

โนอาห์ก็พึ่งพาในการปกป้องของพระเจ้าเช่นกันเมื่อท่านและครอบครัวรออยู่ในเรือเป็นเวลาเกือบสองเดือนหลังจากน้ำท่วมลดลง หลังจากต้องอยู่ในเรือมานานกว่าสิบเดือน ท่านคงกระตือรือร้นอยากออกมาข้างนอก ในที่สุดแล้ว “น้ำก็แห้งจากแผ่นดิน” และ “พื้นดินแห้ง” (ปฐก.8:13) แต่โนอาห์ไม่ได้พึ่งพาแค่สิ่งที่ท่านมองเห็น ท่านออกจากเรือตอนที่พระเจ้าบอกให้ออกมา (ข้อ 15-19) ท่านเชื่อวางใจว่าพระเจ้าทรงมีเหตุผลที่ดีสำหรับการรอคอยที่ยาวนานมากขึ้น บางทีพื้นดินอาจยังไม่ปลอดภัยพอก็เป็นได้

เมื่อเราอธิษฐานในเรื่องการตัดสินใจของชีวิต โดยใช้สติปัญญาที่พระเจ้ามอบให้และรอคอยการทรงนำของพระองค์ เราสามารถวางใจในเวลาของพระองค์ได้ โดยรู้ว่าองค์พระผู้สร้างผู้ทรงปัญญาของเรารู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเรา ดังที่ผู้เขียนสดุดีกล่าวไว้ว่า “ข้าแต่พระเจ้า แต่ข้าพระองค์วางใจในพระองค์...วันเวลาของข้าพระองค์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์” (สดด.31:14-15)

เรื่องของคนอื่น

หลานสี่คนของเรากำลังเล่นชุดของเล่นรถไฟ เด็กสองคนที่อายุน้อยกว่ากำลังทะเลาะกันแย่งหัวรถจักร เมื่อหลานชายวัยแปดขวบของเรากำลังเริ่มเข้าไปแทรกแซง น้องสาววัยหกขวบของเขาพูดขึ้นว่า “อย่าไปยุ่งกับเรื่องของพวกเขา” โดยปกติแล้วนี่เป็นคำพูดที่ฉลาดสำหรับพวกเรา แต่เมื่อการทะเลาะกันกลับกลายเป็นการเสียน้ำตา คุณยายจึงเข้าไปแยกพวกเขาออก และปลอบโยนเด็กที่ทะเลาะกัน

การไม่ไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเป็นสิ่งที่ดีหากการทำเช่นนั้นจะยิ่งทำให้เรื่องแย่ลง แต่บางครั้งเราต้องเข้าไปมีส่วนพร้อมด้วยคำอธิษฐาน อัครสาวกเปาโลได้ให้ตัวอย่างถึงช่วงเวลาที่เราควรจะทำเช่นนั้นในจดหมายที่ท่านเขียนถึงชาวฟีลิปปี ท่านหนุนใจให้ผู้หญิงสองคน คือนางยูโอเดียและนางสินทิเค “ให้มีจิตใจปรองดองกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า” (4:2) เห็นได้ชัดว่าความไม่ปรองดองของทั้งสองนั้นรุนแรงจนเปาโลรู้สึกว่าต้องเข้าไปแทรกแซง (ข้อ 3) แม้ว่าท่านจะยังอยู่ในคุก (1:7)

เปาโลรู้ว่าการโต้เถียงของหญิงทั้งสองทำให้เกิดการไม่ปรองดองและหันเหความสนใจไปจากพระกิตติคุณ ท่านจึงพูดความจริงอย่างอ่อนโยนเมื่อเตือนเธอว่าชื่อของทั้งสองถูกบันทึกไว้ใน “หนังสือ[แห่ง]ชีวิต”(4:3) เปาโลต้องการให้หญิงทั้งสองและทุกคนในคริสตจักรใช้ชีวิตในแบบคนของพระเจ้าทั้งในความคิดและการกระทำ (ข้อ 4-9)

เมื่อคุณไม่แน่ใจว่าควรเข้าแทรกแซงหรือไม่ จงอธิษฐานและวางใจว่า “พระเจ้าแห่งสันติสุขจะทรงสถิตกับท่าน” (ข้อ 9; ดูข้อ 7)

เกือบถูกก็คือผิด

ในด้านภาพยนตร์นั้นถือว่าทำได้ดี เพลงประกอบก็สะท้อนอารมณ์และทำให้รู้สึกสงบ ส่วนเนื้อหานั้นเข้าใจได้ง่ายและน่าสนใจ วิดีโอนี้นำเสนองานวิจัยของต้นเรดวู้ดที่ถูกฉีดสารที่คล้ายกับอะดรีนาลีนเพื่อยับยั้งไม่ให้มันเข้าสู่ภาวะการจำศีล ต้นไม้เหล่านั้นจึงตายลงเพราะพวกมันไม่ได้เข้าสู่วงจรของการ “จำศีลในฤดูหนาว” ตามธรรมชาติ

สิ่งที่วิดีโอนี้กำลังสื่อคือสภาพนี้อาจเกิดขึ้นกับเราได้เช่นกันถ้าเรายุ่งอยู่ตลอดเวลาโดยไม่มีฤดูแห่งการหยุดพัก และนั่นอาจเป็นเรื่องจริง แต่วิดีโอนั้นมีเนื้อหาที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่เคยมีงานวิจัยนี้ ต้นเรดวู้ดมีสีเขียวอยู่ตลอดโดยไม่มีช่วงจำศีล และต้นไม้ในวิดีโอเป็นต้นสนซีคัวญ่ายักษ์ไม่ใช่ต้นเรดวู้ดแนวชายฝั่ง แม้ว่าวิดีโอนี้จะดูมีประโยชน์ แต่มันตั้งอยู่บนความหลอกลวง

เราอาศัยอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้การหลอกลวงขยายใหญ่และเพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดที่ทำให้เราเชื่อว่านั่นคือความจริง พระธรรมสุภาษิตซึ่งเต็มไปด้วยพระปัญญาของพระเจ้าพูดถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนของความจริงและความหลอกลวง “ริมฝีปากที่พูดจริงทนอยู่ได้เป็นนิตย์ แต่ลิ้นที่พูดมุสาอยู่ได้เพียงประเดี๋ยวเดียว” (12:19) และข้อต่อไปบอกเราว่า “ความหลอกลวงอยู่ในใจของบรรดาผู้คิดแผนการชั่วร้าย แต่บรรดาผู้กะแผนงานที่ดีมีความชื่นบาน” (ข้อ 20)

ในทุกสิ่งนั้นจะต้องมีความซื่อตรง ไม่ว่าจะเป็นพระบัญชาของพระเจ้าไปจนถึงวิดีโอเกี่ยวกับการจำศีลในฤดูหนาว เพราะความจริง “ทนอยู่ได้เป็นนิตย์”

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา