พระเจ้าจะทรงตอบ
เมื่อศิษยาภิบาลทิโมธีสวมแถบคอเสื้อของนักเทศน์ขณะเดินทาง มักจะมีคนแปลกหน้าเข้ามาหา “ขอช่วยอธิษฐานเผื่อฉันด้วย” คนในสนามบินพูดเมื่อเห็นแถบคอเสื้อด้านบนเสื้อสูทสีเข้มธรรมดาๆของเขา ในเที่ยวบินครั้งล่าสุด หญิงคนหนึ่งสังเกตเห็นจึงคุกเข่าลงข้างที่นั่งของเขาและร้องขอว่า “คุณเป็นศิษยาภิบาลหรือเปล่า คุณอธิษฐานเผื่อฉันได้ไหม” แล้วศิษยาภิบาลก็อธิษฐาน
ข้อความตอนหนึ่งในเยเรมีย์ให้ความกระจ่างว่าทำไมเราจึงรู้ว่าพระเจ้าทรงได้ยินและทรงตอบคำอธิษฐาน พระเจ้าทรงห่วงใย! พระองค์ให้สัญญากับคนที่พระองค์ทรงรักซึ่งเป็นคนบาปและถูกเนรเทศว่า “เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ” (29:11) พระเจ้าทรงรอคอยเวลาที่พวกเขาจะกลับมาหาพระองค์ “แล้วเจ้าจะทูลขอต่อเรา และมาอธิษฐานต่อเรา” แล้วพระองค์ตรัสว่า “และเราจะฟังเจ้า เจ้าจะแสวงหาเราและพบเราเมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสิ้นสุดใจของเจ้า” (ข้อ 12-13)
ผู้เผยพระวจนะได้เรียนรู้ถึงสิ่งนี้และอีกหลายสิ่งเกี่ยวกับการอธิษฐานขณะที่ท่านถูกคุมขังในเรือนจำ พระเจ้าทรงรับรองกับท่านว่า “จงทูลเรา และเราจะตอบเจ้า และจะบอกสิ่งที่ใหญ่ยิ่งและที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเจ้าไม่รู้นั้นให้แก่เจ้า” (33:3)
พระเยซูทรงหนุนใจให้เราอธิษฐานเช่นกัน พระองค์ตรัสว่า “พระบิดาของท่านทรงทราบก่อนที่ท่านทูลขอแล้ว” (มธ.6:8) ดังนั้นจง “ขอ” “หา” และ “เคาะ” เมื่ออธิษฐาน (7:7) ทุกคำร้องทูลของเราจะนำเราให้ใกล้ชิดมากขึ้นกับพระองค์ผู้ทรงตอบคำอธิษฐานของเรา เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนแปลกหน้าในการอธิษฐานต่อพระเจ้า พระองค์ทรงรู้จักเราและอยากได้ยินจากเรา เราสามารถนำความกังวลของเราทูลต่อพระองค์ได้ในเวลานี้
ของขวัญที่ดีที่สุด
ขณะที่ฉันอยู่ในงานประกาศครั้งหนึ่งในระหว่างการเดินทางไปทำพันธกิจระยะสั้นที่ประเทศเปรู มีชายหนุ่มคนหนึ่งมาขอเงินฉัน ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ทีมของฉันได้รับคำแนะนำว่าอย่าให้เงินใคร แล้วฉันจะช่วยเขาอย่างไร แล้วฉันก็นึกถึงคำตอบของอัครทูตเปโตรและยอห์นที่บอกคนง่อยในกิจการ 3 ฉันอธิบายให้เขาฟังว่าฉันให้เงินเขาไม่ได้ แต่ฉันสามารถแบ่งปันข่าวดีเรื่องความรักของพระเจ้ากับเขาได้ เมื่อเขาบอกว่าเขาเป็นเด็กกำพร้า ฉันบอกเขาว่าพระเจ้าทรงต้องการเป็นพ่อของเขา เขาก็ร้องไห้ และฉันได้แนะนำเขากับสมาชิกคนหนึ่งของคริสตจักรที่จัดงานให้ดูแลเขาต่อไป
บางครั้งเราอาจรู้สึกว่าคำพูดที่มีนั้นไม่เพียงพอ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถเสริมกำลังเราเมื่อเราแบ่งปันเรื่องของพระเยซูกับผู้อื่น
เมื่อเปโตรและยอห์นได้พบชายคนนั้นที่ลานพระวิหาร พวกเขารู้ว่าการแบ่งปันเรื่องของพระคริสต์เป็นของขวัญที่ดีที่สุด “เปโตรกล่าวว่า ‘เงินและทองเราไม่มี แต่ที่เรามีอยู่เราจะให้ท่าน คือในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธ จงเดินเถิด’” (ข้อ 6) ชายคนนั้นได้รับความรอดและการรักษาในวันนั้น พระเจ้ายังคงใช้เราเพื่อนำผู้ที่หลงหายมาหาพระองค์
ขณะที่เรามองหาของขวัญที่ดีที่สุดเพื่อมอบให้ผู้อื่นในช่วงคริสต์มาสนี้ ให้เราจดจำว่าของขวัญที่แท้จริงนั้นคือการได้รู้จักพระเยซู และได้รับของขวัญแห่งความรอดนิรันดร์ที่พระองค์มอบให้กับเรา ขอให้เรายังคงแสวงหาที่พระเจ้าจะทรงใช้เราต่อไปเพื่อนำผู้คนมาหาพระผู้ช่วยให้รอด
คำหนุนใจจากพระสัญญาของพระเจ้า
วันนั้นเป็นวันที่ยาวนานในโรงพยาบาล ยังคงไม่มีคำอธิบายถึงอาการป่วยที่เกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มวัยสิบเก้าปีผู้ร่าเริงสดใส ครอบครัวกลับมาถึงบ้านด้วยความรู้สึกท้อแท้ แต่พวกเขาต้องประหลาดใจที่มีกล่องตกแต่งอย่างสวยงามวางอยู่ที่ขั้นบันไดโดยมีข้อพระคัมภีร์อิสยาห์ 43:2 พิมพ์ไว้ด้านหน้า ส่วนด้านในมีข้อพระคัมภีร์หลากหลายที่เพื่อนๆเขียนด้วยลายมือเพื่อให้กำลังใจ หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นพวกเขาใช้เวลาไปกับคำหนุนใจจากข้อพระคัมภีร์และท่าทีที่เป็นห่วงเป็นใยจากมิตรสหายของครอบครัว
ผู้คนที่กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากหรือปัญหาในครอบครัวต้องการกำลังใจที่จริงใจเสมอ พระคัมภีร์ทั้งที่ยกมาทั้งตอนหรือเพียงข้อเดียวก็สามารถหนุนใจทั้งตัวคุณ เพื่อน หรือสมาชิกในครอบครัวได้ อิสยาห์ 43 เต็มไปด้วยคำหนุนใจสั้นๆที่จะนำไปใช้เป็นข้อๆหรือใช้ทั้งตอน ลองพิจารณาข้อความที่เลือกมาสองสามข้อต่อไปนี้ พระเจ้าได้ “สร้างท่าน” “ปั้นท่าน” “ไถ่ [ท่าน]แล้ว” และทรงเรียกคุณ “ตามชื่อ” (ข้อ 1) พระเจ้า “จะอยู่กับเจ้า” (ข้อ 2) พระองค์ทรงเป็น “องค์บริสุทธิ์แห่งอิสราเอล” และพระองค์ทรงเป็น “[พระ]ผู้ช่วยให้รอด” ของเรา (ข้อ 3)
เมื่อคุณใคร่ครวญถึงพระสัญญาของพระเจ้า ขอให้พระสัญญาเหล่านั้นหนุนใจแก่คุณ และเมื่อพระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งที่คุณต้องการแล้ว คุณก็สามารถให้กำลังใจผู้อื่นได้ กล่องใส่ข้อพระคัมภีร์ไม่ได้มีราคาแพง แต่ส่งผลที่ประเมินค่าไม่ได้ แม้จะผ่านไปห้าปีแล้ว การ์ดข้อพระคัมภีร์บางอันก็ยังคงมีคุณค่าทางใจสำหรับครอบครัวนี้
ชีวิตใหม่ในพระเยซู
บาเฮียร์และเมเด็ตเป็นเพื่อนสนิทที่สุด ซึ่งเติบโตมาด้วยกันในแถบเอเชียกลาง แต่เมื่อบาเฮียร์มาเป็นผู้เชื่อในพระเยซูทุกอย่างก็เปลี่ยนไป หลังจากที่เมเด็ตแจ้งความต่อหน่วยงานของรัฐ บาเฮียร์ก็ต้องทนทุกข์กับการถูกทรมานอย่างเจ็บปวด ผู้คุมตะคอกใส่เขาว่า “ปากนี้จะไม่พูดถึงพระนามของพระเยซูอีกต่อไป” แม้ว่าบาเฮียร์จะเลือดออกมาก แต่เขาก็พูดออกมาจนได้ว่า พวกผู้คุมอาจหยุดเขาไม่ให้พูดถึงพระคริสต์ แต่จะไม่มีวัน “เปลี่ยนแปลงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำในใจของผม”
คำพูดนั้นยังคงอยู่กับเมเด็ต ไม่กี่เดือนต่อมาเมเด็ตทนทุกข์กับความเจ็บป่วยและความสูญเสีย เขาจึงเดินทางไปตามหาบาเฮียร์ที่ได้รับการปล่อยตัวออกจากคุกแล้ว เขาเปลี่ยนจากความเย่อหยิ่งและขอให้เพื่อนแนะนำเขาให้รู้จักกับพระเยซู
เมเด็ตแสดงออกตามความรู้สึกผิดที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ในแบบเดียวกับผู้คนที่มารวมตัวกันรอบๆเปโตรในเทศกาลเพ็นเทคอสต์ พวกเขารู้สึก “แปลบปลาบใจ” เมื่อเห็นพระคุณของพระเจ้าที่หลั่งไหลมาและได้ยินคำพยานของเปโตรเกี่ยวกับพระคริสต์ (กจ.2:37) เปโตรเรียกร้องผู้คนให้กลับใจและรับบัพติศมาในพระนามของพระเยซู และมีประมาณสามพันคนที่ทำตาม พวกเขาละทิ้งวิถีชีวิตแบบเก่า เช่นเดียวกับที่เมเด็ตเองก็กลับใจและติดตามองค์พระผู้ช่วยให้รอด
ของขวัญแห่งชีวิตใหม่ในพระเยซูนั้นมีให้สำหรับทุกคนที่เชื่อในพระองค์ ไม่ว่าเราจะเคยทำอะไรมาก่อน เราก็ยังสามารถชื่นชมยินดีในการที่บาปของเราได้รับการอภัยเมื่อเราวางใจในพระองค์
ทดลองและทดสอบ
สแตนลี่ย์รักในความยืดหยุ่นและอิสระของงานที่เขาทำในฐานะคนขับรถรับจ้างส่วนบุคคล โดยเฉพาะการที่เขาสามารถเริ่มและหยุดงานได้ตามเวลาที่ต้องการ และไม่ต้องรายงานเรื่องเวลาทำงานและความเคลื่อนไหวของตนให้กับใคร แต่เขากล่าวว่านั่นกลับเป็นเรื่องยากที่สุด
“การทำงานแบบนี้ทำให้มีเรื่องชู้สาวเข้ามาได้ง่ายมาก” เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมา “ผมรับผู้โดยสารทุกประเภท แต่ไม่มีใครรู้ว่าผมอยู่ที่ไหนในแต่ละวันรวมทั้งภรรยาของผมด้วย” การต่อต้านการทดลองนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และเพื่อนๆคนขับรถหลายคนก็ต้านทานไม่ไหว เขาอธิบายว่า “สิ่งที่หยุดผมไว้คือการคิดว่าพระเจ้าจะทรงคิดเช่นไร และภรรยาของผมจะรู้สึกอย่างไร”
พระเจ้าผู้ทรงสร้างเราแต่ละคนทรงทราบถึงจุดอ่อนของเรา ความปรารถนาที่มี และทรงรู้ว่าเราถูกล่อลวงได้ง่ายเพียงใด แต่ตามที่ 1 โครินธ์ 10:11-13 เตือนว่า เราสามารถขอความช่วยเหลือจากพระองค์ได้ “พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้” เปาโลกล่าวว่า “เมื่อท่านถูกทดลองนั้น [พระเจ้า ]จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้” (ข้อ 13) “ทางที่จะหลีกเลี่ยงได้” นั้นอาจเป็นความกลัวต่อผลที่ตามมา เป็นความรู้สึกผิด เป็นการคิดถึงข้อพระคัมภีร์ มีสิ่งที่เบี่ยงเบนความสนใจในเวลานั้นพอดี หรือสิ่งอื่นนอกเหนือจากนี้ เมื่อเราขอกำลังจากพระเจ้า พระวิญญาณจะหันสายตาของเราจากสิ่งที่ล่อลวงเรา และช่วยให้เรามองไปยังทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ซึ่งพระองค์ประทานให้
หัวใจของคริสต์มาส
ในงานเลี้ยงอาหารค่ำวันคริสต์มาสที่จัดขึ้นที่คริสตจักรของเราเพื่อเฉลิมฉลองวัฒนธรรมนานาชาติของผู้ที่มาร่วมงาน ฉันปรบมืออย่างสนุกสนานไปกับเสียงดาร์บูกา (กลองชนิดหนึ่ง) และเสียงอู๊ด (เครื่องดนตรีคล้ายกีตาร์) ขณะที่วงดนตรีบรรเลงเพลงคริสต์มาสดั้งเดิมของตะวันออกกลางชื่อว่า “เลย์ลัต อัล-มิลาด” นักร้องประจำวงได้อธิบายความหมายของชื่อเพลงว่า “คืนแห่งคริสต-สมภพ” เนื้อร้องเตือนใจผู้ฟังว่าหัวใจของคริสต์มาสคือการรับใช้ผู้อื่นในรูปแบบต่างๆ เช่น การจัดหาน้ำให้แก่ผู้ที่กระหายน้ำ หรือการปลอบโยนผู้ที่ร้องไห้
บทเพลงนี้น่าจะนำมาจากคำอุปมาตอนหนึ่งที่พระเยซูทรงชมเชยผู้ติดตามของพระองค์ในสิ่งที่พวกเขากระทำเพื่อพระองค์ คือพวกเขาได้จัดเตรียมอาหารเมื่อพระองค์ทรงหิว หาน้ำดื่มให้เมื่อทรงกระหาย และเป็นเพื่อนดูแลเมื่อพระองค์เจ็บป่วยและอยู่ลำพัง (มธ.25:34-36) แทนที่จะตอบรับคำชมเชยของพระเยซู ผู้คนในคำอุปมากลับประหลาดใจเพราะคิดว่าพวกเขาไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้เพื่อพระคริสต์ พระองค์ตรัสตอบว่า “ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย” (ข้อ 40)
ในช่วงเทศกาลวันหยุดนี้ ผู้คนมักได้รับการหนุนใจให้เข้าถึงหัวใจของคริสต์มาสด้วยการแสดงท่าทีในการเฉลิมฉลอง แต่ “เลย์ลัต อัล-มิลาด” เตือนว่าเราสามารถนำหัวใจที่แท้จริงของคริสต์มาสไปปฏิบัติโดยการห่วงใยผู้อื่น และที่น่าประหลาดใจคือเมื่อเราทำเช่นนั้น เราไม่เพียงแต่รับใช้ผู้อื่นเท่านั้น แต่เรายังได้รับใช้พระเยซูด้วยเช่นกัน
คำอธิษฐานตามพระทัยพระเจ้า
ขณะเป็นผู้เชื่อใหม่ในพระเยซู ฉันหยิบพระคัมภีร์เพื่อการเฝ้าเดี่ยวเล่มใหม่ขึ้นมาและอ่านข้อที่คุ้นเคยว่า “จงขอแล้วจะได้” (มธ.7:7) มีคำอธิบายเขียนไว้ว่า สิ่งที่เราควรทูลขอจากพระเจ้าจริงๆคือขอให้ความตั้งใจของเราสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระองค์ เมื่อเราแสวงหาให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จ เราก็มั่นใจได้ว่าเราจะได้รับสิ่งที่ทูลขอ นั่นเป็นแนวคิดใหม่สำหรับฉัน และฉันก็ได้อธิษฐานขอให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จในชีวิตของฉัน
ต่อมาในวันเดียวกันนั้นเอง ฉันรู้สึกตื่นเต้นอย่างไม่คาดคิดเกี่ยวกับโอกาสในการทำงานที่ฉันได้ปฏิเสธในใจไปแล้ว และฉันก็นึกถึงคำอธิษฐานนั้น บางทีสิ่งที่ฉันไม่คิดว่าตัวเองต้องการอาจเป็นส่วนหนึ่งของน้ำพระทัยพระเจ้าสำหรับชีวิตฉัน ฉันอธิษฐานต่อไปและรับงานนั้นในที่สุด
พระเยซูทรงวางแบบอย่างนี้ให้แก่เราในช่วงเวลาที่จริงจังและมีความสำคัญชั่วนิรันดร์ ก่อนการทรยศและถูกจับไปตรึงกางเขน พระองค์อธิษฐานว่า “พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไป... แต่...อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด” (ลก.22:42) คำอธิษฐานของพระคริสต์เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานขณะที่ทรงเผชิญความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจ (ข้อ 44) แต่พระองค์ยังทรงสามารถอธิษฐาน “อย่างจริงจัง” (TNCV) เพื่อให้น้ำพระทัยของพระเจ้านั้นสำเร็จ
ให้น้ำพระทัยพระเจ้าสำเร็จได้กลายเป็นคำอธิษฐานสูงสุดของชีวิตฉัน หมายความว่าฉันอาจปรารถนาสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องการหรือไม่ งานที่ฉันไม่ต้องการแต่แรกกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางในสำนักพิมพ์คริสเตียน เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันเชื่อว่าน้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จแล้วในเวลานั้น
เมื่อชีวิตปรากฏ
ในปีค.ศ.1986 ภัยพิบัตินิวเคลียร์เชอร์โนบิลในยูเครนได้รับความสนใจจากทั่วโลก เมื่อความรุนแรงของภัยพิบัติปรากฏชัดเจน เจ้าหน้าที่ก็รีบเร่งทำภารกิจที่สำคัญยิ่งยวดในการจำกัดวงของรังสี รังสีแกมม่าที่เป็นอันตรายจากเศษซากที่มีกัมมันตภาพรังสีสูงยังคงทำลายหุ่นยนต์ที่นำไปใช้ในการเก็บกวาดสิ่งที่เป็นพิษเหล่านี้
ดังนั้นพวกเขาจึงต้องใช้ “หุ่นยนต์ที่มีชีวิต” ซึ่งก็คือมนุษย์นั่นเอง! วีรบุรุษหลายพันคนกลายเป็น “ผู้ชำระล้างเชอร์โนบิล” พวกเขากำจัดวัตถุอันตรายด้วยการ “ผลัดเวร” ครั้งละเก้าสิบวินาทีหรือน้อยกว่านั้น คนเหล่านั้นทำในสิ่งที่เทคโนโลยีทำไม่ได้ โดยที่แต่ละคนตกอยู่ในความเสี่ยงสูงยิ่ง
นานมาแล้ว การกบฏของเราต่อพระเจ้าทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงที่นำไปสู่หายนะทั้งหลายที่ตามมา (ดูปฐก.3) โดยทางอาดัมและเอวา เราได้เลือกที่จะแยกทางกับพระผู้สร้างของเรา และเราได้ทำให้โลกนี้อยู่ในภาวะเป็นพิษที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เราไม่มีทางเก็บกวาดได้ด้วยตัวเราเอง
นั่นคือความหมายทั้งหมดของวันคริสต์มาส อัครทูตยอห์นเขียนถึงพระเยซูว่า “และชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน และประกาศชีวิตนิรันดร์นั้นแก่ท่านทั้งหลาย ชีวิตนั้นได้ดำรงอยู่กับพระบิดาและได้ปรากฏแก่เราทั้งหลาย” (1ยน.1:2) แล้วยอห์นประกาศว่า “พระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ก็ชำระเราทั้งหลายให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น” (ข้อ 7)
สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างไม่สามารถให้ในสิ่งที่พระเยซูประทานนี้ได้ เมื่อเราเชื่อในพระองค์ พระองค์จะทรงฟื้นฟูเราให้มีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระบิดาของพระองค์ พระเยซูเป็นผู้ชำระล้างความตาย ชีวิตนั้นได้ปรากฏแล้ว
พระเจ้าทรงรู้จักฉัน
เมื่อพี่สาวฉันพบหนังสือนิทานในวัยเด็กของเรา แม่ของฉันซึ่งตอนนี้อายุเจ็ดสิบปีแล้วรู้สึกดีใจมาก ท่านจำรายละเอียดตลกๆทั้งหมดของเจ้าหมีที่ขโมยน้ำผึ้งและถูกฝูงผึ้งที่โมโหไล่ล่าได้ ท่านยังจำได้ว่าฉันกับพี่หัวเราะกันขนาดไหนในขณะที่คอยลุ้นให้เจ้าหมีหนีไปได้ ฉันบอกแม่ว่า “ขอบคุณค่ะที่คอยเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังตอนเรายังเด็ก” ท่านรู้เรื่องราวทั้งหมดของฉันรวมถึงสิ่งที่ฉันเป็นในวัยเด็กด้วย ตอนนี้ฉันโตแล้ว ท่านก็ยังรู้จักและเข้าใจฉัน
พระเจ้าก็เช่นกัน พระองค์ทรงรู้จักเราอย่างลึกซึ้งเกินกว่าที่มนุษย์คนใดจะสามารถรู้จักได้ รวมถึงตัวเราเองด้วย ดาวิดบอกว่าพระองค์ทรง “ตรวจสอบ” เรา (สดด.139:1) พระองค์ทรงตรวจสอบเราด้วยความรักและเข้าใจเราอย่างถ่องแท้ พระเจ้าทรงทราบความคิดของเรา ทรงเข้าใจเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังและความหมายของสิ่งที่เราพูด (ข้อ 2, 4) พระองค์ทรงสนิทสนมคุ้นเคยกับทุกรายละเอียดที่ทำให้เราเป็นเรา และพระองค์ทรงใช้ความรู้นี้เพื่อช่วยเรา (ข้อ 2-5) พระองค์ผู้ทรงรู้จักเรามากที่สุดจะไม่หันหลังใส่เราด้วยความไม่พอใจ แต่จะทรงเข้ามาหาเราด้วยความรักและพระปัญญาของพระองค์
เมื่อเรารู้สึกโดดเดี่ยว ถูกมองข้าม หรือถูกลืม เรารู้สึกมั่นคงได้ในความจริงที่ว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับเราเสมอ ทรงมองเห็นเรา และรู้จักเรา (ข้อ 7-10) พระองค์ทรงรู้จักเราในทุกแง่มุมที่คนอื่นไม่รู้ และอื่นๆอีกมากมาย เราสามารถพูดด้วยความมั่นใจเช่นเดียวกับดาวิดว่า “พระองค์ได้...ทรงรู้จักข้าพระองค์...พระหัตถ์ของพระองค์จะนำข้าพระองค์ และพระหัตถ์ขวาของพระองค์จะยึดข้าพระองค์ไว้” (ข้อ 1, 10)